ในวันที่ ความฝันของการมีงานทำ สำหรับคนรุ่นใหม่หรือเด็กจบใหม่ กำลังถูกใช้เป็น เหยื่อล่อ โดยมิจฉาชีพ การหางานที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต กลับกลายเป็นกับดักของขบวนการอาชญากรรม
เด็กจบใหม่และผู้คนที่ว่างงานจำนวนไม่น้อย กำลังถูกหลอกด้วยคำสัญญาเรื่องรายได้และโอกาส ก่อนถูกพาข้ามแดนไปยังพื้นที่ชายแดน ผลักเข้าสู่โลกของ สแกมเมอร์ โดยไม่ทันตั้งตัว
กว่าจะตระหนักว่าสิ่งที่ได้รับไม่ใช่โอกาส แต่คือเครือข่ายอาชญากรรม หลายคนก็พบว่าตัวเองติดอยู่ในทางตัน หนทางหนีรอดแทบไม่เหลือ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ ได้เปิดเผยสถิติที่น่ากังวลว่า คดีการหลอกลวงไปทำงานมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม 2569 การหลอกลวงลักษณะนี้พบเพิ่มขึ้น จากการหลอกลวงรูปแบบเดิม คือ การหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการชักชวนทำงานหรือทำกิจกรรมออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นอันดับหนึ่ง แซงหน้ารูปแบบการหลอกลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นประเภทที่มีสถิติสูงสุด
ขณะเดียวกันบนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์อุทาหรณ์จากผู้ใกล้ชิดเหยื่ออย่างแพร่หลาย ถึงขั้นตอนการหลอกลวงที่แนบเนียน เริ่มจากการชักชวนทำงานในบริษัทที่ดูน่าเชื่อถือ จัดหารถมารับไปอบรม ก่อนจะพาข้ามพรมแดนไปโผล่ที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นถี่มากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่ต้องหางานท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจบีบคั้น ซึ่งนอกจากจะหางานยากแล้ว ยังต้องเสี่ยงกับภัยรูปแบบใหม่ที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
เพจ มังกรซ่อนตัว ได้นำเสนอประสบการณ์จริงของ หญิงไทยรายหนึ่ง ที่ถูกหลอกไปปอยเปตโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือกลับประเทศอย่างหวุดหวิด
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวคนดังกล่าว ได้รับการชักชวนให้ไปฝึกงานที่กรุงเทพฯ แต่กลับถูกลวงขึ้นรถตู้มุ่งหน้าสู่จังหวัดสระแก้ว โดยมิจฉาชีพอ้างว่าต้องไปรับอุปกรณ์ทำงาน แต่เมื่อถึงชายแดน เธอกลับถูกกลุ่มชายติดอาวุธบังคับให้ข้ามฝั่งผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังเมืองปอยเปต และถูกกักขังไว้ในตึกสแกมเมอร์นานถึง 6 วัน โดยมีคนไทยด้วยกันเองทำหน้าที่คัดกรองข้อมูล และยึดโทรศัพท์เพื่อสแกนใบหน้า
ในวันที่ 6 กลุ่มมิจฉาชีพได้นำเธอไปทิ้งไว้บริเวณด่านผักกาด ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเดิมกว่า 300 กิโลเมตร พร้อมคืนโทรศัพท์ที่ถูกเปลี่ยนรหัสจนใช้งานไม่ได้ แต่ด้วยความโชคดีที่มีเพื่อนร่วมกลุ่มใช้ iPhone ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยทำให้การเปลี่ยนรหัสยังไม่สำเร็จ จึงสามารถใช้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเครือข่ายคนไทย ประสานงานหาที่พักและเดินทางกลับถึงประเทศไทยได้สำเร็จในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวการเผาตึกกักขังเพื่อหลบหนีของเหยื่อรายอื่น ๆ

นอกจากกรณีนี้ ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ยังได้ร่วมกันตีแผ่กระบวนการที่คล้ายคลึงกันจนสามารถสรุปเป็นแผนผังกลลวงได้ ดังนี้
- สร้างแรงจูงใจ ประกาศรับสมัครงาน/ฝึกงานทางโลกออนไลน์ : เน้นงานในกรุงเทพฯ เพื่อให้เหยื่อวางใจและไม่เตรียมตัวสำหรับการเดินทางไกล อ้างว่ามีอุปกรณ์ให้ครบ (โน้ตบุ๊ก/มือถือ) และมีการอบรมให้ก่อนเริ่มงานจริง ส่วนใหญ่จะโพสต์ลงกลุ่มหางานในเฟซบุ๊ก
- อ้างมีรถรับส่งฟรี แล้วเบี่ยงเบนเส้นทาง : เสนอรถรับส่งฟรีเพื่อไปอบรมในกรุงเทพฯ แต่พาขึ้นรถตู้มุ่งหน้าไปชายแดน เช่น จังหวัดสระแก้ว
- สร้างเหตุผลรองรับในการไปชายแดน : อ้างว่าต้องไป รับอุปกรณ์ หรือ ลงโปรแกรมเฉพาะตัว ที่ออฟฟิศสาขาชายแดน
- เปลี่ยนถ่ายพาหนะ : ใช้รถหลายประเภท (รถตู้, เก๋ง, กระบะ) เพื่อให้ยากต่อการติดตามและสับสนเส้นทาง
- ใช้ช่องทางธรรมชาติ : บังคับข้ามแดนในจุดที่ไม่มีด่านตรวจ โดยมีกลุ่มชายติดอาวุธรอรับ
รศ.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ว่าหากสังเกตช่วงหลังคนที่ถูกหลอกจะมุ่งไปที่ 2 กลุ่มเป็นพิเศษ คือ กลุ่มผู้สูงอายุ กับ กลุ่มเยาวชนที่หางานทำ นอกจากการหลอกเพื่อเอาเงินแล้ว ยังเป็นการหลอกให้เป็นบัญชีม้าไปโดยปริยาย
ความไม่สงบชายแดนส่งผลให้สแกมเมอร์ขาดคน จึงต้องใช้วิธีลักพาตัว
ปัญหานี้สำหรับ รศ.นวลน้อย แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อในอดีตมีกลุ่มคนที่สมัครใจข้ามไปทำงานผ่านการชักชวนของคนคุ้นเคย แต่ในระยะหลังเมื่อเกิดความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนช่วงปลายปี ทำให้การข้ามแดนทำได้ลำบากและไม่สะดวกเหมือนเก่า ส่งผลให้จำนวนผู้สมัครใจลดน้อยลง มิจฉาชีพจึงหันมาใช้วิธีการหลอกลวงและบังคับฝืนใจเป็นหลัก

กรณีดังกล่าวคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปีที่ผ่านมา เมื่อทางการจีนต้องส่งกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนของตนที่ถูกหลอกมาทำงานในไทยแต่กลับถูกลักพาตัวไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน คือการใช้ตำแหน่งงานในกรุงเทพฯ เป็นแรงจูงใจหลักเพื่อลักพาตัวเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่คือเยาวชนหางานและผู้สูงอายุเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ โดยอาศัยช่องว่างจากปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเป็นตัวเร่ง
“จริง ๆ เรื่องการหลอกให้ไปประเทศเพื่อนบ้านไม่ควรจะไปได้แล้ว เพราะมีการตรวจช่องทางธรรมชาติกันอยู่แล้ว แต่ยังเกิดเหตุการณ์เข้าไปได้ก็ถือเป็นจุดอ่อนของประเทศไทยเลยนะ ถ้ายังมีคนหลุดรอดได้ แสดงว่าการเข้มงวดชายแดนยังไม่เพียงพอ”
รศ.นวลน้อย ตรีรัตน์
นอกจากความเข้มงวดทางกายภาพแล้ว รศ.นวลน้อย ยังเน้นย้ำถึงการจัดการที่ต้นทางอย่างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
“กระทรวง DE ต้องประสานงานกับเจ้าของแพลตฟอร์มเพื่อจัดการตั้งแต่ต้นทาง จะรอแก้ปัญหาปลายน้ำนี่มันไม่ได้”
รศ.นวลน้อย ตรีรัตน์
นักวิชาการยังเน้นย้ำถึงการเข้าไปจัดการทางแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่เป็นช่องทางสำคัญที่สร้างการหลอกลวง ทั้งการหลอกทำงาน การหลอกลงทุน โดยเฉพาะ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ต้องประสานงานกับเจ้าของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้เข้ามาคัดกรองโพสต์และเข้มงวดต่อการจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง แม้จะมีการรณรงค์เป็นระยะ แต่ยังมีประชาชนบางส่วนที่เขาไม่ถึงข้อมูลนี้ ดังนั้นเราจึงต้องมีการไปจำกัดที่ช่องทางโซเชียลมีเดียด้วย
ช่องโหว่ที่ต้องร่วมกันอุด
อดิศร เกิดมงคล ผู้แทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ก็ให้ความเห็นถึงข้อจำกัดและความท้าทายการช่วยเหลือเหยื่อ โดยยอมรับว่า แม้จะทราบพิกัดผู้เสียหาย แต่การเข้าช่วยเหลือต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ฝั่งเพื่อนบ้าน ซึ่งเมื่อเกิดข้อพิพาทชายแดน การประสานงานจึงล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงให้เหยื่อ อีกทั้งข้อกฎหมายในการพิสูจน์ว่าเหยื่อถูกบังคับให้กระทำความผิดต่อก็ยังไม่มีความชัดเจน

ทั้งยังชี้ข้อบกพร่องการรับมือของภาครัฐมีหลายข้อด้วยกัน โดยเฉพาะมาตรการการร้บมือของรัฐในปัจจุบันยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การเฝ้าระวังและสกัดกั้นตามพื้นที่ชายแดนของตำรวจสามารถแก้ปัญหาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หากจะแก้ปัญหาการหลอกลวงอย่างรอบด้าน ต้องอาศัยการทำงานร่วมมือกันหลายหลายหน่วยงาน เช่น
- กระทรวงแรงงาน ด้านการส่งเสริมการมีงานทำในพื้นที่ต่างจังหวัด
- กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ด้านมาตรการรับมือการหลอกลวงออนไลน์
- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดูแลกลุ่มเยาวชนและผู้มีความเสี่ยง
- กระทรวงศึกษาธิการ บรรจุความรู้เกี่ยวกับการหลอกลวง ไว้ในหลักสูตร
- กระทรวงการต่างประเทศ ผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
“การช่วยเหลือก็ต้องมีมาตรการหลายเรื่อง คือ มี 4 ขั้นตอนที่ต้องพัฒนาอย่างเป็นระบบ 1. กระบวนการเฝ้าระวังป้องกัน 2.ตัวมอนิเตอร์ก่อนจะข้ามไป 3. ปลายทาง 4. เมื่อกลับมาจะมีมาตรการอย่างไร ไม่ให้กลับไปอีก”
อดิศร เกิดมงคล
ส่วนข้อเสนอแนะเชิงระบบเพื่อจัดการปัญหาการหลอกลวงไปทำงาน จำเป็นต้องมีแนวทางบูรณาการ 4 ขั้นตอน ได้แก่
- การเฝ้าระวังและป้องกัน สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงออนไลน์จากการเพิ่มลงหลักสูตรการศึกษา และส่งเสริมการมีงานทำและรายได้ในประเทศโดยการกระจายรายได้ให้เข้าถึงพื้นที่ต่างจังหวัด
- พัฒนาการตรวจสอบก่อนออกนอกประเทศ พัฒนากระบวนการตรวจสอบที่สนามบินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็น
- การช่วยเหลือในประเทศปลายทาง เร่งกระบวนการช่วยเหลือและอพยพเหยื่อกลับประเทศ แม้ในสภาวะที่ความร่วมมือระหว่างประเทศมีจำกัด
- การป้องกันการตกเป็นเหยื่อซ้ำ สร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ในประเทศไทยเพื่อป้องกันไม่ให้เหยื่อกลับไปตกอยู่ในวงจรเดิม
ขณะที่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เครือข่ายองค์กรอ้านประชากรข้ามชาติ มองว่า ควรทำให้ปัญหานี้เป็น วาระแห่งชาติ หรือมี ยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ชัดเจน รัฐสภาควรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาอย่างจริงจัง เสนอแก้ไขกฎหมาย และให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายโดยตรงต่อรัฐบาล จึงอยากฝากแนวทางและยุทธศาสตร์จากรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
“ผมคิดว่าปัญหาเรื่องนี้มันไม่ใช่ปัญหาแค่ แค่ไทย -กัมพูชา ไทย-เมียนมา ไทย-ลาว เท่านั้น มันเป็นปัญหาระดับภูมิภาค จริง ๆ เป็นปัญหาระดับโลกด้วยซ้ำไป เราจะใช้กลไกของอาเซียน กลไกในระดับโลกที่จะทำงานเรื่องนี้ เพื่อจะไขล็อกกับกัมพูชา”
อดิศร เกิดมงคล
ถึงตรงนี้ ปัญหาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ไทย-กัมพูชา แต่เป็นปัญหาระดับภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้นประเทศไทยจึงควรมีบทบาทนำในอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เนื่องจากเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งจากการสูญเสียแรงงานและเป็นผู้รับภาระ เมื่อเหยื่อถูกส่งกลับ ควรใช้กลไกอาเซียนเพื่อสร้างความร่วมมือ และพิจารณาบทบาทของประเทศอื่น ๆ เช่น จีน อย่างชัดเจน
สำหรับเด็กจบใหม่เอง ก็ต้องระวังมิจฉาชีพใช้ความหวังเรื่องงานมาล่อลวง เพื่อลักพาตัวไปกักขังในฐานสแกมเมอร์ต่างแดน นั่นทำให้มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องยกปัญหานี้เป็น วาระแห่งชาติ บูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อตัดวงจรมิจฉาชีพเหล่านี้ตั้งแต่ต้นน้ำบนออนไลน์ จนถึงการคัดกรองการออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด
และไม่เพียงแค่ปราบปราม แต่รัฐยังต้องเร่งสร้างอาชีพที่มั่นคงในท้องถิ่น พร้อมใช้กลไกอาเซียนร่วมกวาดล้างขบวนการข้ามชาติให้หมดไป เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

