“ข่าวดี เราจะอยู่กันนาน ๆ ข่าวร้าย คือ เราจะอยู่กันอย่างสุขภาพดีไหม มีตังค์หรือเปล่า ?”
แม้ดูเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่ถ้ามองในมุมของ จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือที่รู้จักกันในนาม โค้ชหนุ่ม เจ้าของเพจ The Money Coach เพจที่ได้รับความไว้วางใจจากใครหลายคนให้เป็นที่พึ่งด้านการลงทุนและการวางแผนการเงิน เรื่องนี้ก็อาจหาคำตอบได้ไม่ยากนัก
ในโลกการแพทย์สมัยใหม่ ข่าวดีและข่าวร้ายนี้กำลังจะเป็นสิ่งที่เราต่างต้องเตรียมรับมือ ไม่ใช่แค่เฉพาะแค่คนวัยหนุ่มสาว แต่ใน ผู้สูงอายุ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ความท้าทายที่ทำให้ผู้สูงวัยต้องเผชิญมากขึ้น คือ ร่างกายที่อาจเป็นข้อจำกัดจนทำให้ไม่สามารถหาเงินได้เหมือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการเป็นคนสูงวัยก็ไม่ใช่น้อย ๆ ถึงแม้จะบอกว่ากินน้อย ไม่ซื้อเสื้อผ้า ไม่เที่ยวเยอะ แต่ก็ยังมีบิลค่ารักษาและดูแลสุขภาพที่จ่ออยู่ทุกเดือน
“มีคนมาถาม ว่าจัดการเงินในช่วงโควิดต้องทำยังไง ? ซึ่งเบื่อมากและไม่อยากให้สัมภาษณ์ เพราะว่าการวางแผนการเงินก่อนโควิด มันควรจะทำตั้งแต่แรก ไม่ใช่โควิดมาแล้วค่อยมาจัดการ อย่างตอนนี้ปิดช่องแคบฮอร์มุส ก็ต้องมีวางแผนการเงินช่วงปิดช่องแคบ ถามว่าทำไม ? ไม่วางแผนกันก่อนปิดช่องแคบ”
โค้ชหนุ่ม ตั้งคำถาม
วิกฤตมาก่อน แผนสำรองมาทีหลัง หลายคนเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ไม่ได้วางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า ก็เกิดอาหารตื่นตระหนก และกังวลเอามาก ๆ
เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ไปถึงจุดที่ต้องกังวลในภายภาคหน้า โค้ชหนุ่ม จึงสกัดประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เราได้เอาข้อมูลไปใช้ เป็นคู่มือในยามชรา เด็กฟังได้ ผู้ใหญ่ฟังดี คนสูงวัยฟังด้วยจะยิ่งดีมาก
สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านเวทีทอล์คที่ชื่อว่า จะอยู่สั้นหรืออยู่ยาว ชีวิตก็ต้องมี “แผนการเงิน” ส่วนหนึ่งในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ลอง GEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม
สูงวัยไว แต่นโยบายตามไวหรือยัง ?
ถ้ามีใครมาถาม…คิดว่าตัวเองจะมีอายุไปถึงเมื่อไหร่ ? ส่วนใหญ่คงจะตอบว่า 70-80 ปี บ้างก็คงจะบอกว่า อยู่ได้ถึง 80 ปลาย ๆ ก็ถือว่านานมากแล้ว แต่ข้อสันนิษฐานของ โค้ชหนุ่ม ที่มาจากงานวิจัย คือ คนในช่วงอายุ 50 ปี มีโอกาสที่จะอยู่ 84+ นั่นหมายความว่าเราจะต้องอยู่ต่ออีกตั้ง 35 ปี กว่าจะถึงวันที่หมดลมหายใจ

ข้อมูลจาก WHO ระบุว่า ภายในอีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรสูงวัยจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เพราะฉะนั้น ภายในปี 2050 เราจะมีประชากรสูงวัยราว 2.1 พันล้านคน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลกที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
เรามักได้ยินกันบ่อยว่าประเทศเข้าสู่ช่วง สังคมสูงวัย (Aging Society) แต่ตอนนี้สังคมไทยมีความหนาแน่นของผู้สูงวัยมากขึ้น ทำให้ไม่ใช่แค่การเข้าสู่สังคมสูงวัยธรรมดา แต่เป็น สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ที่หมายถึงการมีผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากรในประเทศ และที่สำคัญเราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยได้ “ไว” กว่าหลายประเทศมาก โดยใช้เวลาแค่เพียง 19 ปีเท่านั้น
“อย่างประเทศอังกฤษใช้เวลา 45 ปี ในการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย สหรัฐอเมริกา 69 ปี และฝรั่งเศส 115 ปี แต่เราใช้เวลาแค่ 19 ปี ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว แสดงว่าเขาเก็บภาษีแพง และเตรียมสวัสดิการให้คนเกษียณ แต่เราเป็นประเทศกำลังพัฒนา เรื่องเงินมันอันตรายมาก มีข้อมูลว่า ประมาณเกือบ 32% ของผู้เกษียณทั้งหมด อยู่ได้ด้วยเงินของลูกหลาน นั่นคือภาวะที่น่ากลัวมาก เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ไม่มีตังค์ใช้”
โค้ชหนุ่ม สะท้อนภาพ
ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ มีสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยและรายได้ทั่วไป โดยวัยเกษียณที่มีรายได้น้อยจะได้รับ การันตีเครดิต (Guarantee Credit) เป็นการสนับสนุนเงินรายสัปดาห์ให้สอดคล้องไปกับค่าครองชีพ ข้อมูลจาก Numbeo ยังระบุว่า ค่าครองชีพปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 832.2 ปอนด์ต่อเดือน สำหรับคนที่อยู่คนเดียว และ 2884.2 ปอนด์สำหรับคนที่มีครอบครัว
โดยการันตีเครดิตจะท็อปอัพให้คนผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ตามสถานะที่ต่างกันออกไป สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวจะได้รับเงิน 238 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ส่วนคนที่มีคู่จะได้รับการสนับสนุน 363.25 ปอนด์ต่อสัปดาห์
นอกจากนี้ยังมี นโยบายสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยและบ้านพักพิง ให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย ซึ่งเป็นแคร์โฮมที่ให้บริการสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้ทำกิจวัตรประจำวัน มีให้ตั้งแต่คนอื่นต้องการการพึ่งพิงน้อยไปจนมาก ขณะเดียวกันคนที่ประสงค์ที่จะพักบ้านตัวเองต่อ ก็สามารถยื่นเรื่องขอการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เขากับตัวเองได้เช่นเดียวกัน
