“ปกติเราพูดกันเสมอว่ารัฐสภา ควรเป็นพื้นที่เปิด เป็นพื้นที่ของประชาชน งานวันนี้เป็นภาพที่เราฝันอยากเห็น คือรัฐสภาที่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ ทำกิจกรรม
และมีส่วนร่วมได้จริง”
นั่นเป็นสิ่งที่ นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เน้นย้ำว่า ตลอด 12 วันของการจัดงาน Policy Watch Connect 2026 ในช่วงวันที่ 12 – 23 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นกิจกรรมใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่รัฐสภา และงานนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม
คำยืนยันจากปากของ ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ สว. น่าจะพอบ่งบอกได้ดีเลยว่าที่ผ่านมาการเข้าถึง เข้ามาสัมผัส รัฐสภา สำหรับประชาชนทั่วไปจึงเป็นเรื่องยากนัก ทั้งที่จริง ๆ แล้วพื้นที่แห่งนี้น่าจะเปิดรับให้ทุกคนเข้าถึงได้ไม่เฉพาะแค่นักการเมือง และข้าราชการเท่านั้น

แต่ด้วยความเป็นอาคารมูลค่ามหาศาลหลายหมื่นล้าน เป็นศูนย์กลางของอำนาจนิติบัญญัติ จึงไม่แปลกที่การเข้า-ออก จะอยู่ภายใต้กฎ กติกาอย่างรัดกุม และแน่นอนว่าสำหรับประชาชนแล้ว “ดูเข้าถึงยาก” และไม่เป็นที่ดึงดูดให้ใครอยากเข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่
ยศพล บุญสม ผู้ก่อตั้ง We! Park กลุ่มที่เชื่อว่าทุกคนมีส่วน และมีสิทธิสร้างสวนสาธารณะร่วมกันได้ ย้ำถึงมุมของผู้คนที่มักคิดว่า สถานที่ราชการ อาจไม่ใช่สถานที่ที่เป็นมิตรกับของพวกเขา ดังนั้นสถานที่ราชการแต่ละแห่งหากไม่ได้จัดกิจกรรมสำคัญ ๆ ยากมากที่คนทั่วไปจะเข้าถึงได้
นั่นทำให้ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมในวันสุดท้ายของงาน Policy Watch Connect 2026 ซึ่งเปิดพื้นที่รัฐสภาเชื่อมโยงภาคนโยบาย ภาคประชาชน และภาคปฏิบัติการ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดนโยบายสาธารณะท่ามกลางความท้าทายของประเทศ ก่อนการเลือกตั้ง 2569 พื้นที่บริเวณ ลานปลาอานนท์ จึงถูกเนรมิตให้เป็น พื้นที่สาธารณะ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมด้วยอาหาร ดนตรี และตลาดเขียว รองรับผู้เข้าร่วมงาน สร้างพื้นที่ที่ไม่เป็นทางการ ให้เกิดการแลกเปลี่ยน พูดคุย แนวคิดเชิงนโยบาย

กิจกรรมนี้สำหรับมุมมองของ ยศพล แล้วยิ่งสะท้อนชัดว่า ถ้าไม่ได้มีโอกาสได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ ก็คงไม่รู้ว่าพื้นที่รัฐสภาสามารถใช้จัดกิจกรรมได้มากมายขนาดนี้ ซึ่งมีทั้งพื้นที่ห้องสมุด พื้นที่ริมน้ำ ลานกิจกรรม หรือห้องประชุมที่ประชาชนก็สามารถขอใช้งานได้
“ความจริงที่ต้องยอมรับ คือ ยังขาดการประชาสัมพันธ์ ประชาชนแทบไม่รู้ว่าสามารถเข้าไปทำอะไรได้บ้าง แล้วยิ่งการเข้าถึงก็ยากเลยทำให้หลายคนคิดว่าไปใช้พื้นที่อื่นก็ได้ ถ้าจะเข้ายากขนาดนี้ แต่ถ้ามองในบริบทที่ควรเป็น พื้นที่นี้จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของรัฐกับประชาชนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นก็ต้องเปลี่ยนท่าทีตั้งแต่การออกแบบ จนไปถึงกรอบความคิด เพราะถ้าคิดตั้งแต่แรกว่าพื้นที่นี้เป็นจุดเชื่อม โจทย์ในการออกแบบก็จะเปลี่ยนไป”
ยศพล บุญสม
เขายังมองว่า จะดีกว่านี้ถ้ามีโซนสนามเด็กเล่น มีลานกิจกรรม พื้นที่ศิลปะ ให้ประชาชนเข้ามาใช้งานได้ทั้งวัน และในทางอ้อมก็เชื่อว่าคนที่เข้ามาก็น่าจะซึมซับเรียนรู้เกี่ยวกับเมือง เกี่ยวกับประชาธิปไตย ทำให้เป็นหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่แน่นอนว่าเป็นสถานที่ราชการก็ต้องขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัย ก็น่าจะสามารถจัดโซนหรือแบ่งการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ได้ ให้ทุกอย่างอยู่ร่วมกันได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องของเวลา อย่างเช่นวันเสาร์ – อาทิตย์ อาจจะเพิ่มเวลาของพื้นที่บางส่วนมากกว่าวันธรรมดา ซึ่งน่าจะมีวิธีการจัดการเชิงกายภาพได้


ยศพล ย้ำว่า หากบริหารจัดการอย่างทันสมัย และเข้าใจคนใช้งานจริง ๆ ว่าต้องการอะไร ทำให้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีสถานที่ที่พร้อม แล้วมีกลุ่มคนเข้ามาใช้งานร่วมกันจริง ทั้งภาคประชาชน เจ้าของกิจการ หรือกลุ่มประเด็นสาธารณะต่าง ๆ ก็จะยิ่งน่าสนใจ
“ที่สำคัญต้องจัดกิจกรรมอย่างเนื่อง ถ้าได้เปิดพื้นที่จริง ๆ หรือทางกายภาพพร้อมก็ต้องทำให้มีกระบวนการมีส่วนร่วม ชวนคิด ตั้งแต่แรก ไม่ใช่เปิดมาแล้วคนไม่มีส่วนร่วม ก็จะทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เป็นเจ้าของอยู่ดี รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้เป็นพื้นที่แห่งการแชร์ไอเดียร่วมกัน”
ยศพล บุญสม
ด้วยสเกลของพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ก็อาจทำให้ความเป็นของพื้นที่ลดน้อยลงเป็นธรรมดา เพราะต้องการแสดงความสง่างาม ความเป็นทางการ อาจทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ได้ออกแบบเพื่อเชื้อเชิญเราตั้งแต่แรก

ยศพล ยกตัวอย่าง พื้นที่ริมน้ำ ถ้าคนจะมาเดิน มาออกกำลังกาย ก็ควรจะสร้างบรรยากาศของพื้นที่ให้น่าทำกิจกรรมมากกว่านี้ เช่น มีสนามเด็กเล่นให้เด็ก มีที่นั่ง มีศาลา เป็นต้น และทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่สวนที่ส่งเสริมสถาปัตยกรรมของรัฐสภา แต่เป็นสวนที่ใช้ได้จริงก็น่าจะดึงดูดคนให้เข้ามาใช้งานมากกว่านี้
“เหมือนเขาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนใช้ แต่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมสถาปัตยกรรมเป็นหลัก”
ยศพล บุญสม
รัฐสภาของประชาชน
ตัวอย่างต่างประเทศที่ใช้พื้นที่รัฐสภาให้เกิดประโยชน์กับประชาชน อย่างใน ประเทศเยอรมนี ที่นำพื้นที่อาคารเก่ามาปรับใช้ และมีพื้นที่ให้คนขึ้นไปเดินข้างบนในจุดชมวิว หรือแม้กระทั่งสนามด้านหน้าก็เปิดให้จัดคอนเสิร์ต และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ โดยไม่รู้สึกว่ามีขอบเขตเยอะ อาจจะด้วยวิธีการออกแบบว่าคนทำงานเข้าอีกทางหนึ่ง ประชาชนทั่วไปเข้าอีกทางหนึ่ง เป็นต้น
อีกทั้งมีการจัดสรรพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายอย่างชัดเจน เช่น โซนของรัฐบาล ทำเนียบประธานาธิบดี และมีพื้นที่ส่วนกลางที่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้งานได้จริง สะท้อนให้เห็นว่ามีการวางแผนการใช้พื้นที่ตั้งแต่แรก ระบบความปลอดภัยก็ถูกคิดมาแล้ว พื้นที่สาธารณะก็มีสัดส่วนที่ใหญ่มาก และเชื่อมต่อกับสวนสาธารณะในเมือง
เมื่อ We! Park ได้มีโอกาสมาเยือนพื้นที่รัฐสภา ได้เห็น ได้สัมผส ก็ทำให้รู้ทันที่ว่า พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้ปิดกั้นขนาดนั้น และเชื่อว่าพื้นที่ของรัฐสภายังมีศักยภาพปรับปรุงให้ตอบโจทย์กับการใช้งานมากขึ้น ยิ่งทำให้เริ่มไม่มีระยะห่างกับเรื่องประชาธิปไตย หรือกับนักการเมืองอย่างที่หลายคนกลัว ๆ กัน
“คิดว่าพื้นฐานการรับรู้ของคนทั่วไป คือ พื้นที่รัฐสภาไม่ใช่ที่ของประชาชน แต่พอได้ลองเข้ามา ก็รู้สึกว่าเข้าถึงได้ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม อีกทั้งเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนจากยุคที่มีความคิดอยากจะเชิดชูคุณค่าของสถบันของชาติ หรืออุดมคติบางอย่าง แต่ยุคสมัยนี้มีความตรงไปตรงมามากขึ้น”
ยศพล บุญสม


ยศพล ยังยอมรับว่า การได้ร่วมจัดกิจกรรมใน Policy Watch Connect 2026 เหมือนครั้งหนึ่งได้ลองเข้าไปแฮ็กพื้นที่ที่เป็นของนักการเมืองที่มีความจริงจัง ให้มีความสบาย ๆ มากขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นภารกิจของ We! Park ในการใช้เรื่องของกิจกรรมหรือพื้นที่สีเขียว หรือที่เรียกว่า Pop Park ไปเปิดบทสนทนากับเมืองในหลาย ๆ จุด แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้นึกถึงรัฐสภามาก่อน เพราะส่วนใหญ่จะไปทำกิจกรรมพื้นที่ชุมชน
“การเข้าไปรัฐสภาครั้งนี้เป็น Message ที่ส่งต่อถึงสังคมได้อย่างมาก ๆ เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นสถาบันของชาติด้วย เมื่อรัฐสภาสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิด และแสดงถึงความใจกว้าง โดยเปิดพื้นที่แบบนี้ได้ ก็ส่งสัญญาณต่อสถาบันทางราชการอื่น ๆ ว่าที่อื่นก็น่าจะทำได้โดยไม่รู้สึกว่าผิดแปลกอะไร ประชาชนก็จะเริ่มเห็นเช่นกัน”
ยศพล บุญสม
ข้อเสนอที่อยากให้ประชาชนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา
ยศพล ยังมองเห็นสิ่งแรกคือ การปรับตัวทางกายภาพ มีการแบ่งโซนที่ชัดเจน และมีการขยายพื้นที่สาธารณะให้มากขึ้น อย่างพื้นที่สีเขียวด้านหน้ามีการเปิดให้คนเข้ามาใช้งานได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่าต้องสร้าง Buffer Zone พื้นที่ป้องกันการก่อการร้ายด้วย ตามข้อกำหนดของรัฐสภา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมในการที่ให้มีคนมาทำกิจกรรมมากขึ้น เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกความต้องการ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้รัฐสภาเป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ อย่าให้เป็นเพียงพื้นที่ของการเมืองการปกครอง
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงกายภาพ อาจจะต้องเปลี่ยนแนวคิดว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปิดรับการจัดกิจกรรมของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างเช่น จัดกิจกรรมดนตรีในสวน ฉายหนังกลางแปลง ฯลฯ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนทดลอง 6 เดือน หรือ 1 ปี และระหว่างนั้นก็เก็บข้อมูลว่าต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

นิยามพื้นที่ “รัฐสภาที่เป็นของประชาชนจริง ๆ”
ถึงตรงนี้มุมของ We! Park จึงอยากให้ รัฐสภาเป็นพื้นที่ของสาธารณะ ทั้งความคิด การแสดงออกของประชาชน ไม่อยากให้เป็นเพียงพื้นที่ที่แสดงออกถึง ความดั้งเดิม ที่ไม่เชื่อมโยงกับคน การที่จะเป็นพื้นที่ของทุกคนก็ควรจะให้ประชาชนมีส่วนได้คิด สร้างสรรค์ แสดงออกต่อพื้นที่ได้ ที่สำคัญคือสร้างความรู้สึกในการเป็นเจ้าของร่วม มีความผูกพันจริง ๆ ที่ไม่ได้มีความเกรงกลัวหรือยำเกรง ไม่รู้สึกว่าสูงส่งหรือเกินเอื้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชน ถ้าสร้างความรู้สึกแบบนี้ได้คนก็จะกล้าให้ความเห็น คนก็อาจจะอยากเสนอไอเดียเกี่ยวกับการสร้างเมืองมากขึ้น
จะดีกว่าไหม…ถ้าทำให้นักการเมืองใช้พื้นที่ร่วมกันกับประชาชนเป็นเรื่องปกติ เป็นคนที่ใช้สวนเดียวกัน วิ่งเส้นทางเดียวกัน และทำให้ง่ายขึ้นต่อการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชน เพราะ
“พื้นที่สาธารณะไม่ได้เป็นพื้นที่ที่บอกว่าคุณเป็นใคร
แต่ทุกคนคือคนด้วยกัน”

