“คนรุ่นใหม่” ในระบบราชการ…ความมั่นคงในสายงาน หรือ ดับไฟสร้างสรรค์ในตัวเอง

“อาชีพในฝันของคุณคืออะไร ?”

ข้าราชการ อาจไม่ใช่อาชีพแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึงเมื่อต้องตอบคำถามนี้ แต่จากสถิติผู้สมัคร สอบภาค ก. ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ด่านแรกของการสอบเข้ารับราชการ พบว่า ในช่วง 4 ปีให้หลัง จำนวนผู้สมัครสอบกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เฉลี่ยหลักแสนรายในทุกปี

หรือปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนว่าภาพจำในอดีตของข้าราชการ ในฐานะอาชีพนอกสายตาของเด็กรุ่นใหม่ ได้กลายมาเป็นอาชีพในฝัน (หรือจำใจ) ของใครหลาย ๆ คนแล้วหรือไม่ ?

The Active จึงชวนหาคำตอบว่า อะไร ? คือปัจจัยที่สามารถอธิบายได้ถึงเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่อยากทำงานราชการมากขึ้น

เพราะ “ความมั่นคง” คือคำตอบ

“เราไม่เคยคิดที่จะทำราชการเลย”

พิมพ์ (นามสมมติ) นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ ที่เห็นโครงสร้างการทำงานของระบบราชการมาตั้งแต่เด็ก ในช่วงเวลาหนึ่งตั้งใจไว้เลยว่าถ้าเป็นตัวเองคงรับไม่ได้หากต้องเข้าไปอยู่ในโครงสร้างการทำงานที่เต็มไปด้วยระบบระเบียบ ระบบชนชั้น (Hierarchy) หรือการทุจริต

แต่เมื่อ พิมพ์ ได้เข้าฝึกงานในระบบราชการเนื่องด้วยสัญญาของทุนการศึกษา กลับทำให้เธอมองการรับราชการในมุมใหม่ ๆ มองว่างานราชการเป็นงานที่ต้องเรียนรู้ใหม่ ๆ เยอะมาก เนื่องจากเป็นงานที่มีความเป็นระบบ และมีขั้นตอนที่เฉพาะเจาะจง จึงไม่ได้มองงานนี้ในแง่ลบอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้พิมพ์จะไม่มีภาระผูกพันในเรื่องทุนการศึกษา เธอก็ยังจะตัดสินใจทำงานราชการต่อไป

“เราให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงมาก ๆ ปัจจุบันเราเห็นตลอดว่าประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติต่าง ๆ ทั้ง โควิด-19 เศรษฐกิจที่ผันผวน หรือสงคราม ซึ่งการที่เรายังมีเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือน มันเป็นเหมือนหลักประกันว่าเราจะยังอยู่ได้ แม้ว่าโลกนี้จะเผชิญกับเหตุการณ์อะไรก็ตาม”

พิมพ์ สะท้อนมุมมอง

สวัสดิการข้าราชการ คืออีกเหตุผลอันหอมหวาน ของคนทำงานที่มองการณ์ไกล

เหตุการณ์ที่ทำให้ประเทศไทยเกิดความผันผวนมากที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คงไม่พ้นเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ใครหลายคนต้องเผชิญกับการเลิกจ้างกระทันหัน ซึ่งอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นกลับสอดคล้องไปกับอัตราการสมัครสอบเข้ารับราชการในปี 2564 ที่สูงถึง 700,000 ที่นั่ง และถือว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบหลาย 10 ปี จากเหตุการณ์นี้จึงอาจสะท้อนว่า งานราชการกลายเป็นทางเลือกไม่กี่ทางที่ยังคงมีความมั่นคงท่ามกลางสถานการณ์อันเปราะบาง

“สิ่งที่มาพร้อมกับโควิด-19 คือการเปิดเผยอีกด้านหนึ่งของการทำงานว่าคุณมีโอกาสตกงานได้ คุณเจ๊งได้ จากความคิดเรื่องความมั่นคงในการทำงานที่ไม่มีใครสนใจ ก็เริ่มถูกให้ความสำคัญมากขึ้น จึงอาจเป็นเหตุผลที่คนหันไปสู่งานที่มั่นคงมากขึ้นอย่างงานข้าราชการ”

แล ดิลกวิทยรัตน์

ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ สภาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน และอาจารย์พิเศษคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อประเด็น ความมั่นคง ในการทำงานที่ได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาการเลือกประกอบอาชีพในปัจจุบันมากขึ้น

อีกทั้งอาชีพพนักงานเอกชน หรือฟรีแลนซ์ ที่เคยเป็นอาชีพยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ในอดีตก็กลายเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือน ในขณะที่งานราชการที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าในการถูกเลิกจ้าง บวกกับสวัสดิการที่เรียกได้ว่าครอบคลุมทั้งครอบครัว จึงกลายเป็นอาชีพที่ยังคงได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น สวัสดิการ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนตัดสินใจเข้ารับราชการ โดยเฉพาะการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งครอบครัวที่ช่วยแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดูครอบครัวมากขึ้น อีกทั้งในปี 2568 ที่มีการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการทุกวุฒิการศึกษา โดยวุฒิปริญญาตรี ปรับเงินเดือนเริ่มต้นเป็น 18,000 บาท ยิ่งทำให้เป็นอาชีพที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่อาชีพมีไม่หลากหลายและรายได้ต่ำ จึงจะเห็นได้จากยอดผู้สมัครหลักแสนต่อตำแหน่งที่ว่างเพียงหลักพัน สะท้อนถึงการแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการมีอัตราการแข่งขันที่สูงมาก

“ถ้าเรารับราชการไปยาว ๆ ช่วงปลาย ๆ การทำงานเราคงได้เงินเดือนประมาณ 70,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลก็เบิกได้ แถมมีบำนาญอีก พอถึงตอนนั้นจริง ๆ เราคงจะสบาย ได้พักผ่อนอยู่กับหลานที่บ้าน”

พิมพ์ มองภาพอนาคต

พิมพ์ ยังยอมรับว่า การตัดสินใจเข้ารับราชการเป็นการตัดสินใจที่มองในระยะยาวมากกว่า ถึงแม้ในช่วงแรกจะได้เงินเดือนไม่สูงมาก แต่การที่มีสวัสดิการอื่น ๆ เข้ามาเสริม บวกกับการันตีการเพิ่มเงินเดือนในทุก ๆ ปี อีกทั้งการปลดข้าราชการ ก็เป็นไปได้ยากมาก

เธอจึงมององค์ประกอบเหล่านี้ร่วมกันและมองว่าคุ้มกว่าในระยะยาว และอีกเหตุผลสำคัญคือการได้เห็นแม่ของตัวเองที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ที่สิทธิการคุ้มครองชีวิตของแม่มีแค่อย่างเดียวคือ ประกันสังคม แต่เมื่อแม่มีอายุมากขึ้นก็ไม่กล้าที่จะลาออกจากงานเพราะไม่กลัวจะทำให้ครอบครัวขาดรายได้ ซึ่ง พิมพ์ มองว่า หากแม่เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวคนเดียว ครอบครัวของเธออาจจะลำบากโดยเฉพาะเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายในราคาสูงเนื่องจากไม่มีสวัสดิการอื่น ๆ รองรับ

อีกปัจจัยในอดีตที่ทำให้คนอยากสอบเข้าราชการคือเรื่อง ค่านิยม โดยเฉพาะในสังคมรากหญ้าที่มองว่าการที่ลูกหลานสามารถสอบเข้ารับราชการได้ก็เหมือนกับการเข้าถึงอำนาจ และเป็นการยกระดับสถานะทางสังคมของครอบครัวไปโดยปริยาย

แต่สำหรับทัศนะของ ศ.ภิชาน แล กลับมองว่า ปัจจัยนี้ไม่มีผลในปัจจุบันอีกต่อไป เนื่องจากสังคมไม่ได้มีทัศนคติในแง่ของการเชิดชูข้าราชการอีกแล้ว ทำให้ปัจจัยสำคัญที่สุดของการเลือกเข้ารับราชการของเด็กรุ่นใหม่ คือ เรื่องของความมั่นคง และสวัสดิการ ไม่ใช่เรื่องของเกียรติยศ

ดาบสองคมของเด็กรุ่นใหม่ในระบบราชการ

ภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ หรือที่มักเรียกกันว่า เด็กเจนซี มักถูกมองว่าเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง กล้าแสดงออก และรักความเท่าเทียม ซึ่งขัดกันอย่างยิ่งกับลักษณะของอาชีพรับราชการที่ต้องทำงานอยู่ภายใต้กฎระเบียบ และยากที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา

“ระบบราชการมันถูกออกแบบมาเพื่อถอดเขี้ยวเล็บที่มีไฟของเด็กรุ่นใหม่”

แล ดิลกวิทยรัตน์

นักเศรษฐศาสตร์แรงงาน ยังแสดงความกังวลต่อเด็กรุ่นใหม่ว่า เมื่อกลุ่มคนเหล่านี้ต้องเข้าไปอยู่ในระบบราชการแล้ว ก็ต้องทนอยู่กับระเบียบที่แข็งกระด้าง และทำงานอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งต่างจากการทำงานในภาคเอกชนที่การทำงานจะขึ้นตรงกับลูกค้า ในขณะที่งานราชการกลับขึ้นตรงกับ(เจ้า)นาย

ดังนั้นแปลว่า อำนาจที่เด็กรุ่นใหม่ต้องจำนนนั้นขึ้นอยู่กับนาย ไม่ใช่ความสามารถของเขาที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และในที่สุดเด็กรุ่นใหม่ เหล่านี้ก็จะปรับตัวให้ กลายเป็นคนพินอบพิเทากับระบบอุปถัมภ์ ส่วนพลังที่อยากจะเริ่มเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างก็จะถูกดูดออกไปจนหมด เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถทำงานในระบบราชการต่อไปได้

“ตอนเราเข้าไปฝึกงาน เราเห็นหมดเลยว่ามีหลายส่วนที่ทำงานทับซ้อนกัน จริง ๆ ก็ควรต้องจัดวางระบบใหม่ทุกอย่าง แต่เอาเข้าจริง ๆ ถ้าเราเข้าไปแล้วต้องทำงานตามกฎระเบียบต่าง ๆ มันยากมากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แม้แต่ตัวเราเองก็คงไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร

พิมพ์ แชร์ประสบการณ์

แม้แต่พิมพ์ที่เป็นเด็กรุ่นใหม่เองก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในระบบราชการเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก และตนเองก็ไม่มีไฟที่จะทำ อย่างไรก็ตาม พิมพ์ ก็ยังคงมองว่าถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงระบบจริง ๆ ก็ยังสามารถทำได้ หากยังคงมีอุดมการณ์ที่แข็งแรงและยังไม่โดนระบบกลืนกิน

อีกทั้งต้องมีองค์ประกอบที่เอื้อในการเปลี่ยนแปลงระบบเหล่านี้ด้วย เช่น การอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจมากพอ การมีโอกาสที่เอื้อ รวมถึงการมีเส้นสายในการสนับสนุนการกระทำของเรา อีกทั้งพิมพ์ได้มองไปถึงข้าราชการที่ปล่อยให้ระบบราชการที่เป็นอย่างในปัจจุบันให้ยังคงดำเนินต่อไปว่าเขาเหล่านั้นก็ไม่ผิด แค่เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เพียงเท่านั้น

เมื่อข้าราชการคือทางเลือก แต่อาจไม่ใช่ทางรอด

แต่ปรากฏการณ์ข้าราชการฟีเวอร์สำหรับ ศ.ภิชาน แล นั้นกลับเห็นว่ามีความย้อนแย้งต่อแนวโน้มของรัฐไทยที่มีความเป็นทุนนิยมเสรีมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องไปกับสถานการณ์โลกที่รัฐบาลในหลายประเทศมีการปฏิรูประบบราชการ เช่น ในเวียดนามที่ตั้งเป้าลดจำนวนข้าราชการอย่างน้อย 100,000 ตำแหน่ง เป็นต้น หรือแม้แต่ในประเทศไทยก็เห็นได้จากมหาวิทยาลัยจำนวนมากที่ทยอยออกนอกระบบนับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา จึงเห็นได้ว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะไม่ใช่ผู้จ้างรายใหญ่อีกต่อไป ดังนั้นตำแหน่งข้าราชการเหล่านี้จะมีน้อยลงอย่างแน่นอน

ถึงแม้ตำแหน่งข้าราชการที่เปิดรับจะมีน้อย แต่การที่มีผู้สมัครหลักแสนคนในแต่ละปีนั้น ก็อาจสะท้อนถึงค่านิยมในการทำงานรูปแบบใหม่ที่ให้คุณค่ากับ ความมั่นคง มากขึ้น และในเมื่องานในภาคเอกชนไม่สามารถตอบโจทย์กับชุดคุณค่าใหม่นี้ได้อีกต่อไป จึงนำมาสู่การแข่งขันที่สูงลิ่วในสนามสอบราชการ เพื่อหลีกหนีความไม่มั่นคงในการทำงาน

จากปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่แห่เข้าสอบข้าราชการอาจไม่ได้สะท้อนว่าอาชีพนี้กลายมาเป็นอาชีพในฝันของใครหลาย ๆ คน แต่กำลังสะท้อนว่าความมั่นคงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ในตลาดแรงงานไทยในวันที่การทำงานอิสระหรือภาคเอกชนต่างก็ต้องเผชิญความไม่แน่นอน คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจึงยอมแลกอิสระ ความท้าทาย หรือโอกาสในการเติบโต เพื่อแลกกับหลักประกันในชีวิต

จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่าเหตุใด ? งานราชการจึงกลายเป็นเพียงไม่กี่อาชีพที่มีความมั่นคง แล้วเหตุใด ? ตลาดแรงงานไทยจึงไม่สามารถสร้างงานสร้างอาชีพที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองของสังคมให้รู้สึกมั่นคงได้ และสิ่งนี้จะกลายเป็นความท้าทายของตลาดแรงงานไทยภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเปราะบางในอนาคต

Author

Alternative Text
AUTHOR

สิริอักษร มะธิปะโน

นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย