เรื่องเล่า 9 จังหวัด ปฏิวัติโจทย์ NCDs | เมื่อ ‘ชุมชน’ จัดการวิกฤตสุขภาพด้วยตัวเอง

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นความท้าทายของระบบสุขภาพไทยเสมอมา ท่ามกลางข้อมูลความรู้เรื่องอาหาร และการออกกำลังกายที่ท่วมท้นในโลกสมัยใหม่ แต่ดูเหมือนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และสุขภาพของผู้คนกำลังติดลบถดถอยลงทุกที

สาเหตุที่ทำให้การปรับพฤติกรรมของผู้คนเป็นเรื่องยากลำบาก อาจไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างการมีวินัยหรือความเข้มแข็งทางใจส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ปัจจัยสำคัญคืออการมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตและการขับเคลื่อนเชิงระบบด้วย

หลายปีที่ผ่านมา เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนของเครือข่ายระดับจังหวัดหลายภาคส่วนที่พยายามสร้างให้เกิดระบบนิเวศและและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมของผู้คนและลดการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs Ecosystem

The Active ชวนมองบทเรียนสำคัญจากชุมชน ผ่านเรื่องเล่าใน 9 จังหวัด ที่จัดการ NCDs ตามบริบทของพื้นที่ได้อย่างลงตัว

ยะลา: พื้นที่พหุวัฒนธรรมที่ชวนคนเดินสำรวจชุมชน

บนความท้าทายของเมืองแห่งพหุวัฒนธรรมอย่าง ยะลา การออกแบบกิจกรรมจึงจำเป็นต้องจำเพาะเจาะจงและคำนึงถึงความเหมาะสมของวิถีชีวิตของผู้คนเป็นหลัก

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา ย้ำถึงหัวใจหลักของการแก้ปัญหา NCDs ในชุมชน ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่คือการสร้างสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องอาหาร และการเคลื่อนไหวร่างกายให้เหมาะสมกับวิถี

การขับเคลื่อนงานของภาคีเครือข่ายอย่างจริงจังทำให้ปัจจุบันถูกยกระดับสู่การขับเคลื่อนระดับจังหวัด และความร่วมมือของ 32 หน่วยงาน ที่นำแนวคิด กิจกรรมทางกาย (Physical Activity, PA) ไปใช้ใน 6 พื้นที่จริงด้วยการขับเคลื่อนของผู้นำชุมชน ได้แก่

  1. ตำบลสะแตง-ต.สะแตงนอก อ.เมืองยะลา

  2. ตำบลบุดี อ.เมืองยะลา

  3. ตำบลลิดล อ.เมืองยะลา

  4. สวนขวัญเมือง (พรุบาโกย) อ.เมืองยะลา

  5. ตำบลบือมัง อ.รามัน

  6. ตำบลบาโงย อ.รามัน

โดยในตำบลบือมัง และตำบลบาโงย อำเภอรามัน ยังคงเกิดการขยายผลอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล
ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา

นอกจากนี้ ยังเกิด ศูนย์สร้างใจรักษ์สุขภาพดี หรือ Health Care Center (HCC) จังหวัดยะลา พร้อมบทบาทสำคัญ โดยทำหน้าที่เป็นจุดคัดกรองโรคของชุมชน และเก็บข้อมูลสุขภาพเพื่อสะท้อนปัญหาสุขภาพระดับพื้นที่ เช่น BMI ขนาดรอบเอว พฤติกรรมการกิน ปริมาณการมีกิจกรรมทางกาย ฯลฯ เพื่อประเมิณความเสี่ยงโรค NCDs และจะคืนข้อมูลให้กับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนเพื่อวางแผนกิจกรรมสุขภาพที่เหมาะสมต่อไป

อีกกิจกรรมหนึ่งที่โดดเด่นมาในพื้นที่ยะลา คือ Park Run สร้างสุข กิจกรรมทางกายที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทชุมชนได้อย่างเหมาะสม ลงตัว

“คนในเมืองคุ้นเคยว่าการออกกำลังกายคือไปเต้นแอโรบิคใช่ไหม แต่สำหรับชุมชนในยะลา การเปิดดนตรีเสียงดังอาจเป็นปัญหา เราเลยคิดว่ากิจกรรมการเดินน่าจะเหมาะสมที่สุด”

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล

ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา ยังอธิบายถึง กิจกรรมดังกล่าวว่าพยายามออกแบบให้ง่าย เหมาะสมกับพื้นที่ และเข้าถึงทุกคนให้ได้มากที่สุด โดยรูปแบบจะเริ่มจากกายบริหารด้วยท่าทางง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนพร้อมเพลงท้องถิ่นประมาณ 20 นาที ก่อนออกเดินเท้าในชุมชนร่วมกัน

“การเดินไม่ใช่แค่การขยับร่างกาย แต่คือการทำให้คนในพื้นที่เห็นว่าชุมชนตัวเองเป็นอย่างไร มีตรงไหนที่ดีแล้ว หรือมีตรงไหนที่เป็นปัญหา ต้องแก้ไข”

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล

ด้วยการเดินเท้าในระยะทาง 2-5 กม. รอบชุมชนก็เพียงพอที่จะทำให้พอได้เหงื่อออก จากนั้นจะประจวบเหมาะกับเวลาของมื้ออาหาร ทุกคนจะนำผักพื้นบ้านที่เก็บได้ระหว่างทางมาประกอบอาหารและกินร่วมกัน

“ระหว่างกินข้าวด้วยกันนี่แหละที่เป็นช่วงเวลาแห่งการเล่าสู่กันฟัง ทุกคนจะได้แลกเปลี่ยนข้อสังเกตที่พบ หรือข้อเสนอเพื่อพัฒนาชุมชนร่วมกัน”

รอซีดี เลิศอริยะพงษ์สกุล

กระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอโดยแกนนำประจำชุมชน หลายครั้งเกิดการตั้งคำถาม ชี้ประเด็นปัญหา และนำไปสู่ข้อเสนอของชาวบ้านโดยมีท้องถิ่นรับข้อฟังและสานต่อเชิงนโยบายอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ พื้นที่ต้นแบบเหล่านี้ยังมีการส่งเสริมด้านอาหาร เน้น 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  • ร้านน้ำอ่อนหวาน: ขอความร่วมมือให้ร้านขายน้ำชงในพื้นที่ ลดความหวานลง ซึ่งมีหลายร้านให้ความร่วมือเป็นอย่างดี แต่ยังมีข้อจำกับในร้านบางรูปแบบที่เป็นการผสมเครื่องดื่มแบบสำเร็จรูปในปริมาณมาก ทำให้ควบคุมความหวานได้ยาก และยังมีราคาถูกทำให้เข้าถึงเด็กนักเรียนและคนรายได้น้อยได้ง่าย

  • ข้าวราดแกงสุขภาพ: ขอความร่วมมือให้เพิ่มเมนูสุขภาพอย่างน้อย 1-2 เมนู เพิ่มเติมจากเมนูทั่วไป

  • ร้านผักปลอดภัย: เกิดร้านผักปลอดภัยและส่งเสริมให้ครัวเรือนปลูกผักกินเอง และหากมากพอสามารถส่งขายให้ร้านผักดังกล่าวเพื่อสร้างรายได้ด้วย ปัจจบันดำเนินการมาได้แล้วนาน 6-7 ปี

ปัจจุบัน พื้นที่ต้นแบบในยะลาขับเคลื่อนงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งและขยายผล ยกระดับสู่การขับเคลื่อนระดับจังหวัดแล้ว

ตราด: หมอน้อยเตือนภัย จูงใจด้วยเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม

อภิเดช บุญล้อม ประธานคณะทำงาน NCDs จังหวัดตราด เล่าถึงบริบทว่า จ.ตราด มีชัยภูมิติดทะเล จึงทำให้ชาวตราดต้องกินอาหารทะเลเป็นประจำ ส่งผลให้ผลตรวจร่างกายพบว่าคนส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมสูง ในขณะที่ ภาวะความอ้วนในเด็กยังเป็นเรื่องวิกฤต เนื่องจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบโรงเรียนเต็มไปด้วยร้านขายน้ำหวานราคาถูกเป็นที่ล่อตาล่อใจ

เป้าหมายสำคัญจึง คือ การปรับสภาพแวดล้อม เปลี่ยน พฤติกรรม และผลักดันเชิงระบบ  โดยริเริ่มที่ ต.ตะกาง อ.เมืองตราด จ.ตราด เป็นพื้นที่ต้นแบบ เนื่องจากมีความพร้อมทางทุนสังคมจากการรวมตัวอย่างเข้มแข็งของ พชต. อสม. และฝ่ายปกครอง รวมถึงผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษาต่างให้ความสำคัญ

อภิเดช บุญล้อม
ประธานคณะทำงาน NCDs จ.ตราด

การดำเนินการประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก ได้แก่ 

  1. ลดการเข้าถึงสินค้าทำลายสุขภาพ: ขอความร่วมมือจากร้านค้า-ร้านชำรอบโรงเรียน และชุมชน ลดการวางขายขนมขบเคี้ยวที่มีโซเดียมสูงและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐาน

  2. เพิ่มการเข้าถึงสินค้าสุขภาพ:  ส่งเสริม สนับสนุนให้แม่ครัวโรงเรียน และร้านอาหารชุมชนปรุงอาหารเมนูสุขภาพ ลดเค็มครึ่งหนึ่ง เพิ่มสัดส่วนผักปลอดภัยในมื้ออาหาร

  3. สร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อสุขภาพ: พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนวัดตะกางให้เป็นพื้นที่ปลอดขนมขบเคี้ยว – เครื่องดื่มรสหวาน และจัดมุมส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับแต่ละวัย

  4. สร้างความรอบรู้-ควบคุมสื่อ: จัดตั้งและอบรมแกนนำเยาวชนสุขภาพ “หมอน้อย” ทำหน้าที่ให้ความรู้เรื่องฉลากโภชนาการ (หวาน มัน เค็ม) และโรค NCDs ให้กับเพื่อนและครอบครัว

  5. ส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาพ: กำหนดให้ออกกำลังกายทุกวันในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ในระดับโรงเรียน
รวมบทเรียนสำคัญจากชุมชนกับนโยบายที่ส่งเสริมกิจกรรทางกาย

มาตรการที่กล่าวมาข้างต้นทำผ่าน 3 กลไก ได้แก่

  1. Nudge Theory: การสะกิดคนเบา ๆ ให้เปลี่ยนพฤติกรรม เช่น จัดมุมสุขภาพในโรงอาหาร การใช้ สี – ป้ายข้อความเตือนใจในการลดเค็ม รวมถึงการสวมเสื้อกาวน์ของ “หมอน้อย” เพื่อสะกิดเพื่อนๆ และผู้ปกครองให้เปลี่ยนพฤติกรรมในการเลือกกินอาหารอย่างเป็นกันเอง

  2. Financial Incentive: ท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณแก่โรงเรียนในการจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจวัดความเค็ม (Salt Meter) และจัดสรรงบประมาณกองทุนสุขภาพตำบลเพื่อสนับสนุนเมนูอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพ 
  3. Social Credit: มีการประกาศเกียรติคุณ ครอบครัวลดเค็มต้นแบบ และ “ร้านค้า/แม่ครัวลดเค็มต้นแบบ” ในเวทีประชาคมตำบล ให้การยอมรับบทบาท “หมอน้อย” ในฐานะฮีโร่สุขภาพของชุมชน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและแรงกระตุ้นเชิงบวก

อย่างไรก็ตาม ประธานคณะทำงาน NCDs จังหวัดตราด ยังมีข้อเสนอเพื่อขยายผลให้เกิด NCDs Ecosystem อย่างยั่งยืน 3 ข้อ ดังนี้

  1. ผลักดันโมเดล หมอน้อยนักเตือนภัย NCDs และการใช้ เครื่องวัดความเค็ม (Salt Meter) ในโรงอาหารในเป็นนโยบายในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ


  2. สนับสนุนงบประมาณหรือมาตรการจูงใจ (Incentive) จากกองทุนสุขภาพในระดับท้องถิ่นเพื่อจัดหาชุดเครื่องมือเฝ้าระวังสุขภาพและ Salt Meter ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน

  3. ส่งเสริมการสร้างแพลทฟอร์มระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem Dashboard) เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ โดยเฉพาะการคัดกรองความเค็มจากชุมชมสู่ฐานข้อมูลของระบบสาธารณสุขส่วนกลาง

J.H. Industry Model: ออฟฟิศสุขภาพดี

70% ของชาวออฟฟิศกำลังเผชิญกับโรค NCDs ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพ แต่นำมาสู่ความเครียด และกลายเป็นภาระทางค่าใช้จ่ายและอาจนำมาสู่ภาระหนี้สิน

หนึ่งในหน่วยงานเอกชนอย่าง บริษัท เจ.เอช.อุตสาหกรรม มองว่าปัญหาเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นและกลายเป็นวงจรไม่รู้จบ จึงนำมาสู่นโยบายส่งเสริมสุขภาพพนักงานที่ดำเนินการผ่านหลักการเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม

นันทิยา ลิ่วลักษณ์ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) อธิบายว่า บริษัท เจ.เอช.อุตสาหกรรม ดำเนินงานผ่านแนวคิดที่เรียกว่า J.H. Industry Model: สูตร 3:5:5 สร้างองค์กรแห่งความสุขและยั่งยืน

โดย ต้องการให้เกิด 3 มิติแห่งผลลัพธ์ ผ่าน 5 มาตรการปรับสิ่งแวดล้อม และ 5 ระบบสนับสนุน

J.H. Industry Model: สูตร 3:5:5 สร้างองค์กรแห่งความสุขและยั่งยืน
ที่มา: J.H. Industry

บริษัทมีกิจกรรมหลากหลายที่จูงใจพนักงาน ให้รู้สึกว่าการรักษาสุขภาพเป็นเรื่องง่าย เช่น ป้ายติดโต๊ะ หรือเพดาน ที่กระตุ้นว่าควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรในแต่ละสัปดาห์ เช่น ลดเค็ม ลดขนมกรุบกรอบ หรือให้ลองทำอาหารกินเอง หรือการพิมพ์ปฏิทินที่มีเมนูอาหาร (เช่น ข้าวผัดกะเพรา ข้าวมันไก่ เฉาก๊​วย ฯลฯ) พร้อมแคลลอรี่หรือปริมาณเกลือเพื่อเตือนใจ โดยเชื่อว่าการเห็นคนสิ่งเหล่านี้ทุกวันจะค่อย ๆ ซึมซับจนเกิดการกระหนัก และยังกลายเป็นบทสนทนาในท่ีทำงานที่นำมาสู่การปรับพฤติกรรมได้

5 มาตรการปรับสิ่งแวดล้อม
ที่มา: J.H. Industry

จากนโยบายสุขภาพเพื่อให้พนักงานปรับพฤติกรรมนี้ ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมโครงการ 77% มีสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน ลดค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล 16.41% ลดวันลาป่วย 10.30% และพนักงานมียอดเงินออมสะสมมากกว่า 8.8 ล้านบาท

นันทิยา ลิ่วลักษณ์
ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

กาญจนบุรี: นำร่องร้านน้ำอ่อนหวาน-อาหารสุขภาพ

ทิพวันย์ เทียรฆโรจน์ สาธารณสุขอำเภอห้วยกระเจาและเลขานุการคณะทำงานฯ อธิบายว่า ในพื้นที่กาญจนบุรี มีการดำเนินการในพื้นที่หลายแห่ง ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี  และระดับท้องถิ่น 

สำหรับ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ดำเนินงานภายใต้แนวคิด KRU Healthy University Model ดำเนินงานผ่าน 3 แกนหลัก ได้ แก่ 1) Healthy People: สร้างคนสุขภาพดี 2) Healthy Campus: สร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อสุขภาพ และ 3) Healthy Community: ส่งต่อความเข้มแข็งสู่ชุมชน

แต่จุดเด่นที่สำคัญ คือการมี Healthy Buddy (พี่ช่วยน้อง) PA Break (ลุกขยับยืดเส้น 5 นาทีทุกชั่วโมง) ทุกคณะ/สำนักงาน Healthy Canteen (เมนูสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม) Green Space (พื้นที่สีเขียว) และ Mental Health Check-in ดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ

ทิพวันย์ เทียรฆโรจน์
สาธารณสุขอำเภอห้วยกระเจาและเลขานุการคณะทำงานฯ

ในระดับท้องถิ่นเกิดโมเดลสำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ หนองตากยาโมเดล และห้วยกระเจาโมเดล

หนองตากยาโมเดล หรืออีกชื่อ คือ Doraemon Buddy Project ที่เน้นนวัตกรรมขับเคลื่อน 4 มิติ ได้แก่ บัดดี้ PA, เมนูสุขภาพหลักร้อย, ทฤษฎี 21 วันสร้างนิสัย และ การวัดพื้นที่สุขภาวะ

หนองตากยาโมเดล
ที่มา: ทิพวันย์ เทียรฆโรจน์

ในขณะที่ ห้วยกระเจาโมเดล เน้นการทำงานโดยใช้ทรัพยากรในชุมชนที่มี ได้แก่ โรงเรียน วัด บุคคลต้นแบบ และเครือข่าย พชต. ที่เข้มแข็ง 4 แห่ง ได้แก่

  1. พชต.สระลงเรือ เกิดนวัตกรรม กระเป๋าสุขภาพ ตรวจวัดความดัน และระดับโซเดียม เกิด Line Dance ผู้สูงอายุ 4 วัน/สัปดาห์
  2. พชต.ห้วยกระเจา (โมเดล มะนาวลดความดัน & โครงการเบาหวานระยะสงบ) มี Healthy Break ในการะประชุมเทศบาล และการขยับกายก่อนเลิกงาน
  3. พชต.วังไผ่ (The Mayor Model) ให้นายก อบต. เป็นบุคคลต้นแบบด้านสุขภาพ
  4. พชต.ดอนแสลบ ทำงานร่วมกันแบบ Tri-Sector Integration (อบต. + สาธารณสุข + โรงเรียน) มีการตรวจคัดกรองเจาะเลือดในโรงเรียนผู้สูงอายุ
ห้วยกระเจาโมเดล
ที่มา: ทิพวันย์ เทียรฆโรจน์

ทั้งหมดเกิดจากแนวคิด ผู้นำทำก่อน และยกให้ NCDs เป็นวาระของพื้นที่จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งด้านสภาพแวดล้อมและระบบ เช่น เกิดร้านค้านำร่อง 24 แห่ง ที่ปรับสูตร “เครื่องดื่มอ่อนหวาน” และพื้นที่ออกกำลังกาย อย่าง Line Dance รำไทย และแอโรบิคลานชุมชน

น่าน: ฮ่วมแฮงฮ่วมใจ๋ จัดการภัย NCDs

ปรีชวิชญ์ พรมจักร สำนักงานสาธารณสุขน่าน หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อฯ อธิบายว่า ในภาษาเหนือมีคำว่า ฮ่วมแฮงฮ่วมใจ๋ ที่หมายถึงการร่วมแรง ร่วมใจ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นปรัชญาหลักของการขับเคลื่อนงานอย่างเข้มแข็ง

เกิดการจัดทำแผนร่วมกันระหว่างคนในพื้นที่และหน่วยงานท้องถิ่น เกิดพื้นที่ต้นแบบกิจกรรมทางกาย 3 แห่ง และบันทึกข้อตกลงความร่วมือ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา

1. บ้านรัชดา ต.เปือ อ.เชียงกลาง 

เกิดการปรับปรุงภูมิทัศน์ เช่น การสร้างลานเดิน-วิ่ง ปรับพื้นที่สวนหย่อมให้ปลอดภัย และการทำอุปกรณ์ออกกำลังกายจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น

เกิดกิจกรรม “ขยับกายวันละนิด” และเกิดธรรมนูญชุมชน ลดเวลาหน้าจอ และมีแกนนำสุขภาพ คอยติดตาม

ดำเนินงานผ่านกลยุทธ์ 4H Model (4 ประสาน) ได้แก่

  • Head (การคิดวางแผน) สร้างความเข้าใจ ตรวจ BMI และคัดกรอง NCDs

  • Heart (สร้างความตระหนัก) เปลี่ยนการติดตามการออกกำลังกายให้กลายเป็นความภูมิใจของหมู่บ้าน

  • Hand (ลงมือปฏิบัติ) เกิด One group, one activity เช่นการเต้น เดิน เปตอง และกิจกรรมท้องถิ่น

  • Health (ผลลัพธ์สุขภาพ) คนในชุมชนมีค่าน้ำตาลและความดันโลหิตดีขึ้น

หากถอดบทเรียนปัจจัยความสำเร็จของพื้นที่แห่งนี้ พบว่าเกิดจาก 4 หัวใจสำคัญ ได้แก่

  1. ผู้นำหมู่บ้าน – ทำหน้าที่เป็นโค้ชและผู้สร้า’แรงบันดาลใจ
  2. โรงเรียน – สนับสนุนพื้นที่ และสามารถสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่าง ครู นักเรียน และผู้ปกครอง
  3. ชมรมผู้สูงอายุ – ทำหน้าที่เป็นนักประสานงาน เป็นศูนย์รวมใจของคนในพื้นที่ และเป็นต้นแบบด้านสุขภาพ
  4. อสม. – ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คัดกรอง และติดตามด้านสุขภาพ

2. โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ เทศบาลเมืองน่าน (บ้านภูมินทร์)

เน้นการใช้ชีวิตประจำวันให้เกิดความ active เป็นหลัก เช่น กำหนดให้มีช่วงเวลา Active Break ยืดเหยียดหรือขยับร่างกายทุกๆ 1 ชั่วโมงของการเรียน สอดแทรกกิจกรรม Active Learning ในการเรียนการสอน ส่งเสริมการเดินทางมาโรงเรียนด้วยวิธี Active Travel (เดิน/ปั่นจักรยาน) และ ปรับปรุงภูมิทัศน์และพื้นที่ในโรงเรียนให้เอื้อต่อการทำกิจกรรมทางกาย

ปัจจัยความสำเร็จในพื้นที่นี้ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่

  1. Strong Leadership: เป็นการดำเนินการเชิงรุก มอบหมายให้ฝ่ายบริหารและครูเป็นแกนนำติดตามรายบุคคล

  2. Peer-to-Peer Machanism: ใช้พลังสภานักเรียน ระบบเพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง

  3. Family Engagement: ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีการบันทึกพฤติกรรมเมื่ออยู่บ้าน หรือควบคุมการใช้หน้าจอ

  4. Institutiional Partnership: มีภาคีเครือข่ายหนุ่มเสริม เกิดพี่เลี้ยงทางวิชาการและช่วยกำหนดทิศทางนโยบาย

3. โรงพยาบาลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง 

เกิดนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกายภายในสถานที่ทำงาน (Active Workplace) มีการจัดสรรเวลาและพื้นที่ในเวลางานสำหรับการยึดเหยียดร่างกาย หรือการออกกำลังกายเบาๆ (Active Break) ระหว่างวัน และปรับปรุงภูมิทัศน์และเส้นทางเดิน-วิ่งภายในโรงพยาบาล (Walkable Hospital)

มีการร่วมงานกับ อสม. และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ทุ่งช้าง เพื่อคัดกรอง เฝ้าระวัง และให้ความรู้ประชาชนในการสะสมกิจกรรมทางกายให้ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์

ปรีชวิชญ์ ยังระบุว่า แม้ตอนนี้จะเผชิญกับปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอย่าง PM 2.5 ทำให้การเกิดกิจกรรมทางกายเป็นไปได้ยากแล้ว แต่ในเชิงการปรับปรุงเมืองก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทางจังหวัดน่านมีการปรับปรุงเลนจักรยานและขยายฟุตพาธให้กว้างขึ้นบริเวณเมืองเก่า สนับสนุนวิถีชีวิตที่แอคทีฟ และต่อไปจังหวัดน่านจะไม่ใช่ น่านเนิบเนิบ อย่างที่หลายคนเรียกอีกต่อไป

ปรีชวิชญ์ พรมจักร
สำนักงานสาธารณสุขน่าน หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อฯ

“เราอยากให้ทุกคนมีทัศนคติเชิงบวกในการออกกำลังกาย การยกระดับ 3 setting นี้ทำให้เกิดกระแสกิจกรรมทางกายทั้งระดับอำเภอ และระดับจังหวัด”

ปรีชวิชญ์ พรมจักร

เขายังอธิบายว่า จาก 3 พื้นที่ต้นแบบข้างต้น ได้สร้างแรงกระเพื่อมในจังหวัด ทำให้กิจกรรมทางกายเริ่มกลายเป็นกระแส เกิดกลุ่มสนับสนุนต่าง ๆ มากขึ้น เช่น แอโรบิกแดนซ์ ณ สวนลุมเชียงกลาง หรือการจัดแคมเปญของฝั่งธุรกิจอย่าง วิ่งแลกกาแฟ 99 กม. หรือ วิ่งแลกดั้ง – เป็นแฟนก็วิ่งแทนกันได้ แคมเปญจากคลินิคศัลยกรรมที่ได้รับความสนใจในพื้นที่อย่างล้นหลาม

มหาสารคาม: ธรรมนูญจังหวัด

มหาสารคามให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเรื่อง NCDs มาอย่างยาวนาน กระทั่งมีการประกาศให้เป็น ธรรมนูญสุขภาพจังหวัดมหาสารคาม การส่งเสริม ป้องกัน และลดภัย NCDs ในปีที่ 68 ที่ผ่านมา

สงัด เชื้อสิ้นฟ้า รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม เล่าว่าในปี 2567 จ.มหาสารคาม มีผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 27 และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับวิกฤต NCDs ของจังหวัดด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้การขับเคลื่อนก้าวต่อไปจะเป็นการขยายขอบเขตงานให้กว้างขึ้นตามสถานการณ์ในพื้นที่

สงัด เชื้อลิ้นฟ้า
รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม

“เป้าหมายระดับจังหวัดคือคนมหาสารคามต้องอายุยืน ต่อจากนี้จึงต้องทำให้เรื่องการป้องกัน NCDs อยู่ในทุกหน่วยงาน”

สงัด เชื้อลิ้นฟ้า

โดยเตรียมประกาศใช้ “ธรรมนูญสุขภาพจังหวัดมหาสารคาม รองรับสังคมสูงวัย ปี 2569” ภายใต้ 7 มาตรการสำคัญ ได้แก่

  • ด้านสุขภาพอนามัยและโภชนาการ

  • ด้านการศึกษา

  • ด้านชีวิตการทำงาน

  • ด้านชีวิตครอบครัวและสังคม

  • ด้านเศรษฐกิจ ความยากจน การกระจายรายได้และสวัสดิการ

  • ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย

  • ด้านประชารัฐ

หนองบัวลำภู: พาข้าวปลอดภัย ใส่ใจ หวาน มัน เค็ม

จิราภรณ์ ระวิ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ย้ำถึงผลสำรวจปริมาณเกลือและโซเดียมของชาวบ้านในพื้นที่พบ ประชาชนมีอัตราตราเจ็บป่วยโรคไตเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ จึงเน้นการขับเคลื่อนงานด้านอาหารปลอดภัยและสุขภาพดี ลด หวาน มัน เค็ม เป็นหลัก โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักของคนในพื้นที่ให้รู้จักเลือกกิน เพื่อสุขภาพระยะยาว ผ่านกลไกสำคัญ คือ โรงเรียน และวัด เพื่อให้เด็กและพระสงฆ์ เรียนรู้ที่จะสร้างพฤติกรรมสุขภาพด้วยตัวเองก่อน

จิราภรณ์ ระวิ
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู

อย่างไรก็ตาม จิราภรณ์ มองว่าการส่งเสริมสุขภาพจะปล่อยให้กระทรวงสาธารณสุขฝ่ายเดียวคงไม่ได้ ต้องส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งหมดเห็นข้อมูลและปัญหาร่วมกัน เพื่อขยับประเด็นสุขภาพไปพร้อมกันทั้งองคาพยพ

สุราษฎร์ธานี: เชี่ยวหลาน 6 ช. โมเดลสุขภาพปรับก่อนป่วย

ข้อมูลทางสถิติของ รพ.สต. บ้านเชี่ยวหลาน-ไกรสร ระบุว่า ระหว่างปี 65-69 หรือ 5 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสะสมสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีล่าสุด พบจำนวนผู้ป่วยเบาหวานสะสม 151 ราย และความดันโลหิตสูงสะสม 357 ราย

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงเกิดโมเดลพื้นที่ต้นแบบใน 3 พื้นที่การศึกษา ได้แก่

  • โรงเรียนบ้านนาควน ต.ท่าซี อ.บ้านนาสาร

  • โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 12

  • โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านคลองหา-นาเตรียะ) ที่ออกแบบกิจกรรมโดยยืดหลัก กิจกรรมทางภายตลอดวัน (Whole School Approach) บูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนรู้และวิถีชีวิตของนักเรียน เพิ่มโอกาสในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง
สุจิตรา สังข์เพชร
ผู้อำนวยการ รพ.สต.เชี่ยวหลาน-ไกรสร

สุจิตรา สังข์เพชร พยาบาลวิชาชีพและผู้อำนวยการ รพ.สต.เชี่ยวหลาน-ไกรสร อธิบายว่า นอกจากการขับเคลื่อนระดับสถานศึกษาแล้ว มีความคาดหวังให้คนทั้งชุมชนลดอัตราการเจ็บป่วยจาก NCDs ได้สำเร็จ มีการประกาศให้เป็นตำบลสุขภาวะด้วยการเน้นด้าน อาหาร ผ่านหลักการ 6 อ.อาหาร สู่การจัดการตำบลสุขภาวะ ที่เริ่มดำเนินการแล้วใน ต.เขาพัง ได้แก่

  1. ทุกคนต้องเข้าถึงอาหารสุขภาพ: ควบคุมโภชนาการตามหลัก SIAM DIET (กินอาหาร 5 หมู่ตามสัดส่วนเหมาะสม)

  2. มีแปลงผักสุขภาพทุกชุมชน: ปัจจุบันมีต้นแบบแล้ว ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนเขาพัง เวจจี้ และแปลงผักปลอดสารพิษในชุมชน 8 แห่ง

  3. มีตลาดสุขภาพทุกวันศุกร์: เกิดตลาดเขียวที่ขายผักผลไม้ปลอดภัยและอาหารสุขภาพ

  4. สุขภาพ คืนที่ 3 ในงานศพ: ขอความร่วมมือเจ้าภาพในงานบำเพ็ญกุศล จัดให้การสวดคืนที่ 3 จัดเลี้ยงเมนูสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม

  5. จัดเลี้ยงสุขภาพ: ขอความร่ววมมือส่วนราชการและแหล่งท่องเที่ยว จัดเลี้ยงด้วยเมนูสุขภาพ ความหวานต้องพอดีที่ไม่เกิน 4 กรัม และใช้น้ำขมิ้นหรือนำสมุนไพรทางเลือกสุขภาพอื่น ๆ เป็น welcome drink ในงานประชุม รวมถึงขอความร่วมมือร้านอาหารต่าง ๆ ปรุงอาหารลดเค็ม ปัจจุบันมีอย่างน้อย 6 ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ

  6. 1 ชุมชน 1 แห่งเพาะพันธุ์ปลา: เนื้องจากผู้สูงอายุในพื้นที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก การมีแหล่งอาหารโปรตีนสูงจึงจำเป็น ตอนนี้ครอบคลุมแล้ว 12 ชุมชน
สุขภาพ คืนที่ 3 ในงานศพ
ที่มา: รพ.สต.เชี่ยวหลาน-ไกรสร

สำหรับแนวทางการทำงานกับชุมชน สุจิตรา เสริมว่า ปัจจุบันเกิดผลสำเร็จเป็นอย่างดี จนกลายเป็นองค์ความรู้ที่เรียกว่า โมเดล องค์กรรอบรู้สุขภาพเชิงวิถี หรือ เชี่ยวหลาน 6 ช. ที่สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นได้ด้วย ดังนี้

โมเดล เชี่ยวหลาน 6 ช.
ที่มา: รพ.สต.เชี่ยวหลาน-ไกรสร

ร่วมกับการดำเนินงานผ่านแนวคิด Service Design ประกอบด้วย

  1. Promotion Service ใช้กลไก อสม. ทำหน้าที่เพื่อคัดกรองความเสี่ยงของประชาชน ติดตามกลุ่มเสี่ยง และเป็นพี่เลี้ยง

  2. Prevention Service ผู้ดูแลระบบจัดการและรักษากลุ่มเสี่ยง ลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่

  3. Restoration Service คัดกรอง-ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน

  4. Remission Service ลดยา หยุดยา ลดค่าใช้จ่าย

กลไกทั้งหมดยังเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานโครงการ ศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs ที่เป็นนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย

ตรัง: โมเดลดันวัด-พระ สู่แกนนำลด NCDs รับสังคมสูงวัย

จังหวัดตรังมีความโดดเด่นโดยเน้นการใช้ กลไกของวัด จัดการ NCDs เป็นหลัก เชภาดร จันทร์หอม สมัชชาจังหวัดตรัง อธิบายรูปแบบการทำงานว่ามีหมุดหมายในการขับเคลื่อนเรื่องการลดการเจ็บป่วยโรค NCDs มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 จนถึงปัจจุบัน กระทั่งพบจุดคานงัดสำคัญ

“เราพบว่าตรังเป็นหนึ่งในจังหวัดที่กำลังเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย และวัดสามารถทำหน้าที่กำหนดสุขภาพได้”

เชภาดร จันทร์หอม

การขับเคลื่อนจึงมุ่งเน้นไปที่วัดเป็นหลัก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางชุมชน และพระภิกษุสงฆ์-ญาติโยมที่เข้ามาทำบุญส่วนใหญ่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ

เชภาดร จันทร์หอม
สมัชชาจังหวัดตรัง 

เชภาดร เล่าว่า จากการเก็บสถิติอย่างคร่าวในพื้นที่พบว่าว่าทุก 1 วันจะมีคนในชุมชนมีความดันสูงเพิ่มขึ้น 31 คน รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ด้วย ที่พบว่ากว่ามี 150 รูปมีปัญหาสุขภาพ อีก 125 รูปอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และกว่า 300 รูป อยู่ในภาวะวิกฤต

เมื่อข้อมูลนี้ถูกถวายให้วัด ทำให้มีพระภิกษุเริ่มเข้าใจและมีความรู้เรื่องนี้มากขึ้นเป็นลำดับ สำหรับการขับเคลื่อนที่ผ่านมาเน้น 2 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับสภาพแวดล้อมวัด และ 2. ส่งเสริมให้พระสามารถดูแลสุขภาพได้

“วัดเป็นสถานที่ที่ผู้สูงวัยชอบไปทำกิจกรรม และยังเป็นที่สถานที่ของพระสูงวัย การปรับจุดเสี่ยงต่าง ๆ ในวัด เช่น ห้องน้ำ ทางลาด จึงต้องเร่งทำเป็นอันดับแรก พระได้ใช้ ญาติโยมก็ได้ประโยชน์”

เชภาดร จันทร์หอม

ตัวแทนสมัชชาจังหวัดตรัง ยังอธิบายต่อไปอีกว่าจากการดำเนินงานมาเกือบ 5 ปี ร่วมกับ อสม. รพ.สต. และสาธารณสุขจังหวัด ทำให้เกิดวัดต้นแบบ เช่น วัดห้วยยอด ที่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยเบาหวานได้สำเร็จ

จุดเริ่มต้นนี้เป็นเหมือนการเปิดประตูวัดสู่ชุมชน ให้ญาติโยมทำงานร่วมกันโดยมีพระ-วัดเป็นผู้นำและศูนย์รวมใจ เพื่อนำไปสู่การเป็นชุมชนที่ลด NCDs ได้อย่างยั่งยืน

“เราอยากให้ทุกจังหวัดมองว่าคณะสงฆ์มีพลัง เมื่อไหร่ที่ท่านเปิดใจ และเห็นความสำคัญ พวกท่านจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนของชุมชน เกิด ecosystem NCDs ที่พัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เคย”

เชภาดร จันทร์หอม

เวที NCDs Inspirational Talk 9 จังหวัด 9 เรื่องเล่า
ภายในงาน NCDs Ecosystem Forum 2026

บทเรียนและประสบการณ์ของแต่ละพื้นที่เพื่อจัดการโจทย์ NCDs ถูกถ่ายทอดผ่านเวทีเสวนา NCDs Inspirational Talk 9 จังหวัด 9 เรื่องเล่า ภายในงาน NCDs Ecosystem Forum 2026 ด้วยแนวคิด “Healthy Public Space for All: พื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะสำหรับทุกคน” จัดโดย สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักสร้างเสริม วิถีชีวิตสุขภาวะ (สำนัก 5) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย