กว่า 2 ศตวรรษที่กรุงเทพฯ เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งจากการพัฒนา เมืองศูนย์กลางทางเศรฐกิจแห่งนี้เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศให้เข้ามาแสวงหาทั้งเงินทองและโอกาส
อาจไม่เกินเลยนัก หากมีคำกล่าวว่ากรุงเทพฯ คือ “เมืองปรสิต” เมืองหัวโตที่กำลังรวบกินทรัพยากรของทั้งประเทศ ทำให้เรื่องของ การกระจายอำนาจ และการปรับโครงสร้างทางการบริหารประเทศถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้ง
ในขณะที่คนกรุงเทพฯ เองก็ชอกช้ำไม่น้อย เมืองเทพสร้างที่อัดแน่นไปด้วยสาธารณูปโภคและความสะดวกสบายอย่างสูงสุดของประเทศ แต่เหตุใดความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่ไม่ว่าวันเวลาผ่านมานานเท่าไหร่ ชาวเมืองส่วนใหญ่ยังคงไม่เคยสัมผัสกับคำว่า ความเท่าเทียม
The Active ชวนอ่านบทสนทนาว่าด้วยเรื่องเมืองกรุงเทพฯ บนช่องว่างแห่งการพัฒนาที่กำลังหลงลืมชีวิตของผู้คนบางกลุ่ม และยังคงครองแชมป์นครแห่งความเหลื่อมล้ำตลอดกาล
ภายในเวทีเสวนา เมื่อกรุงเทพส่งเสียง: VOICES FROM BANGKOK ภายในงาน Bangkok Active Forum ณ สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา
กรุงเทพฯ เมืองยิ่งใหญ่ คนยิ่งไร้ตัวตน
เมื่อพื้นทุกตารางนิ้วของเมืองเป็นสิ่งมีค่า ผืนดินทุกหนแห่งหมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร
พื้นที่สีเขียวในอดีตถูกแทนที่ด้วยอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ถนนหนทางแออัดไปด้วยรถยนต์ ไม่มีที่ว่างปลอดภัยพอสำหรับจักรยานหรือคนเดินเท้าอีกต่อไป
ประสบการณ์มองเมืองหลวงที่เปลี่ยนไปทุกยุคสมัยคงไม่มีใครถ่ายทอดได้ดีไปกว่า กรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชน คนทำสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ ที่วันนี้มาร่วมแชร์ประสบการณ์ในฐานะผู้ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่เคยลงเดินท้องถนนมาแล้วเกือบทั่วโลก
“เราอยู่กรุงเทพฯ มานาน 32 ปี การใช้รถยนต์เป็นภาระมหาศาล เลยชอบเดินทางไปไหน-มาไหนด้วยการเดินแทน แต่ทุกครั้งที่เดินก็มักเจอแต่ความเครียด”
กรุณาเล่าว่า ด้วยไลฟ์สไตล์ชื่นชอบการออกกำลังกายและเดินสวนสาธารณะของเธอทำให้ไม่ว่าจะเดินทางไปเมืองไหนของโลกก็มักหาเวลาเดินสำรวจเมืองเสมอ แต่ไม่มีเมืองไหนในโลกที่ทำให้การเดินกลายเป็นความเสี่ยงเท่ากรุงเทพฯ
“สวนสาธารณะที่เราชอบไปคืออุทยานเบญจสิริและสวนเบญจกิตติ แต่กว่าจะเดินทางไปถึงก็เสี่ยงตายพอสมควร เราต้องเดินผ่านซอยวันเวย์ที่มีรถสวนมาตลอดโดยไม่สนใจคนเดินเท้า ทำให้การไปเดินสวนสาธาณะแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความเครียดแทนที่จะรื่นรมย์” – กรุณา บัวคำศรี

สื่อมวลชน คนทำสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ
กรุณา สะท้อนว่า สำหรับกรุงเทพฯ แล้ว ถนนคือพื้นที่สำหรับรถยนต์เท่านั้น ไม่ใช่สำหรับคนเดินเท้า ทั้งที่แท้จริงแล้วถนนคือพื้นที่สาธารณะที่มีไว้สำหรับทุกคน
และนี่เป็นอาจเพียงความเหลื่อมล้ำแรก ที่เป็นปฐมบทบนเวทีแห่งนี้
หากใครอยู่กรุงเทพฯ มานานพอ คงพอจำได้ว่าในอดีตตรอกซอกซอยในเขตที่อยู่อาศัยของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีปัญหาเช่นนี้มาตั้งแต่แรก เด็ก ๆ ยังคงออกมาวิ่งเล่นในพื้นที่สาธารณะละแวกบ้าน ไปพร้อมกับการเติบใหญ่ของพื้นที่สีเขียวรื่นรมย์โดยรอบได้อย่างปลอดภัย
แต่วันนี้เด็ก ๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว พ่อแม่ต้องหอบหิ้วลูกหลานเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปหาสวนสาธาณะใกล้ ๆ แทน
สถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นใกล้เคียงกับประสบการณ์ของ สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ อดีตประธานมูลนิธิโลกสีเขียว หนึ่งในคนกรุงเทพฯ แท้ ๆ ที่เติบโตมาในย่านใจเมืองอย่างสุขุมวิท – พร้อมพงษ์ – ทองหล่อ
“ตอนเด็ก เรากับเพื่อนวิ่งเล่นกันในซอยกันได้เป็นปกติ แต่เด็ก ๆ ทุกวันนี้ทำแบบนี้ไม่ได้แล้วเพราะในซอยเต็มไปด้วยรถยนต์”
เธอเล่าว่า นอกจากตรอกซอกซอยในละแวกบ้านจะเต็มไปด้วยการจับจองที่จอดรถแล้ว แทบทุกนาทียังมีรถยนต์สัญจรผ่านไปมาตลอดวัน นอกจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นแล้ว พื้นที่สาธารณะที่คนในชุมชนเคยออกมาใช้ได้อย่างเท่าเทียมก็หายไปพร้อม ๆ กับต้นไม้ใหญ่
“จำนวนของต้นไม้ใหญ่ในชุมชนกำลังถูกแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้างจากการเปลี่ยนมือเจ้าของพื้นที่ เราจึงต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อรักษาต้นไม้ไว้”

อดีตประธานมูลนิธิโลกสีเขียว
แม้การต่อสู้เรียกร้องเรื่องการอนุรักษ์ของ สรณรัชฎ์ จะประสบความสำเร็จและทำให้บริเวณโดยรอบกลายเป็นเพียงไม่กี่ย่านสุขุมวิทที่ยังคงรักษาต้นไม้ใหญ่ไว้ได้ แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่วันนี้กลายร่างเป็นร้านค้าและอาคารจอดรถโดยแทบไม่เหลือพื้นที่สีเขียวอีกต่อไป
สรณรัชฎ์ อธิบายว่า แม้เราไม่อาจหยุดการพัฒนาของเมืองได้ แต่ไม่ควรทำให้เมืองจำกัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน
“เราเห็นความพยายามของกฎหมายในเมืองที่พยายามให้เอกชนมีมาตรการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ในทางกลับกันยิ่งดูเหมือนเป็นการให้เครื่องมือให้นายทุนสร้างตึกสูงได้อีก ในขณะที่ฟากประชาชนต้องสู้อย่างสาหัสในการรักษาต้นไม้เอาไว้”
เธออธิบายว่าการพัฒนาต้องมีระเบียบ ข้อกฎหมายที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน คำนึงถึงวิถีของคนในท้องถิ่นให้มากขึ้น และกรุงเทพฯ ต้องไม่มุ่งสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องมีระบบนิเวศที่ดีเอื้อต่อการมีชีวิต
“เมืองที่ดีต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดีจะทำให้คนได้เติบโตงอกงาม”
สิ่งที่ สรณรัชฎ์ แบ่งปันคงไม่ใช่เพียงเรื่องกายภาพอย่างถนน หรือต้นไม้ใหญ่ที่สูญหาย แต่ยังหมายรวมถึงเรื่อง ชีวิตผู้คน ที่กำลังถูกกีดกันออกไปจากการใช้พื้นที่สาธารณะด้วย

ภายในงาน Bangkok Active Forum ณ สวนลุมพินี
เช่นเดียวกับ ประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งเพจมนุษย์ต่างวัย ที่ใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ในบุคคโล ย่านฝั่งธนย่าน มองว่าทิศทางการพัฒนาเมืองส่วนใหญ่ในบ้านเรามักเน้นหนักที่การพัฒนาสิ่งปลูกสร้างทางกายภาพ แต่กลับหลงลืมชีวิตและจิตวิญญาณของเมือง
“บุคคโลเป็นย่านเก่าแก่ มีของดีประจำถิ่นอย่างร้านข้าวแกงที่คนแถวนั้นรู้กัน แต่ตอนนี้ร้านแบบนั้นแทบไม่เหลือแล้ว”
ประสานเล่าถึงบรรยากาศในอดีตและชีวิตชีวาที่ค่อย ๆ หายไปจากย่านที่เขาเติบโตมาผ่านการพัฒนาเมือง แต่พอถึงช่วงหาเสียงทีไรก็มักได้ยินแต่เป้าหมายการพัฒนาสิ่งปลูกสร้างยิ่งใหญ่ แทบไม่มีใครพูดคนที่อาศัยอยู่ในนถึงการพัฒนาระดับย่าน (Neighborhood) เลย
“ในเชิงจิตใจ เวลาผู้คนแก่ตัวลงก็มักจะอยากอยู่ที่เดิม หากต้องออกไปที่ใหม่ ๆ ก็อาจรู้สึกแปลกแยก ไม่สบายตัว”
ประสาน มองว่า การพัฒนาเมืองควรหันกลับมาควรหันกลับมามองสเกลเล็กในระดับย่านที่ยังมีผู้คนเก่าแก่อาศัยอยู่ด้วย เพราะการพัฒนาอาจกำลังผลักให้ผู้สูงวัยออกไปจากบ้านที่ตัวเองคุ้นเคยไปทีละนิด การพัฒนาย่านโดยมีสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน เหมาะสมกับคนในท้องถิ่นจะทำให้พวกเขาไม่ต้องลำบากทั้งทางร่างกายและจิตใจ และแสดงถึงการโอบกรับทุกคนอย่างเท่าเทียม

ผู้ก่อตั้งเพจมนุษย์ต่างวัย
กรุงเทพฯ – มหานครแห่งความเหลื่อมล้ำ
เสียงสะท้อนจากประสบการณ์ส่วนตัวจากผู้ร่วมวงเสาวนาทั้ง 3 ทำให้เห็นว่าทิศทางของการพัฒนาเมืองกำลังเน้นเรื่องกายภาพเป็นสำคัญ แต่กลับยังขาดมิติด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คน
รศ.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ในฐานะผู้เคยทำงานกับคนไร้บ้าน ชี้ชวนให้มองถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ดูเหมือนกำลังสร้างความไม่สะดวกสบายหรือความไม่สบายใจเล็ก ๆ เหล่านี้กำลังเป็นส่วนประกอบของ ความเหลื่อมล้ำ
เขาอธิบายว่าหากมองอย่างผิวเผิน สวนสาธารณะอาจมีภาพลักษณ์ว่าใคร ๆ ก็มาใช้พื้นที่แห่งนี้ได้ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่สำหรับทุกคน
“เราอาจมองเห็นคนที่มาใช้สวนสาธารณะมีหลากหลายแบบก็จริง แต่หากมองลึกลงไป พวกเขาเป็นคนในคลาสเดียวกันทั้งนั้น ทั้งที่จริงกรุงเทพฯ ยังมีคนอีกหลายชนนั้นที่พวกเขาอาจไม่ได้รู้สึกสบายตัว (comfortable) ในการเดินเข้ามาในสวนสาธารณะก็ได้”
บุศเลิศ บอกว่า นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ว่าจะทำอย่างไรให้เมืองที่หลากหลาย เต็มไปด้วยผู้คนต่างชนชั้นเข้ามาใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม
“คนจนเมืองหรือคนในชุมชนแออัดก็อยากได้พื้นที่สาธารณะเหมือนกัน แต่ความสะดวกสบายและความสามารถในการเข้าถึงของเขายังมีจำกัด” – บุญเลิศ
อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงตัวอย่างของเมืองที่ดีหรือพื้นที่าธารณะต้นแบบ สิงคโปร์ คือหนึ่งในประเทศที่ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุดแห่งหนึ่ง อาจเพราะบริบทที่ใกล้เคียงบ้านเราและมีภาพจำของสวนสาธารณะที่ถูกจัดระเบียบไว้เป็นอย่างดีราวกับยกป่าเขตร้อนมาไว้ใจกลางเมือง
รศ.บุญเลิศ เสริมว่า การนำประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับสิงคโปร์อาจเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว เพราะทุกเมืองมีบริบทเป็นของตัวเอง สิงคโปร์สามารถจัดการเมืองได้ดีเพราะส่วนหนึ่งมาจากการวางรากฐานของนโยบายที่ดีตั้งแต่แรกและให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดสรรที่อยู่อาศัยให้ประชาชนเป็นอันดับแรก
ในขณะที่บ้านเรายังเต็มไปด้วยคนจนเมืองและคนไร้บ้าน วันนี้การพัฒนาเมืองในบ้านเราจึงควรคิดถึงผู้คนก่อนเป็นอันดับต้น และหากเอาแต่คิดเรื่องกำไรสูงสุดโดยไม่สนมิติอื่นอาจทำลายทั้งชีวิตผู้คนและคุณค่าของย่าน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ การขยายถนนในเขตเมือง
“เราเห็นการขยายถนนเพื่อแก้รถติดในซอยปรีดีฯ แน่นอนว่ามันดีที่บริเวณนี้จะกลายเป็นพื้นที่ศักยภาพสูง แต่เสียงคนท้องถิ่นส่วนหนึ่งกลับคัดค้าน เพราะการขยายถนนจะนำมาซึ่งการสร้างตึกสูง แนวทางการพัฒนาที่ไม่คิดถึงชุมชนเช่นนี้จึงทำลายราก ทำลายชีวิตผู้คนในย่าน”
เช่นเดียวกับในตอนต้น ที่ ประสาน พูดถึงเรื่องการพัฒนาย่านในบ้านเกิด จนถึงการขยายถนนย่านกลางเมืองอย่างซอยปรีดีย์ของ บุญเลิศ ทำให้เห็นว่าเรื่องการพัฒนา “ย่าน” เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรโฟกัสให้มากขึ้นหลังจากนี้
ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้ง we!park เสริมว่า การพัฒนาเมืองโดยคำนึงถึงย่านเป็นแนวคิดที่หลายประเทศทั่วโลกคำนึงถึง หนึ่งในนั้นคือ บาเซโลนา ประเทศสเปน
อาดา โคเลา (Ada Colau) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบาร์เซโลนา ได้เคยประกาศถึงนโยบายผังเมืองระดับโลกที่เรียกว่า Superblocks แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ Neighborhood (ย่าน/ละแวกบ้าน) อย่างมาก เพราะเชื่อว่าที่ผ่านการออกแบบเมืองกำลังเดินผิดทิศทาง คือการสร้างเมืองเพื่อรถยนต์และตอบสนองทุนนิยมเท่านั้น แต่เมืองที่แท้จริงต้องถูกออกแบบเพื่อชีวิตของคนในชุมชนต่างหาก เพราะเชื่อว่าสายสัมพันธ์ของผู้คนเหนียวแน่นจะกลายเป็นรากฐานของเมืองที่ดี

ผู้ร่วมก่อตั้ง we!park
“นายกเทศมนตรีเมืองบาเซโลนาเคยให้สัมภาษณ์ว่าการจะสร้างเมืองจะดีได้ ชุมชนละแวกบ้าน (Neighborhood) ต้องดีก่อน เป็นที่มาให้เกิดผังเมืองแบบบล็อกย่อยเพื่อให้คนได้ดูแลกัน
“สำหรับบ้านเรา การพัฒนาเมืองแต่ละครั้งมักเกิดจากปลายทาง เราเห็นการสร้างตรงนั้น ปรับปรุงตรงนี้ผ่านนิยามและความต้องการที่คนอื่นสร้างไว้ให้ แต่กลับไม่เคยมีการสร้างนิยามร่วมกันของคนอยู่ตั้งแต่แรกว่าเขาอยากเห็นเมืองของตัวเองหน้าตาเป็นอย่างไร” ยศพล อธิบาย
ความหวังถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ ต้องแก้ไขระดับโครงสร้าง
หากถามถึงความคาดหวังของผู้คนถึงผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ฯ ทุกคนในที่นี้ล้วนมองเห็นภาพกว้างไม่ต่างกัน คือ การแก้ไขระดับโครงสร้าง
