เรื่องเล่า 9 จังหวัด ปฏิวัติโจทย์ NCDs | เมื่อ ‘ชุมชน’ จัดการวิกฤตสุขภาพด้วยตัวเอง

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นความท้าทายของระบบสุขภาพไทยเสมอมา ท่ามกลางข้อมูลความรู้เรื่องการกินอาหาร และการออกกำลังกายที่ท่วมท้นในโลกสมัยใหม่ แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนดูเหมือนจะติดลบถดถอยลงทุกที

เมื่อสาเหตุที่ทำให้การปรับพฤติกรรมของผู้คนเป็นเรื่องยากลำบากอาจไม่ใช่การมีวินัยหรือความเข้มแข็งทางใจส่วนบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว แต่คือการมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตด้วย

ด้วยแนวคิดที่ว่าต้นตอและความเจ็บป่วยของโรคไม่อาจแก้ไขได้ด้วยมาตรการทางการแพทย์หรือปรับพฤติกรรมรายบุคคลเท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนเชิงระบบ จึงทำให้หลายปีที่ผ่านมา เกิดเครือข่ายระดับจังหวัดหลายภาคส่วนร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดแวดล้อมเพื่อลดการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs Ecosystem ตามบริบทพื้นที่

The Active ชวนมองบทเรียนสำคัญจากชุมชน ผ่านเรื่องเล่าใน 9 จังหวัด ที่จัดการ NCDs ตามบริบทของพื้นที่ได้อย่างลงตัว

ยะลา: พื้นที่พหุวัฒนธรรมที่ชวนคนเดินสำรวจชุมชน

ยะลาเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีความท้าทายไม่น้อย แต่ด้วยการขับเคลื่อนงานของภาคีเครือข่ายอย่างจริงจังทำให้ปัจจุบันถูกยกระดับสู่การขับเคลื่อนระดับจังหวัด 

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา ย้ำถึงหัวใจหลักของการแก้ปัญหา NCDs ในชุมชน ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่คือการสร้างสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องอาหาร และการเคลื่อนไหวร่างกาย

นำไปสู่ความร่วมมือของ 32 หน่วยงาน ที่นำแนวคิด กิจกรรมทางกาย (Physical Activity, PA) ไปใช้ในพื้นที่จริงใน 6 พื้นที่ด้วยการขับเคลื่อนของผู้นำชุมชน ได้แก่

  1. ตำบลสะแตง-ต.สะแตงนอก อ.เมืองยะลา

  2. ตำบลบุดี อ.เมืองยะลา

  3. ตำบลลิดล อ.เมืองยะลา

  4. สวนขวัญเมือง (พรุบาโกย) อ.เมืองยะลา

  5. ตำบลบือมัง อ.รามัน

  6. ตำบลบาโงย อ.รามัน

โดยใน 2 พื้นที่สุดท้ายยังคงเกิดการขยายผลอย่างต่อเนื่อง

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล
ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา

ศูนย์สร้างใจรักษ์สุขภาพดี Health Care Center (HCC) จังหวัดยะลา จึงเกิดขึ้นพร้อมกับบทบาทสำคัญคือการเป็นจุดคัดกรองและสะท้อนปัญหาสุขภาพระดับพื้นที่ผ่านการเก็บรวมรวบข้อมูลสุขภาพของผู้เข้ารับบริการ เช่น BMI ขนาดรอบเอวพฤติกรรมการกินและการมีกิจกรรมทางกาย เพื่อประเมิณความเสี่ยงโรค NCDs และคืนข้อมูลให้กับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนเพื่อวางแผนกิจกรรมสุขภาพที่เหมาะสม

สำหรับด้านร่างกาย ยะลามี กิจกรรม ปาร์ค รัน (Park Run) สร้างสุข ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทชุมชนได้อย่างเหมาะสม ลงตัว

“คนในเมืองคุ้นเคยว่าการออกกำลังกายคือไปเต้นแอโรบิคใช่ไหม แต่สำหรับชุมชนแล้ว การเปิดดนตรีเสียงดังอาจเป็นปัญหา เราเลยคิดว่ากิจกรรมการเดินน่าจะเหมาะสมที่สุด”

