กาแฟความหวัง เสื่อกู้ฝัน ปั่นเป็ดคุยนโยบาย ถอดความหมายในกิจกรรม Bangkok Active Festival 

นโยบายจากผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ถูกหยิบยกมาพูดถึงไม่เว้นวันตลอดฤดูการหาเสียงอย่างเข้มข้นตลอด 1 เดือนเต็มแต่ในทางกลับกัน เหตุใดนโยบายที่มากจากเสียงของประชาชนจึงยังไม่มีพื้นที่ส่งเสียงดังเท่าที่ควร ?

ไม่กี่วันมานี้ สวนลุมพีนี พื้นที่สาธารณะใจกลางกรุงกำลังทำหน้าที่เป็นพื้นที่นั้น ภายในงาน Bangkok Active Festival ที่เพิ่งจบลง ที่นี่ไม่ใช่เวทีประชันดีเบทหรือพื้นที่ขายนโยบาย แต่กลายเป็นพื้นที่ออกแบบนโยบายของประชาชน ผ่าน 9 กิจกรรม 6 นิทรรศการ 5 เวทีเสวนา และเวทีโอเพ่นไมค์จากประชาชนอีกหลายสิบชีวิต

นิทรรศการภายในงาน Bangkok Active Festival

ทั้งหมดเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันนี้ พื้นที่แห่งนี้ได้ทำหน้าที่ให้ประชาชนส่งเสียง แสดงความหวัง และความฝันต่อมหานครแห่งนี้อย่างไม่รู้จบ

แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนอันทรงพลังในครั้งนี้เกิดผ่านกิจกรรมแบบไหน 

กระบวนการดี ๆ ที่เกิดขึ้นถูกดีไซน์ด้วยวิธีคิดอย่างไร และทำไมต้องสวนลุมพินี ?

The Active ชวนผู้อ่านทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับหัวใจของการออกแบบกิจกรรมหลากหลายในงาน Bangkok Active Festival ณ สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 19-21 มิ.ย. ที่ผ่านมาอย่างงดงาม พร้อมความหวัง และความฝันของคนกรุงฯ ที่กำลังงอกเงยขึ้นอีกครั้ง

สวนลุมพินี – จากระเบียบรัฐ สู่วัฒนธรรมป็อป

งาน Bangkok Active Festival ในปีนี้ เลือกจัดที่สวนลุมพินีด้วยความจงใจ ไม่ใช่เพราะเป็นเพียงพื้นที่สาธารณะยอดฮิตกลางกรุง หรือกระแสแอโรบิกฟีเวอร์เท่านั้น แต่พื้นที่นี้มีความหมายสำคัญซ่อนอยู่

ย้อนไปราว 100 ปีก่อน (พ.ศ. 2468) สวนลุมพินีถือกำเนิดขึ้นในนาม ทุ่งศาลาแดง  แต่มิใช่ในฐานะของพื้นที่สีเขียวหรือสวนสาธารณะแต่อย่างใด เพราะหมุดหมายแรกเริ่มคือการเป็นพื้นที่แสดงสัญญะของความศิวิไลซ์ของประเทศที่ชนชั้นนำไทยพยายามประกาศในชาวโลกได้เห็น

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 รัชกาลที่ 6 มีพระราชประสงค์ตั้งใจใช้พื้นที่นี้แห่งนี้จัดงาน “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” (Siam Exhibition) งานเอ็กซ์โปจัดแสดงสินค้าระดับชาติครั้งแรกของไทยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 

จึงไม่น่าแปลกใจ หากส่วนแห่งนี้จะมีลักษณะทางกายภาพที่ถูกจัดวางโครงสร้างด้วยตรรกะของรัฐที่เน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความเป็นทางการ แม้กระทั่งเส้นทางเดินก็ถูกบังคับทิศทาง

กทม.
บรรยากาศสวนลุมพินีในวันหยุดสุดสัปดาห์

วันเวลาเลยผ่าน วันนี้สวนลุมพินีแปรเปลี่ยนความหมายไปแล้ว พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 360 ไร่อันแข็งทื่อไม่ได้ทำหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศโดยตรงอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวชอุ่มที่เต็มไปด้วยสัตว์น้อยใหญ่ (ไม่เว้นแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตแห่งอาณาจักรฟังไจอย่าง ไลเคน) สิ่งมีชีวิตเติบโตบนความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่ไปกับชีวิตของผู้คนในเมืองหลวงที่แวะเวียนกันมาใช้พื้นที่แห่งนี้อย่างไม่รู้จบ

กระแสแอโรบิกฟีเวอร์กำลังเป็นตัวชี้วัดสำคัญของยุคสมัย กิจกรรมที่ผสานวัฒนธรรมป็อปเข้ากับวิถีชีวิตคนเมืองดำเนินควบคู่ไปกับวัฒนธรรมกิจกรรมรวมหมู่แบบไทย ๆ 

บนเส้นทางการเปลี่ยนผ่านร่วมศตวรรษของพื้นที่แห่งนี้แสดงให้เห็นถึงการแปรเปลี่ยนความหมายจากพื้นที่ควบคุมโดยรัฐอันแข็งกระด้าง สู่การเป็นพื้นที่่ของความหลากหลายที่มิอาจต้านทานไลฟ์สไตล์ของผู้คนบนโลกสมัยใหม่ได้อีกต่อไป

แอโรบิก
แอโรบิก ฟีเวอร์ เทรนด์ออกกำลังกายที่ฮิตที่สุดในเวลานี้ ณ สวนลุมพินี

พรสวรรค์ ผลิตาภรณ์ A Piece of Peace, Please เล่าว่า พื้นที่แห่งนี้เปี่ยมไปด้วยความหมายเชิงสัญญะ จากพื้นที่ของรัฐที่เคยใช้อวดความเจริญของเมืองผ่านวัตถุสินค้า สู่วันนี้ที่พื้นที่กำลังวัดความก้าวหน้าของเมืองผ่านเสรีภาพและความมีชีวิตชีวาของประชาชน 

นี่คือเหตุผลที่เลือกปักหมุดจัดงาน Bangkok Active Festival ในที่แห่งนี้เพื่อชวนชาวเมือง (ไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ หรือไม่ก็ตาม) มาร่วมส่งเสียงและออกแบบเมืองในฝันร่วมกันอย่างเท่าเทียม ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะมาถึงในสัปดาห์หน้า

“วันนี้สวนลุมพินีมาไกลกว่าจุดตั้งต้นเมื่อร้อยปีก่อนมาก ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) มากมาย แต่กลับยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” – พรสวรรค์ ผลิตาภรณ์

พรสวรรค์ ผลิตาภรณ์ A Piece of Peace, Please

กิจกรรมในงาน Bangkok Active Festival ในครั้งนี้จึงถูกออกแบบผ่านการตีโจทย์ความเป็นกรุงเทพฯ เมืองที่ผู้คนต่างคนต่างอยู่ ต่างคิด ต่างทำ พื้นที่แห่งนี้จึงควรกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ให้คนออกมาคุยกัน และสามารถคุยเรื่องส่วนรวมได้

กิจกรรมต่าง ๆ จึงถูกออกแบบโดยการใช้ต้นทุนที่เมืองมีอยู่แล้ว

สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในสวนลุมพินีอย่างสนามหญ้า ทางวิ่ง เรือเป็ด ห้องสมุดฯ ฯลฯ

จึงถูกดีไซน์ไปพร้อมกับกิจกรรมที่ให้ความหมายที่ลึกซึ้งและเปี่ยมความหวังเพื่อให้เสียงของคนกรุงเทพฯ ได้ถูกส่งออกมาอย่างเท่าเทียม

สวนสีเขียว และบรรยากาศสบาย ๆ ที่สวนลุมพินี

“ปั่นเป็ด คุยนโยบาย” มิติใหม่การฟังเสียงคนกรุง

ดาวเด่นของสวนลุมพินี นอกจากน้องแมว (และตัวเหี้ย) แล้ว ก็ต้องยกให้เป็ดเหลืองที่ลอยคอกลางสระ

ปั่นเรือเป็ดเป็นกิจกรรมฮีลใจที่คนมาด้วยกันก็จะตกลงปลงใจ ลงถีบเรือเป็ดไปพร้อมกัน แต่ในงานนี้กลับไม่ยอมให้ใครทำเช่นนั้น

เพราะเป็นจัดให้คนแปลกหน้าลงเรือลำเดียวกัน ถีบเป็ดกันไปเพลิน ๆ กลางสระน้ำ ก็คุยเรื่องนโยบายไปด้วย 

“เป็ดเปรียบได้กับคนกลาง ๆ ที่ไม่ได้ถนัดด้านไหนเป็นพิเศษ และคนส่วนใหญ่ในสังคมก็คิดว่าตัวเองเป็นเป็ด ไม่เชี่ยวชาญอะไรจึงไม่กล้าส่งเสียง แต่แท้จริงแล้วเสียงของพวกเขามีความหมายมาก” – พรสวรรค์

พรสวรรค์ เล่าว่า เรือเป็ดเป็นดาวเด่นของสวนสาธารณะแทบทุกแห่ง นอกจากความน่ารักที่ทำให้เรื่องเครียด ๆ ดูซอฟลงแล้ว ยังมีความหมายซ่อนอยู่ 

ปั่นเป็ด คุยเมือง
กิจกรรมที่ให้คนแปลกหน้ามาคุยเรื่องนโยบายเมืองไปด้วยกัน

“ถีบเรือเป็ดเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมาก แค่ใช้ความสามัคคีของคนสองคนที่อยู่ข้างกันและเดินไปพร้อมกัน

“หากเปรียบเรือลำหนึ่งเหมือนกรุงเทพฯ แม้เราจะเป็นคนแปลกหน้ากัน แต่หากลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ต้องร่วมใจกัน เรือที่ชื่อกรุงเทพฯ นี้จะแล่นไปในทิศทางไหน ก็ต้องอาศัยคนในเมืองขับเคลื่อนไปพร้อมกัน” -พรสวรรค์

ปั่นเป็ด คุยเมือง จึงเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ให้จับคู่กับคนไม่รู้จัก แล้วลงเรือเป็ดเพื่อพูดคุยกันผ่านเรื่องง่าย ๆ 5 หัวข้อ (หรือจะอยากคุยเรื่องอื่นก็ได้นะ) ได้แก่ เรื่องทางเท้า พื้นที่สีเขียว การศึกษา สุขภาพ และความปลอดภัย ซึ่งหัวข้อเหล่านี้มาจากผลสำรวจสิ่งที่คน กทม.อยากเห็นในการพัฒนาเมืองมากที่สุด และเรื่องที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือเรื่องใกล้ตัวอย่าง ทางเท้า

“การคุยกับคนไม่รู้จักทำให้เราลดกำแพงในใจลง เรียนรู้จากคนอื่นมากขึ้น นี่คือเป้าหมายที่เราอยากให้ทุกคนไปถึง” พรสวรรค์

กิจกรรม Open Mic
เวทีที่ใคร ๆ ก็มีเสียงของตัวเอง

“Open Mic” ใคร ๆ ก็มีเสียงของตัวเอง

กิจกรรม Open Mic (โอเพ่นไมค์) หรือ เปิดไมค์ มีรากเหง้ามาจากวัฒนธรรมบันเทิงของฝั่งตะวันตกด้วยแนวคิดว่า “ใคร ๆ ก็ส่งเสียงของตัวเองได้” ย้อนไปช่วงทศวรรษ 1960 ดนตรีโฟล์คเบ่งบานพร้อมกับการเกิดขึ้นของกลุ่มกวีและนักเขียนนอกกระแส บาร์และคาเฟต์หลายแห่งนิยมจัดกิจกรรมเปิดไมค์ยามค่ำคืน เพื่อเปิดฟลอร์ให้นักดนตรี กวี หรือคนธรรมดาที่เป็นใครก็ตามขึ้นโชว์

เมื่อพื้นที่สาธาณะจะเป็นอะไรก็ได้ ด้วยแนวคิดเดียวกันนี้ทำให้ตลอด 3 วันเต็มของงาน Bangkok Active Festival เกิดกิจกรรม Open Mic บริเวณหน้าลานหน้า ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี

“เราเชื่อว่าทุกคนควรมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คุณไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด เชี่ยวชาญที่สุด เพียงแค่คุณสนใจเรื่องนั้นและอยากสื่อสารมันออกไป คุณก็มีสิทธิจะพูด”

พรสวรรค์ อธิบายว่า หากไม่รู้จะมาพูดเรื่องไหน ก็ขอให้เลือกจาก 4 ธีมที่กำหนดไว้ ได้แก่ จังหวะเมือง จัวหวะชีวิต จังหวะหัวใจ และจังหวะจะฝัน

จังหวะเมือง คือ การมองเห็นภาพใหญ่ของกรุงเทพฯ ทั้งเมือง จังหวะชีวิต คือ การการแชร์ประสบการณ์ต่อเมืองแห่งนี้ ที่แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีความทรงจำต่างกัน

ในขณะที่ จังหวะหัวใจ และ จังหวะจะฝัน น่าจะเป็นหัวข้อที่มีสีสันไม่น้อยไปกว่ากัน

“จังหวะหัวใจ คือ การออกมาแชร์ว่าคุณมีแพชชันอะไรต่อเมืองนี้ มีสิ่งใดที่อยากทำ มีสิ่งใดที่ปรารถนา หรือคุณอยากใช้เวทีนี้หาแนวร่วมก็ย่อมได้”

ส่วนจังหวะจะฝัน คือหัวข้อที่เราเปิดให้ทุกคนไม่ว่ารุ่นไหนที่ยังไม่หมดหวังต่อกรุงเทพฯ ออกมาแสดงความฝัน ความหวังของพวกเขาอย่างเสรี

“โอเพ่น ไมค์ คือกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อความรู้สึกของคนในเมือง และยังเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความห่วงใยที่เขามีต่อเมืองของเขาด้วย”

พรสวรรค์ เล่าว่า มีผู้คนให้ความสนใจลงทะเบียนมาอย่างล้นทะลัก หลายประเด็นเป็นเรื่องแปลกใหม่และไม่ใช่กระแสหลัก แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ยิ่งทำให้เห็นถึงความสนใจของคนในกรุงเทพฯ และปีญหาใต้พรมของเมืองด้วย

“เราไม่อยากให้งานนี้เป็นการดีเบตจากที่ผู้ลงสมัครมาพูดแต่เรื่องนโยบายของตัวเอง แต่เราอยากให้นโยบายมาจากเสียงของประชาชน เพราะพวกเขาต่างหากที่จะขับเคลื่อนเมืองอย่างแท้จริง”- พรสวรรค์

Open Mic ใครไม่ถนัดออกมาพูด ก็ออกมาเต้น

ตลอด 3 วันนี้ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี ที่เคยเป็นพื้นที่ผู้คนต่างเข้ามา รับ ความรู้ รับไอเย็น ๆ เพื่อหลบร้อน และพักร่างกายจากวันอันอ่อนล้า ได้ถูกแปรเปลี่ยนสู่ความหมายใหม่ กลายเป็นพื้นที่ ส่งต่อ ความคิดของประชาชนออกไปแทน

“วันนี้ทุกคนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับอีกต่อไป แต่พวกเขาสามารถลุกขึ้นมาเป็นผู้ส่งต่อและสร้างสรรค์เมืองที่เขาอยากเห็นได้เองในพื้นที่แห่งนี้” – พรสวรรค์

ท่ามกลายสายฝนโปรยปรายตลอดงาน ห้องสมุดแห่งนี้ไม่เป็นเพียงที่หลบฝนทางกายภาพเท่านั้น แต่เวที Open Mic แห่งนี้กำลังทำหน้าที่เป็น พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด ให้กับสังคมที่เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยยังคงริบหรี่เหลือเกิน

ลานเล่นอิสระ
ให้เด็ก ๆ ออกมาเล่นในแบบของตัวเองผ่านการใช้ข้าวของรอบตัว

ลานเล่นอิสระ – เพราะของเล่นจะเป็นอะไรก็ได้

บริเวณผืนหญ้าสีเขียวกลางแจ้งโดยรอบถูกเนรมิตให้เป็น ลานเล่นอิสระ โดย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) สนามสำหรับเด็ก ๆ แห่งนี้ไร้ของเล่นสำเร็จรูปหรือข้าวของราคาแพง แต่ถูกออกแบบให้ใช้วัสดุธรรมดาที่หาได้ง่าย และข้าวของในชีวิตประจำวันอย่างกล่องพัสดุ ท่อพีวีซี หรือวัสดุรีไซเคิล นอกจากจะหาได้ง่าย ประหยัดแล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ ได้เปิดจินตนาการ สร้างสรรค์การเล่นในรูปแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ

“การเล่นเป็นสิทธิพื้นฐานของเด็ก ๆ แต่บางครอบครัวไม่มีเวลา หรือไม่มีเงินซื้อหาของเล่นราคาแพง เมื่อการเล่นถูกกำหนดด้วยข้อจำกัดของพ่อแม่ ทำให้เด็กบางคนต้องเล่นแต่มือถือ แต่เราเชื่อว่าการเล่นต้องเข้าถึงได้ง่ายที่สุดผ่านข้าวของรอบตัว”

เมื่อเสียงหัวเราะและร้องไห้เป็นส่วนหนึ่งของความอิสระ

พรสวรรค์ อธิบายว่า อยากให้ลานนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก ๆ  ปลูกฝังให้พวกเขาได้เห็นว่าของเล่นไม่จำเป็นต้องซื้อหามาด้วยราคาแพง แต่สามารถเป็นข้าวของที่หาได้รอบตัว และยังให้พวกเขาได้ลองออกแบบวิธีเล่นในรูปแบบที่ตัวเองชอบ และยังเป็นไอเดียให้พ่อแม่ได้นำไปใช้ที่บ้านด้วย

ทีม SOME LEE BOOK Club กับ รถน้องสำลี
ห้องสมุดสี่ล้อที่เสิร์ฟความเบิกบานให้ผู้คนผ่านการอ่าน

เอกเขนกอ่านหนังสือกับน้องสำลี

เดินถัดมาอีกเพียงไม่กี่ก้าวก็พบกับรถตู้สีขาวคันโต 

SOME LEE BOOK Club คือ รถหนังสือสัญจรที่ตระเวนไปตามจังหวัดต่าง ๆ มาแล้วทั่วประเทศเพื่อให้ใครที่ผ่านไปมาได้หยิบยืมหนังสือไปอ่านกันฟรี ๆ ในวันที่หนังสือมีราคาแพงและร้านหนังสือทะยอยปิดตัวลงไปทุกที

แต่ทำไมในงานนี้ต้องมีหนังสือ ?

พรสวรรค์ อธิบายว่า เธอโตมากับคำว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองหนังสือ ตั้งแต่เด็กเห็นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเกิดขึ้นทุกปี มีหนังสือใหม่ออกตลอดเวลา แต่เหตุใดร้านหนังสืออิสระถึงค่อย ๆ ล้มหายตายจากลงไปทุกที

งาน Bangkok Active Festival ครั้งนี้จึงชวน P.S. Publishing มาร่วมขบวน โดยพาน้องสำลี (รถหนังสือสีขาว) มาเปิดท้ายให้คนเมืองได้หยิบยืมอ่านหนังสือกันฟรี ๆ ตลอดทั้งวัน

“หนังสือมันทำให้คนได้ออกเดินทาง ได้รู้จักตัวเอง และยังเชื่อมให้เรารู้จักคนอื่นมากขึ้นด้วย”- พรสวรรค์

รถน้องสำลี – พื้นที่สะท้อนความคิดฝันของคนเมือง กับเรื่องห้องสมุดในกรุงเทพฯ

เธอบอกกับเราว่าความฝันหนึ่งคืออยากให้ทุกคนเข้าถึงหนังสือได้ง่าย ไม่ยากเย็นดังเช่นทุกวันนี้ เพราะเมื่อคนอ่านหนังสือ คนจะเติบโต และเมืองก็จะพัฒนาไปพร้อมกัน

คุยกับพรสวรรค์จบ เธอก็ชี้ชวนให้เราดูภาพหนุ่มสาว และกลุ่มเพื่อนที่กำลังนอนเอกเขนกบนผืนเสื่อใต้ต้นไม้ แต่ละคนต่างกำลังผ่อนคลายกับหนังสือเล่มโปรดที่ตนเองเลือก ทว่าอยู่บนการใช้พื้นที่และวันเวลาร่วมกัน

“เสื่อที่เห็นตรงนี้ก็มีความหมายมาก โดยปกติเราจะปูเสื่อเมื่อนั่งกินข้าวด้วยกัน นอนพักผ่อนด้วยกัน เล่นเกมด้วยกัน หรือแม้กระทั้งปรับทุกข์กันใช่ไหม

“งานนี้เราเลยอยากให้ เสื่อ แสดงความหมายนั้น ให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่กลาง พื้นที่ปลอดภัยที่จะพูดอะไร หรือจะทำอะไรก็ได้สำหรับทุกคน”

ด้วยคอนเซปต์นี้เอง จึงทำให้เสื่อจาก MAT-ER [แมท-เทอร์] กลายเป็นกิมมิกเล็ก ๆ ของงาน แต่แฝงไปด้วยสัญญะสำคัญที่ผู้จัดพยายามสอดแทรกไว้ตลอดทั้งงาน

ปูเสื่อกลางสวน – สเปซเล็ก ๆ ของผู้คน บนพื้นที่แห่งความสัมพันธ์ที่จะคุยเรื่องอะไรก็ได้

ปูเสื่อปิกนิค 350 

มีสวนแล้ว มีเสื่อแล้ว ก็ต้องมีวงปิกนิค

กิจกรรม ปิกนิค 350 เป็นกิจกรรมทิ้งท้ายภายในงาน Bangkok Active Festival วงคุย วงแชร์ความคิดที่ชวนผู้คนล้อมวงคุยกันถึงความกังวล ความฝัน และความหวังถึงเมืองกรุงเทพฯ

ตุ้มเม้ง – อินทิรา วิทยาสมบูรณ์ เล่าว่า กิจกรรมปิกนิค 350ในวันนี้ต่อยอดมาจากแคมเปญสนุก ๆ อย่าง ห้องทดลอง 350 กับชีวิต 1 วันในกรุงเทพฯ ที่พาน้อง ๆ ลงสำรวจทั่วเมืองกรุงเทพฯ ผ่านการใช้เงินในกระเป๋าเพียง 350 บาท

“ค่าแรงขั้นต่ำของกรุงเทพฯ คือ 337-400 บาท เราเลยใช้ 350 บาทเป็นค่ากลาง ให้ลองถือเงินเท่านี้แล้วออกไปใช้ชีวิตจริงในเมืองหลวง”

ทีมกระจายตัวไปใน 6 โซนทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ ฝั่งธนเหนือ ฝั่งธนใต้ กรุงเทพกลาง กรุงเทพเหนือ กรุงเทพตะวันออก และกรุงเทพใต้

ตุ้มเม้ง – อินทิรา วิทยาสมบูรณ์
กับโปรเจกต์ห้องทดลอง 350 กับชีวิต 1 วันในกรุงเทพฯ

“สำหรับกรุงเทพฯ การจะเดินทางจากโซนหนึ่งไปโซนหนึ่งด้วยรถสาธารณะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง บางคนจ่ายไหวก็เรียกแอปพลิเคชัน แต่บางคนจ่ายไม่ไหวก็ต้องนั่งรถเมล์

“คนกรุงเทพฯ ถูกขโมยเวลาไปจากการเดินทางมาก การใช้จ่ายเวลามากขนาดนี้มันทำลายทั้งโอกาสและความฝันในชีวิต”

ตุ้มเม้ง อธิบายว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 70 หมดไปกับค่าเดินทาง ยังไม่นับรวมถึงค่ากิน ค่าเช่าบ้าน ค่าขนมลูกไปโรงเรียน หรือแม้กระทั่งค่าต้นทุนในการประกอบอาชีพ

เมื่อเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าค่าแรงในเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่เพียงพอ กิจกรรม ปิกนิค 350 จึงเป็นเหมือนวงแชร์ปัญหา ความหวัง และความฝันร่วมกันในมหานครแห่งนี้

“ตัวเลข 350 บาทจึงไม่ใช่แค่จำนวนเงินรายวัน แต่หมายถึงการกำหนดอนาคตเมืองในระยะยาวด้วย

“เราอยากให้กทม.เป็นเมืองที่โอบรับทุกคน ไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพ แต่คนในเมืองต้องมีความสัมพันธ์กัน และมีระบบบริการให้คนเข้าถึงเมืองได้อย่างเป็นธรรม” อินทิรา วิทยาสมบูรณ์

Coffee Truck, Coffee Talk – ฝันถึงเมืองแบบไหน ในสภากาแฟ

พัชญ์ชนก คุ้มพิทักษ์ จากเอ็ดดูฮับ (Eduhub Thailand) ผู้รับหน้าที่ประจำการอยู่รถบรรทุกกาแฟคันจิ๋ว พระเอกของกิจกรรม Coffee Truck, Coffee Talk เล่าให้เราฟังว่าสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศกลางเมืองใหญ่แล้ว กาแฟกับยามเช้าเป็นของคู่กัน และบางครั้งการมีกาแฟอร่อย ๆ สักแก้ว ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ ไปได้ทั้งวัน และอาจนำไปสู่การรู้จักเพื่อนใหม่  และบทสนทนาใหม่ ๆ ด้วย

กิจกรรมCoffee Truck, Coffee Talk จึงเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่สำหรับเหล่านกที่ตื่นเช้าด้วยการชวนขยับร่างกายยืดเหยียดรับแสงตะวัน เพราะเชื่อว่าหนึ่งในเพื่อนรักของชาวกรุงเทพฯ คือ ออฟฟิศซินโดรมอย่างแน่นอน

“คนส่วนใหญ่เป็นชาวออฟฟิศที่เจอปัญหาออฟฟิศซินโดรม ตอนเช้าเราเลยเริ่มพาเขายืดเหยียดก่อน พร้อมชวนคุยว่าเมืองแบบไหนที่จะทำให้เราสุขภาพดี”

พัชญ์ชนก คุ้มพิทักษ์ – เอ็ดดูฮับ (Eduhub Thailand) ชวนคนคิดเรื่องเมืองกับกิจกรรม Coffee Truck, Coffee Talk

ยืดเหยียดพอเรียกเหงื่อกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาของ “สภากาแฟยามเช้า” ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมนี้ ที่มีเครื่องดื่มหลากหลาย ทั้ง กาแฟ ชา หรือโซดาชื่นใจ

“เรามีเครื่องดื่มหลายชนิดเพื่อโอบรับความหลากหลาย แต่ละแก้วที่ทุกคนเลือกล้วนสะท้อนตัวตน เราให้ทุกคนเปิดบทสนาต่อกันด้วยเรื่องราวของเครื่องดื่มที่เลือก

หลังจากทุกคนได้ผ่อนคลาย และลิ้มรสเครื่องดื่มที่ตนเองชื่นชอบแล้ว บรรยากาศก็พาไปให้เปิดบทสนทนากับเพื่อนรอบข้าง เกิดความสัมพันธ์และบทสนทนาใหม่ ๆ ที่มีความหมายกับเมืองกรุงเทพฯ

Coffee Truck, Coffee Talk สนทนาเรื่องเมืองยามเช้าผ่านเครื่องดื่มที่ชื่นชอบ

“เครื่องดื่มที่ถูกใจจะเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่เรียบง่าย และการคุยเรื่องง่าย ๆ ก่อนจะทำให้คุยเรื่องยาก ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เราเชื่อว่า บรรยากาศที่ดีจะนำไปสู่บทสนทนาที่ดีในที่สุด” – พัชญ์ชนก คุ้มพิทักษ์

เธอยังเล่าต่อไปอีกว่าที่เลือก Coffee Truck หรือ รถกาแฟ เพราะอยากสื่อถึง สภากาแฟยามเช้า ในอดีต จากความทรงจำที่เคยเห็นลุง ๆ ป้า ๆ ในชุมชนต่างใช้พื้นที่แห่งนี้พบปะเพื่อนฝูง พูดคุยตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระไปถึงเรื่องยาก ๆ อย่างการเมืองและนโยบาย ทั้งคนรู้จักและไม่รู้จักก็สามารถร่วมโต๊ะคุยกันได้ในบรรยากาศสบาย ๆ ยามเช้า

“อยากให้กิจกรรมนี้เป็นเหมือนจุดพักกายใจสำหรับผู้คนที่ผ่านไปมายามเช้า และการได้มีเครื่องดื่มดี ๆ สักแก้วจะนำไปสู่บทสนทนาที่มีความหมายและอาจกลายเป็นไอเดียเปลี่ยนเมืองได้”- พัชญ์ชนก คุ้มพิทักษ์

พิมพ์ผ้าสด เพื่อกรุงเทพฯ เมืองสุนทรีย์

ตลอด 3 วัน พื้นที่สาธารณะแห่งนี้กลายเป็นดินแดนแห่งความฝัน และความหวังร่วมกันของคนกรุงเทพฯ

ในค่ำคืนสุดท้าย วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร ศิลปินอิสระและนักวิชาการศิลปะ พาทุกคนปิดท้ายด้วยกิจกรรม พิมพ์ผ้าสด เพื่อกรุงเทพฯ เมืองสุนทรีย์ ด้วยแนวคิด นิเวศสุนทรีย์ (Eco-aesthetics) หรือแนวคิดที่เชื่อมโยง ความงาม เข้ากับระบบนิเวศและสังคมเมือง

ผืนผ้าดิบยาว 10 เมตร ถูกส่งต่อให้ผู้เข้าร่วมช่วยกันประคองเป็นแถวยาว พร้อมพิมพ์ภาพสด ๆ ลงบนผืนผ้า ด้วยคำว่า “กรุงเทพฯ เมืองนิเวศสุนทรีย์”

วิจิตร บอกว่าเทคนิคดังกล่าวเรียกว่า การพิมพ์ภาพสด (Live Printing) ที่สื่อถึงการส่งต่อ “กรุงเทพฯ” ไปยังมือของทุกคน เป็นสัญญะแสดงถึงการมีส่วนร่วมและส่งต่อความหวังของประชาชนทุกคนที่มีต่อเมืองหลวงแห่งนี้

วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร
กิจกรรมพิมพ์ผ้าสด เพื่อกรุงเทพฯ เมืองสุนทรีย์

ดังนั้น ไม่ว่าผู้คนในที่แห่งนี้จะเป็นใคร จะมายืนอยู่ตรงนี้หรือไม่ก็ตาม ทุกคนก็ต่างเป็นเจ้าของเมืองแห่งนี้ร่วมกัน และมีสิทธิจะคิดฝันหรือจินตนาการถึงเมืองหลวงแห่งนี้ได้อย่างเสรี

สำหรับกระบวนการและงานศิลปะดังกล่าว วิจิตรนิยามว่าเป็นศิลปะแบบ นิเวศสุนทรีย์ (Eco-aesthetics) แนวคิดที่นำเอาศิลปะผสานเข้ากับสภาพแวดล้อม เกิดเป็นงานศิลปะที่ไม่ได้มีเพียงความงดงามทางสายตา แต่ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ และบริบทของเมืองนั้น ๆ

ด้วยแนวคิดเช่นนี้จะทำให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เชื่อมโยงธรรมชาติอย่างพื้นที่สีเขียวเข้ากับชีวิตประจำวัน และจะนำมาสู่คุณภาพชีวิตของคนในเมืองอย่างยั่งยืน

นิเวศสุนทรีย์ จึงไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่ในการเยียวยาสังคมเท่านั้น แต่จะทำให้ผู้คนและชุมชนได้พบเจอกับความสุขที่แท้จริงด้วย

“กรุงเทพฯ เกือบจะเป็นเมืองที่น่าเที่ยวแล้ว แต่ยังเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไมร้อนจัง ทำไมยังมีน้ำเน่า ทำไมความเหลื่อมล้ำสูง คนรวยก็รวยมาก คนจนก็จนเหลือเกิน แต่พวกเขาต้องอยู่ร่วมในเมืองนี้ ทั้งหมดคือความไม่สุนทรีย์ ถ้าผู้นำไม่ตั้งใจหาช่องทางสร้างสุนทรียะให้เกิดขึ้น เราก็จะต้องอยู่กับความเครียดแบบนี้ตลอดไป” – วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร

จบลงพร้อมฝน แต่เสียงผู้คนจะไม่จางหาย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจาก 9 กิจกรรม และอีก 6 นิทรรศการ ที่ล้วนถูกออกแบบอย่างลึกซึ้ง แยบยลผ่านการตีโจทย์ของเมืองถึงปัญหาและช่องว่างขนาดใหญ่ที่ยังดำรงอยู่ในกรุงเทพมหานครแห่งนี้

ผืนผ้าพิมพ์สดถูกส่งต่อจากมือสู่มือเป็นแนวยาว
สัญลักษณ์แสดงถึงการส่งต่อความหวังที่ผู้คนมีต่อกรุงเทพฯ เมืองมหานครที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

ระยะเวลาเพียง 3 วัน ที่งาน Bangkok Active Festival จัดขึ้นท่ามกลางสายฝนโปรยปรายตลอดฤดูกาลหาเสียงของการเลือกตั้งผู้ว่า ประชาชนหลายร้อยชีวิตต่างหลั่งไหลมาร่วมออกเสียง แสดงพลังของการมีส่วนร่วมด้วยจำนวนตัวเลขผู้เข้าร่วมที่เต็มเอี้ยดแทบทุกกิจกรรม

ถัดจากนี้ ทุกข้อเสนอจะถูกสื่อสาร ส่งต่อไปยังทีมผู้ว่าฯ คนใหม่ เพื่อให้เมืองมหานครแห่งนี้ยังคงเป็นพื้นที่แห่งความฝัน ความหวัง และเป็นเมืองที่ประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย