ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาพจำของ ระยอง คือศูนย์กลางนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งภาคตะวันออก เมืองที่เต็มไปด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมและกำลังเดิมพันด้วยปัญหาสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของทุกภาคส่วนตลอดเส้นทางอันยาวนานที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดนี้ The Active ชวนมองความหวังของเมืองที่มีอยู่ผ่านต้นทุนที่มีอยู่ของระยอง พร้อมมองหาโอกาสในการพาเมืองแห่งเศรษฐกิจนี้ในการเดินไปข้างหน้าอย่างสมดุล
ระยอง…เมืองที่ถูกเลือก
“ระยองเป็นเมืองเดอะแบก เป็นผู้ถูกเลือก โดยที่เราไม่เคยได้เลือกเอง”
นี่คือคำตอบแรกที่ได้ยินผ่านบทสนทนาในวันนี้ เมื่อถามถึงเมืองระยองว่าวันนี้กำลังมีหน้าตาแบบไหน ?
สมศักดิ์ พะเนียงทอง จากสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง (RILA) ตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมาในฐานะคนพื้นถิ่นที่น่าจะแทนใจคนระยองด้วยกันเองไม่น้อย
เขามองว่าระยองเป็นเมืองที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอด คนในท้องถิ่นต้องปรับตัว ปรับวิถีชีวิตกันมาตลอดหลายชั่วอายุคนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
สมศักดิ์ ชวนย้อนความทรงจำถึงเมืองระยองไปราว 40 ปีก่อนหน้า ผืนดินแห่งนี้เคยเป็นดินแดนแห่งเกษตรกรรม ประมง และการท่องเที่ยว กระทั่งค่อย ๆ เปลี่ยนหน้าค่าตา เมื่อปี พ.ศ. 2525 ระยองถูกเลือกให้เป็น 1 ใน 3 จังหวัดภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard (ESB) ซึ่งถือเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ปูทางให้ระยองก้าวเข้าสู่ยุค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในปี พ.ศ. 2561 และกลายเป็นเมืองนิคมอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ

สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง (RILA)
“สมัยก่อนเขาว่ากันว่าเมืองไหนถูกเลือกเป็น Eastern Seaboard เหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1 ตอนนั้นที่ดินแพงขึ้นจนคนแห่กันขายที่ เศรษฐกิจดี ผู้คนเคยมีความสุขกันมากในช่วงเวลาหนึ่ง”
สมศักดิ์ พะเนียงทอง
แต่ท้ายที่สุดแล้วการเติบโตของเศรษฐกิจก็ตามมาด้วยปัญหา ผู้คนเริ่มแบกรับผลพวงที่ตามมาจากความเจริญไว้ไม่ไหว ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
“ระยองกลายเป็นเมืองแบกรับ สิ่งที่ระยองตอบแทนให้ประเทศคือการเป็นเมืองจีดีพีสูงที่สุด แต่คนระยองเองได้อานิสงส์อะไรจากการเติบโตของเมือง”
สมศักดิ์ พะเนียงทอง
สมศักดิ์ ยังตั้งคำถามสำคัญ เมื่อระยองเดินทางมาถึงวันที่ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเริ่มสำแดง แม้นี่เป็นภาพความเป็นจริงของระยองในวันนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เขาย้ำว่าในความท้าทายนี้ยังโอกาสเสมอ เมื่อต้นทุนของระยองยังคงมีอยู่ไม่น้อย
ระยอง เมืองสองหน้า ‘ต้นทุน’ และ ‘ความท้าทาย’
อีกฟากฝั่งหนึ่งของนิคมอุตสาหกรรม ระยองยังคงมีพื้นที่ทางเกษตรกรรมและป่าไม้ผืนใหญ่มากกว่าครึ่งซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่เมืองยังคงมีอยู่
“ก่อนมาระยอง ผมนึกถึงแค่ภาพชายหาดกับโรงงานอุตสาหกรรม แต่จริง ๆ ระยองไม่ได้มีแค่นั้น”
ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ อาจารย์และกรรมการผู้จัดการสตูดิโอชุมชน สถาบันอาศรมศิลป์ เปิดบทสนทนา เมื่อถามว่าในสายตาของชาวกรุงเทพฯ แล้ว มาระยองนึกถึงอะไร ?
