ความเป็น ครอบครัวใหญ่ ที่เคยเป็นภาพคุ้นตาของสังคมไทย กำลังค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับจำนวนผู้คนที่ ใช้ชีวิตคนเดียว เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะผู้สูงอายุไทย จากข้อมูลพบถึงประมาณ 1.8 ล้านคนที่ อาศัยอยู่คนเดียว และนอกจากผู้สูงอายุ ยังพบว่าปัจจุบันคนไทยอยู่ใน สถานะโสด มากถึง 40.5% (นับตั้งแต่วัย 15-49 ปี) จึงเรียกได้ว่าเกือบครึ่งของประเทศเป็น คนโสด
สัดส่วนคนอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป เมื่อครอบครัวสมัยใหม่เล็กลงเรื่อย ๆ จากเดิมที่บ้านหลังหนึ่งต้องมีปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ลูก กลายเป็นมีแค่ พ่อ-แม่-ลูก ก็พอ ยิ่งพอลูกโตก็ขยับขยายย้ายบ้าน บางทีก็เหลือผู้สูงวัยอยู่คนเดียว
แล้วสถานการณ์ที่ทำให้ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกอย่างไรบ้าง ? เศร้า กลัว หรือกังวล…
“ไม่กังวลนะ อาจจะมีนิดหน่อยเวลาไม่สบาย”
ไม่รู้คำตอบของคนอื่นเป็นอย่างไร แต่นี่คือคำตอบจากใจของ ชัยศรี สวัสดิเกียรติ หรือ ป้าศรี ในวัย 77 ปี เมื่อถามถึงความกังวลสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องใช้ชีวิตตามลำพัง แต่ถึงยังไงเธอก็ยังมองว่า การใช้ชีวิตแบบนี้ยังมีข้อดีอีกเพียบ
“เราจะมีพื้นที่ส่วนตัวของเรา เราอยากจะทำอะไรเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องไปขึ้นกับใคร ว่าเวลานี้มันสายแล้วนะ เราต้องตื่นแล้วนะ การอยู่คนเดียวทำให้เราอยากจะไปไหนก็ไป เรากำหนดชีวิตเองได้”
ป้าศรี อธิบาย

ปัจจุบัน ป้าศรี อาศัยอยู่ใน โครงการบ้านพระราม 4 พลัส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้สูงวัยคนอื่น ๆ อาศัยอยู่เช่นกัน ที่แห่งนี้ได้รับการสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมเพื่อผู้สูงวัย และยังมีอาสาสมัครคอยพูดคุย ถามไถ่กันอยู่เรื่อย ๆ เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่รองรับคนสูงวัยยุคใหม่ได้เลยทีเดียว
ในทุกเช้า ป้าศรี จะตื่นขึ้นมาสวดมนต์ ออกกำลังกายบ้างนิดหน่อย ทำธุระเสร็จก็ไปพักผ่อนด้วยการดูทีวี บางทีก็มีคุยไลน์กับเพื่อน ๆ ไปด้วย ถึงแม้จะเกษียณจากการทำงานธนาคารมาแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังทำงานอื่น ๆ ได้อยู่ ซึ่งธนาคารเดิมที่เธอเกษียณมาก็มีงานด้านการซื้อขายกองทุนที่ให้กลุ่มวัยเกษียณทำได้อีกด้วย
ไม่ใช่แค่อยู่ในห้องอย่างเดียวแต่บางครั้ง ป้าศรี ก็จะแบ่งเวลาออกไปเดินเล่นรอบ ๆ ที่พักบ้าง หากทางโครงการมีกิจกรรมอะไรให้ทำ ก็จะไปเข้าร่วมด้วย เรียกได้ว่าอยู่คนเดียวก็ไม่ได้รู้สึกว่าเหงาเลย
ป้าศรี เป็นโสด ไม่มีครอบครัว มีแต่หลานที่เคยมาอยู่ด้วยกันที่นี่ หลังจากอยู่ด้วยกันมาร่วม 30 ปี ตอนนี้หลานต้องกลับไปดูแลแม่ เธอจึงต้องอยู่คนเดียวมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว
“เคยชินกับการอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กแล้ว พอเราอยู่คนเดียว เราก็ต้องทำเองให้เป็นทุกอย่าง มันก็ง่ายนะเพราะว่าสมัยนี้ถึงเวลาเราอยากจะกินอะไรก็สั่งเขา เขาก็มาส่งให้ หรือจะทำอะไรกินนิดหน่อยในที่คอนโดก็ได้”
ป้าศรี ขยายความ
ส่วนเรื่องความเจ็บหรือความตาย ป้าศรี มองว่า ตัวเองก็เตรียมตัวและเตรียมใจไว้แล้ว โดยมีทางธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้หรือแผ่นดินไหวก็ผ่านมาหมดแล้ว แต่ยังรอดมาได้ถึงแม้จะอยู่คนเดียว
“ตอนแรก ๆ ก็ร้องไห้เพราะความกลัว แต่พอผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้สักพัก ก็ทำใจได้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ที่สำคัญคือเราสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็เท่านั้นเอง”
“เราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตัวเราให้เข้ากับสิ่งที่จะเข้ามา อย่างน้อยความที่เราอายุเยอะ หมายความว่าเราก็สามารถจะผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ตั้งเยอะแล้ว การที่จะต้องอยู่คนเดียวอีกสักระยะหนึ่ง เราก็ต้องอยู่ได้ ต้องให้กำลังใจตัวเราเองว่าเราต้องทำได้ ทำอะไรก็ได้ที่เรามีความสุข แล้วมันก็จะผ่านไป”
ป้าศรี เน้นย้ำ
ถึงตรงนี้ ป้าศรี ทิ้งท้ายถึงผู้คนในสังคมทุกวันนี้ว่าอย่าไปมีลูก เพราะหวังพึ่งพาเขาในยามแก่ชรา เพราะเอาเข้าจริงเมื่อลูกโตขึ้น เขาก็ต้องเติบโตไปมีครอบครัวของเขาเอง มีแต่เราเองต่างหากที่ต้องดูแลตัวเองให้ได้ไปจนถึงวันสุดท้าย
ศิลปะของการอยู่คนเดียว
เรื่องราวของ ป้าศรี สะท้อนให้เห็นด้านดี ๆ ของการเป็นผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียว เพราะการเป็นผู้สูงวัยไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างในชีวิตจะต้องจบลงทันที เพราะมันอาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยทำมาก่อนเลยก็ได้
การอยู่คนเดียวก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยคิดไว้ อะไรกันที่ทำให้เราเชื่อแบบนั้น ?
คำถามนี้ถูกทำให้กระจ่างภายในเวที “ศิลปะของการอยู่คนเดียว” โดย ศ.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความรักและความสัมพันธ์ หนึ่งในกิจกรรมภายในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 “ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม”

“มันมีฐานคิด ความเชื่อ ค่านิยมที่มองว่าความรักแบบโรแมนติก เป็นอะไรที่มีคุณค่าสูงมาก คือ ชีวิตจะไม่สมบูรณ์ ชีวิตคุณจะแห้งแล้ง ถ้าคุณไม่มีความรักแบบโรแมนติก เพื่อที่จะเจอความสุขที่แท้จริงคุณต้องมีความรัก แต่ไม่ใช่ความรักเฉย ๆ นะ มันต้องเป็นรักแท้คุณต้องเจอคนที่เป็น Soulmate (คู่ชีวิต)”
ศ.ชลิดาภรณ์ ย้ำว่า เป็นเพราะเราต่างถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่าการมี รักแท้ คือ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต และเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี เพราะฉะนั้นการที่ชีวิตนี้ไม่ได้เจอรักแท้อย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้ จึงทำให้เรารู้สึกกังวล
เพื่อให้เห็นภาพชัดมากขึ้น ศ.ชลิดาภรณ์ จึงลองใช้ Ai สร้างภาพการอยู่คนเดียว ผลปรากฏว่ารูปที่ออกมา จะเป็นรูปคนทำหน้าเศร้านั่งคนเดียว Ai สะท้อนความคิดของมนุษย์ส่วนใหญ่ อาจมองได้ว่าสังคมเองก็ไม่ได้มองว่าการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องดีเช่นกัน
“ความเหงาสำหรับดิฉันมันเป็นเรื่องของอารมณ์ เป็นสถานะทางอารมณ์ มันคือความรู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกมองเห็น ไม่เชื่อมโยงกับใคร และไม่ถูกรัก เป็นความรู้สึกที่ลบ เหงา หรือไม่เหงา มันแล้วแต่พวกเราตัดสิน เป็นอารมณ์ของคุณ มันคนละเรื่องกับการอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเป็นเรื่องของสภาพทางร่างกาย เหงาเป็นเรื่องของสภาพทางอารมณ์”
ศ.ชลิดาภรณ์ ขยายความ
เรื่องจริงกับสิ่งที่เป็นไป ในสถานะ “อยู่คนเดียว”
การอยู่คนเดียวถูกนำไปยึดโยงในหลายประเด็น อย่างแรก คือ ความเข้าใจว่าอยู่คนเดียวเท่ากับเหงา ทั้งที่ในความเป็นจริงสมการนี้ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป มีคนมากมายอยู่คนเดียวได้โดยไม่เหงา ขณะเดียวกันก็มีคนมากมายที่เหงา แม้ว่าจะไม่ได้อยู่คนเดียว
ความเข้าใจต่อมา คือ การที่อยู่คนเดียว หมายความว่าเป็นโสด ในความเป็นจริงแล้วมีหลายคู่ที่มีความสัมพันธ์กัน แต่ก็แยกกันอยู่ สถานการณ์แบบนี้ก็ทำให้เราอยู่คนเดียวได้เช่นกัน หรือในบางกรณีที่เป็นอยู่คนเดียวเพราะเป็นโสดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ต่อให้จะโสดตั้งแต่เกิด ไปจนถึงอายุ 80 ปี 10 0ปี ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นเดียวกัน
เพราะว่าพอใจมากกว่าที่จะอยู่คนเดียว บางคนมองว่าการได้อยู่คนเดียวคือการได้ใช้ชีวิตอิสระ ไม่มีใครควบคุม ไม่ต้องคิดถึงใคร แบบนี้สบายใจมากกว่า
กลับกันต่อให้แต่งงานหรือมีคู่ ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะไม่เหงา ศ.ชลิดาภรณ์ ย้ำว่า สถานการณ์นี้ คือ “Alone-Together” เกิดขึ้นเมื่อรอบข้างมีคนมากมาย อาจจะมีคู่อยู่ด้วย แต่ก็ยังรู้สึกเหงาหรือเบื่ออยู่ดี ส่วนหนึ่งมาจากการอยู่ด้วยกันซ้ำ ๆ และทำอะไรจำเจ
“พอคุณแต่งงาน มันมีกิจกรรม มีเรื่องเล็กเรื่องน้อยที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เช่น งานบ้าน การจัดการเรื่องการเงิน การเลี้ยงเด็ก มันหยุดทำไม่ได้ มันมีรายละเอียดและมันซ้ำซาก นึกถึงสถานการณ์ที่คุณเคยชิน ทุกอย่างในชีวิตมันไม่มีความตื่นเต้นอีกแล้ว”
“เราเข้าใจว่าการอยู่คนเดียวเท่ากับโสด เท่ากับเหงา และการแต่งงานคือความสุขสุดท้ายของชีวิต เพราะฉะนั้นเมื่อใกล้ถึงวัยสร้างครอบครัว ราว ๆ 28-32 ปี หลายคนจึงมีความกังวลว่าถ้าไม่มีแฟนภายในตอนนี้ จะโสดไปอีกตลอดชีวิตไหม หรืออย่างวัยใกล้เกษียณก็เริ่มคิดว่าถ้าแก่ตัวไปจะต้องอยู่คนเดียว หรือมีใครดูแลไหม”
บางครั้งพอได้มีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกขึ้นมาจริง ๆ ก็มีหลายคนที่ละทิ้งความเป็นตัวเองไปในทันที
“อยู่กันมานาน ๆ ก็ตัดสินใจพอแค่นี้แล้วก็หย่า ปรากฏว่าพอหย่าปุ๊บ เราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร พอไม่ได้เป็นภรรยาของใครบางคนแล้ว ก็ตั้งคำถามฉันคือใคร ที่ผ่านมาเราเชื่อว่าแต่งงานแล้วจะอยู่ไปชั่วนิรันดร์ แต่มันไม่มีอะไรที่คงอยู่ตลอดไป ทีนี้ก็ต้องจัดการใจตัวเอง ในขณะเดียวกันต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ได้”
ศ.ชลิดาภรณ์ ฉายภาพความจริง
อย่าลืมก่อนจะมีคู่ เราก็มีแค่ตัวเองมาโดยตลอด สิ่งที่ ศ.ชลิดาภรณ์ พยายามบอกก็คือ “อย่าเผลอทำให้ชีวิตคู่เป็นทุกอย่างในชีวิต จนลืมว่าตัวเองเป็นใคร”

โสด-สูงวัย อยู่ตรงไหน ? ในนโยบายรัฐ
ยังมีอีกสิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการเป็นผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว นั่นก็คือ นโยบายรัฐที่ไม่ได้เอื้อให้ผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียว ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงสวัสดิการสำหรับผู้สูงวัย เรามักนึกว่าถึงเวลาแล้วที่ควรทบทวนนโยบายที่มีอีกครั้ง เพื่อให้เข้ากับชีวิตของผู้สูงวัยที่ต้องการพึ่งพาตัวเอง
“ถ้าโยนเงินให้คน แล้วคนต้องไปแย่งกันเพื่อจะได้เงินนั้นเป็นครั้งคราว
ดิฉันว่ามันเป็นอะไรที่บัดซบ”
ศ.ชลิดาภรณ์ เน้นย้ำถึงมิติการใช้ชีวิตของผู้สูงวัย มีความซับซ้อนมากกว่าจะให้เงินเป็นบางครั้งแล้วจบไป หากสังคมต้องการที่จะเห็นผู้สูงวัยใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง ก็จำเป็นอย่างมากที่ต้องมีนโยบายและสวัสดิการที่ครอบคลุมชีวิตของพวกเขาจริง ๆ
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้ศึกษาวิจัยสถานการณ์ผู้สูงอายุใช้ชีวิตคนเดียว เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบายและสวัสดิการที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบัน ที่สำคัญต้องครอบคลุมในมิติที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมสุขภาวะ และสนับสนุนการออม
จนนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับผู้สูงวัยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือไม่ก็ตาม
เริ่มต้นโดยการผลักดัน กองทุน LTC แห่งชาติ กองทุนพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (LTC) ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ถือเป็นการลงทุนร่วมกันกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน
กองทุน LTC นี้จะถูกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในทุก ๆ ด้าน หนึ่งภารกิจที่สำคัญ คือ การสร้างผู้ดูแลผู้สูงวัย จ้างงานนักบริบาลชุมชนให้มีครบทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน เป็นจำนวน 1 แสนคน ภายในระยะ 5-10 ปี โดยมีค่าตอบให้ผู้ดูแลเดือน 9,000 บาท นอกจากจะตอบโจทย์กลุ่มผู้สูงอายุแล้ว ยังสามารถดูแลกลุ่มอื่นๆ อย่าง ผู้ป่วยติดเตียง และพระสงฆ์อาพาธได้อีกด้วย
คาดการณ์ว่าการสร้างนักบริบาลประจำชุมชนรวมถึงการประสานงานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาจใช้งบประมาณทั้งหมด 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
เมื่อคนไทยจำนวนกำลังใช้ชีวิตเพียงลำพัง โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่อาจไม่มีลูกหลานอยู่ใกล้ ๆ คอยดูแล แล้วนโยบายรัฐได้เตรียมรับมือกับความโดดเดี่ยวที่กำลังขยายตัวมากขึ้นแล้วหรือยัง ? เพราะหากปล่อยให้การอยู่คนเดียวกลายเป็นความเสี่ยงของชีวิต นั่นอาจสะท้อนว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยที่ยังไม่มีนโยบายรองรับเพียงพอ สำหรับคนที่กำลังแก่ตัวลงอย่างเดียวดายนั่นเอง
อ้างอิง :

