เรียนตามระบบ แต่จบ! ไม่เจองาน… ตลาดงานไม่ดี หรือคนไม่มีประสิทธิภาพ ?

สนามแข่งขันที่แคบลง ท่ามกลางข้อจำกัดของงานที่เพิ่มขึ้น กำลังทำให้ วุฒิการศึกษา ไม่ใช่คำตอบของตลาดแรงงานอีกต่อไป เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน งานระดับจูเนียร์และทักษะพื้นฐานเริ่มถูกแทนที่ คำถามจึงไม่ใช่แค่ “เรียนอะไรมา” แต่คือ “จะอยู่รอดในตลาดงานนี้อย่างไร” โดยเฉพาะสำหรับ เด็กจบใหม่ ที่ต้องเผชิญการแข่งขันหนักหนาที่สุดในรอบหลายยุคสมัย

และอาจต้องกลับมาทบทวนกันด้วยว่า การเรียนจบในระดับปริญญาตรี โท เอก นั้นช่วยให้หางานได้จริงไหม…? หรือความจริงแล้วการเรียน ปวช. ปวส. อาจเป็นที่ต้องการของตลาดงานมากกว่า

The Active ชวน ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ นักเศรษฐศาสตร์ / CEO บริษัท Siametrics Consulting & ViaLink ร่วมแชร์มุมมองเกี่ยวกับตลาดงานในปัจุบันที่คาดเดาได้ยาก มองอนาคตของเทรนด์การทำงาน และการเตรียมพร้อมของเด็กจบใหม่ ที่ต้องก้าวสู่สนามแข่งขันในตลาดแรงงานที่เหมือนจะเปิดกว้าง แต่กลับมีพื้นที่จำกัดลงทุกที

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ นักเศรษฐศาสตร์ / CEO บริษัท Siametrics Consulting & ViaLink

แต่ละปีมีบัณฑิตจบใหม่ รวมทั้ง ปวช. ปวส. มัธยมฯ ปลาย รวมกันแล้ว 4-5 แสนคน ประมาณครึ่งหนึ่งจบมาไม่ตรงกับสาขาที่ตลาดงานต้องการ อย่างสายสังคม เพราะถ้ามองจากมุมกว้างสาขาที่ขาดแคลนจริง ๆ จะเป็นสายวิทยาศาสตร์ ไอที การแพทย์ พยาบาล รวมไปถึงช่างด้วย 

ตั้งแต่มี Data Center AI ขึ้น โรงงานที่เป็นยุคใหม่ งานที่รายได้ค่อนข้างดีในหลายประเทศ คือ งานช่างฝีมือขั้นสูง ซึ่งจะไม่เหมือนการผลิตในยุคเก่า โดยในไทยยังติดปัญหาตรงที่มีแนวคิด

“ไม่อยากให้เด็กจบงานช่าง อยากให้ทุกคนจบปริญญาตรี”

แต่ในความเป็นจริงการเรียนจบปริญญาตรี อาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานก็ได้ และงานที่เปิดรับก็มีแค่บางจำนวนเท่านั้นที่ต้องการเด็กจบใหม่ ที่ไม่จําเป็นต้องมีประสบการณ์ 

ณภัทร ให้ความเห็นว่า ปัญหาการหางานของเด็กจบใหม่ไม่ได้ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น เพราะหลายคนเคยเจอปัญหานี้มาแล้ว 

“ทุกงานก็บังคับว่าคุณต้องทําอะไรมาก่อน แต่ปัญหาคือผมยังไม่ได้ทําอะไรมาเลย แล้วจะไปได้งานนี้ได้อย่างไร อันนี้เป็นปัญหาเดิม ที่มันเปลี่ยนไป คือสนามแข่งขันมันแคบลง แต่จำนวนเด็กที่จบใหม่ก็มาเรื่อยๆ งานที่มีอยู่ก็ไม่ได้เยอะมาก”

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

นอกจากนี้สภาวะเศรษฐกิจไทยที่โตแบบไม่ได้โตด็ส่งผลเช่นกัน แปลว่านอกจากสนามแข่งจะแคบลงแล้ว ภาพกว้างก็ไม่ได้เป็นใจว่าจะมีตำแหน่งใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ 

การศึกษาก็จำเป็น แต่อาจจะยังไม่พอ

งานวิจัยจากฮาเวิร์ด พบว่า 85-90% ของเงินได้เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียนรู้ในที่ทำงาน สะท้อนว่าไม่สำคัญว่าจะเรียนจบปริญญาตรีสายไหนมา แม้การศึกษาขั้นพื้นฐานจะเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่อาจจะไม่พอที่จะทำให้มีชีวิตหรือการงานที่ดี จึงไม่ควรฝังความคิดไว้ว่าจบอะไรต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะตอนนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว

ในอีกไม่กี่ปีเราจะเจอ AGI (Artificial General Intelligence) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินได้ว่าจะฉลาดแค่ไหน เพราะตอนนี้สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้แล้ว งานต่าง ๆ ที่เราคิดว่ามันจะทำไม่ได้ มันอาจจะทำได้ 

น่าตั้งคำถามว่าโลกที่กำลังจะไปสู่ งานที่ใช้คอมพิวเตอร์ถูกทดแทนด้วย ปัญญาประดิษฐ์ งานจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจที่เกินครึ่งต้องเคาะแป้นพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ บัณฑิตจบใหม่จะต้องทำอย่างไร ? คอนเทนต์ยังสำคัญที่สุดจริงไหม ? หรือประสบการณ์ที่เข้าสังคมสำคัญไหม ? เพราะงานวิจัยบอกว่า สําคัญสุดคือ การเรียนรู้ต่อ ไม่ใช่แค่การที่เรียนรู้มาแล้วจบ ฉะนั้น จุดนี้เป็นข้อต่อสําคัญของอนาคตประเทศไทยจริง ๆ

“เป็นธรรมชาติของเศรษฐกิจที่งานมันจะถูกโละทิ้ง”

ถ้ามองย้อนกลับไปทุกยุคสมัยล้วนมีอาชีพใหม่เกิดขึ้น พร้อมกับการหายไปของอาชีพเดิม นี่คือการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในตลาดงาน แต่การเปลี่ยนแปลงในรอบนี้ โดยเฉพาะการมาถึงของ AI ไม่ได้กระทบแค่บางสาขา แต่กระทบแทบทุกสาขาอาชีพเลย

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “งานเก่าจะหายไปหรือไม่ ?” แต่คือ “งานใหม่จะเกิดขึ้นเร็วพอหรือเปล่า ?” เพราะ AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด นายจ้างและระบบเศรษฐกิจจะสามารถสร้างงานรูปแบบใหม่ที่รองรับแรงงานได้ทันไหม 

ในอีกด้านหนึ่งก็จะมีคนบางกลุ่มที่ได้เปรียบเนื่องจากมีทักษะเฉพาะทาง (hard skills) อยู่แล้ว และสามารถใช้ AI ได้เก่งและถูกวิธี คนกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดี แต่คำถามที่ต้องชวนคิดต่อคือแล้วแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทยเข้าใจสิ่งนี้แล้วหรือยัง ?

ฉะนั้นการ “ผลัดใบของงาน” เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเปลี่ยนอาชีพ ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจหรือถูกบังคับ และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน หรือปลายทางของพวกเขาจะเป็นงานเดิมในรูปแบบใหม่ หรือจะงานที่ไม่เคยมีมาก่อน

“นอกจากนี้ต้องตั้งคำถามต่อรัฐด้วยว่าจะเตรียมความพร้อมให้แรงงานอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ และที่สำคัญเราไม่ควรมองข้าม แต่ต้องหันมาทำความเข้าใจ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ AI”

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

การหางานคือสิ่งที่น่ากลัวของเด็กจบใหม่ ?

ในประเด็นนี้ นภัทร มองว่า ภาพที่น่ากลัวเรื่องการจ้างงานของเด็กจบใหม่ คือเราไม่เคยทำงาน คิดตัวเองไม่เก่งเท่าคนที่เคยทำงานมาแล้ว ถ้าเรามองว่าตัวเองไม่มีค่าในเศรษฐกิจ นั่นคือสิ่งที่แย่สุด 

ทุกคนตอนอายุ 20 ปีกว่า จะประสบปัญหาคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ทั้งที่จริงแล้วปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวเด็ก แต่เกิดจากตลาดงาน เศรษฐกิจไม่ดี สังคมไม่เอื้อ ซึ่งมีซับซ้อนหลายชั้นมาก

แต่สิ่งที่อยากบอก คือ งานแรกสำคัญมาก ไม่จำเป็นต้องตรงสายที่เรียนมา หรือเอาแรงไปลงกับงานที่เป็นเครื่องจักร แต่ต้องเป็นงานที่ท้าทาย ยิ่งเริ่มเร็วเงินเก็บเงินออมก็จะทบต้นไปเรื่อย ๆ แล้วยังไม่ต้องคิดเรื่องเงินมาก เพราะอายุน้อยยังมีเวลาในการทำงาน แต่ปัญหาคือถ้าก้าวแรกไปเจองานที่ไม่ดี แล้วไม่มีใครช่วยก็อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้

และไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก ถ้าจะเอาเวลาไปทุ่มกับงานเหมือนเป็น “เครื่องจักร” ต่อให้มันให้ผลตอบแทนสูง เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่มีค่ากว่า คือ เวลาของเรา ช่วงต้นของการทำงานควรได้ลอง ได้เรียนรู้ ในช่วง 6 เดือนแรกของการทำงาน จึงควรทำงานที่ผลักดันศักยภาพ และพาเราไปไกลกว่าจุดเดิม อีกทั้งงานควรมีความยืดหยุ่นด้วย มีเวลาให้เราเลือก เพราะในโลกการทำงานทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแค่เส้นตรง ดังนั้น การเลือกงานแรกและการสร้างประสบการณ์จึงสำคัญ

ในอีกมุมหนึ่ง ถ้ามองในส่วน นายจ้าง เขามองว่าตำแหน่ง Junior นั้นส่วนตัวให้น้ำหนักเรื่องปริญญา และเกรดน้อยลงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อย่างตําแหน่ง นักศึกษาฝึกงาน ตอนนี้ไม่ดูอะไรมากเรียกมาสัมภาษณ์เลย เพราะให้รู้สึกว่าเป็น เฟรชชี่จริง ๆ ประการณ์ที่ผ่านมาก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่สนใจมากกว่าว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าคุณจะทําอะไร สร้างอะไร บางทีเราไม่ได้คาดหวังกับน้อง ๆ ว่าต้องมาแล้วต้องทำอะไรให้ แต่ก็มีบางคนที่มีประสบการณ์มาแล้ว แต่เราไม่ได้อยากได้อย่างนั้นเสมอไป เพราะบางทีอยากได้ความสดใหม่ หรือไอเดียใหม่ ๆ อยากได้ความกล้า เชื่อว่ามีหลายอย่างที่น้อง ๆ มอบให้กับที่ทํางานได้ 

เรียนจบในระบบ แต่หลุดออกจากตลาดแรงงาน

นักเศรษฐศาสตร์ ยังมองว่า การที่เรียนจบในระบบการศึกษา แล้วต้องพบกับสภาพความเป็นจริงคือการหลุดออกจากตลาดแรงงาน แม้ในอีกมุมหนึ่งผู้ประกอบการเอง ก็ต้องการแรงงาน แต่กลับบอกว่าหาไม่ได้ สถานการณ์แบบนี้อาจสะท้อนอะไรหลายอย่างในโคงสร้างเศรฐกิจ

อีกข้างหนึ่ง มหาวิทยาลัยก็พยายามผลิตบัณฑิตออกมาเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่กลับหาที่เหมาะกันไม่ได้ จนกลายเป็นบัณฑิตล้นตลาด ณภัทร ชี้ว่าสิ่งนี้อาจแปลว่า “ตลาดแรงงานทํางานไม่ดี” ไม่มีประสิทธิภาพ หรืออีกความหมายคือ ตลาดที่ดีคือตลาดที่คนมาเยอะ ซื้อของกันเร็ว ๆ มีคนทั้ง 2 ด้าน คนทั้ง 2 ด้าน พอใจ ซื้อขายกันได้ แต่ตลาดแรงงานกลับกลายเป็นว่าข้างหนึ่งอยากได้งานมาก อีกข้างหนึ่งก็อยากได้คน 

“หลายคนจะมีภาพจำว่า ธุรกิจตอนนี้มีแต่การไล่ออกพนักงานออก ซึ่งเป็นวัฏจักรหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันมีก็ opening เยอะมากและเจ้าของหลายคนบ่นว่าหาคนไม่ได้ แสดงว่าตลาดแรงงานมีปัญหา ซึ่งถ้าแมทช์ไม่ได้เพราะว่าไม่มีคนที่เหมาะกับงานจริง ๆ นั่นเกิดปัญหาใหญ่แล้ว เพราะอาจผลิตออกมาผิด” 

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

แต่ถ้า “ผลิตออกมาถูกบ้าง” แน่นอนไม่มีทางผลิตออกมาถูก 100% แต่นายจ้างอาจยังมองไม่เห็นคุณสมบัติลึก ๆ ของแรงงาน ไม่รู้ด้วยว่าดีจริงรึเปล่า จะขอเงินเดือนเท่าไหร่ เพราะ Information พวกนี้ ถ้ามันไปได้ดีในตลาดแรงงานที่มีฟังก์ชั่น จะทำให้การแมทช์เร็วขึ้น จะใช้น้อยระหว่างหางาน หรือระหว่างที่ตกงาน

โดยทฤษฎีแล้วจึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐ เพราะเป็นเรื่องที่ถ้าไม่มีใครขยับก็ไม่มีใครขยับ ฉะนั้นต้องมีรัฐมาขยับ เพื่อทําให้ตลาดกระตุ้นขึ้น ปัญหาของประเทศไทยคือภาครัฐอาจจะไม่ตอบรับขนาดนั้น ในหลาย ๆ เรื่องเลย พอเป็นเรื่องนี้ก็อาจจะมีคนตั้งคําถามว่าเราต้องมีนโยบายการศึกษาใหม่ไหม แต่ถ้าค้นงานวิจัยต่าง ๆ จะพบว่าจริง ๆ เรามีแผนเยอะมากแล้ว ซึ่งเขียนได้ดีมากด้วย ส่วนหลักสูตรการเรียนในมุมกว้าง มองว่า อย่าคิดเยอะเกิน เพราะว่าถ้าคิดว่าคู่แข่งเป็น AGI ภายใน 3 ปี อาจไม่สามารถออกแบบหลักสูตรเพื่อระยะเวลา 15 ปีได้ แต่อาจจะออกแบบเป็นแนวทางที่ทําให้คนมีความอดทน มีความเป็นมนุษย์สูง มีความคิด ที่เรียกได้ว่า “ไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร ฉันก็อยู่รอดได้” 

สิ่งที่คิดว่าภาครัฐควรจะให้ความสำคัญ คือ การขยายนโยบาย หลายอย่างเขียนออกมาเยอะมาก แต่ตอนไปทําจริงมักจะทําไม่ได้หรือติดขัด ไม่ว่าจะเป็นการให้เด็กได้มีโอกาสฝึกงานกับเอกชนเร็วขึ้น ถี่ขึ้น หรือแม้กระทั่งการอุดหนุนพนักงาน ผู้ว่างงาน แต่ถ้ามองจากทุกอย่างที่ภาครัฐเคยทำมากับประชาชน คือ ประชาชนต้องเอาตัวรอดกันเองเยอะ ภาครัฐอาจไม่ต้องเข้ามาทั้งหมด แต่ที่ควรพึ่งมาก คือภาคเอกชน เพราะต้องบอกว่าเราเชื่อมากว่าเอกชนต้องการแรงงานที่ดี

แรงงานคือกลุ่มที่จะทำเงินให้กับธุรกิจ จึงมีแรงจูงใจในการอยากจะจ้าง แต่ปัญหาคือต้นทุนในการค้นหาคนให้มันเหมาะไหมกับ culture บริษัท ซึ่งทั้งหมดมีความไม่แน่นอนสูงมากตอนนี้ในโลก AI ส่วนรัฐต้องหาวิธีทํายังไงก็ได้ให้เอกชนอยากจะจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น ซึ่งมีหลายวิธีในการทําหรือแม้กระทั่งให้เอกชนเป็นตัวนําในการฝึกฝน

“ถ้าเราเชื่องานวิจัยว่ากว่า 80% ของรายได้ทั้งหมดของคนในชั่วชีวิตหนึ่ง แปลว่าจริง ๆ แล้วที่ทํางานนั่นแหละคือโรงเรียน ไม่ใช่แค่โรงเรียน เพราะโรงเรียนเป็นแค่ที่ทําให้คนพัฒนาสมอง พัฒนาบุคลิก ออกมาเป็นประชาชนที่ดี แต่ตอนทํางานสําคัญมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราจะ ถ้าจะเข้าไปทำงานเชิงนโยบายให้เกิดผลจริง ผมมองว่าเอกชนเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุด”

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

“กระเป๋าทักษะ” เบาะรองรับการเปลี่ยนงาน

ถ้าพูดถึงการทำให้นโยบายด้านการเรียนรู้และแรงงานเกิดผลจริง ณภัทร วิเคราะห์ว่า ต้องเลิกมองแบบปล่อยตามธรรมชาติ แล้วหันมาออกแบบให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง work-integrated learning ที่ทุกวันนี้หลายที่ยังทำแบบตามสบายใจอยู่ ซึ่งยากมากที่จะสำเร็จถ้าไม่จัดการให้จริงจัง

อย่างน้อยเด็กควรมีโอกาสได้สัมผัสโลกการทำงานจริงก่อนเรียนจบ บางคณะเริ่มบังคับแล้วก็จริง แต่ยังมีอีกหลายสาขาที่ไม่ได้ทำ นี่เป็นเรื่องที่ดีต่อทั้ง 3 ฝ่าย มหาวิทยาลัยเองก็จะได้เห็นว่าความรู้ที่สอนว่าไปถึงไหนแล้ว เด็กก็จะได้รู้ว่าที่เรียนมากับสิ่งที่ต้องทำจริงมันต่างกันอย่างไร ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ส่วนที่ทำงานก็ได้รู้จักคนรุ่นใหม่ ได้ลองทำงานร่วมกันก่อน

ในมุมของภาครัฐ ควรเข้ามาช่วยทำให้วงจรนี้ลื่นไหลขึ้น เช่น การให้แรงจูงใจทางภาษีกับบริษัทที่เปิดรับเด็กฝึกงาน หรือทำโปรแกรมที่ปกติอาจจะไม่คุ้มสำหรับเอกชน พอมีแรงจูงใจแบบนี้ ก็ทำให้ข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัย เด็ก และบริษัทง่ายขึ้น แล้วในทางปฏิบัติ ถ้าเด็กฝึกงานทำได้ดีจริง สุดท้ายบริษัทก็มักจะเลือกจ้างต่ออยู่แล้ว เพราะดีกว่าการไปสุ่มเลือกคนจากตลาดแรงงานที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ตรงนี้มองว่าช่วยแก้ปัญหาได้เยอะ

อีกเรื่องที่คนพูดถึงกันมากคือ การว่างงาน หลายคนมองว่าเป็นการว่างงานแบบสมัครใจ แต่ในความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเป็นการเลือกเปลี่ยนงาน ซึ่งมันกระทบคนจำนวนไม่น้อย เพราะฉะนั้นแค่มีโปรแกรมเทรนนิ่งอาจจะไม่พอ เราอาจต้องมีระบบรองรับที่ช่วยให้คนอยู่รอดได้ในช่วงที่เขายังไม่มีงาน และมีเงินบางส่วนให้เขาเอาไปพัฒนาทักษะต่อได้ แม้จะไม่มากก็ตาม เพื่อให้เขากลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น

“แน่นอนว่ามันจะมีความกังวลเรื่อง moral hazard (กล้าทำสิ่งเสี่ยง) หรือการแกล้งว่างงานเพื่อรับเงิน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันมีเกิดขึ้นได้จริง แต่คิดว่าเป็นเรื่องของการออกแบบนโยบายมากกว่าว่าจะทำยังไงให้ปัญหานี้น้อยที่สุด มากกว่าจะไม่ทำอะไรเลยเพราะกลัวปัญหา”

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ณภัทร ยังมีแนวคิดเรื่อง “กระเป๋าทักษะ” หรือ skill wallet ว่าปัจจุบันเรามีกระเป๋าหลายแบบทั้งเรื่องสุขภาพหรือสวัสดิการต่าง ๆ แต่เรายังไม่มีกระเป๋าสำหรับการพัฒนาทักษะอย่างจริงจัง ถ้ามีระบบที่ให้ทั้งพนักงาน นายจ้าง และภาครัฐช่วยกันสมทบเงินเข้าไป เช่น พนักงานจ่ายส่วนหนึ่ง รัฐช่วยเติมเพิ่ม มันก็จะกลายเป็นเงินที่คนสามารถเอาไปใช้เรียนรู้หรือใช้ในช่วงตกงานได้ อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นกองกลางเพื่อบริหารจัดการภาพรวม ถ้าออกแบบดี ๆ คิดว่ามันมีโอกาสไปได้

ขณะเดียวกัน เรื่องพื้นฐานอย่างการลดปัญหา dropout ก็ยังสำคัญมาก เราต้องทำยังไงไม่ให้คนหลุดออกจากระบบโดยที่ไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะทุกครั้งที่มีคนหลุดออกไป เท่ากับว่าเราสูญเสียศักยภาพของประเทศไปทันที ถ้าเราล็อกจุดนี้ได้ ระบบทั้งหมดมันจะไปได้ไกลขึ้นมาก

สุดท้ายคือเรื่อง การเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกวันนี้ความรู้มันเข้าถึงง่ายก็จริง แต่การเรียนรู้ไม่ใช่แค่การดูคอนเทนต์ มันต้องมีพื้นที่ มีสังคม และมีเวลา หลายประเทศให้สิทธิพนักงานลาหยุดไปเรียนได้โดยที่รัฐกับนายจ้างช่วยกันรับภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งในมุมของนายจ้างจริง ๆ แล้วมันคุ้มมาก เพราะถ้าพนักงานเก่งขึ้น ธุรกิจก็ดีขึ้น ปัญหาคือทุกคนรู้สึกว่ายุ่ง ไม่มีเวลา และระบบก็ยังไม่เอื้อให้ไปเรียนได้ง่าย ๆ

เพราะฉะนั้นโจทย์มันไม่ใช่แค่ทำให้คนเรียนมากขึ้น แต่คือทำยังไงให้การเรียนรู้มันไม่หยุด ตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงตอนทำงาน และแม้กระทั่งช่วงที่คนต้องเปลี่ยนงานหรือหยุดพักไปชั่วคราว ถ้าทำให้วงจรนี้มันต่อเนื่องได้จริง นี่แหละคือหัวใจของการพัฒนาคนในระยะยาว

นั่นคือสิ่งที่ นักเศรษฐศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงภาพตลาดงานในยุคที่อะไร ๆ ก็ไม่แน่นอน ความกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของเหล่าบัณฑิต เพราะทักษะการทำงานทุกวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่าย ๆ หลายอย่างต้องใช้เวลา ลงแรง และบางทีก็ต้องแลกกับการเรียนรู้หนักพอสมควร ที่สำคัญคือทุกคนต้องปรับตัวตลอก เพราะทั้งโลกการทำงาน โลกธุรกิจเปลี่ยนเร็วมาก จนแทบจะคาดหวังไม่ได้แล้วว่าเส้นทางอาชีพจะนิ่ง หรือทำตำแหน่งเดิมไปได้ยาว ๆ แบบเมื่อก่อน

ทักษะจำนวนมากไม่ได้มาจากห้องเรียน แต่มาจากการทำงานกับคนอื่นเป็นหลัก การได้เจอนายจ้างที่ดี หรือหัวหน้าที่ดี แน่นอนว่าเป็นข้อได้เปรียบ แต่แม้จะเจอหัวหน้าที่ไม่ดี มันก็ยังเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ เพราะอย่างน้อยเราจะได้รู้ว่าอะไรไม่ควรทำ และเข้าใจมากขึ้นว่าการทำงานที่ดีควรเป็นแบบไหน

Author

Alternative Text
AUTHOR

เมธาวี ทวีผล

คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไงก็อยู่ได้