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล

ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา ยังอธิบายถึง กิจกรรม ปาร์ค รัน สร้างสุข ว่าถูกปรับให้ง่าย เข้าถึงทุกคน และเหมาะสมกับพื้นที่ โดยจะเริ่มจากให้คนในพื้นที่ทำกายบริหารด้วยท่าทางง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนร่วมกัน โดยใช้เพลงในพื้นที่ประกอบอย่างน้อย 20 นาที จากนั้นจึงเริ่มออกเดินในชุมชน

“การเดินไม่ใช่แค่การขยับร่างกาย แต่คือการทำให้คนในพื้นที่เห็นว่าชุมชนตัวเองเป็นอย่างไร หรือมีปัญหาอะไรบ้าง”

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล

ด้วยระยะทาง 2-5 กม. รอบชุมชนก็เพียงพอที่จะทำให้พอได้เหงื่อออก จากนั้นจะประจวบเหมาะกับเวลาของมื้ออาหาร ก็จะนำผักพื้นบ้านที่เก็บได้ระหว่างทางมาประกอบอาหารและกินร่วมกัน

“ระหว่างกินข้าวด้วยกันนี่แหละที่เป็นช่วงเวลาแห่งการเล่าสู่กันฟัง ทุกคนจะได้แลกเปลี่ยนข้อสังเกตที่พบ หรือข้อเสนอเพื่อพัฒนาชุมชนร่วมกัน”

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล

กระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอโดยแกนนำประจำชุมชน หลายครั้งเกิดการตั้งคำถามและนำไปสู่ข้อเสนอของชาวบ้าน และมีท้องถิ่นรับข้อฟังและสานต่อเชิงนโยบาย

ในขณะที่การส่งเสริมด้านอาหาร เน้น 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  • ร้านน้ำอ่อนหวาน: โดยขอความร่วมมือให้ร้านขายน้ำชงลดความหวานลง แต่ยังพบปัญหาในร้านน้ำที่มีราคาถูก เพราะเป็นการชงสำเร็จรูปปริมาณมากและเข้าถึงเด็กนักเรียนได้ง่าย

  • ข้าวราดแกงสุขภาพ: สำหรับร้านข้าวแกงทั่วไป สามารถขายเมนูที่เตรียมไว้ได้ตามปกติ แต่ขอให้เพิ่มเมนูสุขภาพอย่างน้อย 1-2 เมนู

  • ร้านผักปลอดภัย: ซึ่งดำเนินการมาได้แล้วนาน 6-7 ปี เกิดการส่งเสริมให้ครัวเรือนปลูกผักกินเอง และส่งขายด้วย

ตราด: หมอน้อยเตือนภัย จูงใจด้วยเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม

พื้นที่ต้นแบบที่ดำเนินการ คือ ตำบลตะกาง อ.เมืองตราด จ.ตราด เนื่องจากเป็นชุมชนพบปัญหาเรื่องสุขภาพค่อนข้างรุนแรง

อภิเดช บุญล้อม ประธานคณะทำงาน NCDs จังหวัดตราด อธิบายว่าเนื่องจากตราดติดทะเล จึงทำให้กินอาหารทะเลเป็นประจำ ส่งผลให้ประชาชนมีปริมาณโซเดียมสูง รวมถึงความอ้วนในเด็กยังเป็นวิกฤต ในขณะที่สิ่งแวดล้อมโดยรอบโรงเรียนเต็มไปด้วยร้านขายน้ำหวานราคาถูกเป็นที่ล่อตาล่อใจของเด็ก ๆ เป้าหมายสำคัญ คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน 

อภิเดช บุญล้อม
ประธานคณะทำงาน NCDs จ.ตราด

การดำเนินการประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก ได้แก่ 

  1. ลดการเข้าถึงสินค้าทำลายสุขภาพ: ขอความร่วมมือจากร้านค้า-ร้านชำรอบโรงเรียนและร้ชุมชน ลดการวางขายขนมขบเคี้ยวที่มีโซเดียมสูงและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐาน

  2. เพิ่มการเข้าถึงสินค้าสุขภาพ:  ส่งเสริม สนับสนุนให้แม่ครัวโรงเรียน และร้านอาหารชุมชนทำอาหารเมนูสุขภาพ ลดเค็มครึ่งหนึ่ง และเพิ่มสัดส่วนผักปลอดภัยในมื้ออาหาร

  3. สร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อสุขภาพ: พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนวัดตะกางให้เป็นพื้นที่ปลอดขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มรสหวาน และจัดมุมส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับแต่ละวัย

  4. สร้างความรอบรู้-ควบคุมสื่อ: จัดตั้งและอบรมแกนนำเยาวชนสุขภาพ “หมอน้อย” เพื่อทำหน้าที่ให้ความรู้เรื่องฉลากโภชนาการ (หวาน มัน เค็ม) และโรค NCDs ให้กับเพื่อนและครอบครัว

  5. ส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาพ: ทำให้เกิดกิจกรรมทางกายทุกวันในโรงเรียน

โดยมาตรการที่กล่าวมาข้างต้นทำผ่านหลักการที่น่าสนใจ 3 หลักการ ได้แก่

  1. Nudge Theory: การสะกิดคนเบา ๆ ให้เปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การจัดมุมสุขภาพในโรงอาหาร การใช้สัญลักษณ์สี-ป้ายข้อความเตือนใจในการลดเค็ม รวมถึงการสวมเสื้อกาวน์ของ “หมอน้อย” สะกิดพฤติกรรมเพื่อนๆ และผู้ปกครองในการเลือกทานอาหารอย่างอบอุ่น เป็นกันเอง

  2. Financial Incentive: ท้องกินสนับสนุนงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจวัดความเค็ม (Salt Meter) แก่สถานศึกษา และจัดสรรงบประมาณกองทุนสุขภาพตำบลเพื่อสนับสนุนเมนูอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพ 

  3. Social Credit: มีการประกาศเกียรติคุณ ครอบครัวลดเค็มต้นแบบ และร้านค้าหรือแม่ครัวต้นแบบที่ปรุงอาหารลดเค็ม รวมถึงให้การยอมรับบทบาท “หมอน้อย” ในฐานะฮีโรชุมชนเพื่อสร้างความภาคภูมิใจ สร้างแรงจูงใจ และปลูกฝังนิสัยการกินให้แก่เด็ก ๆ 

อย่างไรก็ตาม ประธานคณะทำงาน NCDs จังหวัดตราด ยังมีข้อเสนอเพื่อขยายผลให้เกิด NCDs Ecosystem อย่างยังยืน 3 ข้อ ดังนี้

  1. ผลักด้นให้โมเดล “หมอน้อยนักเตือนภัย NCDs” และการใช้เครื่องวัดความเค็ม (Salt Meter) ในโรงอาหาร เป็นนโยบายสาธารณะขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ

  2. สนับสนุนงบประมาณหรือมาตรการจูงใจ (Incentive) จากกองทุนสุขภาพในระดับท้องถิ่นเพื่อจัดหาชุดเครื่องมือเฝ้าระวังสุขภาพและ Salt Meter ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน

  3. ส่งเสริมการสร้างแพลทฟอร์มระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem Dashboard) เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ โดยเฉพาะการคัดกรองความเค็มจากชุมชนสู่ฐานข้อมูลของระบบสาธารณสุขส่วนกลาง

J.H. Industry Model: องค์กรสุขภาพดี แบบชาวออฟฟิศ

บริษัท เจ.เอช.อุตสาหกรรม คือหนึ่งในตัวอย่างของภาคเอกชนที่ดำเนินการลด NCDs ในองค์กร โดยมองว่าปัญหาทางสุขภาพของพนักงานกำลังย่ำแย่ โดย 70% กำลังเผชิญกับโรค NCDs ส่งผลให้เกิดความเครียดทั้งเรื่องสุขภาพและจากการทำงาน นำไปสู่การเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาและมักนำมาซึ่งหนี้สิน

