รู้จัก End of Life Doula เพื่อนเคียงข้างความตาย: ทักษะที่หล่นหายในระบบสาธารณสุข

ดูล่า (Doula): เพื่อนเกิด-เพื่อนตาย

ย้อนไปในอดีต ช่วงเวลาที่ศาสตร์การแพทย์ยังไม่อาจนิยามความเจ็บป่วยได้อย่างแน่ชัด ไม่มีใครทำหน้าที่แพทย์-พยาบาลเพื่อรักษาความป่วยไข้ของผู้คนโดยเฉพาะ มนุษย์ต่างผ่านพ้นช่วยเวลาเปลี่ยนผ่านของชีวิตด้วยสายสัมพันธ์ของผู้คนรอบกาย

วัฏจักรเกิด แก่ เจ็บ ตาย เคยหมุนเวียนและดับสูญลงท่ามกลางอ้อมกอดของชุมชน โดยมี ดูล่า (Doula) เป็นหนึ่งในสมาชิกที่รับหน้าที่ดูแลและอยู่เคียงข้างในทุกช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายมายาวนานหลายศตวรรษ

ดูล่า (Doula) มีรากศัพท์มาจาก ภาษากรีกโบราณ อันหมายถึง หญิงรับใช้ หรือ ผู้คอยช่วยเหลือ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อว่าหญิงรับใช้คนใดที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากเจ้าของบ้าน จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญและทรงเกียรติ 2 อย่าง คือ เป็นเพื่อนยามเกิด-คอยอยู่เคียงข้างของนายหญิงระหว่างการคลอด คอยลูบเนื้อตัว สวดอ้อนวอน และช่วยประคองจิตใจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาสำคัญของชีวิตไปได้ 

และอีกหน้าที่หนึ่ง คือ เป็นเพื่อนยามตาย-คอยเฝ้าไข้ข้างเตียง เช็ดตัว ป้อนน้ำอาหาร ให้แก่สมาชิกในบ้านที่เจ็บป่วยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต รวมไปถึงจัดการการทำความสะอาดศพ แต่งหน้าศพ จนกระทั่งนำไปประกอบพิธีกรรม

มีหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด คือ แผ่นหินสลักนูนต่ำ จากสุสาน อิโซลา ซากรา (Isola Sacra) เมืองออสเตีย (Ostia Antica) ใกล้กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่คาดว่าสร้างขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 1 ในยุคจักรวรรดิโรมัน

ภาพหินสลักหญิงกำลังคลอดลูก และ Birth Doula สุสานโบราณอิโซลาซากรา อิตาลี
(ที่มา: visualizingbirth.org)

แผ่นหินดังกล่าวสลักภาพหญิงกำลังคลอดลูก มีหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงปลายเท้ากำลังช่วยทำคลอด แน่นอนว่าเธอถูกสัญนิษฐานว่าเป็น หมอตำแย แต่ยังมีหญิงอีกคนหนึ่งปรากฎในภาพ เธอยืนสวมกอดหญิงกำลังคลอดอยู่ด้านหลัง คอยประคองร่างกาย และบีบนวดอย่างใกล้ชิด

นักประวัติศาสตร์ ชี้ว่า หญิงผู้นี้น่าจะเป็น ดูล่า (Doula) หรือผู้ดูแลข้างกาย มีหน้าที่คอยประคองจิตใจและผ่อนคลายร่างกายให้นายหญิงระหว่างคลอด ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ทางการแพทย์ของหมอตำแย

เมื่อก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ อาชีพ Birth Doula (ผู้ดูแลการคลอด) ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ ปี 1973 ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะแพร่หลายไปยังแคนาดา สหราชอาณาจักร และยุโรปจนถึงปัจจุบัน

Birth Doula เติบโตเป็นวิชาชีพที่มีใบรับรองมาตรฐานสากล เช่น DONA International และได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในหลายประเทศ ผ่านระบบประกันสุขภาพรัฐ (เช่น Medicaid ในสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันครอบคลุมค่าบริการดูลาแล้วกว่า 21 รัฐ) ให้ครอบคลุมค่าบริการดูลาเต็มรูปแบบ

โดยผลวิจัยยืนยันว่าการมี Birth Doula ช่วยลดอัตราการผ่าตัดคลอดได้ถึง 28-56% ลดภาวะแทรกซ้อนและ ลดความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้ถึง 29% ของหญิงที่กำลังคลอดบุตร และช่วยประหยัดงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาวได้อีกด้วย

ในขณะที่ Birth Doula กลายเป็นกลไกสำคัญในวันที่ชีวิตได้เริ่มขึ้น วันสุดท้ายของชีวิตก็จำเป็นต้องมีผู้ดูแลไม่ต่างกัน

หน้าที่ของ End Of Life Doula คือ การเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมแพทย์ ในมิติที่ไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์ (Non-medical Support) เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเป็นไปดั่งใจหวัง บนความสงบ สมเกียรติ และตรงตามเจตจำนงช่วงสุดท้ายได้มากที่สุด

ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มยกระดับ End of Life Doula (เพื่อนร่วมทางสู่วาระสุดท้ายของชีวิต) ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในฐานะบทบาทที่มีองค์กรวิชาชีพรองรับ เช่น อังกฤษ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีหน่วยงานรับรองมาตรฐานกลางระดับสากลสำหรับวิชาชีพนี้ก็ตาม

โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เกิดสถาบันฝึกอบรม ผู้ประคองชีวิตช่วงสุดท้าย (Doulagivers Institute) โดย ซูซาน บี. โอไบรอัน (Suzanne B. O’Brien) พยาบาลวิชาชีพด้าน Hospice และ Oncology เพื่อสร้างมาตรฐานการฝึกอบรม End of Life Doula

ผู้เรียนจะได้รับใบรับรอง Certified End of Life Doula (CEOLD) ซึ่งเป็นใบรับรองของสถาบัน Doulagivers เอง หลังผ่านการเรียนทฤษฎี สอบวัดผล และเก็บชั่วโมงดูแลผู้ป่วยข้างเตียงจริงอย่างน้อย 15 ชั่วโมง โดยเน้นการดูแลแบบองค์รวม 3 ระยะ ได้แก่ diagnosis, transition, final days

End Of Life Doula เพื่อนเคียงข้างความตายในประเทศไทย

แนวคิดดังกล่าวเริ่มถูกนำมาปรับใช้ในประเทศไทย และมีการเปิดอมรมหลักสูตร End Of Life Doula รุ่นที่ 1 นำร่องครั้งแรก เมื่อวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 โดย Peaceful Death ร่วมกับ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน และได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จาก Doulagivers Institute สหรัฐอเมริกา เพื่อหวังนำทักษะเก่าแก่ในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่ขาดหายไปให้กลับมามีบทบาทในสังคมอีกครั้ง

ผศ.พญ.ชนิกานต์ วงศ์ประเสริฐสุข แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน หนึ่งในวิทยากรหลักสูตร เล่าว่า การอบรมครั้งนี้เป็นหลักสูตรนำร่องสำหรับผู้ดูแล อาสาสมัคร สมาชิกในชุมชน รวมถึงผู้ที่กำลังเผชิญกับการเจ็บป่วยรุนแรง การใกล้เสียชีวิต และการไว้ทุกข์หลังความสูญเสีย ให้เรียนรู้ทักษะและบทบาทของ End of Life Doula หรือที่เรียกว่า Companion

“End Of Life Doula เปรียบเสมือน Companion หรือ เพื่อนเดินเคียง ไม่ว่าจะผู้รับบริการจะเป็นอย่างไร เจ็บป่วยหนักแค่ไหน เพื่อนคนนี้จะพร้อมดูแลให้ความช่วยเหลือทุกอย่างควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทางการแพทย์”

ผศ.พญ.ชนิกานต์ วงศ์ประเสริฐสุข

เธอยังบอกว่าหน้าที่ของ End Of Life Doula หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ดูลา คือ การดูแลผู้รับบริการตั้งแต่ช่วงป่วยไข้ ระยะท้าย จนกระทั่งวันสุดท้าย และหลังเสียชีวิตแทบในทุกมิติ เช่น ช่วยดูแลทางกายอย่างการบีบนวด ช่วยจัดท่าทางหรือการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น จัดหาอาหาร หรือเป็นเพื่อนพูดคุย และรวมไปถึงการช่วยผู้ป่วยระยะท้ายวางแผนอนาคตหลังการเสียชีวิตด้วย

ฟังดูแล้วดูลาอาจเป็นเหมือน แคร์กิฟเวอร์ ทั่วไป แต่แท้จริงแล้วดูลาสามารถดูแลมิติทางจิตใจที่ลึกลงไปกว่านั้น

ดูลา มีหน้าที่พูดคุยและตรวจสอบความรู้สึกและความต้องการของผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ หลายครั้งผู้ป่วยระยะท้ายต้องเผชิญกับความรู้สึกไร้ค่า เป็นภาระ และไม่อยากมีชีวิตอยู่ ดูลาจะคอยทำหน้าที่คอยรับฟัง ตั้งคำถาม และชวนคุย เพื่อให้ผู้ป่วยค้นพบความต้องการของตัวเอง เจอความหมายของการมีชีวิตอยู่ และทำให้มองเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ในปัจจุบันอย่างชัดเจนมากขึ้น

ผศ.พญ.ชนิกานต์ วงศ์ประเสริฐสุข แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน

“บางครั้งดูลาก็ช่วยผู้ป่วยอัดคลิปวิดีโอ ชวนเล่าถึงเหตุการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา ชวนคุยว่าอยากบอกอะไรกับผู้อื่น นอกจากประสบการณ์ของพวกเขากลายเป็นทั้งความทรงจำและคำสอนอันทรงคุณค่าให้กับครอบครัวและคนที่ยังต้องมีชีวิตอยู่แล้ว ยังช่วยให้เขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แม้จะจากไปแล้วยังคงหลงเหลือบางสิ่งไว้ให้กับคนรุ่นถัดไป” 

ผศ.พญ.ชนิกานต์ วงศ์ประเสริฐสุข

ผศ.พญ.ชนิกานต์ ยังเล่าถึงประสบการณ์ของตนเองเมื่อได้ทำงานร่วมกันกับดูลาที่ไม่เพียงดูแลผู้ป่วย แต่รวมไปถึงครอบครัวและคนใกล้ชิด 

เพราะการที่ครอบครัวกำลังเผชิญกับความสูญเสียย่อมต้องใช้เวลาปรับตัว ดูแลจะรับหน้าที่ดูแลจิตใจ และช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ หลังการเสียชีวิตให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างราบรื่น และช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างดีที่สุด

“เรามองดูลาเหมือนเหล่าอเวนเจอร์ แต่ละคนมีความพิเศษไม่เหมือนกัน ดูลาบางคนอาจไปอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสมจังไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ แต่หากมีความเมตตา ใจอยากช่วยเหลือคนเป็นพื้นฐานแล้วก็สามารถเป็นดูลาในแบบของตัวเองได้ไม่ยากนัก”

ผศ.พญ.ชนิกานต์ วงศ์ประเสริฐสุข

ผศ.พญ.ชนิกานต์ ย้ำว่า ดูลาเป็นงานที่ต้องดูแลทั้งกายและใจของคนอื่นจึง คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือ การเป็นผู้รับฟังที่ดี มีใจอยากช่วยเหลือ และมองเห็นความต้องการของผู้อื่นเป็นพื้นฐาน ในส่วนความถนัดที่เหลือก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

หัวใจดูลา: สะพานเชื่อมผู้ป่วยกับระบบการดูแล

ซูซาน ดัสติน แฮตแทน (Susan Dustin Hattan) หรือที่ใคร ๆ เรียกเธอว่า ดัสติน หญิงชาวออสเตรเลียที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมายังประเทศไทย และรับหน้าที่เป็นอาสาสมัครในหน้าที่ End of Life Doula ใน รพ.ชลประทาน 

เธอเล่าว่าจากประสบการณ์ทำงานอาสาสมัครทั่วโลกกว่า 50 ปี พบว่าแม้แต่ละประเทศจะมีวัฒนธรรม ความคิด และระบบการดูแลทางสาธารณสุขที่ต่างกัน แต่สิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความเจ็บปวด ความกลัว และความตาย

การทำงานในบทบาทดูลาของเธอจึงเน้นการดูแลแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และความคิด และสำหรับดัสติน เธอเชื่อว่าขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการ เฝ้ามอง-รับฟัง

“เราต้องเป็นทั้ง eye & ear ใช้ตาคอยสังเกตว่าเขาเป็นอย่างไร และใช้หัวใจในการรับฟังพวกเขา เปิดพื้นที่ให้พวกเขาตัดสินชีวิตด้วยตัวเอง และพร้อม support สิ่งที่เขาต้องการ”

ซูซาน ดัสติน แฮตแทน

ซูซาน ดัสติน แฮตแทน (Susan Dustin Hattan) อาสาสมัคร End Of Life Doula

ดัสตินอธิบายว่า ดูลาเป็นผู้ที่สามารถใช้เวลาร่วมกับผู้ป่วยได้มากกว่าหมอหรือพยาบาล จึงทำให้คุ้นเคย ใกล้ชิด มีโอาสรับฟังสิ่งที่อยู่ลึก ๆ ในใจ และดูแลความรู้สึกผู้ป่วยได้มากกว่า ดังนั้น ดูลาจึงสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ป่วยและหมอ-พยาบาล ช่วยสื่อสารความต้องการเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสมได้

“ห้ามบังคับ ห้ามเสนอ ห้ามชี้นำ”

คำตอบสั้น ๆ ของดัสตินเมื่อถามถึง ข้อห้ามของดูลา เธออธิบายว่าดูลามีหน้าที่ support สิ่งที่เป็นความต้องการที่มาจากตัวผู้ป่วยเท่านั้น จะไม่มีการเสนอหรือให้ความเห็นใด ๆ หากไม่ได้ร้องขอ

ด้วยกฎเหล็กเหล่านี้ดูเหมือนจะเพียงพอในการสร้างความไว้วางใจระหว่างกันในระดับหนึ่ง แต่ดัสตินบอกกับเราว่า การเป็นดูลาจำเป็นต้องยืนอยู่บน ความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นอย่างมาก แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย 

“การทำให้เขาไว้วางใจ เราต้องวางใจให้กับเขาก่อน จริงใจ รักษาสัญญา และไม่ตัดสินไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม และไม่นำเรื่องไปเล่าต่อโดยเด็ดขาด”

ซูซาน ดัสติน แฮตแทน

หลายครั้งดูลาถูกตั้งถามอย่างท้าทายว่ามีผลประโยชน์อะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ดัสติน อธิิบายว่า นี่เป็นสิ่งที่ดูลาถูกทดสอบมาอย่างยาวนาน การยึดมั่นในกฎข้างต้นและปฎิบัติหน้าที่อย่างดีสม่ำเสมอจะช่วยพิสูจน์ความจริงใจได้

“หัวใจสำคัญที่สุดของดูลาคือความเมตตาและมองเห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้เกียรติ ไม่ตัดสิน ไม่ดูถูก ไม่คิดว่าใครเหนือกว่า-ต่ำกว่า แต่เท่าเทียม เมื่อเราเห็นคุณค่าของเขา เขาจะได้เห็นคุณค่าของตัวเอง แค่สร้างความสัมพันธ์แบบนี้ได้มันก็เพอร์เฟกต์แล้ว”- ดัสติน

สำหรับดัสติน ดูลาไม่ได้เป็นเพียงงานบริการผู้ป่วยเท่านั้นแต่คือความความสัมพันธ์อันแสนมีค่า เธอเพียงแค่มองเห็นความทุกข์-สุขของคนตรงหน้า เป็นสักขีพยานต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และการมีอยู่ของเธอเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาเป็นคนสำคัญเพียงใด และนี่คือสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตแต่ละวันของเธอมีความหมาย

“เมื่อก่อนเรามีอุดมการณ์ว่าอยากช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ บนโลกใบนี้ แต่วันนี้เรารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่การเป็นดูลาเหมือนการจุดไฟทีละดวง ตรงนี้นิด วันนี้หน่อย งานของเราไม่ได้ไปเปลี่ยนโลกของใคร แต่ช่วยทำให้เขาเปลี่ยนโลกของเขาด้วยตัวเอง และสุดท้ายมันเปลี่ยนชีวิตของเราด้วย”

ซูซาน ดัสติน แฮตแทน

ดูลา: ผู้อุดช่องว่างระบบสาธารณสุข

สำหรับ นพ.หะริน เอี่ยมวิถีวนิช แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง รพ.ห้วยยอด จ.ตรัง หนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมในโครงการระบุว่าแม้ตนเองจะเป็นแพทย์ด้านการดูแลผู้ป่วยประคับประคองโดยตรง แต่นี่เป็นคร้ังแรกที่ได้รู้จักกับบทบาทของ End-of-Life Doula หรือ ผู้เดินเคียงข้าง companian

“ตอนเราได้ยินครั้งแรกคิดว่าน่าจะเหมือนบทบาทของอาสารับฟังผู้ป่วยหรือเปล่า แล้วก็พบว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ แต่บทบาทของEnd-of-Life Doula ลึกซึ้งไปกว่านั้น”

นพ.หะริน เอี่ยมวิถีวนิช

นพ.หะริน อธิบายว่าในโลกของการทำงานจริง หมอและพยายาลดูแลคนไข้ระยะท้ายได้เพียงแค่ร่างกาย แต่ไม่มีเวลาดูแลจิตใจและความรู้สึกของพวกเขามากเพียงพอ ความเจ็บปวด ไม่เข้าใจ ไม่พอใจ และความทุกข์ของคนไข้และญาติเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ของระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย

นพ.หะริน เอี่ยมวิถีวนิช แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง รพ.ห้วยยอด จ.ตรัง

แต่ End-of-Life Doula มีหน้าที่ทำสิ่งนั้นโดยเฉพาะ พวกเขาจะทำหน้าที่อยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างด้วยความเข้าใจและเคารพความต้องการของผู้ป่วยและญาติควบคู่กับการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่อาจไม่มีเวลาให้มากนัก

สอดคล้องกับ ผศ.พญ.ชนิกานต์ ที่เสริมว่า ในอดีตผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตมักอยู่ที่บ้าน มีชุมชนคอยช่วยเหลือดูแล แต่วันนี้สังคมเปลี่ยนไป บริบทเมืองทำให้การส่งผู้ป่วยกลับไปตายที่บ้านเป็นเรื่องยาก เมื่อต้องอยู่ในระยะท้ายที่โรงพยาบาล ก็ทำให้ไม่ได้รับการดูแลอย่างดีและเหมาะสม รวมถึงหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วยด้วย

การฝึกปฏิบัติเป็น End Of Life Doula ของผู้เข้าร่วมอบรม

“หมอพาลิฯ ช่วยดูแลจัดการร่างกายผู้ป่วยได้แต่ตอนมีชีวิตได้อยู่ แต่หลังจากผู้ป่วยจากไป ความสูญเสียนี้ต้องการการดูแลที่กว้างขึ้น มีมิติทางสังคมที่ยากกว่าที่ต้องการหลายภาคส่วนมาช่วย และดูลาเข้ามาอุดช่องโหว่นี้”

ผศ.พญ.ชนิกานต์ วงศ์ประเสริฐสุข

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้รับหน้าที่แคร์กิฟเวอร์ตามนโยบายรัฐบาลมีหน้าที่ทำตามเช็คลิสต์เท่านั้น เช่น ดูแลร่างกาย ทำแผล กายภาพบำบัด ฟีดอาหาร ฯลฯ ในขณะที่ด้านจิตใจ และการช่วยวางแผนชีวิตอาจทำได้บางส่วนเท่านั้นซึ่งดูลาจะเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้

ดูลา ควรยกระดับสู่การเป็นวิชาชีพ หรือเป็นเพียงทักษะติดตัว ?

คำถามสำคัญถัดจากนี้คือความเชี่ยวชาญของดูลาสามารถยกระดับเป็นวิชาชีพหนึ่งได้หรือไม่ ?

ผศ.พญ.ชนิกานต์ อธิบายว่า ด้วยขอบเขตการทำงานของดูลาคือการดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และเชิงสังคมทั้งหมด การมองหาดูลาที่เชี่ยวชาญและทำได้อย่างครอบคลุมเป็นเรื่องยาก และในวันนี้อาจยังซ้อนทับกับการทำงานของแคร์กิฟเวอร์ จึงควรพัฒนาให้กลายเป็นทักษะติดตัวมากกว่า

ไม่ต่างจาก นพ.หะริน ที่มองว่าการดูแลคนไข้ระยะท้ายจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจเป็นอย่างมาก ทักษะของดูลาควรเป็นทักษะติดตัวคนทำงานอย่างยิ่ง แม้ปัญหาคือบุคลากรทางการแพทย์ยังคงเป็นเรื่องการมีเวลาไม่มากพอ คนไข้หน้างานเยอะ บุคคลากรขาดแคลน แต่อย่างน้อยก็เป็นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

