50 ปี นั้นยาวนานมากพอจะเปลี่ยนให้คนวัยหนุ่มสาวในวันนั้น กลายเป็นคนสูงอายุในวันนี้
เปลี่ยนเส้นเรื่องของเหตุการณ์ จากนักศึกษาผู้เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นเหยื่อความรุนแรงโดยรัฐ
50 ปี มีทั้งสิ่งที่เปลี่ยนไป และมีสิ่งที่ยังเหมือนเดิม
การรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถูกจัดขึ้นทุกปี แต่ความยุติธรรมเหมือนยังไม่ปรากฏ
“เหตุการณ์นี้ยังส่งผลอะไรถึงปัจจุบัน และหลงเหลืออะไรอยู่มากแค่ไหน ?”
เป็นคำถามที่ยังสำคัญจนถึงวันนี้
“อะไรคือมรดกของ 6 ตุลาฯ ที่ยังอยู่กับเรา ?”
คำถามที่เริ่มต้นโดย คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใน Lecture Bar หัวข้อ “Living History 6 ตุลาฯ” ถูกตอบโดยตัวเขาเอง
สิ่งที่เขาเรียกมันว่า “มรดกบาป” ของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คือ คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งมีการเพิ่มโทษคดีอาญาจากประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 ในบางมาตราและยังส่งผลใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น
- ม.112 หมิ่นประมาทกษัตริย์ จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เพิ่มเป็นจำคุก 3-15 ปี
- ม.133 หมิ่นประมาทประมุขรัฐต่างประเทศ จากเดิมจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท เพิ่มเป็นจำคุก 1-7 ปี ปรับ 2,000-14,000 บาท
- ม.198 ดูหมิ่นศาล จากเดิมจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท เพิ่มเป็นจำคุก 1-7 ปี ปรับ 2,000-14,000 บาท
- ม.326 หมิ่นประมาท จากเดิมจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500 บาท เพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

จากมุมมองของ คงสัจจา คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เพียงการเพิ่มโทษทางอาญาธรรมดา แต่เป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูสถานะของรัฐก่อนปี 2475 และสถาปนาอภิสิทธิ์ทางกฎหมาย ดังนั้น หากข้อเสนอที่จะยกเลิกคำสั่งดังกล่าวสำเร็จ จะถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญสำหรับประชาชนในการรื้อถอนมรดกบาป
ช่วงปี 2490 ถึง 14 ตุลาฯ 16: สงครามเย็น, สหรัฐอเมริกา และอุดมการณ์ราชาชาตินิยม
คงสัจจา เล่าย้อนไปถึงสงครามเย็น ช่วงปลายทศวรรษ 2490 เพื่อที่จะบอกว่า สหรัฐอเมริกามองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นฐานที่มั่นในการต่อสู้และเผยแพร่อุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ของจีนและรัสเซีย และเลือกประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นนั้น หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เลือกประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีสถาบันกษัตริย์ และ สถาบันพุทธศาสนา ที่แข็งแรงมากพอที่จะทำให้คนไทยยึดถืออุดมการณ์ที่สหรัฐอเมริกาต้องการให้เป็น
เมื่อการเมืองภายใน ใต้บรรยากาศความไม่ลงรอยกันระหว่าง เครือข่ายวังกับคณะราษฎร ตัวละครอย่าง กองทัพผสานเข้ากับการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา จึงทำให้เกิดไตรภาคี คือ กองทัพ วัง และสหรัฐอเมริกา หรือที่ ณัฐพล ใจจริง เรียกว่า ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี
แม้สถาบันกษัตริย์จะถูกยกความสำคัญขึ้นมาในช่วงเวลานั้น แต่ คงสัจจา บอกว่า อาวุธทางการเมืองหลักในตอนนั้นคือ พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 (หรือ พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์) ไม่ใช่กฎหมายอาญามาตรา 112 (ม.112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์) เหมือนในปัจจุบัน เช่น กรณี พระพิมลธรรม แห่งวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ หรือจิตร ภูมิศักดิ์ ต่างก็ถูกดำเนินคดีใน พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ เช่นกัน
การใช้ 2 อุดมการณ์ร่วมกัน คือ การพัฒนา และ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จึงเป็นมนต์สะกดที่ช่วยบดบังการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงคือ เมืองไทยเกิดภาวะเศรษฐกิจเฟื่องฟู (Economic Boom) เกิดการพัฒนาในเมืองหลวงและพัฒนามหาวิทยาลัยในภูมิภาค รวมถึงเกิดอาชีพบริการใหม่ ๆ ทำให้คนไทยมีงานทำ เพื่อรองรับและบริการทหารอเมริกัน
ช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้สังคมไทยเกิดชนชั้นกลาง และมีการส่งต่อความมั่งคั่งไปสู่ลูกหลานผ่านการส่งเรียนต่อมหาวิทยาลัย ที่มีทั้งเดินทางตามความฝันที่พ่อแม่วาดไว้ หรือไม่ ก็เดินในเส้นทางจิตวิญญาณเสรี กลายเป็นขบถทางความคิด เห็นต่างจากชุดความเชื่อหรืออุดมการณ์รุ่นพ่อแม่
บรรยากาศของมหาวิทยาลัยและสังคมเริ่มทำให้นักศึกษาและประชาชน มองเห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงของประเทศนี้คืออะไร เห็นการทุจริตของรัฐบาลทหาร เห็นการแทรกแซงของอเมริกา และเริ่มตระหนักว่า กำลังยืมจมูกของอเมริกาหายใจ จึงเริ่มเกิดกระแสต่อต้านสหรัฐอเมริกาหรือต่อต้านจักรวรรดินิยมขึ้นมา เหตุการณ์เหล่านี้สั่งสมเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงจนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 16
หลัง 14 ตุลาฯ 16: ยุคแสวงหาและวิกฤตเศรษฐกิจ
ในบาร์วิชาการ ที่มีคนรุ่นใหม่เป็นผู้นั่งฟังการบรรยาย เรื่องราวหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงถูกเล่าเพื่อให้เห็นภาพของ ยุคแสวงหา ชัดเจนขึ้น คงสัจจา มองว่าดัชนีที่ชี้วัดว่าเป็นประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุดคือ การยกเลิกการเซ็นเซอร์ เปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

การเมืองมวลชนเฟื่องฟู นิสิตนักศึกษาเดินทางสู่ชนบท เป็นปากเสียงให้คนชายขอบและร่วมต่อต้านสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตักตวงผลประโยชน์ นอกจากนี้ ยังเกิดกลุ่มชนชั้นแรงงานและสหภาพแรงงาน ที่นำไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ตามมา ไม่ใช่เฉพาะการเมืองประชาธิปไตยระบบรัฐสภาเท่านั้น แต่รวมถึงการพูดถึงสิทธิสตรีและสิทธิแรงงานด้วย
แต่นั่นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาถอนกำลังและการลงทุนออกจากไทย โดยเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการบริหารภูมิภาคนี้ เพราะมองว่าไม่คุ้มที่จะลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป
สิ่งที่ตามมาคือวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งส่งผลให้มีคนเสียประโยชน์จำนวนมาก รวมถึงบรรดาพ่อแม่ของนักศึกษาที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสหรัฐอเมริกา อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มนักเรียนอาชีวะและช่างกลที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการศึกษาระบบใหม่ เพราะมหาวิทยาลัยเน้นสร้างข้าราชการ (Bureaucrat) คนกลุ่มอาชีวะเหล่านี้ในเวลาต่อมาจึงกลายมาเป็นพลังของกลุ่ม “กระทิงแดง” ด้วยเข้าใจว่า “วิกฤตเศรษฐกิจที่แย่ลง เป็นเพราะประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย”
“คือเกิดเหตุการณ์สองอย่างพร้อมกัน ที่เป็นคนละปัจจัยกัน คือ เมืองไทยเป็นประชาธิปไตยเพราะเอาทหารออกไป แต่ในขณะเดียวกัน เมืองไทยโดนดึงเครื่องช่วยหายใจ (ทางเศรษฐกิจ) ออก คนก็เลยจับแพะชนแกะว่า ‘เพราะเด็กพวกนี้ ประเทศถึงแย่แบบนี้’ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเกิดจากการที่ประเทศพึ่งพาสหรัฐฯ มาตลอด แล้วมนต์สะกดนั้นได้หายไปแล้ว นี่คือจุดหักเหสำคัญที่จะนำไปสู่ 6 ตุลาฯ”
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
‘ม.112’ อาวุธทางการเมืองชิ้นใหม่ ที่ฝ่ายขวาช่วยชง รัฐช่วยตบ
ในช่วงเวลานี้เอง อาวุธทางการเมืองได้เปลี่ยนจาก พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ มาเป็น ม.112 ซึ่งเริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 16
“เรามักเข้าใจกันว่า ม.112 เป็นอาวุธทางการเมืองที่ใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม การมองแบบนี้หมายความว่าคนใช้นั้นชั่วร้ายและมองมันเป็นเครื่องมือตลอดเวลา ผมจะบอกว่ามองอย่างนั้นก็ไม่ผิด แต่ไม่พอ เพราะ ม.112 จะใช้อย่างทรงพลังและชอบธรรมได้ มันต้องเกิดจากความคลุ้มคลั่งทางอุดมการณ์ก่อน คือเชื่อว่าทำสิ่งนี้แล้วมันถูก”
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความแตกต่างระหว่างอาวุธทางการเมืองอย่าง พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ และ ม.112 คือ พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ รัฐเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เช่น กรณีพระพิมลธรรม ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กุพยานหลักฐานขึ้นมา กล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทุกอย่างทำผ่านกลไกและสื่อวิทยุของรัฐเอง
ในขณะที่ ม.112 มีการทำงานร่วมกับการเมืองมวลชน คงสัจจา ใช้คำว่า “มวลชนฝ่ายขวาช่วยชง แล้วรัฐเป็นผู้ตบ” เช่น คดีการแสดงละครล้อเลียนการแขวนคอของนักศึกษาที่ลานโพธิ์ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ซึ่งเป็นการแสดงเพื่อระลึกถึงแรงงานที่ถูกฆ่าแขวนคอที่นครปฐม แต่หนังสือพิมพ์ดาวสยาม (สื่อฝ่ายขวา) ได้นำภาพถ่ายไปแต่งเติมตัดต่อ สุดท้ายรัฐก็เข้ามาตบด้วยการกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
6 ตุลาฯ 19: การสั่งสมความเกลียดชัง
ขณะเดียวกันก่อน 6 ตุลาฯ ก็เกิดเหตุการณ์สั่งสมความขัดแย้งเรื่อยมา ทั้งการลอบทำร้าย ลอบยิง และอุ้มหาย ไม่ว่าจะผู้นำนักศึกษาหรือสหภาพแรงงาน จนนำมาสู่การสังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาฯ 2519
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้น แต่เกิดจากการสั่งสมความเกลียดชังและการนวดบรรยากาศทางสังคม โดยอาศัยความหวาดระแวงจากวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ จนคนหันไปกอดอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างแน่นแฟ้น ความหวาดระแวงต่อนิสิตนักศึกษา นำไปสู่การแบ่งขั้วอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การสังหารหมู่ และตามมาด้วยการรัฐประหารนำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ในเย็นวันเดียวกัน
มรดกบาปหลัง 6 ตุลาฯ 19: ‘คำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41’ และ ‘นิรโทษกรรมผู้ก่อเหตุ’ สร้างอภิสิทธิ์ทางกฎหมาย
หลังรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ได้เกิดกลไกทางกฎหมาย ที่คงสัจจามองว่าเป็นดั่งเสาค้ำจุนและหลอกหลอนมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างน้อย 2 อย่าง ที่เกิดขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ได้แก่
- คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 (คำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41)
- พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521 ซึ่งนิรโทษกรรมผู้มีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือพลเรือนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม 6 ตุลาฯ
คำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 : การชุบชีวิต ‘รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม’
เสาต้นแรก คำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 ได้เพิ่มโทษความผิดทางอาญาในหมวดความผิดต่อพระมหากษัตริย์, รัฐต่างประเทศ, เจ้าพนักงานและศาล, ศาสนา, หมิ่นประมาท และอื่น ๆ

“ปกติแล้วเรามักจำว่ากฎหมายอาญาพูดถึงความผิดและโทษ แต่จริง ๆ แล้ว ประมวลกฎหมายอาญายังทำหน้าที่ ‘เสมือนรัฐธรรมนูญ‘ (facade constitution) คือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ว่าเราทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ในรัฐนี้ โดยจะดูว่ารัฐให้ความสำคัญกับอะไร ดูได้ที่หมวดหมู่กฎหมายอาญา ว่าเริ่มต้นที่ไหน”
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประมวลกฎหมายอาญาของไทย มีขึ้นครั้งแรกในสมัย ร.5 ซึ่งเริ่มต้นด้วยหมวดกษัตริย์และไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475
โดยการเพิ่มโทษของคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 เช่น เพิ่มอัตราโทษ ม.112 จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3 – 15 ปี ในขณะที่บางมาตรากลับไม่ได้เพิ่ม เช่น ม.116 (ยุยงปลุกปั่น พูดสิ่งที่เป็นกบฏ ล้มล้างรัฐบาล) ไม่ได้มีการเพิ่มโทษ โดยคงโทษเท่าอัตราโทษเดิมที่ไม่เกิน 7 ปี (เท่า ม.112 ก่อนหน้า)
“การเพิ่มโทษนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นเทคนิคทางกฎหมายเพื่อชุบชีวิต ‘รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม‘ ที่ ‘กษัตริย์คือรัฐ‘ โดยใช่แค่ตัวเลข และไม่ต้องพูดออกมาตรง ๆ”
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คำว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ถูกให้ความหมายโดย ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งระบุว่า รัฐธรรมนูญมี 2 ลักษณะคือ (1) สิ่งที่อยู่ในกระดาษที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ และ (2) กฎเกณฑ์ที่อยู่มาตลอด กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรทางการเมืองมาตลอด แต่ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ โดย คงสัจจจา เน้นว่าการไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญไม่ได้แปลว่ามันไม่ได้เขียนไว้ เพราะมันไปบรรจุซ่อนตัวใน ม.112
“ม.112 จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่มีเนื้อหาสาระ สะท้อนว่ากษัตริย์คือรัฐ โดยไม่ต้องเขียนไว้ชัด ๆ ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรเลย แค่ใช้เทคนิคแก้ประมวลกฎหมายอาญา โดยคำสั่งที่ไม่ต้องขอความยินยอมจากประชาชนด้วยซ้ำ”
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คงสัจจา ตั้งคำถามต่อว่า เป็นเพราะเหตุผลนี้หรือไม่ จึงเกิดความเคลื่อนไหวจากฝ่ายกษัตริย์นิยมทุกครั้งเมื่อมีความเคลื่อนไหวแก้ ม.112 โดยบางคนถึงกับบอกว่า ม.112 อยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งในแง่หนึ่งอาจเกิดจากความไม่รู้กฎหมาย และเป็นที่น่าตั้งคำถามต่อว่า สังคมไทยให้ความสำคัญกับ ม.112 หรือรัฐธรรมนูญมากกว่ากัน
คำสั่งดังกล่าวยังมีการเพิ่มโทษมาตราอื่น เช่น ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน หมิ่นประมาทศาล คงสัจจา ตั้งข้อสังเกตว่า คือ การคุ้มครองการใช้อำนาจรัฐทั้งหมด
นิรโทษกรรม: ยกเว้นความผิดให้อาชญากร ฟอกขาวให้อาชญากรรมของรัฐ
เสาต้นที่สอง นิรโทษกรรมลบล้างความผิดผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในการกระทำความผิดใด ๆ ก่อนและหลังรัฐประหาร โดย พ.ร.บ. ไม่ได้ระบุว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แต่บรรดาการกระทำความผิดทุกอย่างพ้นผิดหมด และปิดช่องทางในการฟ้องร้องกระบวนการพิสูจน์ความจริงในกระบวนการยุติธรรม
“พูดง่าย ๆ นิรโทษกรรมทำให้อาชญากรรมจากการสังหารหมู่ถูกกฏหมาย และปิดโอกาสในการเข้าถึงความจริงผ่านกระบวนการพิจารณาคดี ระบบยุติธรรมไทยทั้งระบบตอกฝาโลงให้กับ 6 ตุลาฯ เอาคนตายที่ตายอย่างไม่สงบ เอาเข้าไปเผา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเขาตายเพราะอะไร โดยอ้างเจตนารมณ์ใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่าทำไปเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์”
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดังนั้น ทั้งคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 และกฎหมายนิรโทษกรรม จึงเป็นเสา 2 อันทำหน้าที่สถาปนาอภิสิทธิ์ทางกฎหมาย โดยคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 ยกฐานะให้รัฐเท่ากับกษัตริย์ และการนิรโทษกรรม เป็นการยกเว้นความผิดให้อาชญากร ฟอกขาวให้อาชญากรรมของรัฐ
คงสัจจา มองว่า แม้สิ่งเหล่านี้ดูเผิน ๆ เป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย แต่การเพิ่มโทษหรือการออกกฎหมายยกเว้นความผิด จะทำได้อย่างมีเหตุมีผลต้องใช้อุดมการณ์และหลักนิติศาสตร์รองรับ ถึงจะทำให้สิ่งที่ผิดหลักนิติศาสตร์ กลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายได้
“โดยสรุป คือ เปลี่ยนสถานะให้รัฐเท่ากับกษัตริย์ และยกเว้นความผิดโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากประชาชน อภิสิทธิ์ทางกฎหมายที่ทำให้รัฐไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน เกิดสถานะของรัฐแบบนี้ คือสิ่งที่ อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล พยายามพูดมาหลายปีคือ นิติศาสตร์แบบรัฐอภิสิทธิ์“
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อภิสิทธิ์ทางกฎหมาย – ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มีหลายสิ่งที่ยังคงอยู่ และมีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไป
คงสัจจา เริ่มต้นจากกการอธิบายสิ่งที่ยังคงอยู่ แม้ฝ่ายขวาจะกวาดล้างการเติบโตของฝ่ายซ้าย (หรือที่เรียกว่า ขวาพิฆาตซ้าย) และเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ แต่สิ่งที่พวกเขากวาดล้างไม่ได้คือ สัดส่วนประชากรมวลชนที่ต้องการประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง เพราะสุดท้ายแล้วทหารไม่สามารถครองอำนาจได้นาน สุดท้ายคนก็ต้องการเลือกตั้งกลับมาอยู่ดี
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงนับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของฝ่ายกษัตริย์นิยม ที่คิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลาย 2490 นำโดยพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (หม่อมเจ้าธานีนิวัต) และหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ซึ่งในตอนนั้นยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก และถูกเอามาปัดฝุ่นใหม่หลัง 6 ตุลาฯ
“ม.112 จึงทำหน้าที่เสมือนรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและราษฎร คือ จะทำอะไรก็ทำไป แต่อย่ามาอ้างสิทธิ์หรือเสรีภาพที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เราพูดได้ว่าเมืองไทยไม่เป็นประชาธิปไตย หรือพูดว่านักการเมืองเลวแค่ไหนก็ได้ แต่ก็มีบางสิ่งที้พูดไม่ได้”
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คงสัจจา มองว่า การนิรโทษกรรมทำให้สังคมก้าวต่อไปได้ แต่สังคมไทยไม่เคยมีนิรโทษกรรมในความหมายนี้ เพราะมีแต่นิรโทษกรรมแบบที่เกิดขึ้นหลัง 6 ตุลาฯ เป็นต้นแบบ คือนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำอย่างเดียว และอย่างกรณีล่าสุดที่การนิรโทษกรรมไม่รวมนักโทษ ม.112 ก็เป็นการยืนยันความจริงว่า นิรโทษกรรมในความหมายเพื่อแก้ไขความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมไม่เคยมีในสังคมไทย
สิ่งที่เปลี่ยนไปหลัง 6 ตุลาฯ: กลไกรักษาอภิสิทธิ์ทางกฎหมายสูงยิ่งขึ้น
ความขัดแย้งทางการเมืองในปี 2563 เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง คงสัจจา มองว่าเป็นความพยายามล้มล้าง อภิสิทธิ์ทางกฎหมาย และรัฐที่ไม่รับผิดรับชอบต่อประชาชน ม.112 จึงถูกใช้อย่างกว้างขวางและมีนัยสำคัญและสร้างความหวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นอกจากนี้อภิสิทธิ์ทางกฎหมายยังส่งเสริมไปกันได้กับระบอบรัฐธรรมนูญอำนาจนิยม โดยการสร้างกลไกตามรัฐธรรมนูญ ให้ศาล, องค์กรอิสระ หรือ สว. แทรกแซงประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งได้ และ ใช้กฎหมายหมิ่นประมาท ปิดกั้นไม่ให้วิจารณ์ระบบที่เป็นอยู่ได้
คงสัจจา มองว่า ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ ม.112 แต่รวมไปถึงกฎหมายหมิ่นประมาทด้วย เพราะกฎหมายดังกล่าวกำลังคุ้มครองอภิสิทธิ์ของผู้มีอำนาจ เพราะโดยปกติในคดีอาญา โจทย์ที่มีหน้าที่พิสูจน์ แต่หมิ่นประมาทมีความพิเศษกว่าคือ จำเลยมีหน้าที่พิสูจน์ตัวเองว่าไม่ผิดอย่างไร ทุกอย่างจึงทำในนามกฎหมาย แต่ผิดหลักนิติศาสตร์
“ดังนั้นเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 มันทำหน้าที่ของมันเงียบ ๆ อยู่ในคราบของ ม.112 ค้ำจุนรักษาอภิสิทธิ์ทางกฎหมายที่พยุงโครงสร้างรัฐ ที่เป็นเพียงสมบัติส่วนตัวของชนชั้นปกครองส่วนน้อย ขัดฝืนกับผลประโยชน์และความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ปิดปากไม่ให้เราพูดถึงหรือบางคนนึกไม่ออกด้วยซ้ำ”
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 จึงไม่ใช่แค่เทคนิคในการเพิ่มโทษอาญาให้คนกลัวเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะและความหมายของรัฐให้เท่ากับกษัตริย์ และสถาปนาให้อภิสิทธิ์ทางกฎหมายแก่รัฐไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อประชาชน
คงสัจจามองว่า การเข้าชื่อเพื่อยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ จึงไม่ใช่แค่การลดโทษ หรือช่วยนักโทษคดีการเมืองเท่านั้น แต่คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม
“ฉะนั้นการยกเลิกคำสั่งฯ ที่ 41 คือการล้างมรดกบาป 6 ตุลาฯ รับรองสิ่งที่เพื่อน ๆ เราและเหยื่อ 6 ตุลาฯ ที่จากพวกเราไปและยังอยู่ บอกว่าพวกเขาคือผู้บริสุทธิ์ ผู้ที่ลอยนวลพ้นผิดในวันนี้ต่างหากคือกบฏต่อชาติที่แท้จริง”
คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เข้าชื่อลบมรดกบาป ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41
ในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ 2519 เกิด การรณรงค์ ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ที่เกิดจากการพูดคุยกับคนรุ่น 6 ตุลาฯ ที่ยังมีความหวังให้ประเทศนี้ไปข้างหน้า โดยหวังให้ 50 ปี 6 ตุลาฯ รับใช้วาระของประชาชน

หนึ่งในนั้นคือ การยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 ที่เกิดขึ้นโดยคณะรัฐประหารหลัง 6 ตุลาฯ ได้เพิ่มโทษทางอาญาในหลาย ๆ ความผิด
ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้โดนคดี ม.112 จำนวนมาก ทั้งคนที่อยู่ในเรือนจำ ผู้ลี้ภัย คนที่เวลานับถอยหลัง เนื่องจากมีโทษขั้นต่ำ 3 ปี แม้ลดโทษครึ่งหนึ่งก็ยังเหลือ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งถือว่าสูง เช่นกรณี
- คดี อัญชัญ ปรีเลิศ อดีตข้าราชการที่แชร์คลิปเสียงวิทยุใต้ดิน ต้องโทษจำคุกรวม 42 ปี (ปัจจุบันถูกปล่อยตัวแล้ว หลังถูกคุมขังนาน 8 ปี 4 เดือน 19 วัน)
- คดีบัสบาส – มงคล ถิระโคตร นักเคลื่อนไหวชาวเชียงราย มีโทษจำคุกรวม 50 ปี 6 เดือน สูงสุดในประวัติศาสตร์ของคดี ม.112

(ภาพโดย ที่พระจันทร์ ชัยชนะ)
ณัฐชนน ไพโรจน์ เครือข่ายรณรงค์เพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights) เปรียบเทียบความลักลั่นทางนิติศาสตร์กับคดีแชร์แม่ชม้อย ซึ่งโกงเงินประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาท มีผู้เสียหายกว่า 5,000 คน ศาลตัดสินโทษรวม 154,005 ปี แต่ตามหลักนิติศาสตร์มีเพดานสูงสุด (ชนเพดานโทษ) ให้จำคุกจริงได้ไม่เกิน 20 ปี ขณะที่ประชาชนที่แชร์หรือโพสต์ Facebook ในคดี ม.112 กลับต้องติดคุกจริงยาวนานกว่าคนโกงเงินประชาชนเป็นล้าน ๆ อย่างไม่สมเหตุสมผล
การยกเลิกคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการแก้ไข ม.112 ให้โทษไม่มีขั้นต่ำ และสูงสุดไม่เกิน 7 ปี จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความอยุติธรรมแบบกรณีนักโทษทางการเมืองอื่น ๆ เผชิญ
นอกเหนือจากโทษคดี ม.112 ยังมีการดำเนินคดีอื่น ๆ ที่มีการเพิ่มโทษจากคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 เช่น
- ข้อหา ม.118 ลบหลู่ธงชาติ : จากการชักธงไม่เอา ม.112 ขึ้นเสาหน้า สภ.คลองหลวง
- ข้อหา ม.138 ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน : วันทนา โอทอง ที่เดินเข้าไปต่อว่า พล.อ. ประยุทธ์ แล้วถูกควบคุมตัวอย่างรุนแรง
- ข้อหา ม.198 ดูหมิ่นศาล : จากการวิจารณ์ผู้พิพากษา ที่ไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังคดี ม.112 จำนวนมากเมื่อต้นปี 2564
กฎหมายเหล่านี้อาจดูเผิน ๆ เหมือนกฎหมายที่ธรรมดาและแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน แต่ความเป็นจริงกลับถูกเอามาใช้เพื่อกดปราบการเคลื่อนไหวของประชาชน
“ดังนั้น 6 ตุลาฯ จึงไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ที่เรานั่งคุยกันว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น แต่มันคือโซ่อันหนึ่งที่ล่ามสิทธิเสรีภาพของประชาชน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง หนึ่งในนั้นคือ คำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 ที่เรากำลังแก้ไขกันอยู่”
ณัฐชนน ไพโรจน์ เครือข่ายรณรงค์เพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights)