ตัดภาพมาที่บ้านเรา นโยบายหลักของภาครัฐที่สนับสนุนผู้สูงวัย คือ การดำเนินการผ่านเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ โดยแบ่งสัดส่วนเบี้ยแบบขั้นบันได กลุ่มอายุ 60-69 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 600 บาท อายุ 70-79 ปี ได้รับเดือนละ 700 บาท อายุ 80-89 ปี ได้รับเดือนละ 800 บาท และ อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเดือนละ 1,000 บาท

ภาครัฐเองก็ได้ให้การสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัย โดยให้งบประมาณปรับปรุงบ้านเพื่อให้ที่อยู่อาศัยมีความปลอดภัย เหมาะสมกับการใช้งานของผู้สูงวัย เช่น เปลี่ยนโถสุขภัณฑ์จากนั่งยองเป็นนั่งราบ ติดราวจับพยุงตัว ทรงตัว เป็นต้น ซึ่งจะมอบให้สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐมาก่อน หรือได้รับมาแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ
ผู้สูงวัยยุคใหม่ ต้องมีเท่าไหร่ ? ถึงจะพอ
“แทนที่จะเป็นรอให้เกษียณก่อน มันต้องเปลี่ยนเป็นค่อย ๆ ชะลอลง ถ้ายังมีรายได้อยู่จะดีมาก”
ไม่ใช่ว่าอายุ 60 ปี แล้วต้องหยุดพักทุกอย่างโดยทันที โค้ชหนุ่ม มองว่า ให้เกษียณแบบค่อยเป็นค่อยไป (Phased retirement) ลดบทบาทต่าง ๆ แต่ไม่ได้หยุดทันที เช่น จากการทำงาน 8-10 ชั่วโมงทุกวัน อาจจะขอลดเหลือแค่ 3 วันต่อสัปดาห์ เปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้บริหารไปเป็นการทำงานด้านที่ปรึกษา หรือลองมองหาสายงานใหม่ ๆ ที่ทำตามความชอบของตัวเอง เพื่อให้ทำได้สบายใจขึ้น และมีรายได้ไปด้วย
“พบว่าคนที่เกษียณแล้วยังทำงานต่อ ยังมีรายได้ ความมั่งคั่งของครัวเรือนสูงกว่า เพราะมันทยอยใช้เงินช้ากว่า และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของอัตราการซึมเศร้า บางคนหยุดงานทันที ก็ว่าง จากที่เคยตื่นเช้า ก็งงกับชีวิต ไปที่ทำงานอย่างน้อยเจอน้องทักทายพูดคุย อันนี้เป็นไง สโลว์ไลฟ์ช่วงแรก จากนั้นก็สโลว์ไปเรื่อย”
โค้ชหนุ่ม สะท้อนความจริง
หลายคนเข้าใจว่าพอเกษียณแล้วทุกอย่างจะหายไปทันที ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้สูงวัยหลายคนยังมีคุณค่า มีความรู้ มีศักยภาพที่ยังเป็นประโยชน์อยู่มาก สิ่งเหล่านี้ คือ ทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่ถูกมองข้าม โค้ชหนุ่ม มองว่า ประสบการณ์กว่า 30 ปีที่สะสมมาในระหว่างประกอบอาชีพ คือ สินทรัพย์ที่เราต่างลงทุนมาทั้งชีวิต ไม่ควรจะถูกโยนทิ้งไปเพราะเกษียณ
ตัวอย่างอาชีพที่ โค้ชหนุ่ม ยกมาแนะนำมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ที่ปรึกษา โค้ชชิ่ง เริ่มธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองง่าย ๆ ผ่านการทำอาหาร งานฝีมือ หรือจะทำคอนเทนต์ เขียนหนังสือ
ข้อต่อมาที่สำคัญ คือ การพยายามให้ตัวเองไม่เป็นหนี้ในช่วงบั้นปลายชีวิต อย่างที่กล่าวไปว่าเมื่อสูงวัยขึ้น ความสามารถในการหาเงินให้เทียบเท่าเมื่อก่อนอาจจะลดลง เพราะฉะนั้นการชำระหนี้อาจจะยากขึ้น ยิ่งถ้าเกิดอุปสรรคทางร่างกายขึ้น การเป็นหนี้ไปด้วยจะทำใช้ชีวิตยากมากขึ้น
หนี้ในที่นี้ยังรวมไปถึง การเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่ง โค้ชหนุ่ม เห็นว่า ในตอนที่แก่ตัวแล้วยังต้องจ่ายค่าเช่าบ้านอยู่ มันทำให้ไม่ได้อยู่ในความปลอดภัยเท่าที่ควร
4 ล้าน คือ เงินออมในอุดมคติ เพื่อ ‘ผู้สูงวัย’ อยู่ได้อย่างปลอดภัย
“คนส่วนใหญ่เริ่มหาข้อมูลด้านการเงินตอนอายุ 32 ปี แต่เริ่มเก็บเงินเกษียณตอนอายุ 41 ปี น่าจะเป็นเพราะว่ารายได้มันพอสมควรแล้ว เริ่มมีเงินเหลือ ตอนอายุน้อย ๆ คิดเรื่องเกษียณไปมันก็ไม่มีเงินเก็บ แต่อยากจะบอกว่า ถ้ามีเป้าหมาย คือ 4 ล้าน ถ้าเริ่มเก็บตอนอายุ 41 ปี จริง ๆ ผลตอบแทนไม่ต้องสูงมาก เฉลี่ย 5% ต่อปีโดยประมาณ ต้องออมเดือนละ 9,000 บาท”
โค้ชหนุ่ม อธิบาย

แต่ไม่ใช่ว่ามี 4 ล้าน แล้วใช้รวดเดียวหมด การแบ่งเงินเป็นก้อนโดยใช้ปีเป็นการจัดการ จะช่วยให้เราอยู่กับเงินที่มีได้ยั่งยืนขึ้น โดย โค้ชหนุ่ม แบ่งออกมาเป็น 3 ก้อนดังนี้
- ใช้ก่อน : เป็นเงินที่ใช้ในช่วง 0-2 ปีแรก สามารถเอาไปลงทุนในกลุ่มกองทุนตลาดเงินและพันธบัตรระยะสั้นได้
- ใช้ระยะกลาง : เงินที่ใช้ในช่วง 2-7 ปี สามารถเอาไปลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีและหุ้นปันผล
- ใช้เติบโตระยะยาว : ใช้ในช่วง 7 ปีขึ้นไป สามารถเอาไปลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์เติบโต
“มันไม่ใช่การมานั่งคิดว่าตอนวิกฤตแล้วเราจะจัดการเงินยังไง คนที่รอดทุกสภาวการณ์คือคนที่มีแผนการเงินอยู่ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรผมอยู่ได้ อาจจะเป็นความโชคดีที่เกิดวิกฤตในชีวิตตั้งแต่ปี 40 พอผ่านทุกอย่างมาได้ บอกกับตัวเองว่า เฮ้ย จะไม่จนเหมือนเดิมแล้ว เพราะฉะนั้นหาเงินได้จะเผื่อไว้ตลอดเวลา”
โค้ชหนุ่ม ขยายความ

โค้ชหนุ่ม ไฮไลท์ 2 สิ่งที่ทุกคนควรมีเมื่อเจอกับยามวิกฤต คือ
- Emergency Fund : กองทุนฉุกเฉินระยะ 6-12 เดือน เป็นจำนวนเงินของรายจ่าย เพราะต้องมีใช้ในยามฉุกเฉิน จึงควรเป็นเงินที่เก็บไว้ในบัญชีที่เข้าถึงได้ทันที และมีไว้เพื่อป้องกันการเทขายสินทรัพย์ตอนตลาดตก โค้ชหนุ่มแนะนำว่าการมีเงินสะสมในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จะช่วยเพิ่มโอกาสมีกองทุนฉุกเฉินได้ 25-29%
- Financial Literacy : ความรู้ทางการเงินที่ใช้ได้จริง โค้ชหนุ่มไปค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า คนที่มีความเข้าใจและความรู้เรื่องการเงินจะเปราะบางมากกว่าคนทั่วไป 3 เท่า ความเข้าใจนี้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน อย่างน้อยๆ ควรเข้าใจนิยามทางการเงินง่ายๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และผลตอบแทน และที่สำคัญต้องเท่าทันการเงินในยุคดิจิตอล เพื่อป้องกันไม่ให้โดนหลอกจากมิจฉาชีพ
“มนุษย์เราพอมันมีกันชน ชีวิตมันง่ายขึ้น ลองหาความรู้ทางด้านการเงิน เราเรียน 16 ปีเพื่อแลกกับเงินเดือนหลักหมื่น เราเรียนได้ แต่พออยากจะทำให้เงินเราโต จัดการได้ เรากลับไม่เรียน แล้วก็ใช้วิธีการถามคนอื่นแทน แบบนี้อย่าทำ”
โค้ชหนุ่ม ทิ้งท้าย
ในเมื่อเรายังต้องอยู่กันยาว ๆ มุมมองในชีวิตจึงสำคัญมาก หลายคนอาจจะต้องปรับความคิดที่ว่า อยู่อีก 20 ปีก็พอ ให้กลายเป็น “อาจจะต้องอยู่ 80+” เพื่อช่วยให้มีการวางแผนตลอดชีวิต ไม่ใช่ช่วงเดียวเท่านั้น เน้นไปที่ความสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เพราะที่ผ่านมาการเร่งเก็บ รีบลงทุน ส่งผลให้คนยอมลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจมันมากพอ หรือลงในทุนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเราอยากรีบใช้เงิน
เพราะเมื่ออายุยืนขึ้น ความท้าทายจึงไม่ใช่การหาเงินเก็บให้ได้เร็วที่สุด แต่คือการทำให้เงินก้อนนั้นอยู่กับเราได้นานพอ ๆ กับชีวิตที่ยืนยาวขึ้นนั่นเอง
อ้างอิง
Cost of Living in United Kingdom. Prices in United Kingdom. Updated Jun 2026