ยิ่งยง เล่าว่าความเข้าใจในข้างตนเป็นเพียงสิ่งที่ได้รับจากภาพจำของคนทั่วไปเท่านั้น เมื่อได้ลงพื้นที่สำรวจเมืองระยองแล้ว ความคิดก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หากแบ่งระยองออกเป็น 2 ฝั่งอย่างคร่าว ๆ ฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่กำลังถูกครอบคลุมด้วยพื้นที่ทางอุตสาหกรรมที่ดึงดูดเอกชนเข้าลงทุนมหาศาล (เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด)
แต่ฟากฝั่งตรงข้ามที่ค่อนไปทางตะวันออกยังคงมีผืนป่าอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ ป่าชายเลนริมแม่น้ำ และพื้นที่ทางการเกษตรอีกไม่น้อย
“ก่อนจะมีการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่แบบนี้ ตรงนี้ก็เคยเป็นพื้นที่สีเขียวมาก่อน แม้วันนี้ลดน้อยลงก็จริงแต่ยังคงมีต้นทุนเดิมอยู่ ทั้งป่าชายเลน เขาชะเมา แม่น้ำประแส ทั้งหมดทำให้เห็นว่าระยองมีพื้นฐานทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ นี่ไม่เป็นเพียงต้นทุนของเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทุนทางสุขภาพของผู้คนด้วย”
ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์
ทรัพยากรธรรมชาติที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงต้นทุนทางธรรมชาติที่มองเห็นด้วยตา แต่ยิ่งยงพาเราไปไกลกว่านั้น เขาเสริมเข้าเราใจมากขึ้นว่าแท้จริงแล้ว เมืองมีต้นทุนอื่น ๆ ซ่อนอยู่ นั่นคือ ต้นทุนมนุษย์

สตูดิโอชุมชน สถาบันอาศรมศิลป์
“เวลาเราพูดถึงมาบตาพุด เรานึกถึงแต่โรงงานอุตสาหกรรมใช่ไหม แต่ตัวแทนของมาบตาพุดในวันนี้ก็เป็นกลุ่มคนที่รักษา ผืนนาร้อยไร่สุดท้าย ของมาบตาพุดเอาไว้”
ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์
และท่ามกลางเมืองที่โตอย่างรวดเร็วของระยอง ยังมี ‘เทศบาลตำบลทับมา’ ชุมชนกึ่งชนบทใกล้เมืองที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตอันเข้มแข็ง และโอบอุ้มผืนป่าชุมชนเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ไม่นับรวมถึงการลงทุนของฝั่งเอกชนที่เข้ามาพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้เป็นต้นทุนสำคัญของเมืองระยอง ถัดจากนี้ หากทุกฝ่ายมองเห็นต้นทุนเหล่านี้ร่วมกัน จับมือทำงานร่วมกันอย่างสมดุล ก็เชื่อว่าจะสามารถรักษาโครงข่ายสีเขียวให้อยู่คู่กับเมืองอุตสาหกรรมได้อย่างลงตัว
“โจทย์สำคัญคือการมองให้ออกว่าเมืองมีต้นทุนอะไรซ่อนอยู่ แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นโอกาส เพื่อให้คนในชุมชนสามารถร่วมกันสร้างอนาคตของเมืองในแบบที่อยากเห็น ให้กลายเป็นจริงได้”
ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์
ด้านตัวแทนจากภาคเอกชนอย่าง กิติภูมิ ตั้งวงษ์พิมุข ผู้จัดการส่วนสื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) วิศวกรหนุ่มที่มีพื้นเทจากกรุงเทพฯ และโยกย้ายถิ่นฐานมาทำงานในเมืองระยอง เสริมว่า ในช่วงแรกของการมาทำงานที่ระยอง ตนเองเริ่มงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลักจึงเข้าใจว่านี่คือภาพรวมของเมืองระยองไม่ต่างจากคนทั่วไป
แต่เมื่อเริ่มลงพื้นรอบนอก มีโอกาสคลุกคลีพูดคยกับชาวบ้านจึงทำให้รู้ว่าในเมืองและนอกเมืองยังมีสภาพต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงพื้นที่ทางธรรมชาติและคือเรื่องราวของผู้คน
สิ่งแรกที่คิดคือจะทำอย่างไรให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่รวมกับชุมชนและพื้นที่ได้อย่างลงตัว กลมกลืน

ผู้จัดการส่วนสื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG)
“การลงทุนสร้างโรงงานครั้งหนึ่ง ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่วันนี้หรือในอีกสิบปีข้างหน้า แต่มันจะคงอยู่ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน”
กิติภูมิ ตั้งวงษ์พิมุข
กิติภูมิ อธิบายว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นตัวแทนของคนทำงานภาคอุตสาหกรรมในเมืองระยอง เขาเห็นความสำคัญอย่างมากในการทำงานที่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาของการลงทุนภาคอุตสาหกรรม ไม่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือกายภาพของเมืองเท่านั้น แต่เรื่องการดูแลวิถีและชีวิตของผู้คนท้องถิ่นก็เป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย
ชนสรณ์ เฉียบเอี่ยมเชาน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Converstation พื้นที่การเรียนรู้สาธารณะ (Co – Learning Space) บนถนนนยมจินดา คือหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตในเมืองระยอง ทำให้มองเห็นความท้าทายของเมืองที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนผ่านมาโดยตลอด
พื้นที่ทางการเกษตรอย่างสวนผลไม้หลายแห่งที่เคยปลูกแบบอินทรีย์ ต้องกลายเป็นสวนเคมีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และสำหรับครอบครัวของชนสรณ์เองที่มีอาชีพปลูกสวนทุเรียนเช่นกันก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่บีบคั้น จนท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถทำสวนทุเรียนได้อีกต่อไป
“การเปลี่ยนแปลงของเมืองทำให้ชาวบ้านเกือบทุกคนต้องปรับวิถีชีวิต บางส่วนสนับสนุนเห็นด้วย บางส่วนเห็นต่าง และบางส่วนก็ต้องจำยอม”
ชนสรณ์ เฉียบเอี่ยมเชาน์
จากสถานการณ์ที่เผชิญมาโดยตลอดกลายเป็นแรงผลักดันให้ ชนสรณ์ เห็นความสำคัญของการมี พื้นที่สาธารณะ พื้นที่สำหรับการส่งเสียง พูดคุย ประเด็นต่าง ๆ ของเมืองได้อย่างเสรี
“เราอยากให้พื้นที่นี้สร้างบทสนทนาให้คนในเมือง ให้รู้ว่าวันนี้เมืองของเรามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อะไรกำลังหล่นหลาย และเราอยากอยู่ในภูมิทัศน์แบบไหนในอนาคต”
ชนสรณ์ เฉียบเอี่ยมเชาน์
ชนสรณ์ เชื่อว่า การมีพื้นที่เสรีจะนำไปสู่การเปิดบทสนทนาที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์เพื่อให้คนเมืองเรียนรู้ เข้าใจ ปรับตัว และอยู่รอดอย่างมีสุขภาพที่ดีทั้งกายใจด้วย
ด้าน นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. เห็นพ้องและชวนมองประเด็นที่ท้าทายของเมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วอย่างระยอง ว่าการเติบโตของเมืองอาจกำลังทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง
“เมื่อเมืองเติบโต คนก็หลากหลาย เมื่อเมืองไม่เท่าเทียม อาจทำให้บางคนอาจรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของเมือง สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันให้กับผู้คน”
นิรมล ราศรี

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
สอดคล้องกับ นพ.ชัยวัฒน์ จัตตุพร เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ที่มองว่าการที่คนในเมืองจะมีสุขภาวะที่ดีได้ ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคลที่ต้องรักษาความแข็งแรงของร่างกายหรือจิตใจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องระดับโครงสร้างที่รัฐจำเป็นต้องให้เครื่องมือแก่ประชาชนให้มี Health Literacy หรือ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ
“เราจะลดอุบัติเหตุได้อย่างไรหากคนไม่รู้กฎจราจร เราจะลดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างไร หากคนไม่รู้วิธีดูแลสุขภาพ”
นพ.ชัยวัฒน์ จัตตุพร

เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง
พื้นที่สาธารณะบนความเป็นไปได้ที่หลากหลาย
นับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายไม่น้อย ว่าต่อจากนี้ระยองจะใช้ต้นทุนที่มีอยู่บนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสอย่างไร ?
จากการทำงานขับเคลื่อนของสมาชิกในวงสนทนาแห่งนี้ ทุกฝ่ายต่างมีรูปแบบในการขับเคลื่อนเมืองด้วยวิธีแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ แต่จุดร่วมหนึ่งที่มีร่วมกัน คือ พื้นที่สาธารณะ
ในมุมมองของคนรุ่นใหม่อย่าง ชนสรณ์ มองว่า การมีพื้นที่ในการพูดคุยทุกเรื่องได้อย่างเสรีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุด และพื้นที่สาธารณะจำเป็นต้องทำหน้าที่นั้น พื้นที่ในบ้านหลังเล็กย่านถนนยมจินดาอย่าง Converstation จึงเกิดมาด้วยเป้าหมายนี้
“สมัยก่อนเราใช้สภากาแฟหรือร้านเสริมสวยเป็นพื้นที่กลางในการอัปเดตข่าวสาร เม้าท์มอยกับเพื่อนฝูงหรือปฏิสัมพันธ์กัน แม้ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้วแต่คนยังต้องการปฏิสัมพันธ์กันอยู่ดี”
ชนสรณ์ เฉียบเอี่ยมเชาน์
ชนสรณ์ อธิบายว่า ประเด็นสาธารณะกับพื้นที่สาธารณะเป็นของคู่กัน Converstation จึงเป็นสถานที่ที่เปิดให้ทุกคนมาพูดคุยทุกเรื่องได้อย่างเสรี เหมือนพื้นที่ที่แม้มีกำแพงล้อมรอบ แต่จริง ๆ หลังคาเปิดโล่ง
ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี มีบทสนทนาเกิดขึ้นมากมายในที่แห่งนี้ ตั้งแต่ การแชร์ทุกข์สุขของคนเมืองระยอง ไปจนถึงภาพฝันของเมืองแห่งนี้ที่ทุกคนอยากเห็น ทั้งสถานการณ์ทางสังคม การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ปัญหาด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาวะทางเพศ ที่ขยายขอบเขตไปถึงการพูดคุยเรื่องภายในและสุขภาพจิตควบคู่กัน

ผู้ร่วมก่อตั้ง Converstation พื้นที่การเรียนรู้สาธารณะ ย่านยมจินดา
“เมืองอุตสาหกรรมมักขาดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ (human touch) ไม่มีพื้นที่ให้คนมองเห็นกัน แบ่งปันทุกข์สุข และกันหรือแม้แต่การแสดงความเห็นอกเห็นใจ (empathy)”
ชนสรณ์ เฉียบเอี่ยมเชาน์
นอกจาก Converstation จะเป็นพื้นที่พูดคุยโดยสมบูรณ์ในตัวแล้ว ชนสรณ์ ยังชี้ให้เห็นถึงผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นในชุมชนโดยรอบด้วย
“Converstation เป็นพื้นที่เปิดสำหรับทุกคน ไม่เพียงดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาพูดคุยในประเด็นที่ตัวเองสนใจแล้ว ยังทำให้เศรษฐกิจโดยรอบของถนนยมจินดากลับมาคึกคักอีกครั้ง”
ชนสรณ์ เฉียบเอี่ยมเชาน์
ชนสรณ์ เล่าว่า การมีพื้นที่สาธารณะลักษณะนี้ไม่ได้เป็นพื้นที่ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือนักเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้พื้นที่สำหรับคนอีกหลายกลุ่ม ทั้งปู่ย่าตายาย หรือคนเก่าคนแก่ในท้องถิ่น ศิลปินในชุมชน หรือคนทำงานศิลปะ แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เขาอยากให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
“ยังมีคนที่ไม่ถูกมองเห็นอีกมาก หลายกลุ่มยังไม่ถูกรับฟัง ตกหล่น พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งทรัพยากรที่ให้ได้ส่งเสียงออกมา เราจึงอยากทำหน้าที่เป็นพื้นที่นั้น”
ชนสรณ์ เฉียบเอี่ยมเชาน์
เรื่องราวของ Converstation ยิ่งตอกย้ำว่า พื้นที่สุขภาวะ และพื้นที่สาธารณะ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่สำหรับออกกำลังกายเท่านั้น แต่สามารถมีความเป็นไปได้อีกหลากหลาย
ด้าน ยิ่งยง เสริมว่า พื้นที่อย่าง Converstation ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ฮีลใจและต่อยอดบทสนทนาของเมืองเท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็น พื้นที่แห่งการเรียนรู้ ที่สำคัญของเมืองระยอง
หากถามว่าการเรียนรู้สัมพันธ์อย่างไรต่อการมีสุขภาวะที่ดีนั้น ยิ่งยง อธิบายว่า สุขภาวะไม่ใช่เรื่องของร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงเท่านั้น แต่คือความสามารถในการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและสร้างสรรค์ด้วย
มีงานวิจัยระบุว่า พันธุกรรมมีส่วนกำหนดความยืนยาวของชีวิตมนุษย์เพียง 30% เท่านั้น ส่วนอีกราว 70% มาจาก สิ่งแวดล้อม อาหารการกิน และวิถีชีวิต ข้อค้นพบนี้อาจพอสรุปได้ว่าพันธุกรรมไม่ใช่ชะตากรรมทั้งหมด แต่ปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ภายนอกต่างหากที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดชีวิตมนุษย์ และเมืองก็มาเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตเราอีกทีหนึ่งในสังคมที่ปลอดภัยและเอื้ออำนวยให้คนได้เติบโตอย่างสร้างสรรค์
“เราจะมีวิถีชีวิตอย่างไรก็มาจากเมืองที่เราอยู่” ยิ่งยง ย้ำว่า การทำให้เมืองเป็นพื้นที่สุขภาวะจึงไม่ใช่การสร้างพื้นที่ออกกำลังกายเท่านั้น แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมทุกอย่างให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมหรือวิถีชีวิตในนั้น และเอื้อต่อการมีสุขภาพกายใจที่ดี และให้คนได้เติบโตอย่างสร้างสรรค์
สมศักดิ์ เสริมว่า หากพูดถึงการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ยังคงจำเป็นต้องมองในระดับโครงสร้างทางการศึกษาด้วย หนึ่งในบทบาทของ RILA คือการทำง่านร่วมกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดระยอง และเป็นจังหวัดแรกที่ทำหลักสูตรการศึกษาท้องถิ่น
“ปัญหาของระบบการศึกษาไทยคือการใช้หลักสูตรแกนกลางเดียวกันทั้งประเทศโดยไม่ได้ดูว่าบริบทของแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร”
สมศักดิ์ พะเนียงทอง
เขามองว่าปัจจุบันการเรียนรู้ในห้องเรียนไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว การส่งเสริมการเรียนรู้จึงไม่ใช่การทำเฉพาะในห้องเรียน แต่ต้องมุ่งการสร้างระยองสู่ เมืองแห่งการเรียนรู้ โดยปัจจุบันเกิดแผนยุทธศาสตร์ ทดลองพื้นที่ต้นแบบใน 30 โรงเรียน 20 ชุมชน และ 10 สถานประกอบการเพื่อสร้างต้นแบบสุขภาวะขยายผล 3 ปี

“ระยองมีต้นทุนในการพาเมืองไปข้างหน้าอยู่มาก แต่บางทีต่างคนต่างทำ ภารกิจซ้ำซ้อนเพราะหากันไม่เจอ RILA จึงพยายามทำหน้าที่เหมือนโซ่ข้อกลาง เชื่อมคน เชื่อมหน่วยงานเข้าหากัน”
สมศักดิ์ พะเนียงทอง
สมศักดิ์ อธิบายว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีองค์กรกลางในการเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าหากัน RILA จึงพยายามทำหน้าที่นั้น เพื่อให้แต่ละฝ่ายหากันจนเจอเกิดการเรียนรู้ บูรณาการทั้งศาสตร์และศิลป์ เพื่อให้ต้นทุนที่มีอยู่ของเมืองระยองถูกนำมาใช้ให้ระยองกลายเป็นเมืองที่แข็งแรง น่าอยู่ และท้ายที่สุุด
“เราหวังอย่างยิ่งว่าหากเมืองระยองทำได้สำเร็จจะกลายเป็นเมืองต้นแบบของการกระจายอำนาจ และสามารถเป็นจังหวัดจัดการตนเองเชิงพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์”
สมศักดิ์ พะเนียงทอง
สร้างเมืองโดยไม่หลงลืมผู้คน
“คุณมาที่นี่แล้วผมได้อะไร ?”
กิติภูมิ เล่าถึงประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ในช่วงแรก กับคำถามของชาวบ้านที่ทำให้เขายอมรับว่าการมาจากคนจากภาคอุตสาหกรรม ย่อมสร้างความไม่สบายใจให้คนในพื้นที่ไม่น้อย
เขาเล่าว่าด้วยสภาพแวดล้อมของเมืองนี้ กว่าจะให้พี่น้องในชุมชนยอมเปิดใจใช้เวลายาวนานกว่าครึ่งปี
“วันแรกที่เราไปหาเขา เขาไม่ชอบหน้าเราเลย มีแต่คำบ่นตำหนิ ทั้งฝุ่นเยอะ รถติด ต่าง ๆ นา ๆ”
กิติภูมิ ตั้งวงษ์พิมุข
แต่เมื่อทีมให้เวลาในการรับฟังนานพอ ลงไปพูดคุยกับพี่น้องทุกคนในพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการ จนสุดท้ายพบว่าสิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือความไว้วางใจ
“พอเราฟังเขาไปเรื่อย ๆ ก็เจอว่าเขาไม่ได้ต้องการอะไรจากเรา เขาแค่อยากให้เราเข้าใจ แล้วพอเราเข้าใจ เขาก็ให้ใจเรากลับ”
กิติภูมิ ตั้งวงษ์พิมุข
กิติภูมิ บอกว่า ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพียงการขอความเห็น แต่เป็นการให้บทบาทชาวบ้านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ แม้ในช่วงแรกจะเต็มไปด้วยเสียงบ่นตำหนิ แต่เมื่อนานพอจนไว้ใจก็กลายเป็นการช่วยคิดแก้ปัญหาจนเกิดวิธีสร้างสรรใหม่ ๆ
“เราเป็นวิศวกรมาจากกทม. ไม่มีทางเข้าใจชุมชนเหมือนชาวบ้านในท้องถิ่น กระบวนการมีส่วนร่วมจะช่วยให้พวกเขาออกแบบเมืองได้ตรงกับความต้องการชุมชนมากที่สุด”
กิติภูมิ ตั้งวงษ์พิมุข
ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและการทำงานเชิงพื้นที่อย่างจริงจิง กิติภูมิ ยอมรับว่าสถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาและชาวบ้านเปลี่ยนไปจากวันแรกหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกวันนี้เกิดเป็นความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง มีคอมมูนิตี้ เตะฟุตบอลร่วมกัน และส่งต่อวัฒนธรรมกันรุ่นสู่รุ่น
“สิ่งที่เราทำ เรารู้อยู่แล้วว่ามันมีผลกระบทต่อชาวบ้าน แต่จะทำอย่างไรไม่ให้รบกวนพวกเขาเกินจำเป็น”
กิติภูมิ ตั้งวงษ์พิมุข
ในฐานะวิศวกรรุ่นใหม่ กิติภูมิ ย้ำอย่างหนักแน่นว่า การพยายามหาทางออกร่วมกันที่เชื่อมั่นว่าการทำงานแบบเปิดเผย จริงใจ และรับฟังเสียงของชุมชนให้มากคือหัวใจของการทำงาน และความท้าทายที่สุดในเวลานี้คือการทำอย่างต่อเนื่อง
ก้าวต่อไปของเมืองระยอง
อ่านมาถึงตรงนี้ อาจพอเห็นภาพต้นทุนของเมืองระยองแล้ว ว่าบนความท้าทายของเมืองที่ถูกเลือกสู่เมืองแห่งอุตสาหกรรม ตลอดหลายทศวรรษยังมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม และพลังขับเคลื่อนมองของทั้งภาคเอกชนและท้องถิ่น
สำหรับก้าวต่อไป จะผลักดันอย่างไรให้เมืองระยองไปอยู่ในจุดที่ดีกว่าเดิม ยิ่งยง มองว่า การจะพาระยองให้ไปไกลกว่าไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด อาจเริ่มจากจุดตั้งต้นสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ การมีส่วนร่วม ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้
โดยการมีส่วนร่วมต้องเริ่มจากการเข้าใจคนก่อน และทำให้เกิดการมีส่วนร่วมโดยตีโจทย์ออกมาให้ได้ว่าความต้องการของผู้คนและพื้นที่คืออะไรกันแน่
“การเปิดใจและการฟังอย่างลึกซึ้งจะเป็นจุดตั้งต้นในการสร้างการมีส่วนร่วม” ยิ่งยง อธิบาย พร้อมกับนำเสนอข้อถัดไป นั่นคือ ความคิดสร้างสรรค์
“บางทีเรามองปัญหาแล้วพุ่งชนตรง ๆ มันอาจแก้ไขได้ไม่ดีนัก ลองถอยออกมแล้วมองในมุมต่าง หรือมองหาต้นทุนที่มีอยู่เพื่อจับคู่กันว่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบไหนได้บ้าง”
ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์
ยิ่งยง ยกตัวอย่างถึงสถานการณ์จริงตอนทำงานชุมชนจริงในกรุงเทพฯ ที่ต้องการหาพื้นที่ในการสร้างศูนย์การเรียรู้ฯ แต่เมื่อถามถึงพื้นที่สาธารณะของชุมชน ชาวบ้านทุกคนต่างบอกว่าที่นี่ไม่มีที่แบบนั้นเลย แต่เมื่อได้พาชาวบ้านร่วมกันทำเวิร์กชอป เกิดจุดสังเกตคือ คนมักรวมตัวกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยว
“ท้ายที่สุด ชุมชนนั้นจึงได้ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นศูนย์การเรียนรู้ นี่คือการใช้ความคิดนอกกรอบให้เกิดโอกาส”
ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์
และข้อสุดท้าย ยิ่งยง บอกว่า ไม่ว่าคิดฝันอยากทำอะไรขอให้เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน
“บางทีเราฝันจะแก้ปัญหาเมือง มีโปรเจกต์ใหญ่มากมายในหัวเต็มไปหมด แต่ฝันใหญ่อาจต้องใช้เวลา ขอให้เริ่มจากโปรเจกต์เล็ก ๆ ให้เป็นรูปธรรมก่อน แล้วค่อยขยายฝัน”
ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์
ในขณะ ชนสรณ์ เป็นตัวอย่างหนึ่งของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยทั้งความเชื่อและความฝัน เขาย้ำว่ายังคงเชื่อเสมอว่าการมีพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะควรเป็นสิ่งพื้นฐานของทุกเมือง เพราะช่วยเปิดขอบฟ้าทางความคิด และการเปิดความความคิดจะทำให้คนเติบโต จึงต้องมีการกระจายพื้นที่สาธารณะในระดับย่อย และมีการทำงานร่วมกันขององค์กรระดับท้องถิ่นด้วย
ด้าน กิติภูมิ ฟังแล้วก็เสริมว่า ในช่วงแรกที่ตนเองเริ่มโปรเจกต์สวนดอกไม้นี้ก็ไม่คิดว่าจะเป็นจริงได้ แต่ด้วยการได้รับโอกาส บวกกับการเห็นความเป็นไปได้และกล้าลงมือทำ โปรเจกต์นี้จึงขยายใหญ่และเกิดเป็นผลสำเร็จได้จริง เขาย้ำว่ามาจาก เบื้องหลังการทำงานและวัฒนธรรม “Can Do Culture”
“สิ่งเดียวที่ผมอยากจะย้ำคือเรื่องความเชื่อ เราต้องเชื่อเสมอว่าสิ่งที่ตั้งใจทำจะประสบความสำเร็จ และเมื่อสิ่งนี้ประกอบเข้ากับความต่อเนื่อง ทุกโปรเจกต์ย่อมประสบความสำเร็จแน่นอน”
กิติภูมิ ทิ้งท้าย
เนื้อหาทั้งหมดเรียบเรียงจากเวทีเสวนําเชิงสร้างแรงบันดาลใจ Inspirational Talk “เมืองขยาย ชีวิตขยับ คนมีสุข(ภาวะ)” เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ สวนดอกไม้เมืองหนาว จ.ระยอง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

