ความเคลื่อนไหวอย่างน้อย 2 ครั้งล่าสุด ที่มุ่งหน้าไปยังสถานทูตสำคัญในประเทศไทย ทั้ง จีนและอิสราเอล เชื่อมโยงไปถึงการรับรู้ความเสี่ยงจากภัยความมั่นคงของ “ชาติ” ในรูปแบบใหม่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยเหตุผลเรื่อง ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม ทำให้นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและภาคประชาชน ภายใต้การนำของ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) รวมตัวเคลื่อนไหวที่หน้าสถานกงสุลจีน จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 6 กรกฎาคม และหน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในวันที่ 8 กรกฎาคม จากกรณีสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำหลายสายของไทย ทั้ง กก สาย รวก และแม่น้ำโขง ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายการลงทุน บริษัทนอมินี รวมถึงรัฐวิสาหกิจของจีน ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยไร้การตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายจากรัฐบาลไทย
หรือกรณีล่าสุด 10 กันยายน 2569 มีการนัดรวมตัวภายใต้แคมเปญที่ใช้ชื่อว่า ‘เอาประเทศไทยของเราคืนมา’ ที่หน้าสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการขยายอิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาต่างชาติในไทย ทั้ง จีน อิสราเอล อินเดีย รัสเซีย รวมถึงทุนไทยสีเทาด้วย


นโยบายเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและการลงทุน กลายเป็นการเปิดทางให้ทุนจากภายนอกเข้ามายึดพื้นที่เศรษฐกิจ และหากทุนเทาแฝงตัวเข้ามาสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับการคอร์รัปชันในระบบราชการไทยได้สำเร็จ
ถึงวันนั้น คนไทยจะต้อง ‘หวาดระแวง’ หรือถึงขั้น ‘กลัว’ ชาวต่างชาติ มากกว่าที่จะเปิดประตูต้อนรับจริงหรือไม่ ?
ช่องโหว่นโยบาย สู่ สวรรค์ของอาชญากรข้ามชาติ
เมื่อมองย้อนกลับไปถึงต้นทางการเติบโตของธุรกิจนอมินี ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากนโยบายที่มีเป้าหมายสนับสนุนการท่องเที่ยวและดึงดูดเม็ดเงินการลงทุน ที่ขาดการคัดกรองอย่างรัดกุม เพราะกลุ่มทุนที่ไหลเข้ามาไม่ได้มีแค่ทุนสีขาว แต่ยังมีทุนสีเทาและสีดำปะปนมาด้วย
ช่องโหว่นี้กำลังเปลี่ยนไทยให้กลายเป็นสวรรค์ของอาชญากรข้ามชาติใช้เป็นฐานฟอกเงินและต่อยอดธุรกิจผิดกฎหมาย จนคนไทยต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่
ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์แบบเสรีนิยม โลกของการทำธุรกิจไม่มีเส้นแบ่งประเทศ และพรมแดนเป็นเพียงสิ่งสมมติ เพราะเมื่อเกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่ มีคนลงทุนเยอะ นำเสนอเทคโนโลยีและสินค้าใหม่ ๆ มีการแข่งขันเรื่องราคาและคุณภาพ ทำให้ทั้งผู้ทำธุรกิจและผู้บริโภค ต่างก็จะได้ประโยชน์สูงสุดร่วมกัน
แต่อีกทางหนึ่ง หากเปิดให้ทุนเข้ามาอย่างเสรี ย่อมทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะกลุ่มธุรกิจในประเทศสู้ไม่ได้ จึงเกิดแนวคิดตรงกันข้ามว่าควรจะมีข้อ กำหนด กฎเกณฑ์ ไม่ให้ชาวต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท
สำหรับไทย มีมาตรการทางกฎหมาย คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยอยู่ในส่วนที่เรียกว่าธุรกิจบัญชี 3 ที่ระบุเหตุผลการจำกัดว่า ต้องเป็นธุรกิจที่คนไทยอาจยังไม่พร้อมที่จะแข่งขันกับต่างชาติ เช่น ธุรกิจร้านอาหาร การค้าปลีก-ค้าส่ง ธุรกิจนำเที่ยว และกิจการก่อสร้าง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ทุกระบบเศรษฐกิจ ย่อมมีจุดด้อย ระบบตลาดเสรีก็เช่นกัน
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI นักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อเรื่องตลาดเสรี ชี้ให้เห็นข้อจำกัด หากตลาดเสรีทำงานโดยไร้การควบคุม
“ข้อจำกัดที่มักจะยกขึ้นมาอ้างว่า ถ้าเราเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามา ท้ายที่สุดเมื่อเข้ามาแล้ว ก็นำไปสู่การที่คนไทยเราเสียประโยชน์ คือ จะมีแต่ธุรกิจต่างชาติที่เข้ามา
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
“บางคนก็บอกว่าเป็นเพราะทุนของไทยมันแตกต่างกันนะ เช่น ถ้าเราอยากให้ต่างชาติเข้ามาเปิดโรงแรม แต่ต่างชาติเขาที่เป็นเชน (chain) เขาเปิดครั้งหนึ่ง 20-30 ประเทศ ถ้าเข้ามาแล้วเราเป็น SME ทำรายเดียว เราจะแข่งขันกับเขาได้หรือ เขาทุนหนา เหล่านี้มักเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการปิด”

จีนเป็นหนึ่งในชาติที่นิยมทำธุรกิจนอกประเทศ เพราะภายในประเทศมีการแข่งขันสูงมาก นักลงทุนส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะออกนอกประเทศ ไปเปิดธุรกิจของตัวเองในต่างแดน
นอกจากนี้ ประเทศจีนเองก็มีขนาดใหญ่มาก ทั้งยังมีความสามารถทางการผลิตใน 31 มณฑลของจีน ครอบคลุมแทบทุกด้าน ทั้งการเกษตร อุตสาหกรรมเบา เช่น เสื้อผ้า อุตสาหกรรมหนัก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีไฮเทค ดังนั้น เมื่อเห็นกลุ่มทุนจีนเคลื่อนไปทำธุรกิจที่ไหน ก็จะพบว่า กลุ่มธุรกิจนั้นจะใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่เป็นของจีนหมดทั้งระบบ
แนวคิดการลงทุนจากกลุ่มทุนจีนแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ ‘ทุนญี่ปุ่น’ ที่ขยายฐานการผลิตเข้ามาในไทยยุคหลังปี 1985 โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์
หากเปรียบว่าทุนจีนมักใช้วิธี ‘กินรวบ’ ตลอดทั้งสายพานการผลิต จนเกิดเป็นภาวะธุรกิจ ‘ศูนย์เหรียญ’ ที่ไทยแทบไม่ได้ประโยชน์ แต่โมเดลของญี่ปุ่นกลับเป็นรูปแบบ ‘กินแบ่ง’ นั่นคือ พยายามพัฒนาธุรกิจไทยให้เติบโตไปด้วยกัน มีการใช้แรงงานท้องถิ่น ถ่ายทอดทักษะความรู้ และให้ค่าแรงสูง
“ญี่ปุ่นเข้ามาก็ใช้ซัปพลายเออร์ของไทยที่บอกว่าเป็นเทียร์นะ รถยนต์สันดาปสมัยก่อนใช้ชิ้นส่วนเป็นหมื่นชิ้น เกิด SME มากมาย แต่ละที่ก็จ้างงานเต็มไปหมด ทำให้เกิดดีมานด์ในการซื้อรถตามไปด้วย ปิกอัพอะไรต่าง ๆ ก็ซื้อกันเยอะแยะเพื่อทำธุรกิจ จะเห็นว่ามันครบลูป”
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยต้องแบกรับผลกระทบจากการถูกทุนต่างชาติที่เข้ามา ‘กินรวบ’ นักวิชาการ จาก TDRI ชี้ให้เห็นถึงข้อควรระวัง ว่า หากเราลดมาตรการควบคุมและเปิดเสรีมากเกินไป ท้ายที่สุดธุรกิจไทยจะแข่งขันไม่ได้ แม้ตัวเลขอัตราการว่างงานจะต่ำ แต่แรงงานก็อาจต้องจมอยู่กับค่าแรงที่ถูกกดให้ต่ำลง
โจทย์สำคัญที่เราต้องคิดต่อจากนี้คือ รัฐบาลจะออกแบบมาตรการอย่างไร เพื่อรักษาสมดุลให้การแข่งขันยังเกิดขึ้นได้ และคนไทยก็ยังอยู่รอดได้ในบ้านของตัวเอง
“ต้องตั้งเงื่อนไขของการลงทุนว่าถ้าคุณมาลงทุนแล้ว ไม่ใช่ลงทุนแบบศูนย์เหรียญนะ เราต้องไม่พยายามไปตั้งเกณฑ์แบบ BOI ที่จะไปมองอย่างเดียวว่ามีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาเท่าไหร่ แล้วถึงจะอนุมัติ แต่เราต้องไปนั่งคำนวณด้วยว่าที่เงินลงมา คุณใช้ของไทยมากน้อยแค่ไหน คุณใช้ซัปพลายเออร์ของไทยมากน้อยแค่ไหน และคุณจ้างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้ค่าแรงที่เหมาะสมนะ คือไม่ได้ไปนับจ้างรายวัน ไปนับยามอย่างนั้น ซึ่งถ้าถูกเกินไปมันไม่ควรจะนับ มากน้อยแค่ไหน แล้วเอาตรงนี้มาเป็นเงื่อนไขในการอนุญาตให้เข้ามา ผมคิดว่าตรงนี้ดีที่สุด”
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
การประกอบกิจการในไทยของชาวต่างชาติไม่ใช่การทำผิดกฎหมายทั้งหมด แต่กับกิจการที่มีข้อจำกัด กลุ่มทุนต่างชาติจะใช้วิธีซิกแซกด้วยการใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’
“เครื่องมือทางภาษี” สกัดนอมินีก่อน “ฮุบแผ่นดิน”
ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป จะถือเป็นนิติบุคคลต่างด้าว กลุ่มทุนจึงเลี่ยงด้วยการจ้างคนไทย ซึ่งก็คือนอมินี มาถือหุ้นไว้ 51% เพื่อทำให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย ประกอบกิจการธุรกิจได้เสมือนเป็นคนไทย
ตัวอย่างเช่น การซื้อบ้านพร้อมที่ดิน ที่กฎหมายห้ามต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ ก็จะใช้วิธีตั้งบริษัทที่คนไทยถือหุ้น 51% มาซื้อในนามนิติบุคคล หรือไม่ก็หาทางจดทะเบียนสมรสกับคนไทย เพื่อให้คู่สมรสเป็นคนซื้อในนามส่วนตัว
มกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยข้อมูลการปราบปรามนอมินี พบว่าอาจมีการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี กว่า 21,000 ราย และมีกลุ่มเสี่ยงนอมินีที่เป็นบัญชีม้า กว่า 4,500 ราย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก
และในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังเกิดกรณีร้านอาหารจีนไม่รับเงินบาทไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมมือกับอีกหลายหน่วยงานลงตรวจสอบพื้นที่ในเขตห้วยขวาง พบว่ามีนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นไม่ถึง 50% รวม 53 ราย ซึ่งอาจมีการใช้นอมินีแอบแฝงอยู่
นอกจากการเข้ามาของร้านอาหารจีนที่ไม่รับเงินบาทไทยแล้ว การเข้ามาของแพลตฟอร์มจีน ที่ใช้ภาษาจีนเป็นหลัก ในการดำเนินการ ทั้งบริการสั่งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการร่วมอื่น ๆ ก็กำลังถูกจับตาด้วยเช่นกัน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ 3 แพลตฟอร์ม
เดลิเวอรีสัญชาติจีน ว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีหรือไม่ เบื้องต้นพบว่า 2 รายมีผู้ถื่อหุ้นส่วนใหญ่เป็นคนไทย ส่วนอีก 1 ราย คือ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน E-Gets มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลสัญชาติกัมพูชา 90% จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าว ได้รับบัตรส่งเสริมจาก BOI ในธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล และได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวแล้ว
โดย บัตรส่งเสริม BOI คือ เอกสารที่ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าธุรกิจหรือโครงการนั้น ๆ ผ่านเกณฑ์และได้รับอนุมัติสิทธิประโยชน์พิเศษจากรัฐบาลไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการให้ธุรกิจถือหุ้นโดยต่างชาติได้เกิน 50% แบบถูกกฎหมาย จึงไม่จำเป็นต้องใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทน
ท่ามกลางความกังวล เรื่องทุนจีนไหลเข้ามาประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย จาง เจี้ยนเหว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้ความมั่นใจในเวที “Thailand-China Investment Forum” เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่า ทางการจีนจะให้ข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ถูกต้องแก่นักลงทุนจีนในการดำเนินการธุรกิจตามกฎระเบียบของไทยอย่างเคร่งครัด
และจะร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ เพิ่มการลงทุนในท้องถิ่น การพัฒนาบุคลากรไทย และการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการวิจัย ภายใต้แนวคิด “In Thailand, For Thailand”
นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณจากรัฐบาลจีนในการผลักดัน ทุนจีนคุณภาพ เพื่อกู้ภาพลักษณ์ ทุนจีนเทา ที่เกิดขึ้นในเวลานี้