กรุณา อธิบายว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของปากท้องของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่มันกำลังส่งผลกระทบกับทั้งประเทศ
ในวันที่ประเทศไทยกำลังเดิมพันครั้งใหญ่จากปัญหาทางเศรษฐกิจและไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป
“ผู้ว่าฯ คนใหม่จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแรง กล้าเปลี่ยนมายด์เซ็ตในการบริหารประเทศเพื่อปรับโครงสร้างเมืองใหม่ ทั้งหมดนี้ใช้พลังและความกล้าหาญมาก” – กรุณา
ด้าน ประสาน มองเห็นปัญหาในมิติที่ไม่ต่างกัน เพราะปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่เรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐานในกทม. เท่านั้น แต่เป็นเรื่องการกระจายอำนาจทั่วทั้งประเทศ
“อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. คงทำได้แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมของประเทศ แต่หากโครงสร้งหลักยังไม่มีการกระจายอำนาจ ก็ยากที่ประเทศจะไปต่อได้อย่างดี” ประสาน

เห็นได้ชัดว่ากระจุกตัวของความเจริญเฉพาะในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นปัญหา หากปล่อยให้เนิ่นนานต่อไป กทม.คงไม่ต่างอะไรกับปริสิตที่ดูดกินความศิวิไลซ์
“ทุกวันนี้ กรุงเทพฯ กำลังหัวโต เป็นเมืองปรสิตที่กำลังกอบโกยทรัพยากรจากประเทศไปมหาศาล” สรณรัชฎ์ เสริม
เธอเล่าต่อไปอีกว่า หากเปลี่ยนยุทธศาสตร์เมืองให้มีการกระจายทรัพยากรจากกรุงเทพฯ ออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้างความก้าวหน้าให้ทั้งประเทศได้
ด้าน ยศพล ชวนมองไปถึงภาพที่ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ แต่คือรูปแบบของการพัฒนาเมืองที่หลายแห่งทั่วโลกกำลังทำ หนึ่งในนั้นคือโมเดลสำคัญอย่าง Gelephu Mindfulness City (GMC) หรือเมืองแห่งสติ ซึ่งเป็นเขตบริหารพิเศษ (SAR) ของประเทศภูฏาน เมืองที่เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ผู้นำที่ตั้งใจพัฒนาให้กลายเป็นเมืองต้นแบบ และนำไปสู่การโอบอุ้มพัฒนาพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศต่อไป
“หากเราออกแบบกรุงเทพฯ ได้แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้รูปแบบเดียวกันนี้เป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองอื่น ๆ ที่เหลือในประเทศต่อ เพราะการพัฒนาครั้งนี้ต้องไม่ใช่สำหรับกทม.เท่านั้น แต่คือการทำเพื่อทั้งประเทศ”
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญและเร่งด่วนในเวลานี้คงไม่สามารถทำได้ด้วยภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ยศพล มองว่าควรตั้งหลักจากการทำงานร่วมกันของ รัฐ เอกชน และชุมชนในท้องถิ่น หลอมรวมทิศทางการทำงานให้อยู่ใน roadmap เดียวกัน เพื่อคิดและออกแบบร่วมกัน
“วิธีคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะในบ้านเรายังต้องการไอเดีย หรือจินตนาการใหม่ ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใหม่ที่แตกต่างกว่าที่เคย” ยศพล
“ในเมืองที่เหลื่อมล้ำ ต่อให้คุณอยู่สบาย คุณก็มีความสุขไม่ได้หรอก”
หากถามถึงความหวัง และความฝันที่มีต่อเมืองกรุงแห่งนี้ พบว่าความปรารถนาของทุกคนไม่ได้เกินเลยไปกว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ของผู้คน
สรณรัชฎ์ ส่งเสียงอย่างมีความหวังว่า เมืองที่ดีจำเป็นต้องมีเรื่องพื้นฐานอย่างอากาศที่ดีและมีความหลายทางชีวภาพ
“ทุกวันนี้เราสร้างเมืองให้รถยนต์ แต่ไม่ได้สร้างเมืองให้คนและสิ่งมีชีวิต เมืองที่ดีจึงต้องไม่ใช่เมืองที่สวยสะอาดตาแบบที่เรียกว่า เขียวสเตอริไลส์ เท่านั้น แต่ต้องเป็นเมืองที่โอบรับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต”
เธอบอกว่าปัญหาสำคัญของเมืองตอนนี้คือการมีจำนวนรถยนต์ที่มากเกินไป เมืองที่ดีควรมีทางให้จักรยาน มีทางให้คนเดิน และต้องการความหลากหลายทางชีวภาพของทุกสรรพชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนกันโดยไม่ลืมเรื่อง climate change ที่กำลังเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลก
ด้าน ยศพล เสริมว่า เมืองจำเป็นต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกลับนิเวศของพื้นที่ บ้านเราเป็นเมืองเขตร้อนชื้น แต่การออกแบบที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการอ้างอิงแบบตะวันตก เมื่อเกิดภัยธรรมชาติจึงทำให้เกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง ถัดจากนี้จึงควรตั้งหลักการออกแบบเสียใหม่ สร้างเมืองให้เหมาะสมกับพื้นที่
“เมืองที่ดีไม่ได้มีบรรทัดฐานแค่แบบเดียว แต่เมืองที่ดีต้องออกแบบให้สอดคล้องกับย่าน ให้คนได้อออกมาใช้ชีวิต”
เขาอธิบายว่าแนวทางหนึ่งที่ดี คือ Co-investment หรือการชวนเจ้าของพื้นที่แชร์ทรัพยากรร่วมกัน จะทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมและพื้นที่ศักยภาพที่รกร้างถูกนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้นด้วย
ในขณะที่การสร้างพื้นที่สีเขียวเป็นรากฐานยังคงเป็นวัคซีนที่ดีของเมืองและเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจด้วย
ด้าน รศ.บุญเลิศ สะท้อนความหวังต่อเมืองกรุงเทพฯ ว่ายังคงต้องอยากเห็นการแก้ไขเรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นหลัก
“เวลาเราพูดเรื่องเมือง เรามักพูดอยู่บนพื้นฐานของชนชั้นกลางเป็นหลัก คนกลุ่มนี้อย่างน้อยก็มีบ้าน ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย แต่ยังมีคนอีกมากที่แทบไม่มีที่นาน เรากำลังทำราวกับว่าเมืองนี้ไม่มีความเหลื่อมล้ำอยู่เลย”
เขาอธิบายว่าวันนี้กรุงเทพฯ ยังแวดล้อมไปด้วยคนที่ยังเดือดร้อนเรื่องปัจจัยสี่ แต่เหตุใดเมืองไม่เคยคิดถึงความหลากหลายของชีวิตผู้คน จึงอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ทุกคนมีที่อยู่อาศัยและความปลอดภัยบนท้องถนน ผู้คนในเมืองถูกมองเห็นอย่างเท่าเทียม และอยู่ในเมืองนี้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
โดยจำเป็นต้องมีพื้นที่สาธารารณะที่เหมาะสมที่ไม่ได้มีไว้สำหรับชนชั้นกลางเท่านั้น แต่ต้องให้คนจนเมืองเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่กระอักกระอ่วนเกินไป
“เวลาคิดถึงสวนสาธารณะ เราชอบคิดถึงสวนใหญ่ ๆ ใจกลางเมืองที่ต้องขับรถไปเพื่อออกกำลังกายใช่ไหม แต่สวนที่ทำงานกับคนได้จริง ๆ คือสวนที่อยู่ใกล้บ้านที่แค่เดินไปไม่กี่นาทีก็ถึงต่างหาก”

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ตัวอย่างหนึ่งที่ รศ.บุญเลิศ หยิบยกมาเล่าคือประสบการณ์จาก เมืองเมเดยิน ประเทศโคลอมเบีย
นับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา เมืองเมเดยิน ได้รับฉายาว่าเป็น เมืองหลวงแห่งการฆาตกรรมของโลก (murder capital of the world) กระทั่ง เซอร์จิโอ ฟาจาร์โด (Sergio Fajardo) นายกเทศมนตรีเมืองเมเดยิน (2003-2007) เริ่มเดินหน้าพัฒนาเมืองด้วยนโยบายการลงทุนด้านสาธารณะ (public investment)
ภายในระยะเวลาเพียงราว 20 ปี เมืองเมเดยินเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างรวดเร็ว จากเมืองที่อันตรายที่สุดในโลสู่การเป็นเมืองที่เป็นมิตร (friendly city) ด้วยวิธีการที่เรียบง่ายและเป็นพื้นฐานอย่างการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค ขนส่งมวลชนที่ทั่วถึง (และเข้าถึง) และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ การสร้างสวนสาธารณะเล็ก ๆ ใกล้บ้าน
“ย่านสถานีรถไฟหลายแห่งในเมืองจะมีสวนหย่อมเล็ก ๆ ให้คนนั่งเล่น และมีสวนสาธารณะเล็ก ๆ กระจายตามจุดต่าง ๆ ของเมืองที่ดูแลโดยชาวเมืองในย่านนั้นเอง วิธีแบบนี้ทำให้คนชุมชนใช้พื้นที่ได้อย่างปลอดภัยและเป็นมิตร” รศ.บุญเลิศ
ในขณะที่ประสบการณ์จากอีกฟากโลกหนึ่งจากประเทศนอร์เวย์ ของ กรุณา ก็สะท้อนในทางกลับกันว่านอกจาการมีโครงสร้างพื้นที่สาธารณะที่ดีแล้ว ทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองเองก็ต้องเป็นสิ่งที่ต้องปรับด้วย
“คนไทยมีนิสัยกลัวร้อน หากอากาศร้อนจะหลบเข้าห้างหรือไม่อยากออกจากบ้าน พอเข้าหน้าฝนก็กลัวเปียก เพราะต้องใช้รถสาธารณะ เมืองนี้มันทำให้คนกลัวการใช้ชีวิต”
แต่ที่นอร์เวย์ไม่เป็นเช่นนี้ กรุณา เล่าว่า แม้วันนั้นสภาพอากาศหนาวจัดเพียงใด แต่ชาวนอร์เวย์ยังต้องออกจากบ้านทุกวันเพื่อไปหาเวลาอยู่กับธรรมชาติ
“ชาวนอร์เวย์เชื่อว่าไม่มีอากาศที่ไม่ดี มีแต่การสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสม”
ฉะนั้น เมืองต้องออกแบบให้คนใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างราบรื่นและยังรู้สึกปลอดภัยโดยไม่ต้องกลัวการอยู่กับธรรมชาติอีกต่อไป
ท้ายที่สุด ข้อสรุปของภาพฝันที่มีต่อเมืองมหานครแห่งนี้คงยังก้าวไม่พ้นการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี และที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่คนในเมืองยังคงไม่ได้รับทั่วถึงและเท่าเทียม ตราบใดที่เมืองนี้ยังมีใครบางคนไม่มีที่นอน ยังไม่มีอาหารให้อิ่มท้อง
“ในเมืองที่เหลื่อมล้ำ ต่อให้เราอยู่สบาย เราก็มีความสุขไม่ได้หรอก” รศ.บุญเลิศ ทิ้งท้าย