“รพ.เราเคยมีหอผู้ป่วยประคับประคองโดยตรง แต่สุดท้ายต้องปิดตัวลงไปเพราะคนไข้เยอะขึ้นแต่พยาบาลไม่พอ เรามีเวลาคุยกับคนไข้แค่ 5-10 นาทีเท่านั้น ไม่มีทางที่จะคุยเรื่องลึก ๆ กับคนไข้ได้เลย”

นพ.หะริน เอี่ยมวิถีวนิช

นพ.หะริน ย้ำว่า บางครั้งภาระงานที่ล้นเกินและความเร่งรีบทำให้คนทำงานขาด empathy จะดูแลคนไข้แบบแข็งทื่อ ไม่เข้าใจว่าผู้ป่วยต้องเผชิญกับอะไรบ้าง หากมีทักษะนี้จะทำให้บุคคลากรสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างเป็นมิตรมากขึ้น และถึงที่สุดทักษะนี้ควรติดตัวอยู่ในทุกคน ไม่ว่าจะเป็น อสม. ครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือชุมชน ให้ทุกคนสามารถช่วยเหลือจิตใจ จิตวิญญาณควบคู่กันไป

เช่นกันกับ ณัฐฌา พงษ์วัน พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลคูน แชร์ประสบการณ์ว่า ทักษะเหล่านี้เป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการทำงานของเธออยู่แล้ว และช่วยตอกย้ำเตือนว่าสิ่งที่ทำอยู่มาถูกทาง และมีบางมิติที่ลึกลงไปที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนและช่วยเติมเต็มทักษะด้วย

“เมื่อก่อนเรากังวลเรื่องความเงียบมาก กลัวทุกครั้งที่เกิดเดทแอร์ กังวลว่าเราจะทำอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่ทักษะของดูลาบอกเราว่ามันเป็นศาสตร์ในการสนทนา เปิดพื้นที่ให้ทั้งตัวเราและผู้ป่วยได้ทบทวนความต้องการและอยู่กับตัวเอง”

ณัฐฌา พงษ์วัน

ณัฐฌา พงษ์วัน พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลคูน

ความเห็นทั้งหมดดูจะไปในทิศทางเดียวกัน คือ การพัฒนาให้คนในชุมชนและบุคคลากรทางการแพทย์มีทักษะแบบดูล่าอาจเหมาะสมมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาให้ดูลากลายเป็นวิชาชีพไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว 

ผศ.พญ.ชนิกานต์ จึงเสนอว่า หากในอนาคตมีการพัฒนาเป็นวิชาชีพจำเป็นต้องเริ่มจากการออกแบบระบบ มีการอบรม ฝึกปฏิบัติและมีใบรับรองที่อาจมีได้หลายแบบว่ามีควรามถนัดด้านใด รวมถึงต้องมี commitment ในการทำงานชัดเจน เช่น ไปเจอผู้รับบริการกี่ครั้ง เวลาเท่าไหร่ ยาวนานกี่ชั่วโมง และมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ชัดเจนในการมาหาว่ามาทำอะไร กิจกรรมแบบไหน รวมถึงขอบเขตการทำงานด้วย และประเทศไทยอาจมีโรงเรียนฝึกดูลาโดยเฉพาะในอนาคตก็เป็นได้

ท้ายที่สุด แม้ดูลาจะเป็นทักษะและหน้าที่เก่าแก่ของโลก แต่สำหรับยุคสมัยนี้กลับกลายเป็นเรื่องใหม่ และทำให้ทักษะในการดูแลความตายอันละเอียดอ่อนนี้หล่นหายไปในโลกที่เร่งรีบ 

คำถามสำคัญถัดจากนี้ เป็นไปได้หรือไม่ ? ที่เราจะทวงคืนทักษะที่หล่นหายกลับมาในระบบสาธารณสุขบ้านเรา ดึงหัวใจความเป็นมนุษย์ของคนให้มองเห็นเท่ากัน คืนอำนาจ และเจตจำนงที่แท้จริงของผู้ป่วย ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย