ในโลกที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง…และในสังคมที่ยังตั้งคำถามกับ ผู้หญิง มากกว่า ระบบ การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ต้องใช้ทั้งเวลา พลัง และต้นทุนมหาศาล จนคำว่า แม่ Full-time กลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในชีวิตจริง โดยเฉพาะกับอาชีพที่แทบไม่มีเวลางานตายตัวอย่าง นักข่าว
เมื่อเส้นตายของข่าววิ่งเร็วกว่าอายุครรภ์ เมื่อสนามข่าวไม่เคยหยุดรอใคร และเมื่อสิทธิสวัสดิการของแรงงานสื่อที่ตั้งครรภ์ ยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร
เมื่อ วันนักข่าว (5 มีนาคม) และ วันสตรีสากล (8 มีนาคม) อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน The Active จึงชวนมองบทบาทของ มนุษย์แม่ ในวันที่ยังเดินอยู่บนเส้นทางสื่อสารมวลชน สำรวจประสบการณ์ของ Part-time journalist ที่ในความเป็นจริงอาจไม่มีอยู่จริง สำหรับอาชีพที่ข่าวเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เพราะท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่ไหลเร็วไม่หยุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ผู้หญิงจะทำหน้าที่แม่ได้ดีแค่ไหน ? แต่คือ ระบบนิเวศของวิชาชีพสื่อ พร้อมแค่ไหน ? ที่จะรองรับชีวิตของคนทำข่าวที่กำลังจะเป็นแม่
‘เวลา’ ปัจจัยหลักที่ทำให้การเป็นแม่ Full-time เป็นไปไม่ได้
“ในความรู้สึก เราเป็นแม่ Full-time แต่ในความเป็นจริง งานมันเอาเวลาของเราไปหมดเลย”
คำตอบจาก แม่เอิญ – อรวรรณ สุขโข นักข่าวภาคสนามที่ผันตัวเองมาทำงานเบื้องหลังในกองบรรณาธิการข่าว หลังกลายเป็นคุณแม่ลูก 2 สะท้อนมุมมองระหว่างการเป็น นักข่าว และการเป็น แม่ ได้อย่างตรงไปตรงมาว่าหน้าที่ไหนสำหรับเธอ ที่เป็นงาน Full-time หรือ Part-time มากกว่ากัน

ชีวิตในแต่ละวัน ตื่นมาเช้ามืดก็ต้องทุ่มเวลาไปกับการเตรียมความพร้อมให้ลูกสาวคนโตก่อนไปโรงเรียน พร้อม ๆ กับการดูแล ซื้อหา อาหารไว้สำหรับสมาชิกในครอบครัว จากงานที่บ้าน สายหน่อยก็เดินทางมาถึงที่ทำงาน เข้าสู่กระบวนการผลิตรายการข่าวตั้งแต่สิบโมงไปจนถึงค่ำ เมื่อกลับถึงบ้านไม่นานก็ต้องพาลูกเข้านอน
“ถึงบ้านสองทุ่มครึ่ง วางกระเป๋าเสร็จ เอาลูกคนเล็กเข้าเต้า รีบเอาตัวเองอาบน้ำ เพราะต้องเอาคนโตเข้านอน ไม่เกินสามทุ่มครึ่ง ถ้ามีเวลาเล่นกับเขาบ้างเล็กน้อย อ่านนิทานกันทุกวัน อย่างน้อยสัก 1 เล่ม แต่เห็นไหมเวลามันเหลือน้อยแล้ว”
แม่เอิญ สะท้อนภาพความจริง
ถึงเธอจะมีสามีช่วยดูแลลูกในช่วงที่ยังไม่ถึงบ้าน แต่แม่เอิญก็ยังต้องพาลูกคนโตเข้านอนด้วยตัวเอง เพราะลูกติดแม่ เสร็จแล้วก็ใช่ว่าหน้าที่ของเธอจะจบลง เพราะลูกคนเล็กวัยเพียง 1 ขวบ ยังไม่เลิกเต้า แม่เอิญจึงยังต้องตื่นตามนาฬิกาชีวิตของทารกเพื่อให้ลูกได้กินนม และเริ่มวันใหม่วนลูปไปแบบนี้แทบทุกวัน
แม้จะไม่ต้องลงพื้นที่ทำข่าวเหมือนในอดีตในฐานะนักข่าวภาคสนาม แต่ภารกิจที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน กลับยังต้องรับมือกับความเครียดที่ตามมาจากงานหน้าจอ และประเด็นข่าว เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน
แม่เป้ – สุจิตรา สร้อยเพชร เป็นนักข่าวอีกคนที่รับบทบาทความเป็นแม่ไม่ต่างจากแม่เอิญ จนถึงขั้นว่าเคยกระเตงลูกชายคนโตออกไปลงพื้นที่ทำข่าวมาแล้ว นั่นทำให้มุมมองในฐานะนักข่าว กับความเป็นแม่ จึงไปในทิศทางเดียวกัน
“พี่ให้เวลากับงานข่าวมากกว่าที่ให้กับลูก ก่อนหน้านี้เราต้องวิ่งข่าวสถานการณ์ ถ้ามีเหตุเราก็ต้องไป พอเราเสร็จจากพาร์ทมนุษย์เงินเดือน กลับไปบ้าน กำลังจะเปลี่ยนเป็นแม่ แต่ในพาร์ทมนุษย์แม่ เราก็ยังมีงานเข้ามาแทรกต่อด้วย เท่ากับว่าใน 1 วัน เราทำงานข่าว Full-time มากกว่า”
แม่เป้ ยอมรับ

แม่เป้ ยังสะท้อนภาพกระบวนการการทำงานข่าวที่ต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา บางครั้งจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องโทรเช็ก สัมภาษณ์แหล่งข่าว แม้จะอยู่ในช่วงที่ต้องดูแลลูกก็ตาม และด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ การหยุดทำงานประจำจึงไม่อยู่ในตัวเลือก ชีวิตของคนข่าวจึงจำเป็นต้องดำเนินต่อไปพร้อม ๆ กับบทบาทการเป็นแม่ที่เข้มข้นไม่แพ้กัน
“แค่รู้สึกว่า ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากมีครอบครัว อยากมีลูก แต่ฉันก็ไม่ได้เอาลูกมาเพื่อให้การทำงานแย่ลง หรือการทำงานของเราด้อยประสิทธิภาพลงไป เราพยายามทำให้ทุกคนเห็นว่า เราทำได้ทั้ง 2 อย่างเป็นอย่างดี”
แม่เป้ ย้ำความตั้งใจ
ข้อมูลจากงานวิจัย On Being a Good Worker, a Good Mother, a Good Carer: Women Journalists, Motherhood, and Caregiving ซึ่งเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Journalism Studies พบว่า แม่ที่เป็นนักข่าวมักเผชิญกับความขัดแย้งระหว่าง การเป็นแม่ที่ดี และ การเป็นนักข่าวอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และไม่แน่นอน ทำให้แบ่งเวลาเลี้ยงลูกยาก โดยเฉพาะช่วงปีแรก ที่ลูกต้องการการดูแลใกล้ชิด
ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นปัญหาใน มิติเชิงวัฒนธรรม ด้วยวัฒนธรรมการทำงานข่าวที่ทำให้การทำงานนอกเวลากลายเป็นเรื่องปกติ อาจส่งผลให้แม่ที่เป็นนักข่าวหลายคนต้องชะลอ หรือหลีกเลี่ยงการมีลูก ลดบทบาทจากสายข่าว เพื่อมาดูแลลูก หรือแม้กระทั่งยอมอยู่กับภาวะเหนื่อยล้าและแบกรับภาระเกินกำลังอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์นี้ มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เคยให้ความเห็นถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของนักข่าวภาคสนาม ไว้ว่า
“วงการสื่อไทยมีวัฒนธรรมการทำงานหนัก
จนเกินขีดจำกัด (Overwork Culture) มานาน”
พร้อมแนะนำให้องค์กรวิชาชีพสื่อ ควรหันมาสนใจ ผลักดันคุณภาพชีวิตของนักข่าวภาคสนามให้ดีขึ้น ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด และมีกำหนดชั่วโมงทำงานสูงสุดอย่างเป็นจริง มีวันพัก วันชดเชย ให้ตรงตามกฎหมาย
ประเทศไทยเพิ่งประกาศใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2568 (ฉบับที่ 9) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ใจความสำคัญ คือ การเพิ่มสิทธิลาคลอดของมารดา จาก 98 วัน เป็น 120 วัน โดยได้รับค่าจ้างในระหว่างลาคลอดบุตรไม่เกิน 60 วัน
จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ให้ความเห็นว่า แม้ปัจจุบันกฎหมายเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วันแล้ว แต่การผลักดันให้เกิดสิทธิลาคลอด 180 วัน ยังคงเป็นเรื่องจำเป็น และช่วงเวลาหลังคลอดนับว่าเป็นช่วงสำคัญ ทั้งในแง่การเติบโตของเด็ก และการฟื้นฟูร่างกายของแม่ แต่ประเด็นเหล่านี้กลับไม่ถูกพูดถึงเท่าที่ควร
“มันเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการต่อรองของคนงานหญิง ขึ้นอยู่กับนายจ้าง เขาเห็นใจผู้หญิงหรือเปล่า มันคือกระบวนการที่นายจ้างต้องเข้าใจเรื่องนี้ กระทรวงที่ดูแลเรื่องนี้เองก็จะมองแค่เรื่องสิทธิอย่างเดียว แต่ไม่มองว่านี่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิต มันเป็นเรื่องที่ต้องมองให้ครบลูป”
เขายอมรับด้วยว่า สิทธิหลังคลอดของแม่และเด็ก ยังไม่สามารถผลักดันให้ครอบคลุมได้มากกว่านี้
สวัสดิการ 2 ขยัก ของชีวิตนักข่าว ที่เป็นมนุษย์แม่
ปัจจุบันแม่ที่เป็นนักข่าว สามารถรับสิทธิสวัสดิการเกี่ยวกับการคลอดบุตรจาก 2 ระดับ คือ สวัสดิการจากรัฐ ประกันสังคม กฎหมายแรงงาน และ สวัสดิการจากองค์กรสื่อ รวมถึงสมาคมสื่อต่าง ๆ ที่ตนสังกัด
1. ประกันสังคมมีสิทธิลาคลอดบุตร สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33 ดังต่อไปนี้
- ค่าคลอดบุตร 15,000 บาทต่อครรภ์
- ค่าสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร โดยเบิกได้ 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลา 90 วัน สูงสุด 2 ครั้ง และไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
- ค่าฝากครรภ์ เบิกได้ 5 ครั้ง โดยมีวงเงินรวม 1,500 บาท
- เงินสงเคราะห์เพื่อการเลี้ยงดูบุตร 1,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 6 ปี
แต่ก็ยังคงมีเสียงสะท้อนว่า การได้รับสิทธิเหล่านี้ ยังมีเงื่อนไข รายละเอียดอีกมาก และอาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
“สงเคราะห์บุตรมันมีเงื่อนไขนะ พี่กับสามีไม่ได้ เพราะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ก็เลยทำให้พี่เสียสิทธิ์ไป”
แม่เป้ สะท้อนความเห็น
เธอยังมองว่า กฎหมาย และ สวัสดิการเพื่อแม่และเด็ก ไม่ควรจะมีเงื่อนไขใด ๆ หากตั้งใจจะให้เงินแรกเกิดสำหรับเด็กทุกคน สวัสดิการนี้ควรเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน และแม่ 1 คน ควรจะได้สิทธินั้นไปโดยอัตโนมัติ
“ส่วนใหญ่พี่ใช้สิทธิประกันสังคม ซึ่งตอนนั้นมันมีแค่ค่าฝากครรภ์ รวมกันแค่ 1,500 เอง แล้วก็ค่าคลอด 15,000 บาท สวัสดิการฝากครรภ์ประกันสังคม ควรจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เขาเหมาจ่าย มันไม่พอ ขนาดไปโรงพยาบาลรัฐนะ ประกันสังคมเราต้องสำรองเอง จ่ายเงินไปก่อนแล้วค่อยไปตามเก็บทีหลัง แล้วกรณีพี่มีค่านอกเวลาด้วย”
เป็นอีกภาพสะท้อนความจริงจาก แม่แต่ง – พรรษนันท์ ช่างคิด นักข่าวภาคสนาม ในองค์กรสื่อเอกชน ที่ใช้สิทธิประกันสังคมเป็นหลัก และตามด้วยสวัสดิการจากองค์กรที่สังกัด เธออธิบายว่า เพื่อไม่ให้การฝากครรภ์กระทบกับงาน จึงยอมเสียเงินเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม เธอยังมีสวัสดิการจากองค์กรสื่อที่สังกัดอยู่เข้ามาช่วยสนับสนุน

“ออฟฟิศที่นี่ดีนะ มีสิทธิลาคลอด ได้ 6 เดือน มันเป็นช่วงเวลาที่สามารถเลี้ยงดูลูกได้โอเคเลย มากกว่า 3 เดือน ที่อื่นไม่ค่อยมี แล้วก็มีเงินรับขวัญก็โอเค ให้ 4,000 บาท เป็นเงินเด็กแรกเกิด แต่ต้องไปทำเรื่องเยอะมาก”
แม่แต่ง ขยายความ
สำหรับ แม่แต่ง แล้วมองว่า คงเป็นเพราะอยู่ในองค์กรสื่อสังกัดเอกชน ซึ่งมีสวัสดิการสำหรับพนักงานที่ตั้งครรภ์ที่ค่อนข้างดี ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนแม้จะใช้สิทธิลาคลอด โดยมองว่า แตกต่างจากเพื่อนนักข่าวในสังกัดรัฐที่ใช้สิทธิตามระบบราชการ และสวัสดิการอาจไม่ครอบคลุมเท่า
“ราชการจะลาได้แค่ 3 เดือน แล้วบางคนก็ต้องกลับมาทำงานก่อนด้วย เพราะถ้ามาก่อนจะได้เงินเดือนเต็ม เลยทำให้เขาลาคลอดไม่ถึง 3 เดือน ไม่ใช่ว่าได้เต็มทุกเดือนเหมือนที่เราได้”
แม่แต่ง สะท้อนความจริง

เธอเสริมว่า องค์กรให้บริหารจัดการเวลากับสิทธิลาคลอด 6 เดือนนี้ด้วยตัวเอง จะใช้ตอนก่อนคลอด หรือหลังคลอดก็ได้
“พี่ใช้สิทธิเต็ม 6 เดือน เราคุยกับหัวหน้างาน เขาก็ให้ลาตามสิทธิที่มีเลย เพราะเราก็ทำงานให้เขาจนถึงจุดพีค ก็คือเราวิ่งข่าวจนถึงตอนท้องเข้าเดือนที่ 8 เลย ตอนรู้ว่าท้องก็ยังต้องวิ่งข่าวอยู่ทุกวัน เรื่องสิทธิลาคลอดสวัสดิการเขามีให้เต็มที่ แต่พี่ว่ามันอยู่ที่ความเห็นใจด้วย”
แม่แต่ง อธิบาย
แม่แต่งเล่าให้ฟังว่า ไม่ใช่แค่เธอที่ทำงานจนช่วงจวนจะใกล้คลอด แต่นักข่าวภาคสนามโต๊ะข่าวอื่น ๆ ก็เป็นไปในลักษณะนี้เช่นกัน
2. สมาคมสื่อในไทยบางแห่ง มีสวัสดิการสำหรับสมาชิกของสมาคมที่มีบุตร หรือตั้งครรภ์ เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) มีสวัสดิการคลอดบุตรคนแรก เป็นเงินช่วยเหลือจำนวน 5,000 บาท โดยสมาชิกต้องยื่นขอพร้อมหลักฐานสูจิบัตรภายในเวลากำหนด และมีสวัสดิการทุนการศึกษาบุตร-ธิดาของสมาชิกที่ยื่นขอรับทุน ครอบครัวละ 1 ทุน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-ปริญญาตรี ซึ่งมีจำนวนจำกัด
ในขณะที่องค์กรสื่อต่าง ๆ ก็มีสวัสดิการสำหรับพนักงานมีครรภ์ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น
- สิทธิวันลาคลอด
- ห้องเนิร์สเซอรี หรือศูนย์ดูแลเด็กเล็ก
- ห้องปั๊มนม หรือสถานที่ให้นมแม่
- เงินขวัญถุง และอื่น ๆ
แม่แต่ง ยังมองว่า แม้องค์กรสื่อที่สังกัดอยู่จะมีสวัสดิการที่ดี แต่สิ่งที่นักข่าวที่กำลังจะเป็นแม่คนต้องการมากที่สุดก่อนสวัสดิการอื่นใด คือ ความเห็นอกเห็นใจ
สอดคล้องกับ แม่เอิญ ที่เห็นว่า การมี empathy คือ สิ่งที่แม่นักข่าวอยากได้มากที่สุด เธอเล่าว่า การปรับตัวในช่วง 3 เดือนแรกที่รู้ว่าท้องนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก ด้วยร่างกายและอารมณ์ที่เปลี่ยนไป ประกอบกับอาการแพ้ท้องอย่างหนัก ในขณะที่งานข่าวยังเต็มไปด้วยประเด็นที่เคร่งเครียด
ศูนย์ดูแลเด็กเล็กทุกสถานประกอบการ นโยบายที่ผลักดันไม่ได้จริง ?
