“ข่าวที่ดี คือ ข่าวร้าย
เพราะยิ่งนำเสนอ ข่าวที่โหดร้าย ได้มากเท่าไหร่
คนยิ่งสนใจมากเท่านั้น”
ประโยคเดียวแต่สะท้อนภาพ สื่อไทย ในเวลานี้อย่างชัดเจน เมื่อเนื้อหาที่พาให้น่าหดหู่ สะเทือนใจ ถูกเผยแพร่ไม่เว้นวัน คละเคล้าไปกับอารมณ์ความรู้สึกโกรธ เกลียด วิตกกังวล ซึมเศร้าของผู้คนในสังคม ผสมปนเป กลบทับไปกับข้อมูล และความช่วยเหลือที่กระจัดกระจายจมหาย จนแทบหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบไม่ได้
นิเวศของสื่อในเวลานี้จึงเต็มไปด้วยข่าวเชิงลบ ที่ไม่เพียงแต่ผลิตจากสื่อเชิงสถาบันเท่านั้น แต่ถูกผลิตจากทุกทิศทางของสังคมผ่านโซเชียลมีเดีย เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนในมือ
คำถามสำคัญคือ จุดยืน และบทบาทการทำงานของสื่อควรอยู่ตรงไหน ? ท่ามกลางยุคสมัยแห่งภัยพิบัติและความผันผวนนี้

The Active ชวนสนทนากับ รศ.นิธิดา แสงสิงแก้ว คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อกลับมาทบทวนทิศทางการทำงานของสื่อไทยกับแนวคิดแบบ Constructive Journalism ที่มุ่งนำเสนอข่าวไปสู่การหาทางออก และมุมมองเชิงบวกต่อสังคม ที่อาจเป็นทั้งทางเลือกและทางรอดของสื่อในเวลานี้
เพราะในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ สื่อ ไม่อาจทำหน้าเพียง กระจกสะท้อนความจริง เท่านั้น แต่ควรเป็น ตะเกียงที่สาดแสง ให้ผู้คนมองเห็นทางออก พร้อมรู้สึกถึง ความหวังในวันที่มืดมิดที่สุด
‘ฐานันดรที่ 4’ จากหมาเฝ้าบ้าน สู่ภารกิจที่เปลี่ยนไป
เกือบ 2 ศตวรรษ ที่สื่อมวลชนถูกขนานนามว่าเป็น ฐานันดรที่สี่ (The Fourth Estate) – ชนชั้นทางสังคมที่มีอำนาจเหนือโครงสร้างดั้งเดิม สามารถตรวจสอบได้กระทั่งอำนาจรัฐ และสะท้อนเสียงของประชาชน
ฐานันดรที่สี่ในไทยถูกใช้ควบคู่กับการเติบโตของวงการหนังสือพิมพ์ในยุคสมัยที่ยังเป็นเพียงสื่อสารมวลชนประเภทเดียวของสังคม สื่อในยุคสมัยนั้น ไม่เพียงเป็นปากเสียงให้ประชาชน แต่ยังทำหน้าที่เป็น สุนัขเฝ้าบ้าน (Watchdog) ที่คอยตรวจสอบการทุจริตหรือการใช้อำนาจมิชอบ และนำไปสู่การนำทางความคิดของคนในชาติ
หลายร้อยปีผ่านไป ประเภทและแนวคิดของสื่อถูกขยับขยายมากขึ้นตามวันเวลา โลกเริ่มตั้งข้อสังเกตต่อ เสรีภาพสื่อ ที่มาพร้อม ความรับผิดชอบ มากขึ้น
กระทั่งปลายทศวรรษ 1980 โลกตะวันตกเริ่มตั้งคำถามต่อสื่อมวลชนว่า การรายงานสถานการณ์ ติดตามความผิดปกติ ตรวจสอบอำนาจรัฐ และนำเสนอสู่สาธารณชนนั้น เป็นคุณสมบัติที่เพียงพอหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้ว สื่อมวลชนที่ดีควรมีบทบาทหน้าทีอย่างไรกันแน่เพื่อจะนำพาสังคมไปสู่จุดที่ดีกว่า
คำถามนี้ นำไปสู่คำตอบและวิธีการหลากหลายที่ล้วนท้าทายต่อการทำงานของสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม (traditional journalism) ดังเช่นที่ผ่านมา
สำหรับวงการสื่อแล้ว คำกล่าวหนึ่งที่ได้ยินกันมาอย่างช้านาน คือ “ข่าวที่ดี คือข่าวไม่ดี”
เพราะข่าวที่ขายได้ คนสนใจล้วนเป็นข่าวเชิงลบ และยิ่งคนสนใจมากเท่าไหร่ นานวันไปเราจะยิ่งมีข่าวทำนองนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่เหลือที่ว่างให้ข่าวอื่น
นักวิชาการด้านวารสารศาสตร์ อธิบายว่า ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ ทำให้ในหน้าสื่อบ้านเราเต็มไปด้วยข่าวความรุนแรง ปล้นฆ่า ฉ้อโกง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ จึงเป็นสิ่งที่น่าทบทวนว่า ท่ามกลางยุคสมัยที่ท่วมท้นไปด้วยข่าวเชิงลบ วิธีการทำข่าวเช่นนี้กำลังจะพาสังคมไทยไปในทิศทางไหน
โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ไม่ได้มีเพียงแค่สื่อเชิงสถาบันอีกต่อไป แต่ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้เพียงแค่มีสมาร์ทโฟน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนล่าสุด คือ สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา
“ภัยพิบัติที่ผ่านมา หน้าสื่อของเราเต็มไปด้วยข้อมูลและประเด็นที่หลากหลาย เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจดังมาจากทั่วทุกทิศทาง เพราะไม่ว่าจะเป็นพี่ป้า น้าอา หรืออินฟลูเอนเซอร์ ทุกคนเป็นสื่อได้หมดแล้ว”
“ในสัปดาห์แรก เราเห็นแต่ภาพของปัญหาและความสะเทือนใจ ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกของผู้คน ทั้งความโกรธ ความกังวล และความสูญเสีย แต่กลับตีบตันไปหมดทั้งวิธีการและการแก้ปัญหา”
รศ.นิธิดา แสงสิงแก้ว

รศ.นิธิดา พาย้อนวิเคราะห์ไปถึงช่วงสัปดาห์แรก ๆ ที่เกิดเหตุภัยพิบัติภาคใต้ ในช่วงเวลานั้นทิศทางการนำเสนอข่าวเต็มไปด้วยดรามา และข้อมูลที่ท่วมท้น แต่ไร้ระบบจนกระทั่งจับต้นชนปลายไม่ถูก กระทั่งหลังน้ำลด อารมณ์และบรรยากาศก็ค่อย ๆ บางเบาและจมหายไปอย่างรวดเร็ว
“นี่เป็นวงจรปกติของข่าว เมื่อเหตุเริ่มคลี่คลาย ไม่มีการเผชิญภัยพิบัติตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว ก็จะมีข่าวอื่น ๆ ในช่วงเวลานั้นมากลบกระแสไป”
รศ.นิธิดา แสงสิงแก้ว
ท่ามกลางวิกฤตภัยพิบัติ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำ แต่คือ จุดยืน ของสื่อมวลชน รศ.นิธิดา สะท้อนมุมมองต่อปรากฏการณ์นี้ ว่าโจทย์ที่ยากที่สุดของสื่อมวลชนในปัจจุบันคือการยืนระยะเพื่อประคองและหล่อเลี้ยงเรื่องที่ จำเป็นต่อสังคม ให้มีพื้นที่ยืนยาวนานมากพอ
“นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เรารู้ว่านี่คือเรื่องสำคัญ แต่ เรื่องสำคัญ มักจะขายไม่ได้”
รศ.นิธิดา แสงสิงแก้ว
หากสื่อมองสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเพียงแค่ คอนเทนต์ วิธีการนำเสนอจะเปลี่ยนไปตามกระแส และทิศทางลมเท่านั้น แต่ไม่ได้เกาะติดกับสถานการณ์นานพอ เมื่อมีเรื่องใหม่เข้ามาประเด็นเหล่านี้ก็จะถูกละทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับ สื่อสาธารณะ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ต้องการทำงานเพื่อสังคมจริง ๆ โจทย์หลัก คือ จะทำอย่างไรให้ประเด็นเหล่านี้ยังอยู่ในสังคมไทย ทำให้ผู้คนเกิด ความตระหนักรู้ (Awareness) อย่างต่อเนื่อง และมองเห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องภัยพิบัติ น้ำท่วม ฟื้นฟู เยียวยาแล้วจบไป แต่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่นำไปสู่อีกหลายเรื่องที่เราต้องเผชิญต่อไปในโลกแห่งความเสี่ยง
สื่อ : กระจก หรือ ตะเกียง ?
รศ.นิธิดา ยังพาย้อนกลับเข้าห้องเรียน แล้วชวนนึกย้อนไปว่าสำหรับนักเรียนด้านวารสารศาสตร์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ถกเถียงกันมาโดยตลอด คือ บทบาทการทำหน้าที่ของสื่อ ว่าควรเป็น กระจก หรือ ตะเกียง ?
ฝั่งหนึ่งมองว่าสื่อควรมีบทบาทเป็น กระจก ทำหน้าที่เพียง สะท้อนสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างตรงไปตรงมา ว่าใคร กำลังทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ดังเช่นที่เราคุ้นเคย
ในขณะที่อีกฟากฝั่งหนึ่งกลับมองว่า สื่อควรทำตัวเป็น ตะเกียง ที่ทำหน้าที่สาดแสงนำทางสู่ทางเลือก ทางออกของปัญหา เพื่อนำสังคมให้ดีขึ้น (better society) ต่างหาก
ศ.ปีเตอร์ โบร (Peter Bro) ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเพื่อวารสารศาสตร์ (Director of the Centre for Journalism) University of Southern Denmark และคณะกรรมการในองค์กรสื่อของเดนมาร์ค ผู้เขียนหนังสือ Constructive Journalism Precedents, Principles, and Practices ตีพิมพ์ในปี 2024 ได้อุปมาอุปไมยการทำงานของสื่อว่าเปรียบเสมือน กระจกวิเศษ (The Devil’s mirror) ในนิทานเรื่องสโนว์ไวท์ (The Snow Queen)

แล้วเหตุใด ? สื่อที่เป็นกระจกอยู่ดี ๆ จึงกลายเป็นกระจกวิเศษไปได้
ในบทบรรณนิทัศน์ต่อหนังสือเล่มดังกล่าว รศ.นิธิดา ช่วยอธิบายความคิดขอ ศ.ปีเตอร์ โบร ไว้อย่างเห็นภาพชัดเจนว่า ยามที่ราชินีใจร้ายถามว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี” เป็นที่รู้กันว่าเจ้ากระจกวิเศษบานนั้นก็ตอบว่า “พระนางงดงามที่สุดในปฐพี” เรื่อยมา
กระจกวิเศษจึงเปรียบได้กับการทำงานของสื่อในเวลานี้ ที่บิดเบือนไม่ให้ความจริงแท้ปรากฎ (A mirror that distorts whatever it reflects) โดยเฉพาะการลดท้อนพื้นที่นำเสนอ ความดี และเอาแต่ขยาย สิ่งที่เลวร้าย (bad side of things) ให้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นทุกที
“กระจกวิเศษเฝ้าบอกราชินีใจร้ายมาตลอดว่าท่านงามเลิศในปฐพี แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น หรืออาจเป็นความจริงเพียงแค่เสี้ยวเดียวที่ไม่รอบด้าน ขึ้นกับนำเสนอด้วยมุมมองของใคร นิยามแบบไหน”

Credit: Disney / Snow White and the Seven Dwarfs
ไม่ว่าสื่อตอนนี้จะเป็นเพียงกระจก หรือ กระจกวิเศษ แต่ รศ.นิธิดา ก็ชวนมองไปไกลกว่านั้น เพราะเชื่อเหลือเกินว่า สื่อที่ดี ควรสาดแสงให้ประชาชนเห็นโอกาส เห็นความหลากหลายทางความคิด จะเชื่อหรือไม่นั้นขอให้เป็นวิจารณญาณที่ประชาชนได้เลือกเอง
“ในทางวิชาการ สื่อควรทำหน้าที่สร้างตลาดนัดทางความคิด (market place of idea) ที่นำเสนอแนวคิดที่หลากหลาย มีหลากหลายร้านให้เลือก คนจะซื้ออะไรก็ได้ที่ตัวเองได้มีโอกาสได้เลือกด้วยตัวเอง”
รศ.นิธิดา แสงสิงแก้ว
Constructive Journalism – มากกว่าข้อเท็จจริง คือการหาทางออก
ดังที่กล่าวไปบ้างแล้วข้างต้น ปัจจุบัน มีแนวคิดที่มองว่า การทำงานข่าวต้องเป็นมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริงหรือปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ต้องเดินหน้าด้วยวิธีคิดใหม่ คือ นักวารสารศาสตร์ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการหาทางออก มีความรับผิดชอบต่อสังคม(social responsibility) เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัย และเป็นพื้นทีที่ดียิ่งขึ้น เหล่านี้จึงกลายเป็นรากฐานความคิดของงานวารสาศาสตร์ยุคใหม่ (modern Journalism) โดย ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา
การทำข่าวแบบดั้งเดิม (traditional journalism) จึงถูกพัฒนาการเรื่อยมา อาทิ Alternative Journalism (วารสารศาสตร์ทางเลือก) Solutions Journalism (วารสารศาสตร์เชิงแก้ไขปัญหา) หรือที่เราคุ้นเคยอย่างนักข่าวพลเมือง ก็ใช้คอนเซปต์ของ Civic / Public Journalism (วารสารศาสตร์ภาคพลเมือง) ทั้งหมดอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกัน จนกระทั่งการมาถึงของ Constructive Journalism (วารสารศาสตร์เชิงสร้างสรรค์) ที่ได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะในฝั่งตะวันตกและสแกนดิเนเวียในปัจจุบัน
“เมื่อก่อน เราจะสอนกันว่าการรายงานข่าว คือการรายงานข้อเท็จจริงตามสถานการณ์ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (5W1H) เห็นแบบไหนก็รายงานไปแบบนั้น แต่สำหรับทุกวันนี้ การรายงานข่าวเพียงเท่านี้ไม่เพียงพออีกต่อไป เราต้องยกระดับการรายงานข่าวเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา”
รศ.นิธิดา แสงสิงแก้ว
รศ.นิธิดา ยังอธิบายว่า Constructive Journalism คือการทำสื่อที่มุ่งตรงไปสู่หนทางหรือโอกาสในการแก้ไขปัญหา โดยการรายงานข่าวในลักษณะนี้ จะไม่หยุดอยู่แค่ว่า “ใครเดือดร้อน ?” แต่จะตั้งคำถามต่อไปว่า “เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร ?” หรือ “จากภัยพิบัตินี้ เรามองเห็นรากของปัญหาอะไรบ้าง ?
สำหรับแนวคิด Constructive Journalism นี้ ศ.ปีเตอร์ โบร ได้นำเสนอกรอบสำคัญที่อธิบายความเหมือน-ความต่างระหว่างสื่อแบบดั้งเดิม และสื่อแบบใหม่ที่มีแนวทางในการขับเคลื่อนสังคมผ่านแนวคิด เข็มทิศวารสารศาสตร์ (Journalistic Compass)

จากภาพข้างต้น แสดงให้เห็นว่ามี 4 ตัวแปร ทั้งทิศทาง ซ้ายขวา (Passive-Active) และ ขึ้นลง (deliberative-representative)
แนวนอน จะสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของงาน โดย Passive Journalist (นักวารสารศาสตร์เชิงรับ) เป็นการทำงานเพื่อสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น และ Active Journalist ( นักวารสารศาสตร์เชิงรุก) จะพยายามช่วยหาทางออกในการแก้ปัญหา
แนวตั้งจะแสดงถึงมุมมอง ที่แสดงถึง ผู้คน อาชีพ องค์กรที่มีส่วนเกี่วยข้องกับสื่อและการทำข่าว
เมื่อมองร่วมกันทั้่ง 4 ทิศ (4 ตัวแปร) จะทำให้เห็นภาพของความรับผิดชอบ และบทบาทของนักสื่อสารที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเปรียบเทียบการทำงานผ่านสุนัข 4 ประเภท ได้แก่
- Watchdog (สุนัขเฝ้าบ้าน) คอยดูแล จับตามอง และรายงานพฤติกรรมของผู้มีอำนาจที่เราไว้ใจให้มาดูแลบ้าน ว่าเขาทำงานอย่างไร ดูแลบ้านดีหรือไม่
- Hunting Dog (สุนัขนักล่า) หรือหมาล่าเนื้อ จะทำงานเชิง active มากขึ้น ดุดัน ขุดคุ้ยสอบสวนแบบกัดไม่ปล่อย ที่ไม่ใช่แค่เรื่องรัฐบาลเท่านั้นอีกต่อไป โดยเชื่อว่า แม้เรายังมองไม่เห็นมัน แต่เราต้องทำให้ความจริงมันปรากฏ เพื่อหาทางออกให้กับสาธารณะ
“เหตุการณ์ไฟไหม้ น้ำท่วม เหล่านี้คิือเหตุการณ์ที่ปรากฏแล้ว แล้วเราไปรายงานข่าวให้ประชาชนทราบ แต่สำหรับเรื่องทุกจริตคอรัปชัน โดยมากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานแล้ว หมาล่าเนื้อ ต้องไล่ล่าจนกระทั่งทำให้ความจริงปรากฏ และกลายเป็นประเด็นสาธารณะ”
รศ.นิธิดา ยกตัวอย่าง
- Rescue Dog (สุนัขกู้ภัย) คอยช่วยเหลือ เยียวยา ประคับประคองประชาชน เช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ นอกจากสื่อจะเข้าพื้นที่ไปรายงานข่าวแล้ว ต้องทำหน้าที่เชื่อมข้อมูล เพื่อใช้เป็นกลไกในการช่วยเหลือชุมชนด้วย
- Sheep Dog (สุนัขเลี้ยงแกะ) ทำงานเชิงรับในที่ตั้ง คอยเฝ้ามองว่าเกิดอะไรขึ้น ใครต้องการความช่วยเหลือแบบไหน แล้วจะทำหน้าที่ประสานงาน ให้ความสำคัญกับประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับเพื่อร่วมแก้ไขปัญหา
สุนัข 4 แบบ คือ รูปแบบการทำงานแบบ Constructive Journalism แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องทำสื่อด้วยการแบ่งสัดส่วนอย่างละเท่า ๆ กัน แต่ต้องออกแบให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ ที่ต้องการการแก้ปัญหาที่ต่างกัน
“ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดเจน คือ NHK (องค์กรสื่อสาธารณะในญี่ปุ่น) ที่นอกจากจะรายงานภัยพิบัติแล้ว จะมีข้อมูลที่ช่วยเหลือด้านจิตใจควบคู่เสมอ นี่คือหนึ่งในวิธีการช่วยเหลือประชาชนด้วยข้อมูลที่รอบด้าน” รศ.นิธิดา ยกตัวอย่างถึงแบบแผนและทิศทางการนำเสนอข่าวที่ต่างประเทศเริ่มยึดถือ
อย่างไรก็ตาม ในบทบรรณนิทัศน์ต่อหนังสือ Constructive Journalism Precedents, Principles, and Practices ของรศ.นิธิดา ยังระบุว่า แนวคิด Constructive Journalism ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เอี่ยมเสียทีเดียว แต่เคยปรากฏว่าเป็นแนวทางในการทำงานสื่อสำนักข่าวระดับโลกมาไม่น้อย เช่น Pulitzer, Hearst และ Northcliffs ภายใต้ชื่ออื่น เช่น solutions journalism, action journalism, public journalism และ Civic journalism ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางการทำงานที่เปลี่ยนไปของสื่อมืออาชีพทั่วโลก
เรื่องเล่าจากชุมชน : ไม่ต้องช่วยแก้ปัญหา แต่ต้องหาพื้นที่ส่งเสียง
เล่ามาถึงตรงนี้อาจยังนึกภาพไม่ออก ผู้อ่านคงมีคำถามว่า แล้ว Constructive Journalism นั้นทำกันอย่างไร ?