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มทุนจากเอเชีย หรือกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองหลวงเท่านั้น เมื่อมองไปที่เมืองท่องเที่ยวหลัก จะพบว่ามีการเติบโตของอาณาจักรทุนต่างชาติที่ใช้ช่องโหว่นอมินีเข้ามาเปิดกิจการหลายประเภทอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น ในภูเก็ตที่มีกลุ่มทุนยุโรปตะวันออกและรัสเซีย ที่เกาะพะงันมีกลุ่มทุนจากอิสราเอลมาเปิดกิจการเพื่อรองรับชาวยิวด้วยกัน เช่นเดียวกับที่พัทยา ที่กลายเป็นแหล่งรวมทุนหลากหลายสัญชาติ

ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ช่องโหว่นอมินีกำลังเปลี่ยนเมืองท่องเที่ยวของไทยให้กลายเป็นพื้นที่ศูนย์เหรียญ เพราะเงินที่หมุนเวียนอยู่นั้น จำกัดวงแค่ในกลุ่มคนต่างชาติด้วยกันเอง
นอกจากนี้ ผลกระทบของการใช้นอมินียังลุกลามไปถึงภาคการเกษตร เมื่อกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาตั้ง ‘ล้ง’ หรือศูนย์รับซื้อและคัดบรรจุผลไม้เพื่อการส่งออก โดยเสนอราคาสูงในช่วงแรกเพื่อกำจัดพ่อค้าคนกลางชาวไทยทิ้ง และเมื่อผูกขาดตลาดได้สำเร็จ ก็จะร่วมกันกดราคาให้ต่ำลง จนเกษตรกรสูญเสียอำนาจต่อรองโดยสิ้นเชิง
ในทัศนะของ นณริฏ ทางรอดของภาคเกษตรไทยเพื่อสู้กับทุนใหญ่ต่างชาติ จึงเหลือเพียง 3 ทาง คือ ทำฟาร์มขนาดใหญ่, เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม Niche Market หรือถอยกลับไปใช้โมเดลเศรษฐกิจพอเพียง หากปรับตัวไม่ได้ ท้ายที่สุดแรงงานก็ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคอุตสาหกรรมหรือบริการแทน
ดังนั้น เมื่อเราประเมินความเสี่ยงจากปัญหาทุนต่างชาติที่รุกคืบผ่านเครือข่าย ‘นอมินี’ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดจึงไม่ใช่แค่การถูกกว้านซื้อที่ดินทำกิน แต่คือการถูกนอมินีผูกขาดอำนาจตลาด ซึ่งอาจลุกลามไปถึงอำนาจทางการเมืองในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องการถูกนอมินีฮุบแผ่นดิน นณริฏ มองว่ารัฐสามารถสกัดกั้นและดัดหลังได้ด้วยการใช้เครื่องมือทาง ‘ภาษี’
“ถ้าเราเก็บภาษีให้สูงขึ้น ยังไงเขาก็เอาอะไรไปไม่ได้ ตรงนี้จะเป็นตัวที่ทำให้เขาไม่อยากถือ เพราะว่าถ้าต้องถือ เขาก็ต้องเสียต้นทุนจมไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แล้วก็ไม่สามารถถือครองได้ เพราะฉะนั้นทางออกของเรื่องที่ดิน ผมมองว่าต่อให้มีนอมินีเข้ามาทำอะไรก็ตาม ไม่ต้องกลัว เก็บภาษีให้เยอะ ๆ เลย และก็เอาภาษีตรงนั้นมาแบ่งให้เกษตรกร มาช่วยเหลือเกษตรกร เกษตรกรก็รอดได้ อยากเอาที่ไปเถอะ แต่ว่ายังไงก็ขนไปไม่ได้อยู่แล้ว”
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
นณริฎ เห็นว่า ท้ายที่สุด แม้ในระยะยาวการเปิดแข่งขันเสรีจะเป็นผลดีที่สุด แต่ในระยะสั้น รัฐจำเป็นต้องมีระยะเวลาคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้โอกาสธุรกิจ SME และเกษตรกรไทย ไม่เช่นนั้นธุรกิจท้องถิ่นที่เจอกลไก ‘นอมินี’ เข้ามาตีตลาดจะตายระนาว
พรีวิลเลจ ลองเทอม และฟรีวีซ่า ภัยความมั่นคงที่นโยบายรัฐเปิดรับเข้ามา
ปี 2546 รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ไทยเริ่มให้สิทธิพิเศษชาวต่างชาติ เช่น Thailand Privilege Card หรือที่รู้จักกันในชื่อ Thailand Elite Visa
ต่อมาในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มี Long-Term Resident Visa ซึ่งถูกออกแบบมาภายใต้ วิธีคิดเดียวกัน คือ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดชาวต่างชาติระดับสูง ที่มีศักยภาพในการลงทุนให้เข้ามาพำนักระยะยาวได้ พร้อมให้สิทธิพิเศษอีกหลายอย่าง
และในรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ไทยและจีนก็ได้ทำข้อตกลงฟรีวีซ่า หรือการเดินทางไปมาระหว่างสองประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า
นโยบายเหล่านี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า กลายเป็นการอำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนสีเทาและอาชญากรข้ามชาติ เข้ามาแฝงตัว ซุกซ่อนอาวุธ หรือตั้งฐานฟอกเงินในคราบนักท่องเที่ยว VIP ได้
ดังเช่น กรณี หมิงเฉิน ซัน ชายชาวจีนขับรถคว่ำที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่นำไปสู่การค้นบ้านพักและพบคลังอาวุธสงคราม พร้อมชุดประกอบระเบิดพลีชีพจำนวนมาก
ชายชาวจีนคนนี้ เข้ามาประเทศไทยครั้งแรกในปี 2563 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ต่อมาจดทะเบียนสมรสกับหญิงไทยเพื่อให้ได้บัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวสำหรับบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย จากนั้นก็เปิดบริษัททำธุรกิจหลายอย่างและเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง
รศ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า การเปิดประเทศรับชาวต่างชาติ ทั้งนักท่องเที่ยวและกลุ่มทุน อาจเป็นการเปิดช่องให้ไทยต้องเจอกับภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่
“มันเป็นองค์ประกอบของปัญหาที่หลากหลายส่วนด้วยกัน กฎหมายไทยเองถามว่าเราขาดกฎหมายไหม เราไม่ได้ขาดกฎหมาย แต่ในแง่ของสิ่งที่เราเรียกว่า การมอนิเตอร์หรือว่าการตรวจจับปัญหา เราอาจจะช้ากว่าคนที่กระทำผิดอยู่ก้าวหนึ่งในทุกอาชญากรรม”
รศ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แม้ประเทศไทยมีกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่ครอบคลุมอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามตรวจสอบหลังจากอนุญาตให้เข้าประเทศมาแล้วที่อาจจะยังไม่รัดกุมเพียงพอ เช่น การให้ฟรีวีซ่า ทำให้ข้ามขั้นตอนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดจากสถานทูตก่อนเดินทางเข้ามา อาชญากรจึงแฝงตัวเข้ามาในคราบนักท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างกรณีของ หมิงเฉิน ซัน จุดชนวนให้สังคมตั้งคำถามต่อมาตรการการควบคุมชาวต่างชาติว่าหละหลวมเกินไปหรือไม่ เพราะ หมิงเฉิน ซัน ไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพแบบที่เป้าหมายฟรีวีซ่าตั้งเป้าไว้ แต่เป็นช่องให้อาชญากรแฝงตัวเข้ามาได้ง่าย
คำถามที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือ นโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังแลกกับความปลอดภัยในชีวิตของคนไทยอย่างน่ากังวล และความกังวลนี้ กำลังจะกลายเป็นภัยความมั่นคงที่นโยบายรัฐเปิดรับเข้ามาเอง
“คือก่อนให้วีซ่าเราก็ต้องมีหลักฐานในการตรวจสอบ และเมื่อให้วีซ่ามาแล้วก็ต้องติดตามสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยว่าเขาไปประกอบธุรกิจ มีพฤติกรรมแบบไหน และสมมติว่ามีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายหรือว่าประกอบกิจกรรมด้านธุรกิจที่ที่อาจจะเป็นภัยความมั่นคง พูดง่าย ๆ เราเองก็ต้องยกเลิกวีซ่านี้ และการยกเลิกวีซ่าต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว”
รศ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แม้นโยบายฟรีวีซ่า จะมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลกระทบคือการกลับมาของเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญ และการเปิดช่องโหว่ให้อาชญากรข้ามชาติแฝงตัวเข้ามาได้ง่ายขึ้น
ปัญหาที่สะสมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างที่คาดหวัง แต่ยังบั่นทอนความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย จนนำไปสู่สภาวะที่สังคมเริ่ม ‘หวาดระแวง’ ชาวต่างชาติ มากกว่าที่จะยินดีต้อนรับเหมือนที่ผ่านมา
“ความรู้สึกมันยกระดับไปแล้ว ไม่ใช่รู้สึกว่าไม่พึงพอใจ ไม่ชอบ อันนี้ไม่ใช่แล้ว แต่ ณ ปัจจุบันเริ่มเข้าถึงสิ่งที่มนุษย์กลัวมากที่สุดและต้องการมากที่สุดคือ ความมั่นคงปลอดภัย ผมคิดว่า ณ ตอนนี้คนไทยถึงจุดนี้แล้ว”
รศ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มาตรการคัดกรองชาวต่างชาติก่อนเข้าประเทศเริ่มเห็นผลชัดเจนจากการปฏิเสธกลุ่มเสี่ยงนับหมื่นรายในปีนี้ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าประเทศไทยมีกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่ครอบคลุมและเพียงพออยู่แล้ว ทว่ากลไกเหล่านี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อฝ่ายการเมืองมีความตื่นตัวและเอาจริงเอาจัง เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้เจ้าหน้าที่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเด็ดขาดและคล่องตัว
หากเรายังต้องการเป็นประเทศที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งรัฐบาล และภาคธุรกิจ ต้องร่วมกันหาทางควบคุมปริมาณและคุณภาพของนักท่องเที่ยว เพื่อทำให้ประเทศไทยยังสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้ดี ขณะที่ชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยต้องอยู่ได้อย่างปลอดภัยด้วยเช่นกัน
คอร์รัปชัน และ การบังคับใช้กฎหมาย “จุดอ่อน” กลไกรัฐ
เมื่อทุนเทาเข้าสู่เมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ สิ่งที่ตามมาคือการต่อยอดไปทำธุรกิจประเภทอื่น เพื่อนำเงินจากธุรกิจผิดกฎหมาย เข้าสู่กระบวนการ ‘ฟอกเงิน’ ให้กลายเป็นเงินขาว ในระบบเศรษฐกิจปกติ
แต่ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดทุนเหล่านี้เข้ามา ไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่คือ ‘จุดอ่อน’ ของกลไกลรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย
“ทุนเทาหรือว่าทุนดำเขาชอบอยู่สองเรื่องนะครับ ชอบในพื้นที่ที่รัฐมีความอ่อนแอ อันที่สอง เขาก็ชอบพื้นที่ที่รัฐนั้นมีปัญหาด้านคอร์รัปชัน นั่นหมายความว่ามันสามารถปกป้องทั้งตัวอาชญากรแล้วก็ทุนที่ผิดกฎหมายได้”
รศ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นอกจากนี้ ทุนอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มนี้ ยังอาศัยกลไกของรัฐในการปกป้องและขยายเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายของตนเอง
“เวลาเราบอกว่าพวกทุนเทาไปเกาะเกี่ยวอำนาจรัฐ เราต้องเข้าใจว่าอำนาจรัฐที่เกี่ยวข้องกับทุนในลักษณะนี้ มันเป็นประเภทของอำนาจรัฐทุกประเภท”
รศ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กลุ่มทุนต่างชาติที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ต้องผ่านขั้นตอนของรัฐหลายหน่วยงาน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ตั้งแต่ด่านหน้าอย่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่เป็นผู้อนุมัติวีซ่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ดูแลการจดทะเบียนตั้งบริษัท กรมที่ดิน ที่ดูแลการครอบครองอสังหาริมทรัพย์และหมู่บ้านจัดสรร ไปจนถึงหน่วยงานตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่าง กรมสรรพากร และ ปปง. รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการต่าง ๆ ในพื้นที่
หลายกรณีพบว่า เกิดการทุจริตขึ้นระหว่างการดำเนินการ โดยมีการร่วมกันทำงานกันเป็นเครือข่าย
เมื่อกลุ่มทุนข้ามชาติ เข้ามาแทรกแซงกลไกรัฐ บิดเบือนโครงสร้างตลาดให้ผิดเพี้ยน
ธนาคารโลกและนักวิชาการประเมินว่าเศรษฐกิจนอกระบบและเศรษฐกิจสีเทาของไทยมีขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก มีการคาดการณ์ตัวเลขเม็ดเงินสีเทาที่หมุนเวียนแฝงอยู่ในประเทศว่าอาจสูงถึงร้อยละ 50 ของ GDP ไทย เงินจำนวนมหาศาลนี้มาจากธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษี เช่น พนันออนไลน์ หวยใต้ดิน เงินกู้นอกระบบ และทุนต่างชาติสีเทา
“กลไกแบบนี้แหละครับที่เราบอกว่ามันจะนำไปสู่ภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งมันปรากฏได้ทั้งภัยคุกคามความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ และภัยคุกคามความมั่นคงที่มาจากอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งในหลายเรื่องถ้าอาชญากรรมข้ามชาติเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย มันจะทำให้ภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่กลายเป็นภัยคุกคามแบบองค์รวมเบ็ดเสร็จสำหรับประเทศไทย”
รศ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หากเราปล่อยให้อำนาจทุนต่างชาติเข้ามาครอบงำกิจการในประเทศผ่านระบบนอมินี ธุรกิจไทยที่สายป่านสั้นกว่าย่อมแข่งขันไม่ได้และต้องล้มหายตายจากไป ท้ายที่สุด ไทยจะกลายเป็นเพียง ‘อาณานิคมจำลอง’ ทางเศรษฐกิจ ที่เจ้าของกิจการตัวจริงคือคนต่างชาติ ส่วนคนไทยกลายเป็นเพียงลูกจ้างในบ้านตัวเอง
คำถามคือ เราจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ?
“ถ้าเป็นในกรณีนอมินี ปัญหาหนึ่งที่เรายังไม่ได้แตะ คือ คนที่เคลื่อนย้ายทุนมาหรือว่าจะมาประกอบทุน ในหลายประเทศในปัจจุบันเขากระตือรือร้นในเรื่องที่ต้องเปิดเผยผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงหรือว่าคนสุดท้าย ฉะนั้นในกรณีของทุนนอมินี นั่นหมายความว่าอะไร คือเราไม่รู้ว่าใครคือคนที่รับผลประโยชน์เป็นคนสุดท้าย หรือรับผลประโยชน์ที่แท้จริง”
รศ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การรับมือกับปัญหานอมินีและทุนเทาในหลายประเทศ เริ่มตั้งแต่การบังคับเปิดเผยผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงก่อนจดทะเบียนธุรกิจ รวมถึงมีคณะกรรมการและหน่วยข่าวกรองทางการเงินคอยติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด
ทว่า กฎหมายไทยกลับมีช่องโหว่สำคัญที่ขาดการเฝ้าระวังเชิงรุก โดยกลไกของรัฐจะสามารถเข้าตรวจสอบหรือติดตามเส้นทางการเงินได้ ก็ต่อเมื่อเกิดการกระทำความผิดขึ้นแล้วเท่านั้น
ปัญหานอมินีต่างชาติที่หลบเลี่ยงกฎหมาย ได้พัฒนากลายเป็นการสร้างเครือข่ายผูกขาดอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ โดยเฉพาะเมื่อเครือข่ายเหล่านี้ อาจจะนำไปสู่การสูญเสียอธิปไตยทางการเงิน
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการเป็นสกุลเงินต่างชาติ ทำให้เม็ดเงินตัดจ่ายออกนอกประเทศทันทีโดยไม่ผ่านธนาคารพาณิชย์ของไทย
ผลคือรัฐสูญเสียรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้มหาศาล เม็ดเงินไม่เกิดการหมุนเวียนในท้องถิ่น บิดเบือนตัวเลข GDP และลดทอนอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยในการควบคุมเสถียรภาพของเงินบาท
ปัญหาทั้งหมดนี้คงไม่บานปลาย หากปราศจากความอ่อนแอของภาครัฐ หรือแย่ไปกว่านั้นคือมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเข้าไปช่วยชี้ช่องทางและอำนวยความสะดวกเสียเอง
“วิธีการแก้ หนึ่ง คือกฎต้องชัด อะไรที่ได้ อะไรที่ไม่ได้ สอง โทษต้องรุนแรง สาม กฎชัดแล้วต้องง่าย หมายความว่าโพรเซส (process) ต้องง่าย กฎมันชัดเลยว่าใครได้ใครไม่ได้ คอนโดถือได้กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป มันต้องทำให้ชัด และสอง คือทำให้มันง่าย เพราะถ้าทำไม่ง่ายมันก็จะมีการเกิดนอมินีขึ้นมาแทน”
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
เมื่อ “กลไกรัฐ” เต็มไปด้วยรูรั่ว แล้วเราจะร่วมกันตั้งหลักเพื่อรับมืออย่างไร ?
บทเรียนจากปรากฏการณ์ทุนสีเทาและเครือข่ายนอมินีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าการป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่สร้างกำแพงทางกฎหมาย แต่คือการที่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน ต้องรู้เท่าทันและช่วยกันเป็นหูเป็นตา
รัฐจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งพอที่จะดึงดูด ‘ทุนสีขาว’ เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่ม และสกัดกั้น ‘ทุนสีเทา’ ที่เข้ามาสร้างความเสียหายให้สังคมและเศรษฐกิจของไทย
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของการกีดกันชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นการตั้งหลักว่าเราจะรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร
“แต่นับปัจจุบัน เราเองจะต้องเรียนรู้และก็ปรับตัวกับด้านมืดของโลกาภิวัตน์ และอาชญากรรมข้ามชาตินี่แหละ หรือว่าทั้งทุนเทาทุนดำเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่คนไทยจะต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกาภิวัตน์ เราหนีมันไม่ได้อยู่แล้ว ยังไงมันก็มา แต่ว่าการปรับตัวของคนไทยในการสู้กับมัน ผมคิดว่ามันเป็นจุดหนึ่งที่เราเองอาจไม่ต้องกลัวเสมอไป แต่การที่จะรู้เท่าทันและก็สู้กับมัน มันต้องอยู่กับมันให้ได้โดยที่ไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีเหล่านี้มาทำลายสังคมไทย”
รศ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปรากฏการณ์ทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินี หรือทุนสีเทาที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเสรี แต่อยู่ที่ ‘กลไกรัฐ’ ของเราเองที่เต็มไปด้วยรูรั่วและการทุจริต เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้เปิดประตูและชี้ช่องทางให้อาชญากร กฎหมายที่เขียนไว้ดีแค่ไหนก็กลายเป็นแค่ตัวหนังสือที่ไม่มีใครสนใจ
บทเรียนครั้งนี้คือคำเตือนว่า รัฐบาลต้องตื่นตัว ไม่ใช่แค่มองหาตัวเลข GDP ที่สวยหรูจากการเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใส ปกป้องผู้ประกอบการตัวเล็ก ๆ ภายในประเทศให้แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
เพราะถ้าเรายังปล่อยให้เงินสีเทาและอำนาจมืดซื้อทุกอย่างได้ สุดท้ายคนไทยอาจกลายเป็น ‘พลเมืองชั้นสอง’ ในประเทศของตัวเอง
‘ทุนเทา’ และ ‘นอมินี’ ไม่ใช่อาชญากรรมทางเศรษฐกิจธรรมดา แต่มันคือ ‘ภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่’ ที่เข้ามาบิดเบือนเศรษฐกิจ กว้านซื้อแผ่นดิน และแทรกซึมไปถึงกลไกอำนาจรัฐในทุกระดับ
การเปิดประเทศรับการลงทุนเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับโลกยุคนี้ แต่เราต้องไม่ใช่ประเทศที่ยอมเอาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไปแลกกับเม็ดเงินสีเทา
หากรัฐไม่จริงจังกับการจัดการปัญหานี้ คำว่า ‘อาณานิคมจำลอง’ ก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง สำหรับประเทศไทยในอนาคต