ทั้งหมดนี้จะเกิดเป็นวงจรไม่รู้จบ เมื่อเห็นความสำคัญเช่นนี้จึงมีนโยบายส่งเสริมสุขภาพพนักงาน โดยใช้หลักเศรษฐศาสาตร์พฤติกรรม นันทิยา ลิ่วลักษณ์ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) อธิบายว่า บริษัทมีกิจกรรมหลากหลายที่จูงใจให้พนักงานรู้สึกว่าการรักษาสุขภาพเป็นเรื่องง่าย เช่น ในที่ทำงานจะมีป้ายติดที่โต๊ะ หรือบนเพดาน ว่าสัปดาห์นี้ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไร เช่น ลดเค็ม ลดขนมกรุบกรอบ หรือลองทำอาหารกินเอง หรือปฏิทินตั้งโต๊ะจะมีเมนูอาหารที่คนไทยกินบ่อย (เช่น ข้าวผัดกะเพรา ข้าวมันไก่ เฉาก๊​วย ฯลฯ) พร้อมแคลลอรี่หรือปริมาณเกลือเพื่อเตือนใจ แล้วสิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ ซึมซับ และกลายเป็นบทสนทนาในท่ี่ทำงานจนนำมาสู่การปรับพฤติกรรม

นันทิยา ลิ่วลักษณ์
ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

นอกจากนี้ยังมีการสร้างแรงจูงใจเป็นของรางวัลเล็ก ๆ ไปจนถึงโบนัส และหากในแต่ละปีค่ารักษาพยาบาลไม่เพิ่ม ก็อาจได้รับรางวัลเพิ่มด้วย

จากนโยบายสุขภาพเพื่อให้พนักงานปรับพฤติกรรมนี้ ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมโครงการ 77% มีสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน ลดค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล 16.41% ลดวันลาป่วย 10.30% และพนักงานมียอดเงินออมสะสมมากกว่า 8.8 ล้านบาท

กาญจนบุรี: นำร่องร้านน้ำอ่อนหวาน-อาหารสุขภาพ

ทิพวันย์ เทียรฆโรจน์ สาธารณสุขอำเภอห้วยกระเจาและเลขานุการคณะทำงานฯ อธิบายว่า ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี มีการดำเนินการในพื้นที่หลายแห่ง ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี  และระดับท้องถิ่น 

สำหรับ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เกิดหลายกิจกรรม เช่น ราชภัฏขยับได้ (แอโรบิกเพื่อสุขภาพ), Happy to healthy (กิจกรรมออกกำลังายแบบกลุ่ม) และ Healthy People เพื่อสร้างนักศึกษา บุคคลากรต้นแบบ

แต่จุดเด่นที่สำคัญ คือ การมี Physical Activity Break (เบรกที่มีกิจกรรมทางกาย) ทุกคณะ/สำนักงาน Healthy Canteen (เมนูสุขภาพ) Green Space (พื้นที่สีเขียว) และ Mental Health Check-in ดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ

ทิพวันย์ เทียรฆโรจน์
สาธารณสุขอำเภอห้วยกระเจาและเลขานุการคณะทำงานฯ

โดยในระดับท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล (พชต) เกิดนวัตกรรมสุขภาพ 4 พชต. ได้แก่ 

  1. พชต.สระลงเรือ เกิดนวัตกรรม กระเป๋าสุขภาพ ตรวจวัดความดัน และระดับโซเดียม เกิด Line Dance ผู้สูงอายุ 4 วัน/สัปดาห์

  2. พชต.ห้วยกระเจา (โมเดล มะนาวลดความดัน & โครงการเบาหวานระยะสงบ) มี Healthy Break ในการะประชุมเทศบาล และการขยับกายก่อนเลิกงาน

  3. พชต.วังไผ่ (The Mayor Model) ให้นายก อบต. เป็นบุคคลต้นแบบด้านสุขภาพ

  4. พชต.ดอนแสลบ ทำงานร่วมกันแบบ Tri-Sector Integration (อบต. + สาธารณสุข + โรงเรียน) มีการตรวจคัดกรองเจาะเลือดในโรงเรียนผู้สูงอายุ

ทั้งหมดเกิดจากแนวคิดผู้นำทำก่อน และยกให้ NCDs เป็นวาระของพื้นที่จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งด้านสภาพแวดล้อมและระบบ เช่น เกิดร้านค้านำร่อง 24 แห่ง ที่ปรับสูตร “เครื่องดื่มอ่อนหวาน” และพื้นที่ออกกำลังกาย อย่าง Line Dance รำไทย และแอโรบิคลานชุมชน

