จากกระแสความนิยมซีรีส์ ทนายปีศาจ เชื่อว่าดูจนจบผู้ชมส่วนใหญ่อาจกำลังตีความว่า “ปีศาจ” ในเรื่องนี้หมายถึงใคร ? เป็นตัวละครเอกอย่าง ทนายจิตตรี ใช่ไหม ?
หรือแท้จริงแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้อาจกำลังชวนมองว่าปีศาจ ไม่ได้หมายถึงเพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่อาจหมายถึง ระบบที่ผลักให้คนธรรมดากลายเป็นผู้กระทำ ความเงียบของผู้คนที่เลือกเพิกเฉยต่อความไม่เป็นธรรม หรือ กระบวนการยุติธรรมที่ยังมีคนอีกจำนวนมากเข้าไม่ถึง

คำถามว่า ใคร ? คือปีศาจ จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของงานเสวนา “ไขรหัสความยุติธรรม : บทสนทนาจากซีรีส์ทนายปีศาจ” ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ชวนผู้ชมสำรวจว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงมีหน้าตาอย่างไร ? ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทย ยังไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม
จุดเริ่มต้นของทนายปีศาจ และ “ปีศาจ” คือใคร ?
จักริน เทพวงค์ ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบท เล่าถึงจุดตั้งต้นของซีรีส์ มาจากการประสบการณ์ใกล้ตัวของคนในครอบครัวที่ถูกดำเนินคดีทางอาญา แต่เขากลับรู้สึกไม่ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรม จึงได้นำความรู้สึกนั้นมาพัฒนาเป็นเรื่องราวของซีรีส์ ก่อนต่อยอดร่วมกับทีมเขียนบท ซึ่งแต่ละคนต่างนำประสบการณ์ และประเด็นทางสังคมที่ตนเองสนใจมาหล่อหลอมเป็นตัวละครและคดีต่าง ๆ ในเรื่อง

หนึ่งในทีมเขียนบท สุรีย์ฉาย แก้วเศษ ก็อธิบายว่า แก่นสำคัญของทนายปีศาจ ไม่ใช่การชี้ว่าตัวละครใดเป็นคนดีหรือคนเลว แต่เป็นฉายภาพถึงความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ เพราะไม่มีใครเป็น สีขาว หรือ สีดำ อย่างสมบูรณ์
สำหรับทีมเขียนบท คำว่า “ปีศาจ” จึงไม่ได้หมายถึงตัวละครคนใดคนหนึ่ง แต่อาจหมายถึงระบบ โครงสร้าง และเงื่อนไขทางสังคมที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้คนธรรมดาตัดสินใจทำบางสิ่ง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าปีศาจเป็นใครกันแน่ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความด้วยตนเอง
นิยามของความยุติธรรมในสังคมที่ไม่เท่ากัน
หลังจากผู้เขียนบทเฉลยคำตอบว่า ปีศาจ อาจไม่ใช่ตัวละคร หากเป็นระบบและโครงสร้างที่หล่อหลอมให้ความอยุติธรรมเกิดขึ้น บทสนทนาบนเวทีจึงขยับต่อไปยังคำถามสำคัญว่า ระบบที่ว่านั้นกำลังมีปัญหาอะไร ? และ ความยุติธรรมที่แท้จริงเป็นแบบไหน ?
ปติมา ตั้งปรัชญากูล ผู้ขับเคลื่อนประเด็นแรงงานข้ามชาติ มองว่า สำหรับคนชายขอบจำนวนมาก “ความยุติธรรมอาจไม่เคยมีอยู่จริง” เพราะเสียงของพวกเขาไม่เคยถูกได้ยิน และในทางปฏิบัติยังมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้
สอดคล้องกับ พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความสิทธิมนุษยชน เชื่อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมี คนดี ในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ? แต่คือ การสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรมอย่างใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย หรือมีอุดมการณ์แบบใด เพราะหากความยุติธรรมยังต้องพึ่งพาความเมตตาหรือความกล้าหาญของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ระบบนั้นก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นธรรม
อีกด้านหนึ่ง ยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ก็ให้มุมมองจากภาครัฐว่า แม้รัฐจะนิยามสิ่งที่ดำเนินการว่าเป็น “ความยุติธรรม” แต่หากประชาชนยังรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ความยุติธรรมก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง พร้อมยอมรับว่า ซีรีส์ได้สะท้อน ด้านมืดของกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่จริงในสังคมไทย และช่วยทำให้เห็นข้อกังวลของประชาชนต่อระบบยุติธรรมมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ภาครัฐสามารถนำไปพัฒนานโยบายต่อไปได้

ยอดฉัตร ยังได้ยกตัวอย่าง คดีความรุนแรงทางเพศ ซึ่งผู้เสียหายมักได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากต้องเล่าเหตุการณ์เดิมซ้ำหลายครั้งให้พนักงานสอบสวน อัยการ ทนาย และศาลฟัง จนทำให้ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะ เงียบ และไม่เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรมจึงพยายามผลักดันแนวทางลดผลกระทบดังกล่าว เช่น มีการบันทึกคำให้การตั้งแต่ชั้นสอบสวนและนำไปใช้ตลอดกระบวนการ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำ ส่วนการซักถามในชั้นศาลจะเน้นเฉพาะประเด็นเพิ่มเติมที่จำเป็น
เมื่อความยุติธรรมเริ่มตั้งแต่ก่อนคำพิพากษา
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย คือ “สิทธิในการประกันตัว” ซึ่งผู้ร่วมเสวนามองว่าเป็นหลักประกันสำคัญของการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม
พูนสุข อธิบายว่า ตัวละครเอกอย่าง เมฆ ทำให้เห็นปัญหาของกระบวนการความยุติธรรมในหลายมิติ ทั้งในฐานะ ทนายความขอแรง ที่ศาลแต่งตั้งให้จำเลยในคดีโรงงานขยะ ซึ่งต้องทำงานภายใต้ค่าตอบแทนที่อาจไม่ได้มากนัก เมื่อเทียบความเสี่ยงหลายด้าน และในเวลาต่อมา เมื่อเมฆตกเป็นจำเลยในคดีฆ่าเต เขาได้รับสิทธิปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อให้เรื่องราวของซีรีส์ดำเนินต่อไปได้ แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับสิทธิดังกล่าวโดยง่าย

เธอยังชี้ว่า สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวสัมพันธ์โดยตรงกับการเข้าถึงความยุติธรรม เพราะหากผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวตั้งแต่ต้น ทั้งที่ศาลยังไม่ได้พิพากษาว่ามีความผิด พวกเขาย่อมสูญเสียโอกาสในการรวบรวมพยานหลักฐาน ติดต่อพยาน หรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง
“ถ้าเอาคนที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าผิดไปขัง แล้วบอกให้เขาพิสูจน์ตัวเอง เขาจะได้รับความยุติธรรมได้อย่างไร เหมือนเรามัดเขาไว้แล้ว แล้วบอกให้พิสูจน์ตัวเอง”
พูนสุข พูนสุขเจริญ
ยอดฉัตร ก็ได้ย้ำถึงหลักการพื้นฐานของกฎหมายว่า “บุคคลซึ่งต้องหากระทำความผิดทางอาญา ย่อมถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด” ดังนั้น การที่รัฐขังผู้ต้องหาไว้ในเรือนจำจึงเกิดจากข้อยกเว้นตามแต่ละกรณี

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าในทางปฏิบัติ ผู้ต้องขังในเรือนจำของไทยทั้งหมดราว 1 ใน 4 ยังคงเป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี จึงทำให้เกิดคำถามว่า หลักการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยเพียงใด แต่ถึงเช่นนั้น กระทรวงยุติธรรมได้พยายามพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กองทุนยุติธรรม เพื่อช่วยให้ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงสิทธิในการประกันตัวได้มากขึ้น
ดังนั้น ตัวละคร เมฆ จึงไม่ได้เป็นเพียงทนายความธรรมดาในเรื่อง หากเป็นตัวแทนของคำถามที่ซีรีส์ต้องการโยนกลับไปยังสังคมว่า หากคนคนหนึ่งถูกจำกัดเสรีภาพตั้งแต่ก่อนศาลตัดสิน เขาจะมีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้อย่างไร ? และความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ?
คนบางกลุ่มยังเข้าไม่ถึงความยุติธรรม ตั้งแต่ก่อนก้าวเข้าสู่ศาล
หากสิทธิในการประกันตัวสะท้อนปัญหาที่ผู้ต้องหาบางส่วนเผชิญในกระบวนการยุติธรรม แรงงานข้ามชาติ ก็น่าจะเป็นคนอีกกลุ่มที่ต้องเผชิญอุปสรรคตั้งแต่ก่อนจะมีโอกาสก้าวเข้าสู่กระบวนการนั้นเสียอีก ประเด็นนี้จึงเป็นหนึ่งในแกนสำคัญที่ซีรีส์หยิบยกมานำเสนอเช่นกัน
ปติมา เล่าว่า สำหรับแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก การเข้าถึงความยุติธรรมไม่ได้เริ่มต้นที่ศาล แต่เริ่มตั้งแต่การเข้าไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ซึ่งในทางปฏิบัติกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งกำแพงด้านภาษา การขาดล่าม การไม่มีเงินจ้างทนายความ และในหลายกรณียังถูกปฏิเสธการรับแจ้งความ

“ตอนนี้มีแรงงานข้ามชาติกว่า 6 ล้านคน บางคนมีความขัดแย้งกับนายจ้าง จะขอกองทุนยุติธรรมได้ไหม ถ้าจะประกันตัว เขาไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอนก็ไม่ได้ ก็อาจต้องถูกขังในเรือนจำ ถ้าจะใช้ทนายก็ต้องใช้เงินอีก ทนายอาสาจะมาตอนไหน กี่โมงก็ไม่รู้ สุดท้ายก็อยู่ในเรือนจำไปแล้ว”
ปติมา ตั้งปรัชญากูล
เธอยังยกตัวอย่าง คดีการค้ามนุษย์และแรงงานประมง ซึ่งเหยื่อจำนวนมากแม้จะถูกบังคับใช้แรงงาน กักขัง หรือถูกกระทำอย่างไร้มนุษยธรรม แต่กลับต้องเผชิญความยากลำบากในการได้รับการยอมรับว่าเป็น “เหยื่อ” ตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน แรงงานข้ามชาติที่ตกเป็นผู้ต้องหาก็มักไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการประกันตัวได้ เพราะไม่มีหลักทรัพย์หรือหลักแหล่งที่ชัดเจน
ในมุมมองของสื่ออย่าง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ประกาศข่าวภาคสนาม ซึ่งอยู่กับประเด็นการค้ามนุษย์มาอย่างยาวนาน เล่าย้อนถึงเหตุการณ์แรงงานประมงเมื่อราว 11 ปีก่อนว่า เธอเคยลงพื้นที่ในประเทศอินโดนีเซียเพื่อช่วยเหลือแรงงานประมงที่ไม่มีสิทธิ ไม่มีเอกสารประจำตัว และถูกปฏิบัติอย่างรุนแรง โดยบางคนถึงขั้นยอมเข้าคุกดีกว่ากลับไปทำงานบนเรืออีก
ขณะเดียวกัน การทำงานในช่วงเวลาดังกล่าวยังเต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสหภาพยุโรป (EU) เรื่องการทําประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) อีกทั้งเป็นช่วงรัฐบาล คสช. จึงต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะสามารถช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติได้สำเร็จ
แม้เวลาจะผ่านมานานนับสิบปี แต่ปัญหาการค้ามนุษย์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ ฐปณีย์ เล่าว่า ในปัจจุบันยังพบกรณีการหลอกลวงแรงงานไปเป็นสแกมเมอร์ในพื้นที่เมียวดี ซึ่งมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติถูกพาเข้ามาในพื้นที่ชายแดนแม่น้ำเมย ก่อนจะถูกควบคุมตัว บางรายถูกทำร้ายร่างกาย ถูกช็อตไฟฟ้า และถูกทุบตีจนบาดเจ็บ ภาพความรุนแรงของการค้ามนุษย์ในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงเรื่องแต่งในซีรีส์
“บางครั้งคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอถูกเล่าในรูปแบบซีรีส์ มันทำให้คนเริ่มตระหนักว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกยอมรับ”
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย
ทั้งหมดนี้ทำให้ประเด็นแรงงานข้ามชาติและการค้ามนุษย์กลายเป็นหนึ่งในเส้นเรื่องสำคัญของซีรีส์ และสะท้อนให้เห็นว่า ความอยุติธรรม ไม่ได้อยู่ไกลตัว หากแทรกอยู่ในชีวิตจริงและในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่รอการมองเห็นและการได้รับความเป็นธรรม

ทนายปีศาจ จึงมีบทบาทในการทำให้ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดในวงกว้าง และช่วยขยับให้สังคมมองเห็นต่อสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว
ซีรีส์อาจไม่เปลี่ยนระบบ แต่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถาม
ตลอดการพูดคุยทำให้เห็นว่า ทนายปีศาจไม่ได้มีหน้าที่สั่งสอนผู้ชม หากแต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้มองเห็นความเจ็บปวดของผู้คนภายใต้กระบวนการยุติธรรมในหลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งขยายพื้นที่ให้สังคมได้ร่วมถกเถียงประเด็นเหล่านี้มากขึ้น ซีรีส์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ช่วยส่งต่อเสียงของคนตัวเล็ก คนชายขอบ และผู้ที่ไม่เคยถูกได้ยิน ให้ได้รับการรับฟังมากขึ้น
ยอดฉัตร มองว่า ในทุกคดีของซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของแรงงานข้ามชาติ การคุ้มครองผู้เสียหาย หรือสิทธิของผู้ต้องหาระหว่างพิจารณาคดี ล้วนสะท้อนโจทย์ที่ภาครัฐยังต้องเดินหน้าปรับปรุงต่อไป
“สิ่งที่ได้จากทนายปีศาจไม่ได้มีเพียงความบันเทิง แต่คือการเตือนให้ผู้ที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรม ต้องตั้งคำถามกับตนเองอยู่เสมอว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ กำลังสร้างความเป็นธรรมให้สังคมอย่างแท้จริงหรือไม่ และไม่ปล่อยให้ตนเองกลายเป็น ปีศาจ เสียเอง”
ยอดฉัตร ตสาริกา
ท้ายที่สุด ฐปณีย์ ยังทิ้งสิ่งที่น่าคิดกลับไปยังผู้ชมว่า บางครั้ง ปีศาจอาจไม่ใช่ผู้กระทำผิดหรือผู้มีอำนาจ แต่คือความเฉยชาของผู้คนในสังคม
“ถ้าเราดูหนังแล้วไม่รู้สึกอะไร ไม่พูดต่อ ไม่มีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรานั่นแหละคือปีศาจ”
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย
คุณค่าหลังการชมซีรีส์ทนายปีศาจ จึงไม่ใช่การให้คำตอบว่าความยุติธรรมคืออะไร ? แต่คือการทำให้ผู้ชมกล้าตั้งคำถามต่อความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม และไม่ปล่อยให้เรื่องเหล่านั้นกลายเป็นเพียง ความเคยชิน ที่ถูกมองข้ามไป

