กรุงเทพฯ เมืองที่ผู้หญิงยังไม่ปลอดภัย และมีค่าใช้จ่ายแพงกว่าผู้ชาย

เนื่องจากความเป็นเมืองสามารถเติบโตไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเข้าถึงอากาศสะอาด สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน บริการสาธารณะ ความปลอดภัยในการเดินทางตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางโดยไม่เกิดความสูญเสีย ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายระดับเมือง

เมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) จึงเป็นแนวทางพัฒนาเมืองที่ถูกนำมาใช้ในหลาย ๆ เมือง โดยนำหลักการสิทธิมนุษยชนมาเป็นฐานในการบริหารจัดการเมืองและการให้บริการสาธารณะ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิและบริการอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติหรือ “ไม่ทิ้งใครไว้ช้างหลัง”

และในทุกขั้นตอนของการผลักดันนโยบายระดับเมือง ก็พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกกลุ่มเปราะบางมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รวมทั้งมีธรรมาภิบาลในการบริหาร เปิดเผยข้อมูลและงบประมาณ เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมกับมีความรับผิดรับชอบ ด้วยระบบรับเรื่องร้องเรียนและกลไกเยียวยา

เช่น กรุงเวียนนา เมืองหลวงออสเตรีย ที่ถือได้ว่าเป็นอีกเมืองสิทธิมนุษยชนต้นแบบ ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการผ่านปฏิญญาในเดือน ธ.ค. 2557 และมีการจัดตั้งสำนักงานด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Office) ขึ้นในปี 2558 เพื่อบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการบริหารจัดการเมืองในทุกมิติ เช่น สิทธิที่อยู่ ที่มีนโยบายเคหะและสวัสดิการที่อยู่อาศัยของรัฐที่เข้มแข็ง กำหนดให้ที่อยู่อาศัยมีราคาประหยัดและเข้าถึงได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอีกหลาย ๆ เมือง ที่ยังไม่สามารถพัฒนาให้เป็นเมืองสิทธิมนุษยชนได้ พลเมืองยังเข้าไม่ถึงสิทธิในการใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย

ข้อมูลจาก Milieu Insight องค์กรเอกชนด้านข้อมูลเชิงลึกและการวิจัยผู้บริโภค ที่รวบรวมโดย Mad FEMinists Book Club (แมดเฟมมินิสต์บุ๊กคลับ) ซึ่งจากการศึกษาความคิดเห็นของผู้หญิงในแต่ละ 6 เมืองหลวงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ กรุงเทพฯ ฮานอย จาการ์ตา กัวลาลัมเปอร์ และมะนิลา เกี่ยวกับความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวัน มาตรการป้องกันตัว ที่มีต่อการมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ

ผลการศึกษาในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 พบว่า ผู้หญิง 3,000 คนของกรุงเทพฯ ที่รู้สึก “ปลอดภัยมาก” ในชีวิตประจำวัน มีเพียง 9% เท่านั้น แม้ว่าความรู้สึกปลอดภัย-ไม่ปลอดภัยไม่สามารถสะท้อนภาพรวมทั้งหมดของเมืองได้ เพราะผู้หญิงแต่ละคนแต่ละเมืองต่างต้องปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันและการดำเนินชีวิต เพื่อคลายความกังวัลและสร้างความอุ่นใจ  แม้แต่ในเมืองที่มีระดับความรู้สึกปลอดภัยค่อนข้างสูงก็ตาม

จากการสำรวจการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้หญิงพบว่า มีตัวเลขมากถึง 73% ที่ผู้หญิงในกรุงเทพฯ เลือกปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพื่อให้พวกเธอรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และมี 72% ที่ต้องหลีกเลี่ยงสถานที่บางแห่งเพื่อความอุ่นใจ ซึ่งเท่ากับว่า ความรู้สึกปลอดภัยมักจะมาควบคู่ไปกับการที่ผู้หญิงเลือกจำกัดพฤติกรรมหรือแลกเสรีภาพของตนเองกับความปลอดภัย

มากไปกว่านั้น Milieu Insight ยังระบุว่าในเมืองที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ปลอดภัยเพียงพอ พวกเธอยังต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าที่พักอาศัยที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ใกล้ถนนใหญ่ แต่มีราคาแพงกว่าที่พักที่อยู่ในซอยเปลี่ยว เพราะตามตรอกซอกซอยของกรุงเทพฯ ไฟส่องสว่างยังไม่เพียงพอ หรือมีก็ชำรุดบ่อย

ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการดำรงชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นกว่าคนกลุ่มอื่นนี้ เรียกว่า “Safety Tax” หรือ “ภาษีความปลอดภัย”  

ดังนั้น ในเมืองที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อทุกคน ผู้หญิงต้องจ่ายภาษีความปลอดภัยมากกว่าผู้ชาย ในอีกความหมายหนึ่ง เมืองที่ทิ้งผู้หญิงไว้ข้างหลังเช่นนี้ กำลังผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้หญิงแบกหนักกว่าผู้ชาย และจะหนักยิ่งขึ้นหากเป็นผู้หญิงกลุ่มรายได้น้อย

มาตรฐานความปลอดภัยที่ทิ้งผู้หญิงไว้ข้างหลัง

ความไม่ปลอดภัยของผู้หญิงในเมือง ยังพบได้ในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบมาตรฐานความปลอดภัยที่ยึดเอาผู้ชายเป็นหลัก และทิ้งเพศหญิงไว้ข้างหลัง เช่น หุ่นทดสอบการชนของผู้ขับขี่ ที่เป็นสรีระเพศชาย

แม้รถยนต์จะถูกคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกของโลกตั้งแต่ปี 1886 (พ.ศ. 2429) และผู้หญิงในอเมริกาเริ่มได้ใบขับขี่คนแรกในปี 1900 (พ.ศ. 2443) สำหรับประเทศไทย มีหญิงไทยได้ใบขับขี่ครั้งแรกในปี 1933 หรือ พ.ศ. 2476  ทว่าการออกแบบมาตรฐานหุ่นทดสอบการชนที่ใช้มานานหลายทศวรรษกลับอิงสรีระเฉลี่ยของเพศกำเนิดชายอเมริกันเป็นหลัก

กระทั่งปี 1976 (พ.ศ. 2519) มีการผลิตหุ่นทดสอบการชนเพศหญิงขึ้นมา แต่ก็เป็นเพียงการย่อส่วนสรีระผู้ชายลง โดยละเลยความแตกต่างทางกายวิภาค เช่น มวลกระดูก ข้อต่อ อุ้งเชิงกราน เต้านม ทรวงอก และการกระจายไขมัน นำไปสู่การรองรับความปลอดภัยที่ไม่เท่ากันระหว่างเพศ

โลกต้องรอจนถึงปี 2022 (พ.ศ. 2565) กว่าจะมีการพัฒนาหุ่นทดสอบที่สร้างจากสรีระเฉลี่ยของผู้หญิงจริง ๆ ระยะเวลาที่นานกว่าหลายทศวรรษนี้ ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า มาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตประจำวันถูกออกแบบมาเพื่อร่างกายเพียงรูปแบบเดียวมาโดยตลอด นั่นคือเพศชาย

และเมื่อขยายภาพจากความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน มาสู่ระดับผังเมืองและนโยบายพัฒนา การออกแบบเมืองที่ยึดเพศชายเป็นศูนย์กลางก็ยิ่งทวีความรุนแรง เมืองจำนวนมากถูกพัฒนาให้สอดรับกับการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นหลัก ทำให้การเดินเท้าและการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะเต็มไปด้วยอุปสรรค

ขณะเดียวกัน รัฐมักรับมือกับปัญหาความปลอดภัยผ่านการใช้มาตรการเข้มงวดเชิงปราบปราม เช่น การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่หรือการติดตั้งกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ได้สร้างความรู้สึกปลอดภัยจากการถูกคุกคามทางเพศอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการพัฒนาขนาดใหญ่และการทำให้ย่านชุมชนกลายเป็นย่านเศรษฐกิจและการบริโภค ยิ่งซ้ำเติมด้วยการดันค่าครองชีพและราคาสินค้าให้สูงขึ้น จนเกิดการตัดขาดเครือข่ายชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในการมีส่วนร่วมดูแลชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพึ่งพาอาศัยและการมีส่วนร่วมในชุมชนของผู้หญิงและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

การสร้างผังเมืองด้วยเฟมินิสต์

เมื่อพิจารณาสัดส่วนเพศของผู้นำในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ปี 2569 พบว่า เป็นผู้ชาย 6,902 คน เป็นผู้หญิง 840 คน หรือคิดเป็น ชาย 87.83% หญิง 12.17% สะท้อนถึงอำนาจในการกำหนดโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชีวิตประจำวันของเมืองที่อยู่ในมือของเพศชายมากกว่า

แม้ว่าจะมีงานวิจัยต่าง ๆ ชี้ว่า สัดส่วนผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นในตำแหน่งผู้นำหรือผู้กำหนดนโยบาย ส่งผลให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสวัสดิการสังคม สุขภาพ การศึกษา และความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากตัวแทนเพศหญิงมักผลักดันมุมมองและปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชนที่มักถูกมองข้าม

ดังนั้น การที่ผู้หญิงได้เป็นผู้นำในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในสัดส่วนที่น้อย ย่อมมีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายระดับเมือง ด้านสวัสดิการสังคม สุขภาพ การศึกษา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน ที่น้อยกว่านโยบายอื่น ๆ

แต่ไม่ว่าสัดส่วนผู้นำในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีสัดส่วนทางเพศมากน้อยเพียงได้ เมืองจะสามารถพัฒนาในทิศทางที่ไม่ทิ้งผู้หญิงไว้ข้างหลังได้ด้วยแนวคิดผังเมืองเฟมินิสต์

ผังเมืองแบบเฟมินิสต์ (Feminist Urbanism) คือ แนวคิดการวางผังเมืองที่คำนึงถึงมิติทางเพศสภาพ โดยมีจุดเริ่มต้นจากสมมติฐานที่ว่า การวางผังเมืองไม่มีความเป็นกลาง แต่ละเมืองแต่ละย่านที่อยู่อาศัยต่างถูกก่อร่างสร้างขึ้นจากฐานคิดปิตาธิปไตย (patriarchy) และรูปแบบทางกายภาพของเมืองที่มีผู้ชายเป็นศูนย์กลางก็มีส่วนช่วยผลิตซ้ำปิตาธิปไตยมาโดยตลอด

ด้วยเหตุนี้ แนวคิดผังเมืองแบบเฟมินิสต์จึงเสนอให้มีการนำวิถีชีวิตของผู้คนมาเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับเมือง โดยมีเพศสภาพ (gender) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ให้มองเห็นความแตกต่างของการใช้พื้นที่ ตามภารกิจและบทบาทของคนในเมืองนั้นจริง ๆ  

กระบวนการออกแบบเมืองตามแนวคิดผังเมืองแบบเฟมินิสต์ จึงนำเอาประสบการณ์ ความต้องการ และความปลอดภัยของเพศสภาพต่าง ๆ มาเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อสร้างเมืองที่เท่าเทียม และเป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม โดยไม่ได้ยึดผู้ชายเป็นศูนย์กลางแบบดั้งเดิม นำไปสู่การกำหนดคุณสมบัติเมือง เช่น

  1. ไม่ว่าใครก็เข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้อย่างอิสระและปลอดภัย 24 ชั่วโมง เช่น มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มีมุมอับสายตา
  2. มีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนงานดูแล แบ่งเบางานดูแลคนในครอบครัว เช่น พื้นที่สาธารณะเอื้อต่อรถเข็นเด็กและผู้สูงอายุ มีศูนย์เด็กเล็ก
  3. มีคมนาคมสะดวก ระบบขนส่งสาธารณะดี เชื่อมต่อชุมชน ย่านต่าง ๆ
  4. ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม
  5. มีระบบช่วยเหลือและบ้านพักฉุกเฉินสำหรับผู้ถูกกระทำความรุนแรง
  6. เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้ส่งเสียง มีส่วนร่วมและตัดสินใจร่วมในการพัฒนาเมือง 

เมื่อพิจารณาผังเมืองเฟมินิสต์แล้ว อาจกล่าวได้ว่าเป็นหลักการเดียวกับเมืองสิทธิมนุษยชน เพียงแต่ใช้มิติเพศสภาพเป็นจุดดเริ่มต้นวิพากษ์และพัฒนาเมือง

ผังเมืองแบบเฟมินิสต์สู่เมืองสิทธิมนุษยชน

เนื่องจากผังเมืองเฟมินิสต์ไม่ใช่เพียงการเรียกร้องพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยให้เพศหญิง แต่คือการตั้งโจทย์ใหม่เพื่อรื้อถอนโครงสร้างเมืองที่ยึดเพศชายเป็นศูนย์กลาง แล้วสร้างเมืองที่มีสิทธิมนุษยชนเป็นฐานในการบริหารและออกแบบ โอบรับมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม

โดยเริ่มจากการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ว่า เมืองกำลังถูกออกแบบด้วยประสบการณ์ของใคร ใครได้ประโยชน์ และใครถูกผลักออกไปหรือทิ้งไว้ข้างหลัง

แล้วแก้ปัญหาด้วยการโอบรับอัตลักษณ์ที่หลากหลายเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ ทั้งเพศสภาพ ชนชั้นทางเศรษฐกิจ สถานะพลเมือง วัยและความพิการ

แนวความคิดผังเมืองเฟมินิสต์ จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพิจารณาคนกลุ่มอื่น ๆ ที่ถูกผลักให้เป็นคนชายของของสังคม เช่นคนไร้รัฐ แรงานข้ามชาติ คนไร้บ้าน เพราะหากเมืองสามารถออกแบบโดยคนทุกกลุ่มและคำนึงถึงคนทุกกลุ่มแล้ว เมืองก็จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และหากทุกพื้นที่ของเมืองเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้หญิงได้ ก็ย่อมเป็นเมืองที่ปลอดภัยและคำนึงถึงคนทุกกลุ่มได้เช่นกัน

หมายเหตุ : เนื้อหาจากการนำเสนอของทีมงาน Mad Feminists Book Club  ในงาน Policy Forum กางโจทย์ใหญ่ ไปให้ถึง “เมืองสิทธิมนุษยชน” วันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2569 เวลา 09.30–16.30 น. ณ Convention Hall 2 อาคารศูนย์การเรียนรู้ ไทยพีบีเอส

รับชมข้อมูลเพิ่มในช่วง keynote speech https://www.youtube.com/live/tuKy4Crzjq8?si=eARXrTY49h-cY8uv หรือ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมใน IG : @madfeministsbookclub