น่าน: ฮ่วมแฮงฮ่วมใจ๋ จัดการภัย NCDs

ปรีชวิชญ์ พรมจักร สำนักงานสาธารณสุขน่าน หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อฯ อธิบายว่า ฮ่วมแฮงฮ่วมใจ๋ มีความหมายถึงการรวมใจ จากการขับเคลื่อนง่านในจ.น่านอย่างเข้มแข็ง เกิดการจัดทำแผนร่วมกันระหว่างคนในพื้นที่และหน่วยงานท้องถิ่น เกิด MOU ร่วมกันไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมาของพื้นที่ต้นแบบกิจกรรมทางกาย 3 แห่ง ดังนี้

1. บ้านรัชดา ต.เปือ อ.เชียงกลาง 

เกิดการปรับปรุงภูมิทัศน์ เช่น การสร้างลานเดิน-วิ่ง ปรับพื้นที่สวนหย่อมให้ปลอดภัย และการทำอุปกรณ์ออกกำลังกายจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น

เกิดกิจกรรม “ขยับกายวันละนิด” และเกิดธรรมนูญชุมชน ลดเวลาหน้าจอ และมีแกนนำสุขภาพ คอยติดตาม

ดำเนินงานผ่านกลยุทธ์ 4H Model ได้แก่

  • Head (การคิดวางแผน) สร้างความเข้าใจ ตรวจ BMI และคัดกรอง NCDs

  • Heart (สร้างความตระหนัก) เปลี่ยนการติดตามการออกกำลังกายให้กลายเป็นความภูมิใจของหมู่บ้าน

  • Hand (ลงมือปฏิบัติ) เกิด One group, one activity เช่นเต้น เดิน เปตอง และกิจกรรมท้องถิ่น

  • Health (ผลลัพธ์สุขภาพ) คนในชุมชนมีค่าน้ำตาลและความดันโลหิตดีขึ้น

2. โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ เทศบาลเมืองน่าน (บ้านภูมินทร์)

เกิดการกำหนดให้มีช่วงเวลา Active Break ยิดเหยียดหรือขยับร่างกายทุกๆ 1 ชั่วโมงของการเรียน ปรับปรุงภูมิทัศน์และพื้นที่ในโรงเรียนให้เอื้อต่อการเดิน การปั่นจักรยาน และการเล่นและสอดแทรกกิจกรรม Active Learning ในการเรียนการสอน และส่งเสริมการเดินทางมาโรงเรียนด้วยวิธี Active Travel (เดิน/ปั่นจักรยาน)

โดยใช้กลไกขับเคลื่อน 4 เสาหลัก ได้แก่

  • Strong Leadership: เป็นการดำเนินการเชิงรุก มอบหมายให้ฝ่ายบริหารและครูเป็นแกนนำติดตามรายบุคคล

  • Peer-to-Peer Machanism: ใช้พลังสภานักเรียน ระบบเพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง

  • Family Engagement: ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีการบันทึกพฤติกรรมเมื่ออยู่บ้าน หรือควบคุมการใช้หน้าจอ

  • Institutiional Partnership: มีภาคีเครือข่ายหนุ่มเสริม เกิดพี่เลี้ยงทางวิชาการและช่วยกำหนดทิศทางนโยบาย

3. โรงพยาบาลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง 

เกิดนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางภายในสถานที่ทำงาน (Active Workplace) มีการจัดสรรเวลาและพื้นที่ในเวลางานสำหรับการยึดเหยียดร่างกาย หรือการออกกำลังกายเบาๆ (Active Break) ระหว่างวัน และปรับปรุงภูมิทัศน์และเส้นทางเดิน-วิงภายในโรงพยาบาล (Walkable Hospital)

เกิดการบูรณาการกับ อสม. และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ทุ่งช้าง เพื่อคัดกรอง เฝ้าระวัง และให้ความรู้ประชาชนในการสะสมกิจกรรมทางกายให้ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์

ปรีชวิชญ์ ยังระบุว่า ด้านสภาพแวดล้อม ทางจังหวัดน่านมีการปรับปรุงเลนจักรยานและขยายฟุตพาธให้กว้างขึ้นบริเวณเมืองเก่า สนับสนุนวิถีชีวิตที่แอคทีฟ และต่อไปจังหวัดน่านจะไม่ใช่ น่านเนิบเนิบ อย่างที่หลายคนเรียกอีกต่อไป

ปรีชวิชญ์ พรมจักร
สำนักงานสาธารณสุขน่าน หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อฯ

“เราอยากให้ทุกคนมีทัศนคติเชิงบวกในการออกกำลังกาย การยกระดับ 3 setting นี้ทำให้เกิดกระแสกิจกรรมทางกายทั้งระดับอำเภอ และระดับจังหวัด”

ปรีชวิชญ์ พรมจักร

เขายังอธิบายว่า จากพื้นที่ต้นแบบนี้นำไปสู่แรงกระเพื่อมในจังหวัด กิจกรรมทางกายเริ่มจุดกระแสติด ทำให้เกิดกลุ่มสนับสนุนต่างมากขึ้น เช่น แอโรบิกแดนซ์ ที่รวมตัวกันเป็นประจำ ณ สวนลุมเชียงกลาง หรือการจัดแคมเปญของฝั่งธุรกิจเอกชนอย่าง วิ่งแลกกาแฟ 99 กม. หรือ วิ่งแลกดั้ง ที่กลายเป็นโปรโมชันจากคลินิคศัลยกรรมที่ได้รับความสนใจในพื้นที่อย่างล้นหลาม

มหาสารคาม: ธรรมนูญจังหวัด

มหาสารคามให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเด็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มาอย่างยาวนาน กระทั่งในปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2568) มีการประกาศให้เป็นธรรมนูญจังหวัดแล้ว

สำหรับก้าวต่อไปในปีหน้า มหาสารคามมีแผนจะขับเคลื่อนประเด็น สังคมสูงวัย และเตรียมประกาศใช้ “ธรรมนูญสุขภาพจังหวัดมหาสารคาม รองรับสังคมสูงวัย ปี 2569” ภายใต้ 7 มาตรการสำคัญ ได้แก่

  • ด้านสุขภาพอนามัยและโภชนาการ

  • ด้านการศึกษา

  • ด้านชีวิตการทำงาน

  • ด้านชีวิตครอบครัวและสังคม

  • ด้านเศรษฐกิจ ความยากจน การกระจายรายได้และสวัสดิการ

  • ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย

  • ด้านประชารัฐ

สงัด เชื้อสิ้นฟ้า รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม เล่าว่าในปี 2567 จ.มหาสารคาม มีผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 27 และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับวิกฤต NCDs จึงเป็นเหตุผลให้ก้าวต่อไปจะเป็นการขยายขอบเขตงานให้กว้างขึ้นตามสถานการณ์ในพื้นที่

สงัด เชื้อลิ้นฟ้า
รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม

“เป้าหมายระดับจังหวัดคือคนมหาสารคามต้องอายุยืน ต่อจากนี้จึงต้องทำให้เรื่องการป้องกัน NCDs อยู่ในทุกหน่วยงาน”

สงัด เชื้อลิ้นฟ้า

หนองบัวลำภู: ลดอาหาร หวาน มัน เค็ม

จิราภรณ์ ระวิ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ย้ำถึงผลสำรวจปริมาณเกลือและโซเดียมของชาวบ้านในพื้นที่พบ ประชาชนมีอัตราตราเจ็บป่วยโรคไตเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ จึงเน้นการขับเคลื่อนงานด้านอาหารปลอดภัย ลดหวาน มัน เค็ม เป็นหลัก โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักของคนในพื้นที่ ให้รู้จักเลือกกิน เพื่อส่งผลดีต่อสุขภาพระยะยาว โดยมีกลไกสำคัญ คือ โรงเรียน และวัด เพื่อให้เด็กและพระสงฆ์ เรียนรู้ที่จะสร้งพฤติกรรมสุขภาพด้วยตัวเองก่อน

จิราภรณ์ ระวิ
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู

อย่างไรก็ตาม จิราภรณ์ มองว่าการส่งเสริมสุขภาพจะปล่อยให้กระทรวงสาธารณสุขฝ่ายเดียวคงไม่ได้ ต้องส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งหมดเห็นข้อมูล ปัญหาร่วมกัน เพื่อขยับประเด็นสุขภาพไปพร้อมกัน

สุราษฎร์ธานี: เชี่ยวหลาน 6 ช. โมเดลสุขภาพปรับตามวิถีชีวิต

จ.สุราษฎร์ธานี เน้นขับเคลื่อนใน 3 พื้นที่การศึกษา ได้แก่

  • โรงเรียนบ้านนาควน ต.ท่าซี อ.บ้านนาสาร

  • โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 12

  • โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านคลองหา-นาเตรียะ) ที่ออกแบบกิจกรรมโดยยืดหลัก กิจกรรมทางภายตลอดวัน (Whole School Approach) บูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนรู้และวิถีชีวิตของนักเรียน เพิ่มโอกาสในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง

สุจิตรา สังข์เพชร ผู้อำนวยการ รพ.สต.เชี่ยวหลาน-ไกรสร อธิบายว่า นอกจากการขับเคลื่อนระดับสถานศึกษาแล้ว มีความคาดหวังให้คนทั้งชุมชนลดอัตราการเจ็บป่วยจาก NCDs ได้สำเร็จ มีการประกาศให้เป็นตำบลสุขภาวะด้วยการเน้นด้าน อาหาร ผ่านหลักการ 6 อ. ที่เริ่มดำเนินการแล้วใน ต.เขาพัง ได้แก่

  1. กินพอดีตามช่วงวัย: ควบคุมโภชนาการตามหลัก SIAM DIET และมีการขยับร่างกาย

  2. มีแปลงผักสุขภาพทุกชุมชน: รูปแบบธุรกิจแบบวิสสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

  3. มีตลาดสุขภาพทุกวันศุกร์: เกิดตลาดเขียวที่ขายผักผลไม้ปลอดภัยและอาหารสุขภาพ

  4. อาหารสุขภาพในงานศพ: ขอความร่วมมือเจ้าภาพในงานบำเพ็ญกุศล จัดให้การสวดคืนที่ 3 จัดเลี้ยงเมนูสุขภาพ

  5. หวานน้อยสั่งได้: ขอความร่ววมมือส่วนราชการและแหล่งท่องเที่ยว จัดเลี้ยงด้วยเมนูสุขภาพ ความหวานต้องพอดีที่ไม่เกิน 4 กรัม และใช้น้ำขมิ้นเป็น welcome drink ในงานประชุม ปัจจุบันมีกว่า 10 ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ

  6. 1 ชุมชน 1 แห่งเพาะพันธุ์ปลา: เนื้องจากผู้สูงอายุในพื้นที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก การมีแหล่งอาหารโปรตีนสูงจึงจำเป็น ตอนนี้ครอบคลุมแล้ว 12 ชุมชน
สุจิตรา สังข์เพชร
ผู้อำนวยการ รพ.สต.เชี่ยวหลาน-ไกรสร

สำหรับแนวทางการทำงานกับชุมชน สุจิตรา เสริมว่า ปัจจุบันเกิดผลสำเร็จเป็นอย่างดี จนกลายเป็นองค์ความรู้ที่เรียกว่า โมเดล องค์กรรอบรู้สุขภาพเชิงวิถี หรือ เชี่ยวหลาน 6 ช. ที่สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นได้ด้วย ดังนี้

  1. ช-ชวน: ชวนคนมาคัดกรองสุขภาพ

  2. ช-ชี้: ชี้ผลการตรวจสุขภาพให้เห็น

  3. ช-แชร์: แบ่งปันความรู้ด้านสุขภาพ

  4. ช-ชื่นชม: ชื่นชมยินดีกับบุคคลต้นแบบ

  5. ช-ชุมชน: ให้ชุมชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนด้านสุขภาพ

  6. ช-เชิงรุก: ติดตามสุขภาพเชิงรุก

ร่วมกับการดำเนินงานผ่านแนวคิด Service Design ประกอบด้วย

  1. Promotion Service โดยใช้กลไก อสม. ทำหน้าที่เพื่อคัดกรองความเสี่ยงของประชาชน ติดตามกลุ่มเสี่ยง และเป็นพี่เลี้ยง

  2. Prevention Service ผู้ดูแลระบบจัดการและรักษากลุ่มเลี่ยง ลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่

  3. Restoration Service คัดกรอง-ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน

  4. Remission Service ลดยา หยุดยา ลดค่าใช้จ่าย

กลไกทั้งหมดยังเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานโครงการ ศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs ที่เป็นนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย

ตรัง: โมเดลดันวัด-พระ สู่แกนนำลด NCDs รับสังคมสูงวัย

จังหวัดตรังเน้นการจัดการ NCDs ผ่านกลไกของวัดเป็นหลัก เชภาดร จันทร์หอม สมัชชาจังหวัดตรัง อธิบายรูปแบบการทำงานว่าจังหวัดตรังมีหมุดหมายในการขับเคลื่อนเรื่องลดการเจ็บป่วยโรค NCDs มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 จนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งพบจุดคานงัดสำคัญ

“เราพบว่าตรังเป็นหนึ่งในจังหวัดที่กำลังเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย และวัดสามารถทำหน้าที่กำหนดสุขภาพได้”

เชภาดร จันทร์หอม

การขับเคลื่อนจึงมุ่งเน้นไปที่วัดเป็นหลัก ทั้งในแง่ของพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นผู้สูงวัย และเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ทำหน้าที่รองรับสังคม

เชภาดร จันทร์หอม
สมัชชาจังหวัดตรัง 

เชภาดร เล่าว่า มีสถิติอย่างคร่าวในพื้นที่ว่าทุก 1 วันจะมีคนในชุมชน จะมีความดันเพิ่ม 31 คน รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ด้วย ที่พบว่ากว่า 150 รูปมีปัญหาสุขภาพ 125 รูปอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และกว่า 300 รูป อยู่ในภาวะวิกฤต

เมื่อข้อมูลนี้ถูกถวายให้วัด ทำให้มีพระเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นเป็นลำดับ สำหรับการขับเคลื่อนที่ทำเน้น 2 มิติ ได้แก่ 1. ปรับสภาพแวดล้อมวัด และ 2. พระสามารถดูแลสุขภาพได้

“วัดเป็นสถานที่ที่ผู้สูงวัยชอบไปทำกิจกรรม และยังเป็นที่อยู่ของพระสูงวัย การปรับจุดเสี่ยงต่าง ๆ ในวัด เช่น ห้องน้ำ ทางลาด จึงต้องเร่งทำเป็นอันดับแรก พระได้ใช้ ญาติโยมก็ได้ประโยชน์”

เชภาดร จันทร์หอม

ตัแทนสมัชชาจังหวัดตรัง ยังอธิบายต่อไปอีกว่าจากการดำเนินงานมาเกือบ 5 ปี ร่วมกับ อสม. รพ.สต. และสาธารณสุขจังหวัด ทำให้เกิดวัดต้นแบบ เช่น วัดห้วยยอด ที่ขับเคลื่อนเรื่องการลดเบาหวานได้สำเร็จ

จุดเริ่มต้นนี้เป็นเหมือนการเปิดประตูวัด ให้ญาติโยมทำงานร่วมกันโดยมีศูนย์รวมใจอย่างพระและวัดเป็นผู้นำ เพื่อนำไปสู่การเป็นชุมชนที่ลด NCDs ได้อย่างยั่งยืน

“เราอยากให้ทุกจังหวัดมองว่าคณะสงฆ์เป็นพลัง เมื่อไหร่ที่ท่านเห็นความสำคัญ เปิดใจ จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนของชุมชน เกิด ecosystem NCDs ที่พัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เคย”

เชภาดร จันทร์หอม

เวที NCDs Inspirational Talk 9 จังหวัด 9 เรื่องเล่า
ภายในงาน NCDs Ecosystem Forum 2026

บทเรียนและประสบการณ์ของแต่ละพื้นที่เพื่อจัดการโจทย์ NCDs ถูกถ่ายทอดผ่านเวทีเสวนา NCDs Inspirational Talk 9 จังหวัด 9 เรื่องเล่า ภายในงาน NCDs Ecosystem Forum 2026 ด้วยแนวคิด “Healthy Public Space for All: พื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะสำหรับทุกคน” จัดโดย สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักสร้างเสริม วิถีชีวิตสุขภาวะ (สำนัก 5) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย