พลวัตสื่อสันติภาพ: สื่อทางเลือกปาตานี การสื่อสารเชิงอัตลักษณ์ มลทินความมั่นคง และคลื่นลูกใหม่ (2)

พลวัตสื่อทางเลือกปาตานี: สื่อสารเชิงอัตลักษณ์ มลทินความมั่นคง และคลื่นลูกใหม่

จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นภูมิทัศน์ที่สร้างสื่อทางเลือกและนิวมีเดียมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากความไม่สมดุลของข้อมูลข่าวสารและความล้มเหลวของสื่อกระแสหลักในการอธิบายมิติเชิงโครงสร้างของปัญหา

1. การสื่อสารแบบ “Inside-out” เผชิญหน้ากับ “Outside-in”

กระบวนทัศน์การนำเสนอข่าวของสื่อส่วนกลาง (Outside-in) มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการรายงานเพียงอาการของปัญหา (Symptom of the Conflict) เช่น ข่าวการลอบยิงและวางระเบิด โดยใช้วาทกรรมของรัฐฝ่ายเดียวในการตัดสินข้อเท็จจริง

ขณะที่ชาวบ้านและสื่อทางเลือกในพื้นที่มีความต้องการสื่อสารเรื่องราวจาก จุดยืนและมุมมองของเขาเอง (Inside-out) ดังนั้น การเกิดขึ้นของสื่อทางเลือกในยุคแรกดำเนินไปคู่ขนานกับการก่อตั้งโต๊ะข่าวภาคใต้ของศูนย์ข่าวอิศรา สำนักข่าวต่าง ๆ ได้รับการก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกระบอกเสียงทางวัฒนธรรมและความยุติธรรม:

  • สำนักข่าวอามาน (Aman News): มีจุดกำเนิดมาจากความพยายามร่วมมือกันของกลุ่มภาคประชาสังคม 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มซูวารอปัตตานี กลุ่ม Peace Media กลุ่มผู้หญิงเพื่อสันติภาพ และกลุ่มบุหงารายา โดยในระยะแรกได้รับการหนุนเสริมจากนักข่าวมืออาชีพส่วนกลางในการวางรากฐานและเริ่มต้นใช้เว็บไซต์ www.voicepeace.org ก่อนจะพัฒนาและเปลี่ยนผ่านเป็นเว็บไซต์ www.amannews.org ในปี พ.ศ. 2550 เพื่อทำหน้าที่สื่อสารสันติภาพและเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกบิดเบือนจากบรรณาธิการกระแสหลัก

  • สำนักสื่อบุหงารายา (Bungaraya News): สื่อหัวก้าวหน้าที่พยายามทำหน้าที่กอบกู้และฟื้นฟูการทำหนังสือพิมพ์ภาษามลายูอักษรยาวีและฟอนต์มลายูในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำสื่อรายงานข่าวทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อรักษารากเหง้าทางอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศาสนาให้พ้นจากการถูกกลืนกลายโดยอำนาจส่วนกลาง

  • กลุ่มพีซมีเดีย (Southern Peace Media): กลุ่มสื่อพลเมืองรุ่นแรกๆ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือปลดปล่อยเสียงของผู้ที่ไม่เคยถูกรับฟังออกไปสู่สังคมภายนอก และพยายามสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างชาวบ้านและสื่อมวลชนกระแสหลัก

2. พัฒนาการขับเคลื่อนเชิงลึกของ “ปาตานีฟอรั่ม” (Patani Forum)

ท่ามกลางคลื่นสื่อทางเลือกที่มุ่งรายงานข่าวประจำวัน ยังมีพื้นที่ทางปัญญาอย่าง “ปาตานีฟอรั่ม” (Patani Forum) ที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2554 โดย ผศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อดีตแกนนำนักศึกษา ร่วมกับ ดอน ปาทาน อดีตผู้สื่อข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งและการเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • การปฏิรูปมุมมองความขัดแย้งด้วยงานวิเคราะห์ลึก (Deep Analysis): ปาตานีฟอรั่มไม่เล่นเกมตามกระแสข่าวรายวัน แต่เลือกผลิตรายงานเชิงคุณภาพ บรรยายการวิจัยเชิงลึก และจัดพิมพ์หนังสือรวมบทความสองภาษา (ไทย-อังกฤษ) เพื่อสร้างความเข้าใจประเด็นความเปราะบาง เช่น ประสบการณ์ของชนกลุ่มน้อยชาวพุทธในหมู่บ้านมุสลิม, ความรู้สึกกลัวมุสลิม (Islamophobia) ในสังคมไทย, และการละเมิดสิทธิมนุษยชนเชิงระบบ นอกจากนี้ ยังสร้างนวัตกรรมนโยบายการสื่อสารด้วยการรวบรวมความคิดเห็นจัดทำ “รายงานข้อเสนอนโยบายสาธารณะการสื่อสารเพื่อหนุนเสริมสันติภาพ” พ.ศ. 2557 และรายงานการศึกษาชิ้นสำคัญเรื่อง “สัญญาณความหวาดกลัวอิสลามในสังคมไทย” (Understanding Anti-Islam Sentiment in Thailand) พ.ศ. 2561 เพื่อทลายอคติทางศาสนาและสร้างพหุวัฒนธรรมข้ามภูมิภาค

  • พื้นที่ปลอดภัยทางปัญญาผ่าน “Patani Cafe”: การบุกเบิกกิจกรรม “Patani Cafe” หรือวงร้านกาแฟเสวนาทางปัญญา ที่สร้างเวทีทลายพรมแดนความคิดระหว่างเยาวชน นักจัดรายการวิทยุ ทหารข้าราชการ และตัวแทนภาคประชาสังคม ให้สามารถปะทะสังสรรค์แนวคิดเรื่องสิทธิกำหนดใจตนเอง (Right to Self-Determination) ภายใต้บรรยากาศที่ไม่เป็นทางการแต่เข้มแข็งเชิงทฤษฎี โดยประกาศตนให้เป็น “พื้นที่ของการตื่นรู้” ที่มุ่งเน้นการแสวงหาทางออกไปสู่สันติภาพเชิงบวก

3. บุหงารายาและการต่อสู้เชิงอัตลักษณ์: คดีประวัติศาสตร์ของ “มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ”

หนึ่งในรูปแบบต่อสู้เชิงอัตลักษณ์มลายูที่ก้าวหน้าที่สุดคือ “สำนักสื่อบุหงารายา” ซึ่งพยายามรื้อฟื้นการทำฟอนต์ภาษามลายูอักษรยาวีและการผลิตหนังสือพิมพ์ภาษามลายูในชีวิตประจำวันเพื่อพิทักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ทว่า ความท้าทายสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 หลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงริเริ่มพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการได้ไม่นาน ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาจำคุก “มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ” (อันวาร์) อดีตคนทำงานสื่อและนักกิจกรรมกลุ่มบุหงารายา เป็นเวลา 12 ปีในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร (ตามมาตรา 116) โดยรัฐระบุว่าเขามีความเชื่อมโยงกับขบวนการบีอาร์เอ็น

มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ (อันวาร์) อดีตคนทำงานสื่อ/นักกิจกรรมกลุ่มบุหงารายา และบรรณาธิการสำนักสื่อ The Motive

คดีของอันวาร์ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของนักกิจกรรมและผู้ผลิตสื่อในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาการรวมตัวกันของเครือข่ายสื่อทางเลือก ภาคประชาสังคม และสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ภายหลังจากถูกคุมขัง อันวาร์ได้รับการยกย่องในฐานะนักโทษทางความคิดและอุดมการณ์ และได้รับการอภัยโทษปล่อยตัวในเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 หลังจากได้รับอิสรภาพ อันวาร์ได้กลับมาขับเคลื่อนงานพัฒนาศักยภาพสื่อทางเลือกอีกครั้งในบทบาทบรรณาธิการของสำนักสื่อ The Motive

4. สื่อทางเลือกคลื่นลูกใหม่และการคุกคามด้วยกฎหมายพิเศษ

ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความรุนแรงและการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ส่งผลให้เกิดภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจและเสรีภาพของภาคประชาสังคมในพื้นที่

อย่างไรก็ดี ช่องว่างทางความคิดดังกล่าวได้กลายเป็นดินแดนเกิดใหม่ของสื่อทางเลือกคลื่นลูกใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยอดีตแกนนำนักศึกษาปีกกิจกรรมของ “สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี” (PerMAS) กลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้นำทักษะการรณรงค์ทางการเมืองมาเชื่อมประสานเข้ากับสื่อใหม่เพื่อผลิตสื่อเชิงอัตลักษณ์และประเด็นเชิงรุก เช่น:

  • Wartani (วาร์ตานี): สื่อที่เกาะติดพื้นที่เพื่อรายงานข้อมูลการซ้อมทรมาน การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอย่างทันท่วงที

  • The Motive (เดอะ โมทีฟ): สื่อที่มุ่งเน้นการจัดเสวนาและอภิปรายทิศทางภาพอนาคตปาตานี/ชายแดนใต้

  • The Pen (เดอะ เพน): สื่อที่สร้างสรรค์งานเขียนเชิงทัศนะ บทวิเคราะห์ และวิพากษ์วิจารณ์มาตรการความมั่นคงของรัฐ

เนื่องจากการนำเสนอข้อมูลที่แหลมคมและสวนทางกับรายงานทางการของรัฐ สื่อคลื่นลูกใหม่เหล่านี้จึงตกเป็นเป้าหมายการจับตาและเพ่งเล็งระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคง พวกเขาถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมมลายู และมักถูกดำเนินคดีอาญาผ่านกระบวนการยุติธรรมในข้อหาละเมิดความมั่นคงและการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถของสื่อภาคประชาชนในระดับท้องถิ่นเป็นอย่างมาก

5. พลวัตของสื่อภาษามลายู: การต่อสู้ผ่านหนังสือพิมพ์ “ซีนารัน” และเครือข่ายนักจัดรายการวิทยุภาคภาษามลายู

ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในการสถาปนาอัตลักษณ์และทางเลือกในการสื่อสารของคนปาตานี คือการรื้อฟื้นและฟื้นฟูการใช้ “ภาษามลายู” ในพื้นที่สื่อมวลชน ซึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยมีหมุดหมายการต่อสู้ที่สำคัญสองประการ:

หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ “ซีนารัน” (Sinaran): ถือกำเนิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2555–2556 ภายใต้การหนุนเสริมของ “โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้” (Deep South Journalism School: DSJ) ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ร่วมกับสำนักข่าวประชาไท และกลุ่มภาคประชาสังคมในพื้นที่ เช่น กลุ่มบุหงารายาและวิทยาลัยประชาชน โครงการนี้มี “มูฮำหมัด ดือราแม” เป็นหัวหน้าโครงการและหัวเรือใหญ่ โดย ซีนารัน (ซึ่งแปลว่า “แสงสว่าง”) ถือเป็นหนังสือพิมพ์ภาษามลายูอักษรยาวีฉบับแรกในรอบกว่า 20 ปี นับตั้งแต่การล่มสลายของนิตยสาร Azan และหนังสือพิมพ์ Fajar ในอดีต

เป้าหมายสูงสุดของซีนารันและ DSJ คือการฝึกอบรมเยาวชนและนักเรียนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามให้มีทักษะวารสารศาสตร์ สามารถเขียนและรายงานข่าวได้ทั้งภาษาไทยและมลายูอักษรยาวี และส่งต่อข่าวสารไปยังเครือข่ายต่างๆ ทั่วพื้นที่ ปฏิบัติการนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งในการรื้อถอนมายาคติของสังคมไทยที่มักมองภาษามลายูด้วยความหวาดระแวง และเปลี่ยนภาษามลายูจากเดิมที่มักถูกรัฐมองว่าเป็น “ภาษาแห่งความมั่นคง/ภาษาของผู้ก่อการร้าย” ให้กลับกลายเป็น “ภาษาแห่งการสร้างความเข้าใจและสันติภาพ”

เครือข่ายนักจัดรายการวิทยุภาคภาษามลายูชายแดนใต้: วิทยุชุมชนเป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในการเข้าถึงคนส่วนใหญ่ในสามจังหวัดภาคใต้ในระดับชีวิตประจำวัน เครือข่ายนักจัดรายการวิทยุภาษามลายูจึงทำหน้าที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและข่าวสารจากจุดยืนของคนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เครือข่ายนี้เผชิญวิกฤตครั้งใหญ่หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนในพื้นที่ (ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 15/2557 และอื่นๆ) ส่งผลให้วิทยุภาษามลายูต้องยุติการออกอากาศและเกิดสุญญากาศการสื่อสารของคนรากหญ้า

ทว่า เพื่อตอบโต้สภาวะปิดกั้นดังกล่าว เครือข่ายนักจัดรายการวิทยุภาษามลายูได้รวมตัวเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์และวิชาการจัดงานรณรงค์ เช่น สันติรอมฎอนแห่งการใคร่ครวญ ณ วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี ในปี 2558 เพื่อเรียกร้องพื้นที่การสื่อสารปลอดภัยและสถาปนากลไกการใช้เสียงวิทยุภาคภาษาถิ่นในการทำกระบวนการเสวนาระหว่างเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ทหาร และประชาชนต่อไป


เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคม (Civic Women): พลังแห่งเรื่องเล่าเพื่อการเยียวยาและสานเสวนา

ท่ามกลางพื้นที่ความขัดแย้งที่หนาแน่นด้วยอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่และแนวคิดทางทหาร การขับเคลื่อนของ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Civic Women) ถือเป็นต้นแบบของการทำหน้าที่สื่อทางเลือกกึ่งเยียวยา ที่ให้ความสำคัญกับชะตากรรมของสตรีและเด็กผู้สูญเสีย

1. การเปลี่ยนผ่านสถานภาพทางอํานาจ:
จาก “ผู้รับสาร/เหยื่อ” สู่ “ผู้เขียนความจริง” (Victim to Victor/Sender)

กระบวนการทํางานผลิตและเผยแพร่หนังสือชุดประวัติศาสตร์ 3 เล่ม ได้แก่ “เสียงของความหวัง” (2555), “หลังรอยยิ้ม” (2560) , และ “In Search of Justice in Thailand’s Deep South” (2022) ถือเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนทัศน์และยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งในระบบนิเวศสื่อสารปาตานี และการปฏิวัติโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจในการสื่อสาร (Communication Power Relations) อย่างถึงรากถึงโคน:

  • การทลายกรอบวารสารศาสตร์สงคราม: สื่อกระแสหลักมักมองผู้ได้รับผลกระทบเป็นเพียง “เหยื่อไร้หน้า” (Faceless Victims) หรือเป็นเพียงตัวเลขสถิติความสูญเสียประกอบข่าวความรุนแรงรายวัน แต่หนังสือชุดนี้ได้มอบ “น้ำเสียงและใบหน้า” (Voice and Face) คืนให้แก่ผู้หญิงและพลเรือนชายขอบ

  • การทวงคืนสิทธิการอธิบายความจริง (Reclaiming the Narrative): ผู้หญิงที่เคยถูกมองว่าเป็นกลุ่มประชากรที่เปราะบางและตั้งรับต่อสถานการณ์ ได้ผ่านกระบวนการเสริมพลัง (Empowerment) แปรสภาพตนเองมาสู่การเป็น “ผู้ส่งสารเชิงรุก” (Active Sender/Agents of Change)


    ฐิตินบ โกมลนิมิ บรรณาธิการหนังสือ ระบุว่ากระบวนการเขียนเรื่องเล่าของหนังสือแต่ละเล่มใช้เวลาทำเกือบ 2 ปี มีการร่างและส่งอ่านปรับแก้ไปมาระหว่างกองบรรณาธิการกับเจ้าของเรื่อง ซึ่งกระบวนการนี้ทำหน้าที่เสมือน “การเขียนเพื่อเยียวยาจิตวิญญาณ” (Writing as Healing) ช่วยให้พวกเธอกล้าสบตากับความเจ็บปวด ปลดปล่อยความอัดอั้น และลุกขึ้นมาทวงถามความเป็นธรรมด้วยตนเอง

2. สื่อเล่าเรื่องของผู้หญิง (Civic Women):
นวัตกรรมการเยียวยา สานเสวนา และสิทธิมนุษยชนสองภาษา

ในท่ามกลางสนามของความขัดแย้ง, วาทกรรมหลักถูกกำหนดโดยผู้ถืออาวุธสงคราม เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Civic Women) ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมการสื่อสารเชิงทางเลือกที่ทรงพลังในการท้าทายกรอบคิดเรื่องความมั่นคงกระแสหลัก ผ่านการผลิตชุดสิ่งพิมพ์เรื่องเล่าที่มีชีวิต 3 เล่มสำคัญ ได้แก่:

  1. “เสียงของความหวัง: เรื่องเล่าของผู้หญิงเพื่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้” (พ.ศ. 2555): รวบรวมเรื่องเล่าที่กลั่นมาจากชีวิตจริงของผู้หญิงผู้สูญเสีย

  2. “หลังรอยยิ้ม: เรื่องเล่าเพื่อพลิกฟื้นตัวตนและชุมชนชายแดนใต้” (พ.ศ. 2560): เรื่องเล่าเชิงรุกที่ขยับประเด็นผลกระทบจากระดับบุคคลไปสู่การฟื้นฟูจิตวิญญาณของชุมชน

  3. “In Search of Justice in Thailand’s Deep South: Malay Muslim and Thai Buddhist Women’s Narratives” (พ.ศ. 2565): การแปลและจัดทำหนังสือเป็นฉบับภาษาอังกฤษ รวบรวมเรื่องราว 20 เรื่อง (มุสลิม 15 เรื่อง พุทธ 5 เรื่อง; เขียนโดยผู้หญิง 17 คนและผู้ชาย 3 คน) โดยความร่วมมือของ โซรยา จามจุรี, ฮารา ชินทาโร่ นักแปลอิสระ และ ศ.ดร.จอห์น คลิฟฟอร์ด โฮลท์ แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย

ชุดหนังสือเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บันทึกประวัติศาสตร์ความเจ็บปวดเท่านั้น หากแต่เป็นปฏิบัติการสื่อสารเพื่อ แสวงหาความจริงและความยุติธรรมทางเลือก (Alternative Truth seeking) ที่นำเสนอหน้าตาและเสียงร้องไห้ของผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกซุ่มยิง ระเบิด และการซ้อมทรมานหรือคุมขังโดยอำนาจทหารและกฎหมายพิเศษ

เครือข่ายผู้หญิงได้แปรสภาพเรื่องเล่าในหนังสือเหล่านี้ให้กลายเป็นเครื่องมือในการทำกระบวนการ “สานเสวนา” (Dialogue) ในระดับพื้นที่ขัดแย้งรุนแรงหรือพื้นที่สีแดง เช่น หมู่บ้านกูจิงลือปะ จากกรณี ครูจูหลิง กัมปงมูล โดยการใช้ถ้อยคำจากหนังสือเพื่อปลดล็อกความกลัวและความหวาดระแวงในจิตใจของชาวบ้าน กระบวนการนี้ช่วยเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์และความสมานฉันท์ระหว่างชุมชนไทยพุทธและชุมชนมลายูมุสลิมที่เคยร้าวฉานจากการใช้วิธีคิดแบ่งแยกประเภท

นอกจากนี้ การจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือสองภาษาและภาษาอังกฤษทำให้ประชาคมโลกได้รับรู้ความจริงเป็นการส่งผ่านเสียงของเหยื่อความรุนแรงและสิทธิมนุษยชนที่กำลังถูกคุมคามในปาตานีเข้าสู่ปริมณฑลสากล ซึ่งช่วยสร้างน้ำหนักและการคุ้มครองทางสิทธิมนุษยชนให้แก่คนในพื้นที่ทางอ้อม

3. “เรื่องเล่า” ในฐานะเครื่องมือทรงพลังของ “กระบวนการสานเสวนา” (Dialogue) ในพื้นที่สีแดง

ยุทธศาสตร์ที่แหลมคมที่สุดของ Civic Women คือการไม่หยุดตัวเองไว้แค่การเป็น “สิ่งพิมพ์” แต่ได้แปรสภาพหนังสือเหล่านี้ให้กลายเป็น “วัตถุทางสุนทรียศาสตร์เพื่อการสานเสวนา” (Aesthetic Tools for Dialogue) ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรงสูง (พื้นที่สีแดง) :

  • กระบวนการละลายอคติในพื้นที่แดง (เช่น กรณีครูจูหลิง กัมปงมูล บ้านกูจิงลือปะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส): เครือข่ายผู้หญิงฯ ได้นำเรื่องเล่าในหนังสือไปเปิดอ่านและแลกเปลี่ยนความรู้สึกในวงสานเสวนาระหว่างชาวไทยพุทธและชาวมลายูมุสลิม ความเจ็บปวดที่ถูกสื่อสารผ่านรหัสภาษาธรรมชาติของเพศสภาพ (ที่ไม่เน้นการเมืองอาวุธ แต่เน้นความรักต่อครอบครัว) สามารถสร้าง “ความเห็นอกเห็นใจร่วมกัน” และทลายกำแพงความระแวงระหว่างศาสนิกที่รัฐทหารเคยสร้างไว้ลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

  • การดึง “กอ.รมน. / รัฐ” เข้ามาร่วมรับฟังลึกซึ้ง (Deep Listening): ในหลายเวที Civic Women ได้เชิญตัวแทนฝ่ายความมั่นคงระดับสูง เช่น พลตรีชวลิต เรียนแจ้ง (ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 สน. ในขณะนั้น) มาร่วมนั่งในวงสานเสวนา “หลังรอยยิ้ม” การใช้เรื่องเล่าจากหนังสือเป็นสื่อกลางทำให้ทหารยอมรับความผิดพลาดของการใช้อำนาจปราบปราม และเป็นการ “กดดันเชิงศีลธรรม” ต่อผู้ถืออาวุธให้ตระหนักถึงผลกระทบต่อพลเรือน นำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายพื้นที่สาธารณะปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรมในเวลาต่อมา

การเคลื่อนไหวผ่านหนังสือทั้ง 3 เล่มของ Civic Women สะท้อนให้เห็นว่า “สื่อสันติภาพที่แท้จริง” ไม่ใช่สื่อที่เสนอเพียงสารคดีโลกสวย แต่คือสื่อที่กล้าก้าวเข้าไปแสวงหาข้อเท็จจริงในระนาบที่รวดร้าวที่สุดของมนุษย์ แล้วแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นให้เป็น พลังทางวิชาการและศีลธรรมที่สากลยอมรับ

เรื่องเล่าเหล่านี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บันทึกอดีต แต่กำลังถักทออนาคตที่คนต่างศาสนิกและต่างอุดมการณ์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน


  • ติดตามอ่านตอนต่อไป: พลวัตสื่อสันติภาพ: การฟื้นคืนประวัติศาสตร์ ‘คลื่นวิทยุมลายูถิ่น’ และ ‘เครือข่ายช่างภาพสันติภาพ’ (3)

Author

Alternative Text
AUTHOR

ฐิตินบ โกมลนิมิ

อดีตนักข่าวกระทรวงสาธารณสุข ผู้คลุกคลีในสนามข่าวสีแดงชายแดนใต้ เป็นทั้งนักมนุษยวิทยา นักสตรีศึกษา และนักสันติศึกษา ที่ใช้การเขียนเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง