โครงสร้างพื้นฐานของเมืองคืออะไร ? หลายคนคงนึกถึง โครงสร้างพื้นฐานสีเทา (Grey Infrastructure) เช่น ถนน รถไฟฟ้า เขื่อน อุโมงค์ระบายน้ำ หรือระบบสาธารณูปโภคที่ทำให้เมืองดำเนินต่อไปได้
แต่ท่ามกลาง วิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ในปัจจุบัน ทำให้ความหมายของคำว่า โครงสร้างพื้นฐาน กำลังเปลี่ยนแปลงไป และกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ สวนสาธารณะ ที่ถูกยกระดับให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ
แม้สวนสาธารณะจะถูกให้คุณค่าในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของเมืองมากขึ้น แต่ถ้าถามว่าแล้ว สวนสาธารณะคือพื้นที่ของใคร ? คำตอบส่วนใหญ่มักมองว่านี่พื้นที่พักผ่อนหรือตอบสนองต่อกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งที่ความเป็นจริงพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้น เพราะยังรวมถึงต้นไม้ สิ่งมีชีวิตอีกนานาชนิด ที่ต่างเข้ามามีบทบาทในการสร้าง รักษา และเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของเมืองอยู่ตลอดเวลา

สวนลุมพินี สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุง จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ ฐาปนพงศ์ ยีขุน ชวนสำรวจ และถูกนำมาถ่ายทอดผ่าน งานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา ประจำปี 2569 เพื่อตอกย้ำว่าสวนสาธารณะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สีเขียว หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เป็นผลของการประกอบร่วมกันระหว่างผู้คน ธรรมชาติ เทคโนโลยี และการจัดการของรัฐ
พร้อมทั้งชวนจินตนาการ ว่าหากเราขยับจากการมอง เมืองที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การมองเมืองในฐานะพื้นที่ที่สิ่งมีชีวิตหลากหลายร่วมกันสร้างและดำรงอยู่ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและอนาคตของกรุงเทพมหานคร จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ?
จากทุ่งศาลาแดงสู่พื้นที่สาธารณะ: สวนลุมพินีในฐานะที่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
หากกล่าวถึง สวนลุมพินี ถือเป็น ปอดของเมือง ที่ไม่ใช่แค่ภาพจำของสวนสาธารณะทั่วไป และพื้นที่กิจกรรมกลางใจเมืองเท่านั้น เพราะหากย้อนกลับไปตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา สวนลุมฯ ไม่เคยมีสถานะหรือหน้าที่ที่ตายตัว แต่ถูกนิยามและให้ความหมายใหม่อยู่เสมอตามบริบททางสังคม การเมือง และแนวคิดการพัฒนาเมืองในแต่ละยุคสมัย
พื้นที่สวนลุมพินีซึ่งเดิมเคยเป็นทุ่งศาลาแดงนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรับให้เป็นสถานที่จัดงาน สยามรัฐพิพิธภัณฑ์ เพื่อแสดงศักยภาพของรัฐสมัยใหม่และกระตุ้นเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทเป็นสวนสนุกและพื้นที่บันเทิงที่ให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่ดำเนินกิจการ
ถัดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สวนลุมฯ ก็ถูกใช้เป็นพื้นที่ตั้งค่ายของกองทัพญี่ปุ่น ขณะที่ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและยุคสงครามเย็น พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ งานสโมสร และกิจกรรมของรัฐต่าง ๆ จึงจะเห็นได้ว่าแต่ละช่วงเวลาและบริบทที่ต่างกันออกไป ก็ได้ทิ้งร่องรอยและความหมายที่แตกต่างกันไว้บนพื้นที่เดียวกัน

ปัจจุบัน ภายใต้บริบทของภาวะโลกร้อน น้ำท่วม ฝุ่น PM 2.5 และวิกฤตเมืองที่ทวีความซับซ้อน สวนลุมฯ กำลังถูกให้ความหมายใหม่อีกครั้ง ในฐานะ โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (green infrastructure) ที่ทำหน้าที่รองรับน้ำ ลดอุณหภูมิ เพิ่มพื้นที่นันทนาการ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง
ดังจะเห็นได้จากการปรับปรุงพื้นที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพื้นที่ป่าคนเมือง พื้นที่หน่วงน้ำ การเชื่อมต่อทางเดินสีเขียว เป็นต้น
การเปลี่ยนผ่านของสวนลุมฯ ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา จึงสะท้อนให้เห็นว่า สวน เป็นผลลัพธ์ของการประกอบสร้างและต่อรองระหว่างรัฐ ทุน ผู้คน แนวคิดการพัฒนา และสรรพสิ่งที่เข้ามาใช้และให้ความหมายกับพื้นที่ในแต่ละยุคสมัย การทำความเข้าใจสวนลุมในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพฯ จึงไม่อาจมองเพียงสิ่งปลูกสร้างหรือพื้นที่สีเขียว หากต้องมองเห็นเครือข่ายความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ร่วมกันสร้างให้สวนแห่งนี้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สรรพสิ่งและถิ่นที่อยู่: เมื่อกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ของมนุษย์
แม้สวนลุมพินีจะถูกวางแผน ออกแบบ และบริหารจัดการโดยหน่วยงานของรัฐ แต่เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่ จะพบว่าสวนแห่งนี้ไม่ได้ประกอบขึ้นจากมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดเข้ามาอาศัย และมีบทบาทในการกำหนดภูมิทัศน์ของสวนร่วมกับผู้คนอยู่ตลอดเวลา ฐาปนพงศ์ จึงชวนมองสวนลุมฯ ผ่านแนวคิด สภาวะรวมตัว (Assemblage) แล้วจะเห็นได้ว่าสวนลุมฯ ไม่ใช่วัตถุหรือพื้นที่ที่ถูกสร้างอย่างเสร็จสมบูรณ์และตายตัว หากแต่เป็นผลของเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ประกอบขึ้นจากมนุษย์ สิ่งมีชีวิตอื่นที่พ้นมนุษย์ เทคโนโลยี และการจัดการของรัฐ ซึ่งต่างส่งอิทธิพลต่อกันอย่างต่อเนื่อง
“เราจะสามารถมองต้นไม้ หรือสรรพสัตว์ในฐานะพลเมืองหนึ่งของเมืองได้หรือไม่ ?”
ฐาปนพงศ์ ยีขุน
ฐาปนพงศ์ ยังยกกรณีของ เหี้ย ว่าเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนพลวัตดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในอดีต เหี้ยถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์และเป็นปัญหาของสวน
จนในปี 2559 กรุงเทพฯ เคยดำเนินมาตรการจับตัวเหี้ยกว่าร้อยตัวไปปล่อยยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า จังหวัดราชบุรี เพื่อควบคุมประชากร ขณะเดียวกัน แมวจรจัดก็เคยมีแนวคิดที่จะถูกย้ายออกจากพื้นที่และควบคุมจำนวนผ่านการทำหมันเช่นเดียวกัน
ความพยายามดังกล่าวไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งจากการคัดค้านของกลุ่มประชาชนที่ดูแลสัตว์ และจากธรรมชาติของสัตว์เองที่ยังคงกลับเข้ามาอาศัยหรือขยายพันธุ์ภายในพื้นที่


สิ่งที่น่าสนใจ คือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ในสวนลุมฯ เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่สัตว์เหล่านี้ถูกมองเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ กลับกลายเป็นมาสคอตประจำสวนลุมฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหี้ยที่ได้กลายเป็นสัตว์อันโด่งดังประจำสวนลุมฯ ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากตั้งใจเดินทางมาชม หรือแม้แต่ได้กลายเป็นมาสคอตประจำกิจกรรมอย่าง “นั่งเฉย ๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย” ของกลุ่ม Commons and Bonfire จึงทำให้เห็นว่ากรุงเทพฯ และเหล่าคนเมืองเองก็เริ่มปรับแนวทางจากการกำจัด มาเป็นการอยู่ร่วมกันผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การติดป้ายรณรงค์ไม่ให้อาหารสัตว์หรือการจัดการประชากรสัตว์ในรูปแบบที่ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศมากขึ้น
ปรากฏการณ์เหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามต่อวิธีคิดที่มองเมืองเป็นพื้นที่ของมนุษย์เพียงอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริง สิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียง ผู้อาศัย หรือ ผู้บุกรุก ในเมือง แต่ยังมีบทบาทในการสร้างความหมายของสถานที่ กำหนดประสบการณ์ของผู้คน และเปลี่ยนแปลงวิธีที่เมืองถูกใช้งานและรับรู้อีกด้วย
ดังนั้นการมองสวนลุมฯ และเมืองผ่านแนวคิดที่พ้นไปจากการมองมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (more-than-human city) จึงเป็นการจินตนาการถึงเมืองในมุมมองใหม่ ๆ และเป็นการยอมรับว่าสัตว์ ต้นไม้ และธรรมชาติ ล้วนเป็นผู้ร่วมสร้างเมืองไม่ต่างจากมนุษย์
ธรรมชาติไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการ แต่เป็นผู้สร้างเมืองร่วมกัน
การยอมรับว่าเมืองไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ควรหยุดจัดการพื้นที่หรือปล่อยให้ธรรมชาติดำเนินไปโดยปราศจากการวางแผน แต่เป็นการชวนทบทวนวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเมืองเสียใหม่ เพราะแนวคิดการพัฒนาเมืองกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็น เมืองอัจฉริยะ (Smart City) หรือ เมืองสีเขียว (Green City) ที่ถึงแม้จะให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวมากขึ้น แต่ธรรมชาติก็มักถูกมองในฐานะทรัพยากรที่ทำหน้าที่ให้บริการแก่มนุษย์เท่านั้น (Ecosystem Services) ไม่ว่าจะเป็นการลดอุณหภูมิของเมือง การดูดซับคาร์บอน เป็นพื้นที่ซับน้ำ หรือเป็นพื้นที่พักผ่อน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติจึงยังคงเป็นความสัมพันธ์ที่มนุษย์ทำหน้าที่กำหนด ควบคุม และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเป็นหลัก

ฐาปนพงศ์ จึงได้เสนอให้ใช้แนวคิด พหุจักรวาล (Pluriverse) ของ อาร์ตูโร เอสโคบาร์ (Arturo Escobar) ในการมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ต่างออกไป โดยเสนอว่า การพัฒนาไม่จำเป็นต้องมีแบบแผนหรือเป้าหมายเพียงรูปแบบเดียว หากแต่ควรเปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตอื่นได้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย
และภายใต้มุมมองนี้ สวนสาธารณะจึงไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นต่างมีสิทธิในการดำรงอยู่และร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ไปพร้อมกัน
การมองสวนลุมฯ ผ่านกรอบคิดดังกล่าว อาจนำไปสู่การตั้งคำถามใหม่ต่อการออกแบบเมือง แทนที่จะมุ่งจัดระเบียบธรรมชาติให้สอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์เพียงอย่างเดียว เราอาจออกแบบพื้นที่ให้รองรับการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดมากขึ้น เช่น การปล่อยให้บางพื้นที่พัฒนาเป็นพื้นที่ธรรมชาติ (rewilding) การรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งอาศัยของสัตว์ การเลือกใช้พันธุ์ไม้ที่สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีเพื่อทำความเข้าใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ แทนการใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุมและจัดระเบียบธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุดนี้ การรับมือกับวิกฤตเมืองในอนาคตอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสร้างสวนให้มากขึ้น หรือพัฒนาเมืองให้ อัจฉริยะ มากขึ้นเพียงใด แต่อยู่ที่การทบทวนวิธีคิดพื้นฐานของการพัฒนาเมืองเสียใหม่ ว่าเรายังคงมองธรรมชาติเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานที่ทำหน้าที่รับใช้มนุษย์ หรือพร้อมจะยอมรับว่าระบบนิเวศต่าง ๆ รอบตัวที่เป็นผู้ร่วมสร้างเมืองเช่นเดียวกัน