รศ.นิธิดา ยกตัวอย่างต่อเนื่องจากเหตุอุทกภัยภาคใต้ ที่เราได้เห็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ประสบภัยเต็มหน้าฟีด หลายรายเลือกแชร์ภาพน่าสะเทือนใจ เพราะในเวลานั้นเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะส่งเสียงขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้น คือ ส่วนกลางหรือคนภายนอกพื้นที่จะทำอย่างไรให้ได้ยินเสียงความช่วยเหลือที่ริบหรี่เหล่านั้นต่างหาก
“การจะให้เขาตะโกนให้ดังกว่านี้คงเป็นไปไม่ได้ แต่เราควรมีระบบที่ทำให้ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือจากเขามากกว่า หากมีระบบที่ดี แม้เสียงจะเบาแค่ไหน เราก็จะได้ยิน”
รศ.นิธิดา ย้ำว่า แนวทางของ Constructive Journalism ไม่ใช่การที่สื่อมวลชนจะช่วยผู้ประสบภัยแก้ปัญหาทั้งหมด แต่คือการ support และ facillitate ให้เกิดกลไกการช่วยเหลือ โดยสามารถทำได้ 3 ทิศทาง ได้แก่่
- Solution-Based Story (การเล่าเรื่องเชิงหาทางออก): คือการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร สกูป รายงาน หรือบทความ ที่ไม่เพียงแค่บอกเล่าปัญหา แต่ต้องชี้ให้เห็น “โอกาสในการแก้ไขปัญหา” (Solution-oriented) เพื่อให้สังคมมองเห็นหนทางไปต่อมากกว่าการติดหล่มอยู่กับวิกฤต
- Inspirational (การสร้างแรงบันดาลใจ): การนำเสนอเรื่องราวที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและแรงกระเพื่อมทางความรู้สึกในเชิงบวก เช่น ความรู้สึกของการฟื้นฟู” (Sense of Recovery) และสร้างความหวังให้แก่ผู้คน แทนการตอกย้ำความรู้สึกในเชิงลบหรือสิ้นหวัง
- Positive Standing (จุดยืนในทัศนะบวก): วางจุดยืนในการนำเสนอข้อมูลเชิงบวก มุ่งเน้นความต้องการช่วยเหลือ ดูแล และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไข ซึ่งจะทำให้ควบคุมทิศทางของเนื้อหาไม่ให้กลายเป็นดรามา ไม่ผลิตซ้ำความเศร้า หรือเร้าอารมณ์เกินจริง แม้จะเป็นการเล่าเรื่องราวความทุกข์ยาก สูญเสียของผู้คนก็ตาม
“สื่อสามารถทำได้หลายทาง เช่น ทำสกู๊ปนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง การลงไปในพื้นที่เพื่อให้ชาวบ้านได้ส่งเสียง หรือการนำเสนอองค์ความรู้ในการจัดการตนเองที่ทำให้เขาผ่านเหตุเลวร้ายมาได้ หรือแม้กระทั่งสร้างพื้นที่กลางเพื่อให้เสียงที่ไม่เคยมีใครได้ยินของได้ส่งออกมาดังขึ้น เราเรียกสิ่งนี้ว่า narrative หรือ เรื่องเล่าเล็ก ๆ ของชุมชนที่จะสร้างพลังและความหวังให้แก่กัน”
รศ.นิธิดา แสงสิงแก้ว

ต้องเร็วแค่ไหนถึงจะพอดี ? : ความท้าทายของวารสารศาสตร์ยุคใหม่
สื่อมวลชน คือ อาชีพทีทำงานแข่งขันกับเวลา การเปลี่ยนทิศทางการทำงานเป็นแนวทาง Constructive Journalism จึงเป็นเรื่องท้าทาย ที่ต้องรักษาสมดุลอยู่ไม่น้อย
“คนทำงานสื่อต้องแข่งกับเวลา แต่การทำข่าวเชิง solution จำเป็นต้องบ่มประเด็น รวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น”
