17 เมษายน ย้อนไปเมื่อ 12 ปีก่อน…วันนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็น วันสุดท้าย กับการได้ใช้ชีวิตธรรมดา ๆ ของ “บิลลี่ – พอละจี รักจงเจริญ” ชาวบ้านแห่งชุมชนชาติพันธุ์กลางผืนป่าใหญ่แก่งกระจาน เพราะในช่วงบ่ายแก่ ๆ วันเดียวกัน เขาได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และนับตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยได้กลับบ้านอีกเลย
การหายตัวไปของชายคนหนึ่ง ไม่ได้พรากเพียงชีวิตของเขาไปจากครอบครัว แต่ยังทิ้งบาดแผลยาวนานให้คนข้างหลังต้องอยู่กับคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใครทำ ? ทำไปทำไม ? และเหตุใด ? ความยุติธรรมจึงเดินทางมาถึงช้าเหลือเกิน

แม้เวลาจะผ่านมากว่าทศวรรษ บิลลี่ ยังคงถูกจดจำ ไม่ใช่ในฐานะผู้สูญหาย แต่เขาคือสัญลักษณ์ การต่อสู้ ของคนตัวเล็ก ๆ ที่ลุกขึ้นทวงสิทธิในแผ่นดินเกิด ขณะเดียวกัน คดีอุ้มหายของเขากลับสะท้อนภาพการแตกสลายของกระบวนการยุติธรรม ที่ยังไม่อาจพาผู้กระทำผิดมารับผิดได้อย่างสมบูรณ์
บิลลี่ คือ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ชาติพันธุ์ปกาเกอะญอแห่งบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เขาคือหลานชายของ ปู่คออี้ – คออิ มีมิ ผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้ยืนหยัดปกป้องสิทธิชุมชน เขาเติบโตมาพร้อมภาพจำของชาวบ้านที่ถูกผลักออกจากผืนป่าพื้นที่ทำกินดั้งเดิม ถูกทำให้ไร้เสียง และถูกมองข้ามจากรัฐ

โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ปี 2554 เมื่อเจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอนและเผาทำลายบ้านเรือนชาวบ้านใจแผ่นดิน บิลลี่ ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ช่วยเรียกร้องความเป็นธรรม ทั้งเรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิในที่อยู่อาศัย จนความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐยิ่งชัดเจนขึ้น
บิลลี่ เป็นทั้งผู้ประสานงาน ล่ามระหว่างชาวบ้านกับทนายความและองค์กรสิทธิ เป็นผู้รวบรวมข้อมูลชุมชน จัดทำแผนที่ บันทึกประวัติศาสตร์ชุมชน และยังเป็นพยานปากสำคัญในคดีที่ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย ฟ้อง ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากกรณีเผาบ้านและยุ้งฉางของชาวบ้านจนได้รับความเสียหาย
ก่อนที่ไม่นานหลังจากนั้น พยานคนสำคัญ จะหายตัวไป และชื่อของเขาจะกลายเป็นคำถามค้างคาในสังคมไทยมาจนถึงวันนี้
17 เมษายน 2557 หรือเพียง 1 เดือน ก่อนวันที่ศาลปกครองกลาง มีนัดเรียกพยานเข้าให้ข้อมูล บิลลี่ ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมตัวที่ด่านตรวจเขามะเร็ว ขณะขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านบางกลอย โดยอ้างว่าครอบครองน้ำผึ้งป่า 6 ขวด และหัวหน้าชัยวัฒน์ ได้นำตัวบิลลี่ไปพร้อมรถจักรยานยนต์
…จากนั้น ก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย

Timeline คดีบังคับสูญหาย ‘บิลลี่’
- 18 เมษายน 2557 : “มึนอ” – พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ แจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน และออกค้นหาตามสถานที่ต่าง ๆ แต่ก็ไม่พบร่องรอย
- 24 เมษายน 2557 : หลังจากการหายตัวไปของบิลลี่… มึนอ และทนายความ ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ให้ขอไต่สวนฉุกเฉิน เนื่องจากเชื่อว่าบิลลี่อาจจะยังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ควบคุมตัว ซึ่งเรื่องอยู่ในกระบวนการยุติธรรมมาเกือบ 2 ปี ทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ยกคำร้อง
- 16 มกราคม 2560 : กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไม่รับกรณีบิลลี่เป็นคดีพิเศษ โดยให้เหตุผลว่า มีการสืบสวนคดีนี้แล้วมากกว่า 2 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ และอ้างว่า มึนอผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในคดี
- 28 มิถุนายน 2561 : คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติรับกรณีบิลลี่เป็นคดีพิเศษ โดยหลังจากนั้นมีการสอบพยานเพิ่มเติมหลายปาก
- 11 กรกฎาคม 2561 : เว็บไซต์ราชกิจจาบุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง มติคณะกรรมการคดีพิเศษให้คดีความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ
- 27 สิงหาคม 2562 : ครอบครัวบิลลี่ พร้อมทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้มีคำสั่งให้บิลลี่เป็นบุคคลสาบสูญ
- 3 กันยายน 2562 : อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงความคืบหน้าการสืบสวนคดีการหายตัวไปของบิลลี่ ว่าในเดือนเมษายน เจ้าหน้าที่พบกระดูกกะโหลกมนุษย์ในถังขนาด 200 ลิตรจมอยู่ใต้น้ำ บริเวณสะพานแขวนเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน จากการตรวจสอบ พบว่า กระดูกมีดีเอ็นเอตรงกับมารดาของบิลลี่ ซึ่งอนุมานเบื้องต้นได้ว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว
- 11 พฤศจิกายน 2562 : DSI ขออนุมัติหมายจับ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกรวม 4 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
- 12 พฤศจิกายน 2562 : ชัยวัฒน์ และพวกรวม 4 คน เข้ามอบตัว ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับการประกันตัวในวันเดียวกัน ต่อมา DSI ได้สรุปสำนวนคดีบิลลี่ส่งให้พนักงานอัยการ รวม 6 ข้อหา
- 23 มกราคม 2563 : พนักงานอัยการ มีหนังสือถึง DSI เรื่องสั่งไม่ฟ้อง ชัยวัฒน์ กับพวกในข้อหาอุ้มฆ่า อ้างว่าไม่มีประจักษ์พยานและพยานแวดล้อม ที่จะเชื่อมโยงว่าผู้ต้องหาได้ร่วมกันกระทำผิด โดยสั่งฟ้องเพียงข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
- 18 มกราคม 2565 : DSI ส่งข้อมูลการสอบสวนเพิ่มเติมใน 4 ประเด็น ให้สำนักงานอัยการสูงสุด หลังก่อนหน้านั้น ได้ทำความเห็นแย้งส่งให้อัยการ และอัยการส่งเรื่องให้ DSI ทำการสอบสวนเพิ่มเติม
- 10 สิงหาคม 2565 : อัยการสูงสุด ลงนามในความเห็นสั่งฟ้อง ชัยวัฒน์ และพวก ใน 4 ข้อหา หนึ่งในนั้นเป็นข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
- 5 กันยายน 2565 : DSI นำตัว ชัยวัฒน์ และพวกรวม 4 คน ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เขตตลิ่งชัน กทม. โดยศาลมีคำสั่งรับฟ้อง แต่ให้ประกันตัวในวงเงินคนละ 800,000 บาท
- 25 ตุลาคม 2565 : พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งการหายตัวไปของบิลลี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกฎหมายนี้
- 28 กันยายน 2566 : ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาจำคุก ชัยวัฒน์ 3 ปี ไม่รอลงอาญา ข้อหามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่ยกฟ้องข้อหาฆาตกรรม ส่วนจำเลยคนอื่นและข้อหาอื่น ให้ยกฟ้อง ซึ่งรวมทั้งข้อหาฆาตรกรรมด้วย ครอบครัวบิลลี่จึงสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์
- 4 เมษายน 2567 : มึนอพร้อมครอบครัวบิลลี่ เป็นโจทย์ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ ต่อศาลแพ่ง กรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัด กระทำละเมิดต่อชีวิตร่างกายของบิลลี่ เรียกค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงินกว่า 26 ล้านบาท ได้แก่ ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม ค่าเสียหายต่อสิทธิ เสรีภาพและชีวิต ค่าเสียหายต่อจิตใจ ค่าขาดแรงงานในครัวเรือน และค่าขาดไร้อุปการะ โดยศาลแพ่งรับฟ้อง
รวมทั้งหมด 44 ล้าน (รวมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 (วันกระทำละเมิด) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 เป็นเวลา 6 ปี 11 เดือน คิดดอกเบี้ยเป็น 13,867,385 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี 11 เดือน คิดเป็นเงิน 3,898,455 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 44,498,155 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป)
ศาลอนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลและรับฟ้องเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ1459/2567 และกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 21, 25 – 28 กุมภาพันธ์ 2568 - 21 กุมภาพันธ์ 2568 : วันแรกของการสืบพยานโจทก์ในคดีของศาลแพ่งหมายเลขดำที่ พ1459/2567 แต่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญา แม้ทนายโจทก์แถลงว่ามีพยานที่จะสืบในวันนี้ คือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศและเป็นพยานที่เกี่ยวกับประเด็นสำคัญแห่งคดี ทนายจำเลยแถลงคัดค้านว่าพยานดังกล่าวไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี
ทางศาลพิเคราะห์แล้วว่า พยานดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีนี้ และเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ที่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด เพราะยังอยู่ในชั้นอุทธรณ์ โดยเห็นว่าจะต้องฟังคำพิพากษาคดีอาญาให้ถึงที่สุดก่อน จึงให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด แล้วจึงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่
ข้อเท็จจริงที่ต้องแลกด้วยการพิสูจน์ไม่มีวันจบสิ้น
คดีอุ้มหายบิลลี่ ไม่เพียงทำให้เราตระหนักถึง ความรุนแรงโดยรัฐ เท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นถึงปัญหาของ กระบวนการยุติธรรม เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยเพียงละเมิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 คือ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จากการไม่ทำบันทึกการปล่อยตัว แต่กลับยกฟ้องในข้อหาฉกรรจ์อย่างการฆาตกรรมและการกักขังหน่วงเหนี่ยว

เพียงเพราะพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อย่าง DNA จากชิ้นส่วนกระดูกที่พบในถังน้ำมันใต้สะพานแขวนแก่งกระจาน แม้จะตรงกับมารดาของบิลลี่ถึง 99.96% แต่ในสายตาของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก เกือบ 100 % ยังไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์พอที่จะมัดตัวผู้กระทำความผิดในข้อหาอุ้มฆ่าได้
เมื่อเข้าสู่ศาลชั้นอุทธรณ์ที่ล่วงเลยมากว่า 2 ปี โดยยังไร้วี่แวววันนัดฟังคำพิพากษา ไม่เพียงแต่สร้างความเหนื่อยล้าให้กับครอบครัวของบิลลี่ แต่ยังสะท้อนถึงช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบกฎหมายอาญาไทยที่ยึดถือหลัก การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย อย่างเคร่งครัดจนเกินไปในคดีที่รัฐเป็นผู้คุมความลับทั้งหมดไว้ในมือ
พรพิมล มุกขุนทด มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และทนายความผู้ทำคดีบิลลี่ บอกกับ The Active โดยอธิบาย ว่าศาลชั้นต้นพิพากษา โดยระบุว่า ชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 พาตัวบิลลี่ขึ้นไปบนรถ แล้วอ้างว่ามีการปล่อยตัว กรณีที่ปล่อยตัวไม่มีการทำบันทึกหรือไม่มีการทำขั้นตอนหรือเอกสารอะไรต่าง ๆ ในการปล่อยตัวศาลมองว่า กรณีแบบนี้ ชัยวัฒน์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง เขาจะต้องรู้ขั้นตอนหรือรายละเอียดเหล่านี้อยู่อยู่แล้ว ก็เลยมองว่าเป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แต่ว่าข้อหาอื่นเช่นข้อหาฆ่า ข้อหาที่กักขังหน่วงเหนี่ยวศาลไม่พิจารณาเรื่องนี้
ส่วนเรื่องพยานหลักฐานกระดูก เรื่อง DNA ที่มีแพทย์ให้การเรื่องการตรวจพิสูจน์ในศาล ว่าเกี่ยวข้องกับสายโลหิตที่มาจากมารดาของบิลลี่ประมาณ 99% และแม้ว่า DSI ก็เป็นคนพูดเองว่า บิลลี่เสียชีวิตแล้ว แต่จากหลักฐานนี้ ยังมีลักษณะกว้างไปในการพิสูจน์หาเอกลักษณ์ของบุคคล ไม่เป็นการจำกัดวง อาจมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องได้โดยง่าย เลยไม่ได้พิจารณาต่อว่าลักษณะของการฆ่า หรือลักษณะของการพาตัวไป อำพรางศพหรือเผาทำลาย
ทั้ง ๆ ที่มีการสอบแผนผังเครือญาติ ว่าพ่อแม่บิลลี่มีลูกกี่คน กี่คนที่เสียชีวิตไปแล้ว เสียที่ไหนยังไง ที่กาญจนบุรี ที่บางกลอย ที่โป่งลึก มีการฝังทำพิธีที่ไหนมาแล้วบ้าง ซึ่งก็จะสามารถยืนยันได้หมดเลยว่าลูก ๆ อยู่ที่ไหนอะไรยังไง มาประกอบกับรายงาน DNA ซึ่งก็เชื่อได้ว่ากระดูกนี้จะเป็นของพี่บิลลี่ เพราะไม่มีคนอื่นจากแผนผังหรือรายงานของ DSI แล้ว และจากคำให้การแพทย์ แผนผังเครือญาติ และรายงานดีเอสไอ น่าเชื่อและสามารถรับฟังได้แล้วว่า เป็นกระดูกของบิลลี่ จึงได้อุทธรณ์คำสั่งศาลในส่วนนี้ไปด้วย

และแน่นอนว่าผลพวงที่ตามมา ได้สร้างความยากลำบากให้กับครอบครัวของบิลลี่
“เมื่อศาลยังไม่สั่งว่ากระดูกเป็นของบิลลี่ บิลลี่เสียชีวิต ซึ่งถ้าหากศาลสั่งชี้ชัดว่า เสียชีวิตก็จะนำไปสู่การได้รับเงินชดเชยที่มากขึ้น ซึ่งทางครอบครัวบิลลี่ก็ยังต้องส่งเงินประกันชีวิตบิลลี่อยู่ ปีหนึ่ง ๆ ก็น่าจะ 6,000 – 7,000 บาท ซึ่งก็สร้างความยากลำบากให้กับครอบครัว”
พรพิมล มุกขุนทด
กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการอุ้มหาย
ด้วยการเคลื่อนไหวทั้งจากภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และพรรคการเมืองรวมถึงการถอดบทเรียนจากคดีอุ้มหายบิลลี่ และคดีอุ้มหายอื่น ๆ จากการติดตามคดี การสืบสวนสอบสวน เรียกร้องความเป็นธรรม ทำให้เกิด พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อมุ่งเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ทรมาน บังคับให้สูญหาย ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และอุ้มหาย
โดยในมาตรา 7 ระบุว่า การอุ้มหาย คือ การที่เจ้าหน้าที่รัฐ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือลิดรอนเสรีภาพบุคคล แล้วปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำ หรือปกปิดชะตากรรม/สถานที่อยู่ ทำให้บุคคลนั้นตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย โทษจำคุก 5-15 ปี และปรับ 100,000 – 300,000 บาท
การกระทำความผิดดังกล่าวให้ถือเป็นความผิดต่อเนื่อง จนกว่าจะทราบชะตากรรมของบุคคลนั้น เท่ากับว่าจะไม่มีการนับอายุความจนกว่าจะพบบุคคลนั้น สำหรับสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ของผู้สูญหาย สามารถฟ้องคดีแทนได้
กฎหมายฉบับนี้ถูกร่างขึ้นเพื่ออุดช่องว่างที่กฎหมายอาญาอื่นที่เข้าไม่ถึง โดยเฉพาะการเปลี่ยนภาระการพิสูจน์ หากเจ้าหน้าที่รัฐเอาตัวใครไปแล้วไม่แจ้งสถานที่ควบคุมตัวหรือไม่ทำบันทึกการปล่อยตัวที่ชัดเจน ให้ถือเป็นความผิดฐานทำให้บุคคลสูญหายทันทีโดยไม่ต้องรอให้พบศพ หรือพิสูจน์วิธีการตายที่ซับซ้อน
อีกทั้งหัวใจสำคัญของกฎหมายใหม่นี้ คือ การคืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้กับคนใกล้ชิด อย่างกรณีของ มึนอ ภรรยาบิลลี่ ที่เคยถูกปฏิเสธสิทธิในคดีของสามี เพียงเพราะไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย จะไม่เกิดขึ้นอีกภายใต้กฎหมายใหม่นี้ ที่นิยาม ผู้เสียหาย ให้ครอบคลุมถึงผู้อยู่กินฉันคู่สมรส สามีภรรยาโดยพฤตินัย
นอกจากนี้ระบบไต่สวนในศาลอาญาทุจริต ยังเปิดช่องให้ศาลสามารถเรียกพยานหลักฐานจากหน่วยงานรัฐได้โดยตรง เช่น รายชื่อเวรยามประจำวัน หรือบันทึกการเคลื่อนไหวในค่ายทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ญาติคนธรรมดาไม่มีวันเข้าถึงได้ด้วยตัวเอง
บิลลี่ไม่ใช่เหยื่อรายแรก และรายสุดท้าย…
ก่อนหน้าบิลลี่ ยังมีหลายคนที่ถูกอุ้มหายในอดีต เช่น
- ทนงค์ โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานที่คัดค้านการยุบสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจโดย รสช. ถูกอุ้มสูญหายวันที่ 19 มิถุนายน 2534
- สมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ทำคดีให้กับลูกความที่ได้รับความไม่เป็นธรรม ถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพ ในหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เขาถูกอุ้มหายในวันที่ 12 มีนาคม 2547
และหลังจากการอุ้มหายบิลลี ยังคงมีการอุ้มหายอย่างต่อเนื่อง แม้ต่างวาระต่างกรรมกัน แต่การบังคับสูญหายกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอใต้ฟ้าเมืองไทย
พรพิมล ย้ำว่า แม้จะมีกฎหมายอุ้มหายแล้ว แต่ยังคงมีการอุ้มฆ่าอย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีคดีอุ้มฆ่า ดีแข ยศยิ่งยืนยง ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 ก่อนจะพบเป็นศพในป่า ซึ่งเขาถูกอุ้มหายไปนาน 2 เดือนกว่าจะถูกพบว่าเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ

เหตุการณ์นี้ฉายภาพซ้ำของคดีบิลลี่ ในเวอร์ชันที่มีกฎหมายอุ้มหายและซ้อมทรมาน แต่ผลลัพธ์ คือ ความล้มเหลวในทางปฏิบัติและการบังคับใช้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องพยายามเจรจาเยียวยาด้วยเงินสดหลักแสนเพื่อยุติเรื่องราวในทางลับ
และในการดำเนินคดีกลับแจ้งอัยการว่า “ไม่ได้มีการจับกุม” เพียงคำยืนยันสั้น ๆ นี้ กลับมีน้ำหนักพอที่จะทำให้อัยการสั่งยุติการสอบสวนตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ โดยอ้างว่าเมื่อไม่มีการจับกุมก็ไม่เข้าเงื่อนไขกฎหมาย
พรพิมล ยอมรับตามตรงว่า นี่คือปัญหาใหญ่ที่นักสิทธิมนุษยชนกำลังเผชิญ เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ยังคงยึดติดกับรูปแบบการจับกุมที่เป็นทางการเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง การเอาตัวไป ของเจ้าหน้าที่รัฐ คือ จุดเริ่มต้นของการสูญหาย ภาระการพิสูจน์จึงถูกปัดมาอยู่ที่ญาติ ต้องไปดิ้นรนหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐเอาตัวไปจริง ๆ
และยังเป็นการปัดภาระที่ย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างรุนแรง ทั้ง ๆ ที่ลักษณะเฉพาะของคดีอุ้มหาย คือ พยานหลักฐานทั้งหมดมักถูกผูกขาดและอำพรางโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความชำนาญเหนือกว่า ทำให้คดีอุ้มหายจำนวนมากจึงถูกสั่งปิดเงียบไปอย่างง่ายดาย และคนรัก ญาติพี่น้อง ของเหยื่อต้องหัวใจแตกสลายซ้ำสอง
คดีบิลลี่ และคดีอุ้มหายอื่น ๆ จึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะเหยื่อและครอบครัวเหยื่อเท่านั้น แต่มันเป็นบททดสอบกระบวนการยุติธรรมของไทยว่าจะสามารถก้าวข้าม วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ได้จริงหรือไม่ ?

