สังคมไทย ไม่เรียนรู้อะไรเลย…จากควังจู ถึง 50 ปี 6 ตุลา

‘ธงชัย วินิจจะกูล’ มอง 3 ปัจจัยที่ทำให้ไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจากเหตุการณ์ 6 ตุลา หวังมหาวิทยาลัยใช้ความกล้าหาญทางปัญญา สำรวจช้างของสังคมไทย ‘มหิดล’ เตรียมจัดใหญ่ Peace Festival Week 2026 ถอดบทเรียนควังจู เกาหลีใต้ และ 6 ตุลา ประเทศไทย ‘อธิการฯ มหิดล’ ย้ำ มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ให้เรื่องที่ยาก ซับซ้อน และละเอียดอ่อน

วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์
อับดุลรอเฮง สาตา
สุรสิทธิ์ สุภาภา
สัมพันธ์ เจริญสุข
และ วีระพล โอภาสวิไล

รายชื่อนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้ง 5 คน ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถูกกล่าวถึงโดย ศ.ธงชัย วินิจจะกูล ในปาฐกถาพิเศษ “ทำไมสังคมไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลา” พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมเหตุการณ์ในครั้งนั้น ดูเหมือนสังคมไทยไม่เคยรู้อะไรเลย ราวกับเหตุการณ์ไม่มีคุณค่ามากพอที่จะเรียนรู้

ไม่เพียงแค่เหตุการณ์ 6 ตุลา แต่โศกนาฏกรรมระหว่างรัฐกับประชาชนแทบทุกกรณีถูกลืมหรือถูกเพิกเฉยจนคดีหมดอายุความ ราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ศ.ธงชัย ยกตัวอย่างทั้งกรณีตากใบ, ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนคนเสื้อแดง หรือกรณีบุคคลสูญหายจากเหตุทางการเมือง แม้แต่กรณีที่รัฐยอมให้มีอนุสาวรีย์และจัดพิธีให้ทุกปี อย่าง 14 ตุลาคม 2516 หรือเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 หากพิจารณามองกันอย่างจริงจัง รัฐและสังคมไทยไม่ได้เรียนรู้มากเท่าใดนักจากเหตุการณ์เหล่านั้น รวมถึงการปฏิวัติ 2475 ที่จะครบ 94 ปี ในวันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.) ด้วย

ธงชัย วินิจจะกูล

ศ.ธงชัย ระบุอีกว่า กรณีเช่นนี้ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่อดีตนักโทษการเมืองประเทศอื่นก็เช่นกัน ที่รัฐใช้วิธีการเดียวกัน คือ เมินเฉยจนพวกเขาไม่มีตัวตนจนปัจจุบัน มีเพียงบางส่วนที่พูดถึงที่เหลือเพียงความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นชื่ออาคาร สะพาน หรือสถานที่ ซึ่งรวมถึงอาคารในถนนราชดำเนิน และมองว่าอีกไม่นาน แม้แต่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอาจอยู่ในลิสต์ของสิ่งที่ต้องถูกล้มล้างหรือมากกว่านั้น

“ผมพยายามกล่าวหลายครั้งเสมอมาว่า การจำกัดเสรีภาพหรือการจำกัดกล่องตัวนั้น มันมีผลไม่ใช่เพียงความรับรู้ทางสังคม แต่มีผลต่อนิสัยวิสัยในการคิด ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างสรรค์ความรู้ทุกประเภท รวมทั้งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย เพราะไม่งั้นคำว่า “things outside the box” เป็นการพูดสวย ๆ หรู ๆ โดยไม่มีความหมาย”

ถอด 3 ปัจจัยที่ทำให้เราไม่เรียนรู้อะไรเลย

ศ.ธงชัย นำเสนอ 3 ปัจจัยที่ทำให้ไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา คือ ความเงียบของประวัติศาสตร์ เนื่องมาจากความอิหลักอิเหลื่อของความทรงจำ ต่อ 6 ตุลา กล่าวคือ มาตรฐานของประวัติศาสตร์ ที่ทำเป็นมองไม่เห็น เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับมันได้ ซึ่งเป็นเช่นนี้มา 20 ปีแรกหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่เงียบสนิท และ 20 ปี หลังจากนั้นเป็นต้นมา ศ.ธงชัย ขยายความว่า ความเงียบในช่วงแรกนั้น ไม่ได้หมายถึงความหลงลืม แต่หมายถึงการฟังอยู่ลึก ๆ แต่ไม่สามารถสื่อออกมา พูดไม่ออกว่าเราจำอะไรได้บ้าง ส่วน 20 ปีถัดมา เรารับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ แต่รับรู้โดยมีขีดจำกัด อย่างความโหดร้ายของวันนั้น ขีดจำกัดที่ว่านั้นคือ ห้ามถามว่าใครทำ โดยย้ำว่า ประวัติศาสตร์ที่ไม่ยอมสะสางอาชญากรรม มีส่วนทำให้การคิดจริงจังถึงบทเรียนแทบไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ทำได้เป็นเพียงบทเรียนที่ผิวเผินและมาจากสามัญสำนึก เช่น ไม่น่าใช้ความรุนแรงต่อกันเลย ควรสามัคคีกัน

“การจัดงาน 6 ตุลาทุกปี แม้แต่ผู้จัดงานก็รู้อยู่เต็มอกว่า “ห้ามถามว่าใครทำ” คำถามนั้นอยู่นอกกล่อง คำถามนั้น thinkable คิดได้แต่พูดไม่ได้ ซึ่งมีผลให้ความคิด การศึกษา การวิจัยถูกจำกัดไปด้วยไปในตัว”

ต่อมาคือ เงื่อนไข ปัจจัยทางปัญหาที่ตีกรอบกำหนดว่าอะไรเป็นบทเรียน อะไรไม่ใช่ ไม่นับ กล่าวคือ บทเรียนถูกกำหนดในกรอบของความรู้ที่รัฐอนุญาต เช่น ถ้าเราบอกว่าบทเรียน 6 ตุลา คือ ทหารตำรวจโหดร้ายเหลือเกิน ก็จะมีคนออกมาโต้แย้งว่าเป็นเรื่องของคนบางคนเท่านั้น คำตอบทำนองนี้ ศ.ธงชัย มองว่า ไม่ผิด แต่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปสถาบันที่ถือครองกำลังอาวุธ แม้จะผ่านมาแล้ว 50 ปี แต่ไม่ได้แตะต้องส่วนนี้ เราจึงมีเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า

“เราถูกปลูกฝังอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์มาแต่เยาว์วัย บวกกับวัฒนธรรมที่ยอมรับอำนาจ ผู้คนจึงมักพอใจกับบทเรียนอย่างง่าย ๆ
สังคมไทยไม่กล้าจะขบคิดอย่างจริงจังถึงบทเรียนอื่นที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น กล้าแตะต้องไปถึงกลไกที่ถืออาวุธซึ่งควรจะต้องมีการปฏิรูป”

และ สุดท้าย คือ ความอ่อนแอของวัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมไทย โดย ศ.ธงชัย มองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้สองข้อแรกดำเนินเรื่อยมาโดยไม่ถูกท้าทาย วัฒนธรรมทางปัญญาที่เข้มแข็งเป็นหัวใจของภารกิจมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงสถาบันเพื่อฝึกฝนช่างฝีมือชั้นสูง แต่มหาวิทยาลัยมีภารกิจเป็นปัญญาของสังคม ทั้งในการสร้างปัญญาชนและสร้างความรู้ใหม่ ๆ รวมทั้งการต่อสู้เพื่อทลายขีดจำกัดของความรู้ที่มีอยู่เดิม หรือการทลายกล่องนั่นเอง โดยมหาวิทยาลัยมีภารกิจทั้ง learning และ unlearning ไปพร้อม ๆ กัน

“ดัชนีที่สำคัญที่สุดที่แสดงถึงความอ่อนแอของมหาวิทยาลัยไทยคือขาดความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของความรู้ มหาวิทยาลัยไทยสามารถอวดอันดับได้เรื่อย ๆ แต่ไม่เคยต่อสู้กับเรื่องที่เป็นช้างตัวเบ้อเริ่มของสังคมไทย ซึ่งตัวหนึ่งก็คือ 6 ตุลาคมนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่มีนักศึกษาของตนเสียชีวิตไปโดยไม่มีการสะสางมา 50 ปีแล้ว”

บทบาทมหาวิทยาลัย กับการทำหน้าที่ปลดล็อกความคับแคบการแสวงหาทางความรู้

ช่วงท้ายของการปาฐกถา ศ.ธงชัย ระบุถึงกรณีที่ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา จะจัดงาน Peace Festival Week 2026 ระหว่างวันที่ 17 – 19 ส.ค. 2569 โดยมีการถอดบทเรียน 50 ปี จากควังจูถึง 6 ตุลา เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่า เกาหลีใต้ข้ามพ้นความเงียบและความโหดร้ายที่ควังจูเมื่อเดือนพฤษภาคม 2523 ได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ทลายขีดจำกัดทางปัญญาและแหวกออกจากกรอบ ซึ่งมีคนจำนวนหนึ่งยอมเผชิญหน้ากับอดีตที่เจ็บปวด และเริ่มเดินหน้ากระบวนการยุติธรรมเอาผิดกับคนที่กระทำผิด โดยมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเกาหลีมีบทบาทอย่างมาก

“ผมจึงถือว่าการจัดงานในเดือนหน้ามีความหมายมาก และหวังว่าถ้าผมขอแบบส่วนตัวนะ ทำยังไงก็ได้ให้ชาวมหิดลจดจำชื่อทั้ง 6 ท่านที่เสียชีวิตไปตลอดกาล เพราะสิ่งนั้นจะแสดงถึงความกล้าหาญทางปัญญาที่กล้าเข้าไปสำรวจช้างตัวเบ้อเริ่มที่เรียกว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม”

จากควังจู ถึง 50 ปี 6 ตุลา มหิดลจัด Peace Festival Week 17 – 19 ส.ค. นี้

ศ.นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวในช่วงท้าย ระบุถึงเหตุผลสำคัญในการหยิบยกเหตุการณ์ควังจู และ 6 ตุลา มาเป็นหัวข้อสำคัญในการจัดงานเทศกาลสันติภาพในปีนี้ เนื่องจากเป็นปีครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ประวัติศาสตร์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ และประวัติศาสตร์ของประชาชนผู้ปรารถนาเห็นสังคมที่มีเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ขณะเดียวกัน ปีนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 46 ปี เหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 1980 ที่เมืองควังจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญของประชาชนที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงทางการเมือง แต่สามารถเปลี่ยนความทรงจำเกี่ยวกับความสูญเสียให้เป็นพลังในการพัฒนาประชาธิปไตย การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การแสวงหาความจริง การฟื้นฟูศักดิ์ศรีของผู้ได้รับผลกระทบ และการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน

ดังนั้น การนำประสบการณ์จากควังจูมาศึกษาร่วมกับเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นการเปิดพื้นที่ให้ได้เรียนรู้ว่า สังคมที่ผ่านความขัดแย้งและบาดแผลทางการเมืองสามารถเลือกดำเนินต่อไปได้หลายเส้นทาง บางสังคมอาจเลือกที่จะปิดบัง หลีกเลี่ยง หรือปล่อยให้ความทรงจำเลือนหายไป ขณะที่บางสังคมเลือกค้นหาความจริง ยอมรับความเจ็บปวด เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และนำบทเรียนจากอดีตมาสร้างหลักประกันว่า เหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก

“สำหรับมหาวิทยาลัยมหิดล การจัดงานเทศกาลสันติภาพครั้งนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ซึ่งสังคมสามารถตั้งคำถามต่อเรื่องที่ยาก ซับซ้อน และละเอียดอ่อนได้อย่างมีเหตุผล และเคารพซึ่งความแตกต่าง”

ในช่วงท้าย ได้ย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่สามารถสร้างพื้นที่ที่ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูล ความรู้ เหตุผล ความรับผิดชอบ และการเคารพศักดิ์ศรีของผู้ที่มีประสบการณ์และความทรงจำแตกต่างกัน เพราะสันติภาพไม่ได้เกิดจากการที่สังคมปราศจากความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่เกิดจากการที่เรามีศักยภาพในการนำเอาความแตกต่างเหล่านั้นมาเป็นพลังสร้างสรรค์สังคมที่ดีร่วมกัน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active