รศ.นิธิดา แสงสิงแก้ว
รศ.นิธิดา สะท้อนว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือ ความสมดุล สื่อไม่จำเป็นต้องรอให้ข้อมูลสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ในทุกเรื่อง แต่ต้องรู้จักแยกแยะว่าเรื่องไหนควรทำเพื่อสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ในทันที และเรื่องไหนที่ต้อง ให้เวลา เพื่อสร้างผลลัพธ์ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยก็มีจุดแข็งที่น่าสนใจ คือ การเป็นสังคมที่ อารมณ์ร่วมสูง ควบคู่ไปกับ การแสวงหาข้อมูล ซึ่งหากบริหารจัดการได้ดี จะกลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมที่มหาศาลที่ไม่ได้มาจากสื่อเชิงสถาบันแต่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากประชาชนกันเองด้วย
ดังเช่นกรณี น้ำท่วมภาคใต้ การทำสื่อก็เผชิญกับความท้าทายหนึ่ง คือ สภาวะข้อมูลล้น (Information Overload) เช่น ข้อมูลด้านสุขภาพจิตจากหน่วยงานรัฐที่มาเป็นปึกตัวอักษร ซึ่งชาวบ้านเข้าถึงยาก
“เราเห็นสื่อไทยเริ่มทำหน้าที่เป็นตะแกรงร่อน คอยย่อยข้อมูลให้กลายเป็นสะเก็ดข้อมูลที่เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้ทันที หากเราสามารถสร้างระบบการจัดการข้อมูลเช่นนี้ได้ ก็เชื่อว่ามันจะเป็นโมเดลที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยภัยพิบัติครั้งนี้ครั้งเดียว แต่เป็นเครื่องมือรับมือกับทุกเหตุการณ์ทางสังคมในอนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วมกันในการหาทางออก”
รศ.นิธิดา แสงสิงแก้ว
ยกระดับการทำข่าว – ยกระดับสุขภาพใจ
เมื่อทิศทางการทำงานของสื่อทั่วโลกในวันนี้กำลังเปลี่ยนไป เราไม่ได้มีแค่เพียงผู้สื่อข่าว สถาบัน หรือองค์กรสื่อที่เปรียบได้กับฐานันดรที่สี่เท่านั้นอีกต่อไป แต่ผู้คนในสังคมออนไลน์ หรืออินฟลูเอนเซอร์กำลังกลายเป็น ฐานันดรที่ห้า ที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือกว่าสื่อหลักในบางแง่มุม
ไม่ว่าแบบใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่กระทบกับคนทำสื่อโดยตรงคือ ปัญหาด้านสุขภาพจิต ของการทำข่าวที่ต้องเผชิญกับทั้งความกดดันจากเวลาและการอยู่ในพื้นที่วิกฤต
“การทำข่าวในสภาวะวิกฤต ไมใช่การทำข่าวทั่วไป แต่ต้องเผชิญกับการกระทบต่อตัวตน ความรู้สึก และความเป็นมนุษย์”
ถัดจากนี้คงถึงเวลาแล้วที่ต้องคุยกันอย่างจริงจังถึงระบบการจัดการการทำงานคู่ขนานการดูแลจิตใจให้ชัดเจน และเป็นมาตรฐานเดียวกันเสียที
“แม้เราจะเปลี่ยนทิศทางการทำงานข่าวเพื่อไปสู่สังคมที่ดีกว่าได้มากแค่ไหน แต่ต้องไม่ลืมรักษาดูแลจิตใจของคนทำงาน เพราะนิเวศทางความรู้สึกของคนข่าวส่งผลต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพในอนาคต นี่คือการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ควรต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน”
รศ.นิธิดา ย้ำทิ้งท้าย