นอกจาก ความเห็นอกเห็นใจ ที่ควรมาเป็นอันดับหนึ่งแล้ว เนิร์สเซอรี คือ ความต้องการรองลงมาของเหล่าคุณแม่นักข่าว
“ที่บ้านเรา ปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยง แต่ความที่ท่านก็อายุมาก จะมาช่วยเลี้ยง มันก็ค่อนข้างยากเหมือนกันนะ แกก็ไม่ได้เต็มที่สักเท่าไหร่ มีช่วงนึงที่ย่าไม่สบาย เราก็ต้องเอาลูกมาด้วย”
แม่เป้ เล่าย้อน

โดยสาเหตุที่เธอต้องอุ้มลูกคนแรกออกไปลงพื้นที่ทำข่าว ก็เพราะในช่วงเวลานั้น องค์กรที่สังกัดยังไม่มีสวัสดิการเรื่องเนิร์สเซอรี และในวันที่คนในครอบครัวไม่สามารถดูแลลูกแทนได้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดูแลลูกด้วยตัวเองไปพร้อมกับการปฏิบัติงานประจำ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลี้ยงดูเด็กโดยครอบครัวข้ามรุ่น (intergenerational childcare) กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย กล่าวคือ ปู่ย่าตายายเข้ามามีบทบาทในการช่วยเลี้ยงดูลูกหลานแทนพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ภาวะนี้อาจไม่ยั่งยืนในทางปฏิบัติ ด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง และไม่อาจใช้ได้กับทุกครอบครัว
“อันดับหนึ่ง ขอศูนย์เลี้ยงเด็กในที่ทำงาน เราจะได้ไม่ต้องกังวล ไม่เห็นเลยนะว่าพรรคการเมืองไหนชูเรื่องสวัสดิการของคนเป็นแม่ เหมือนชูแต่การเพิ่มเบี้ย เรารู้สึกว่าเบี้ยมันเป็นสิ่งที่ควรต้องได้อยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ คนเลี้ยงดูเด็ก เมื่อแม่ต้องกลับมาทำงาน”
แม่แต่ง ย้อนวิจารณ์นโยบายแม่และเด็กในช่วงเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา
ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ก็เห็นเช่นเดียวกัน โดยย้ำว่า แม้หลายพรรคการเมืองจะมีนโยบายศูนย์ดูแลเด็กเล็ก แต่กลับดูเหมือนเป็นวิสัยทัศน์ มากกว่านโยบาย ไม่ได้จุดประเด็นนี้ให้เป็นที่สนใจของสังคม ทั้งรัฐและเอกชนควรมีส่วนร่วมมากกว่านี้
“เรื่องศูนย์เรื่องเด็ก มันควรจะเป็นกติกาที่ครอบคลุมไปถึงมาตรการภาษีและนโยบายรัฐ มีศูนย์เลี้ยงเด็ก หรือมีที่ให้นมในสถานประกอบการ ในที่ทำงาน รัฐก็ควรเก็บภาษีเขาลดลงเพื่อให้เขาซัพพอร์ตเรื่องแม่และเด็กในสถานประกอบการ โดยที่เขารู้สึกว่าเขาได้ประโยชน์ ได้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เด็กเกิดน้อยเพิ่มขึ้นได้”
จะเด็จ เชาวน์วิไล สะท้อนมุมมอง

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรใช้วิธีบังคับสถานประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่รัฐควรมีมาตรการจูงใจ เพื่อช่วยในการผลักดันประเด็นนี้เป็นไปพร้อมกับภาคเอกชนอีกแรง เชื่อว่าจะช่วยจูงใจให้คนอยากมีลูกมากขึ้น เพราะเห็นว่ามีสวัสดิการตรงนี้รองรับ
ประสบการณ์ และสิ่งที่ แม่ ๆ นักข่าว ต้องการ สะท้อนให้เห็นว่า สวัสดิการของแม่และเด็ก ณ ปัจจุบัน ยังมีช่องโหว่อีกมาก ทั้งจากองค์กรสื่อเอง หรือสวัสดิการรัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะสำหรับแม่ในวิชาชีพสื่อเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับแทบทุกสาขาอาชีพ
ทุกสิทธิและสวัสดิการเพื่อแม่และเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการขยายวันลาคลอด ศูนย์เด็กเล็กในที่ทำงาน ห้องปั๊มนมหรือที่ให้นม ค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์ หรือแม้กระทั่งการดูแลสุขภาพจิตของผู้ที่ตั้งครรภ์ ล้วนเป็นสิทธิพื้นฐานที่แม่ทุกคน ทุกอาชีพควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ แม่นักข่าวจะมีสวัสดิการเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ? แต่ภาครัฐจะออกแบบนโยบาย สวัสดิการ โครงสร้าง แบบไหน ? เพื่อให้แม่ ๆ ทุกอาชีพ สามารถเป็นทั้งแม่ที่มีเวลาให้ลูก และพนักงานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพและโอกาสในชีวิตไป
