“ไม่เอา” เหมืองถ่านหินอมก๋อย : จุดยืน…จากวันนั้น จนวันนี้ และ อนาคตที่ยังต้องเจอ

ท่ามกลางผืนป่า สายน้ำ และไร่มะเขือเทศที่เขียวชอุ่ม ที่นี่คือ กะเบอะดิน ชุมชนเล็ก ๆ ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ ใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำกิน แต่คือ พื้นที่จิตวิญญาณ ที่ผูกโยงผู้คนเข้ากับผืนดินและบรรพชน และใต้ความอุดมสมบูรณ์นั้นกลับซ่อนทรัพยากร ถ่านหิน ที่ดึงดูดโครงการเหมืองขนาดให้เข้ามาเอามันไป ซึ่งอาจต้องแลกด้วยชะตากรรมของชุมชน 

ผู้คนที่กะเบอะดิน ยังพึ่งพาป่าและทรัพยากร เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น มีมะเขือเทศ เป็นพืชหลักของชุมชน วิถีดั้งเดิมที่พวกเขาสามารถสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองได้ นั่นทำให้ความพยายามผลักดัน โครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อย ตลอดกว่า 2 ทศวรรษ ที่ผ่านมา เจอแรงต้าน และการคัดค้านอย่างหนักจากชาวบ้าน นำไปสู่การลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชน ผ่านการใช้ข้อมูล เพื่อต่อสู้ในกระบวนการทางกฎหมาย 

จนล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งระงับรายงาน EIA ของโครงการฯ เนื่องจากพบข้อบกพร่องในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น 

แต่เรื่องราวจะจบลงตรงนี้หรือไม่ ? The Active ชวนย้อนความทรงจำ และมองการไปต่อของผู้คนที่กะเบอะดิน ผ่านมุมมองของนักเคลื่อนไหวในชุมชน และนักกฎหมาย ผู้เป็นแรงสนับสนุนจนเกิดเป็นเครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า ข้อมูล เพื่อใช้ต่อสู้ตลอดช่วงที่ผ่านมา

(ภาพ : กะเบอะดิน ดินแดนมหัศจรรย์)

จากวันที่ไม่รู้…สู่ การต่อสู้เพื่อกะเบอะดิน

ดวงแก้ว – พรชิตา ฟ้าประทานไพร ชาวกะเบอะดิน หนึ่งในอดีตเยาวชนที่เคยร่วมต่อสู้กับชาวบ้าน เล่าย้อนเส้นทางตลอด 6 ปี จนมาถึงวันที่เธอเปลี่ยนสถานะกลายเป็น นักเคลื่อนไหว โดยจุเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงปี 2562 

“เราไม่เคยรู้ว่าวิธีการต่อสู้จะเป็นแบบไหน
แนวทางไหน หรือจะยาวนานแค่ไหน ?”

นี่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อในช่วง ปี 2562 มีหนังสือที่บริษัทแจ้งไว้กับ อำเภออมก๋อย บ้านกำนัน บ้านพ่อหลวง เขียนไว้ว่าจะมีการทำเหมืองแร่ ระบุจำนวนกี่ไร่ และมีหมู่บ้านไหนบ้าง พร้อมเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องไปรับฟังความคิดเห็น โดยระบุว่า ถ้าชุมชนไม่เห็นด้วยต้องไปยื่นหนังสือภายใน 30 วัน ตอนนั้นเธอคิดว่า หากไม่เห็นด้วยก็แค่ไปยื่นหนังสือแล้วจบ ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะใช้ระยะเวลายาวนานมาก ตอนนี้เข้าปีที่ 7 และการต่อสู้ก็ยังไม่จบ

หลังจากนั้นชาวบ้านได้ยื่นหนังสือคัดค้านไม่ให้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพราะถ้าจัดเวทีได้ เท่ากับว่าบริษัทจะสามารถนำไปใช้กล่าวอ้างเพื่อยื่นขอใบประทานบัตร ซึ่งหมายถึงกระบวนการสุดท้ายที่เขาจะมาขุดทรัพยากรของชุมชนไปได้เลย

“ถ้าจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นได้ เขาก็ยื่นเพื่อที่จะขอใบประทานบัตรและขุดเหมืองได้เลย เราเลยพยายามทำหนังสือสื่อสารเพื่อไม่ให้เขาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นได้ แต่เขาไม่ยอมและยืนยันที่จะจัดในวันนั้น หลังจากนั้นก็มีภาคีเครือข่ายพยายามสนับสนุน เช่น องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการเคลื่อนไหว รวมถึงองค์กรที่ทำประเด็นเรื่องชาติพันธุ์”

พรชิตา ฟ้าประทานไพร

ในช่วงแรกมีความพยายามรวมตัวรวมพลคนในอำเภออมก๋อย ให้มาที่เวทีรับฟังความคิดเห็น แต่แผนคือให้ล้มเวทีเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นได้ ก่อนวันที่ 28 กันยายน 2562 ได้ออกไปพบปะมวลชน ทำงานกันหนักมากเพื่อสื่อสารว่าถ้ามีเหมืองแร่ถ่านหินเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบอย่างไร จนในที่สุดเมื่อึงวันนัดหมายชาวบ้านมาร่วมกันกว่า 2,000 คน จนทำให้บริษัทไม่สามารถจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นได้

หลังจากนั้น ชาวบ้าน และภาคีเครือข่าย ก็เชื่อว่า ต่อให้เวทีรับฟังความคิดเห็นไม่สามารถจัดขึ้นได้ ก็อาจจะมีแนวทางอื่น เช่น การทำประชามติตามกระบวนการขั้นตอนกฎหมาย

เยาวชนในชุมชนจึงตกลงกันว่าจะจัดทำข้อมูลเพื่อโต้แย้งรายงาน EIA เพราะเห็นแล้วว่ารายงานฉบับดังกล่าว จัดทำไม่ถูกต้อง และไม่ชอบธรรมหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแปลงลายมือชื่อ มีชื่อคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บางคนเขียนชื่อได้แต่ใน EIA ใช้การปั๊มลายนิ้วมือ บางคนเขียนไม่ได้แต่ในรายงาน EIA กลับมีลายเซ็น มีข้อพิรุธหลายอย่างที่ชาวบ้านเห็น รวมถึงนักวิชาการก็ยืนยันว่ารายงานไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ชาวบ้านจึงจัดทำ รายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA) ขึ้นมา

สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ชุมชนไม่เคยทำมาก่อน ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน ทำข้อมูล สำรวจทรัพยากร สำรวจชุมชน อันนี้คือสิ่งที่ทำควบคู่ไปกับการต่อสู้ตลอดมา และหลังจากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดมา เช่น การยื่นหนังสือให้หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อกดดัน และการทำสื่อเผยแพร่เรื่องราวการต่อสู้ของกะเบอะดิน เพื่อให้สังคมรู้ว่า “กะเบอะดินกำลังเผชิญกับอะไร ?”

“ตอบไม่ได้ว่ากลัว 100% แต่มีความกังวลว่าจะทำข้อมูลออกมาไม่ได้ หรือทำออกมาไม่ดี จะสื่อสารอย่างไรให้สังคมรับรู้และเข้าใจตรงกัน และกังวลเรื่องของอำนาจ น้ำหนักของชุมชนอาจจะไม่เพียงพอต่ออำนาจของบริษัทหรือนายทุน”

พรชิตา ฟ้าประทานไพร

พรชิตา ยังค่อนข้างเชื่อและเห็นความสำคัญของการทำข้อมูล รวมถึงบทเรียนจากการต่อสู้ในพื้นที่อื่น ๆ เป็นแบบอย่างของการทำงานว่าเขาทำอย่างไร ใช้แนวทางแบบไหน จึงทำให้กล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น

(ภาพ : กะเบอะดิน ดินแดนมหัศจรรย์)

การคุกคามในช่วงต่อสู้ที่ชาวบ้านเผชิญ

ตัวแทนชาวกะเบอะดิน ยังสะท้อนเรื่องราวของการที่ชาวบ้านถูกคุกคามแม้ว่าไม่รุนแรงก็ตาม เพราะหลังจากที่ฟ้องศาลเสร็จก็มีใครสักคนที่อ้างตัวเป็นผู้รับเหมา มาคุยว่าจะมาขุดเหมืองแต่จะไม่ใช้รถสิบล้อ และไม่ใช้เส้นทางที่กระทบกับชุมชน

หลังจากนั้นมีความพยายามคุยกับนักวิชาการที่พูดประเด็นเรื่องการทำเหมืองที่ปลอดภัย คุยกับทีมทนาย และมีการยื่นข้อเสนอให้เป็นเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ พรชิตา ยืนยันว่า “เคยได้ยินมาเหมือนกัน”

อีกเรื่องคือมีการยื่นข้อเสนอให้ชุมชน รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบต. เรื่องการแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้จากการทำเหมือง และให้ชุมชนได้ถือหุ้นด้วย แต่ก็เป็นเพียงคำพูดที่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน หรือเป็นแค่การพูดเพื่อให้ชุมชนตายใจ

พร้อมทั้งยังมีความพยายามเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเพจว่า “ชาวบ้านอยู่ผิดกฎหมาย” อ้างถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 เรื่องสิทธิชุมชนและการจัดการทรัพยากร

“มีการทักมาแชทส่วนตัวเข้ามา แต่เราก็ยืนยันจุดยืนชัดเจนว่า เราไม่ต้องการเหมือง บางทีทักมาบอกว่า อยากเป็นเพื่อนด้วย ส่วนตัวไม่ได้โต้แย้งหรือโต้ตอบ โดยคนที่ว่านี้มีชื่อเดียวกันกับกรรมการผู้จัดการบริษัทที่เป็นคู่คดีกับชาวบ้านตามที่ยื่นฟ้อง และวันที่ชาวบ้านไปศาล ก็ได้เจอคนชื่อนี้นั่งอยู่ฝ่ายตรงข้ามในฐานะโจทก์”

พรชิตา ฟ้าประทานไพร

คำสั่งศาล…กับการมองเห็นความสำคัญสิ่งแวดล้อม-ชุมชน

กว่าจะมาถึงวันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง พรชิตา สารภาพตามตรง ไม่เคยมั่นใจว่าผลจะออกมาแบบไหน ความหวังมี 50/50 คาดเดาสถานการณ์ไม่ได้เลยจะไปตามแนวทางไหน ไม่รู้ว่าบริษัทยื่นอุทธรณ์พร้อมข้อมูลอะไร และจะทำให้มีผลต่อการโน้มน้าวใจศาลมากน้อยแค่ไหน

แต่เมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา เราได้เห็นคำสั่งศาล ว่าท่านเห็นความสำคัญของชุมชน และสิ่งแวดล้อม ที่จะได้รับผลกระทบหากมีเหมืองแร่เกิดขึ้น โดยศาลให้เหตุผลการออกคำสั่งครั้งนี้ 3 ข้อ คือ

  • รายงาน EIA มีข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพูดมาตั้งแต่ต้นว่า EIA ที่บริษัททำขึ้นนั้นไม่ถูกต้อง

  • ความเสียหายยากที่จะเยียวยา หมายถึงว่าถ้าหากมีเหมืองแร่เกิดขึ้นที่กะเบอะดิน จะเกิดความเสียหายที่ในอนาคตอาจไม่สามารถเยียวยาได้อย่างสมเหตุสมผล

  • ไม่กระทบกับงานรัฐ หมายถึงว่า การมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการของภาครัฐ

นี่เป็นนิมิตหมายที่ดีของชาวบ้าน ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง และเห็นว่าศาลปกครองให้ความสำคัญกับชุมชน ทางทีมทนายก็ทำงานหนักมากเช่นกัน

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) หนึ่งในทีมที่เข้าไปสนันสนุนเรื่องกฎหมายและการทำข้อมูลชุมชน ก็ชี้ให้เห็นว่า คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุดเชียงใหม่เป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากคดีด้านสิ่งแวดล้อมเป็นคดีที่ใช้ระยะเวลายาวนาน แต่สิ่งสำคัญคือการให้มีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในกระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่คาดหวัง อย่างกรณีกะเบอะดินเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ แม้ว่าการพิจารณาคดีหลักของศาลจะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาก็ตาม

ทั้งศาลชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดที่เพิ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไปเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าเมื่อประเด็นปัญหาหลักที่เราต่อสู้ยังไม่ถูกพิจารณา คือ เรื่องการเพิกถอนรายงาน EIA รายงานนั้นจะยังไม่สามารถนำไปใช้ประกอบการออกใบอนุญาตประกอบกิจการได้

ดังนั้นกิจการในพื้นที่ก็จะยังไม่เดินหน้าจนกว่าศาลจะมีคำสั่งในคดีหลัก ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ คิดว่าสิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญเรื่องการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของศาล

มาตรฐานจัดทำ EIA ถึงเวลาต้องทบทวนจริงจัง

กรณีของอมก๋อย เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนปัญหาเรื่อง EIA เพราะรายงาน EIA ฉบับนี้ทำมากกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2553 และมีมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ออกมา ซึ่งรายงาน EIA คือ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน ฐานสำคัญของการประเมินผลกระทบ คือ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในระหว่างการจัดทำนั้น ข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่เป็นประเด็นหลัก คือ เรื่องพื้นที่และการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งมีทั้งประเด็นที่ผิดกระบวนการ และประเด็นที่ข้อเท็จจริงผิดพลาด

แต่หลักสำคัญ คือ เมื่อชุมชนร้องขอให้มีการทบทวนข้อมูลข้อเท็จจริงในรายงาน EIA คณะกรรมการผู้ชำนาญการกลับไม่ได้ตรวจสอบในตัวรายงานฉบับหลัก แต่ยืนยันโดยการสอบถามไปทางบริษัทผ่านทางเอกสารเป็นหลัก โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในรายละเอียด

“เราคิดว่าตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะรายงาน EIA ซึ่งต้องประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการประกอบกิจการ กลับไม่มีการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่อัปเดตจนถึงปัจจุบัน”

สุภาภรณ์ มาลัยลอย

อีกส่วนสำคัญ คือ เรื่องกระบวนการมีส่วนร่วม เนื่องจากเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว คนที่ยังเป็นเด็กในช่วงเวลานั้น ตอนนี้เติบโตมาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องใช้ประโยชน์ในพื้นที่ แต่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในรายงาน EIA ณ ตอนที่จัดทำขึ้น อันนี้อธิบายปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมได้ชัดเจน เพราะคนในปัจจุบันที่ใช้ประโยชน์และมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ กลับกลายเป็นว่าไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบที่จะนำไปประกอบการออกใบอนุญาต

ดังนั้นส่วนสำคัญของรายงาน EIA คือ ข้อเท็จจริงและการประเมินศักยภาพในพื้นที่ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นเหมาะสมหรือควรที่จะดำเนินกิจกรรมนั้นหรือไม่ และสิ่งสำคัญอีกประการ คือ การรับฟังคนในพื้นที่ในฐานะผู้ใช้ประโยชน์และผู้อาจได้รับผลกระทบอย่างครบถ้วนรอบด้าน ก่อนที่รัฐจะนำไปประกอบการตัดสินใจ

“แต่”รายงานฉบับนี้กลับมีข้อผิดพลาดที่ชุมชนเห็น ทั้งข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดและกระบวนการมีส่วนร่วมที่ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในหลายประเด็น ก็ไม่ถูกนำมาทบทวน เราจึงคิดว่าสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องมาตรการ EIA ของประเทศไทย ว่าจะเป็นหลักประกันที่แท้จริงในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน และเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชนได้จริง ๆ หรือไม่”

สุภาภรณ์ มาลัยลอย

เพราะที่ผ่านมาไม่ใช่แค่กรณีกะเบอะดิน บทเรียนเรื่อง EIA ไม่ได้เป็นหลักประกันให้ชุมชนว่าเมื่อทำ EIA แล้วโครงการหรือกิจกรรมนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ หรือถ้าก่อให้เกิดผลกระทบขึ้น รัฐจะเข้ามาดำเนินการในมิติของการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้จริงอันนี้คือสิ่งที่คิดว่า การฟ้องคดีนี้อยากให้เห็นว่าหลักเกณฑ์ วิธีการ และกระบวนการทำรายงาน EIA ของประเทศไทยควรได้รับการปรับปรุงและทบทวนอย่างจริงจังได้แล้ว

จาก ‘กะเบอะดิน’ สู่ชะตากรรม ‘Land Bridge’

หากพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้จัดการ EnLAW ย้ำว่า กะเบอะดิน คือ กรณีที่ทำรายงาน EIA มาแล้ว 10 กว่าปี และกำลังอยู่ในกระบวนการนำมาประกอบการพิจารณา จึงมีคำถามใหญ่ไปถึงการจัดทำรายงาน EHIA โครงการท่าเรือ 2 แห่งที่ จ.ชุมพร และระนอง ส่วนหนึ่งของโครงการ Land Bridge ที่ได้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายงาน เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ต้องจับตา เพราะในกระบวนการแสดงความคิดเห็นมีการตั้งคำถามในพื้นที่เรื่องข้อมูลข้อเท็จจริงและกระบวนการมีส่วนร่วม

ความท้าทายสำคัญอีกประการในกรณี Land Bridge คือ มีนักวิชาการหลายท่านออกมาตั้งคำถามทั้งในมิติเศรษฐศาสตร์ ว่าคุ้มจริงหรือไม่ และในมิติของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องศักยภาพในพื้นที่ที่ต้องลงไปตรวจสอบข้อมูลในรายงาน การตั้งคำถามว่าข้อมูลตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ที่จะมีการถมทะเลซึ่งเป็นบริเวณกว้าง ระบบนิเวศที่จะเปลี่ยนไป

รวมถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยเฉพาะฝั่งระนองที่มีศักยภาพด้านอื่น ๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ต้องจับตาดูว่าคณะกรรมการผู้ชำนาญการ จะเดินหน้าในการพิจารณาอย่างไร และรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่หรือนักวิชาการที่ออกมาให้ความเห็นมากน้อยแค่ไหน

“กะเบอะดินเป็นพื้นที่ชุมชนเดียว และหากพูดถึงขนาดก็ไม่ใช่โครงการที่มีขนาดใหญ่มาก แต่เราไม่ได้มองว่าโครงการเล็กหรือใหญ่จะผลกระทบน้อยหรือมากต่างกัน เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับชีวิตของชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ กะเบอะดินเป็นโครงการเดียว คือ เหมืองแร่ ในพื้นที่ชุมชน แต่ Land Bridge เป็นโครงการขนาดใหญ่มากและเป็นนโยบายของรัฐที่มุ่งผลักดันในมิตินี้ ไม่ใช่แค่ตัวโครงการ Land Bridge เท่านั้น ความท้าทายที่ใหญ่กว่า คือ มีเป้าหมายที่จะผลักดันภาคใต้ในโซน 4 จังหวัดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะที่ใกล้เคียงกับ EEC ด้วย”

สุภาภรณ์ มาลัยลอย

กระบวนการมีส่วนร่วม ก็เป็นอีกคำถามใหญ่ เพราะหากเทียบกันแล้ว Land Bridge มีประเด็นมากกว่าเรื่องผลกระทบ EIA หรือ EHIA เพราะ Land Bridge เป็นโครงการที่มีองค์ประกอบหลายส่วนรวมกัน ทั้งท่าเรือ 2 แห่ง มอเตอร์เวย์ และรถไฟรางคู่ คำถามใหญ่ คือ จริง ๆ แล้วควรมีการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ที่มองภาพรวมทั้งหมดด้วยหรือไม่ ไม่ใช่มาแยกย่อยรายโครงการ สิ่งนี้เป็นความท้าทายที่มากกว่ากะเบอะดิน เพราะสำหรับแผนโครงการขนาดใหญ่ การประเมินผลกระทบไม่ควรมองแค่รายกิจกรรม หรือรายโครงการ แต่ต้องประเมินในระดับแผนนโยบายก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการในรายกิจกรรม ความท้าทายจึงมีมากพอสมควร เพราะผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่มีความหลากหลายทั้งชุมชนและกลุ่มต่าง ๆ

ความท้าทายการทำงานกับชุมชน

สุภาภรณ์ ยังเล่าว่า กะเบอะดินมีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีคลิตี้มาก เพราะเป็นชุมชนชาติพันธุ์ ความเข้าใจในภาษาจึงเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะเมื่อ EIA ใช้ถ้อยคำทางวิชาการและทางกฎหมายที่ชาวบ้านอาจไม่คุ้นเคย และการอธิบายภาพรวมของกิจกรรมโครงการว่าเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องยาก เพราะชุมชนที่ไม่เคยอยู่ในพื้นที่ที่มีโครงการอุตสาหกรรมลักษณะนี้อาจนึกภาพไม่ออก หากคนที่จะเข้ามาดำเนินกิจกรรมไม่ได้อธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจน

โจทย์แรกคือจะทำอย่างไรให้ชุมชนเห็นภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมีโครงการนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วกระบวนการนี้ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ EIA และควรเป็นรัฐหรือเอกชนที่ไปให้ข้อมูลกับชุมชน แต่ปรากฏว่าไม่มีการให้ข้อมูลชุดนี้ EnLAW จึงต้องเข้าไปให้ข้อมูลกับชุมชนโดยใช้กระบวนการให้คนในพื้นที่ช่วยแปล และค่อย ๆ สร้างความเข้าใจ เมื่อเขาเห็นภาพแล้วก็ต้องให้เขาตัดสินใจเองว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

“เราเข้าไปช่วยในมิติที่ว่า ถ้าชุมชนคิดว่าโครงการนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบและไม่เห็นด้วย พวกเขามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรได้บ้าง ในส่วนนี้ EnLAW ร่วมกับศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมในภาคเหนือ และเป็นหนึ่งในองค์กรที่ช่วยชุมชน ใช้กระบวนการอธิบายสิทธิให้คนในชุมชน หากเขาต้องการใช้สิทธิ์เราก็แนะนำและให้ความเห็นเพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง”

สุภาภรณ์ มาลัยลอย

อมก๋อยเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของคนเชียงใหม่ที่กลุ่มองค์กรอื่น ๆ ก็เข้าไปช่วยในการทำงานกับคนรุ่นใหม่ ทำกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ และให้เขาเห็นพลังว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างกรีนพีซที่ช่วยสนับสนุนในเชิงวิชาการ นำความรู้ไปให้ชุมชนผลิตข้อมูลชุมชน ซึ่งอันนี้เป็นส่วนสำคัญมาก

“เราคิดว่าส่วนหนึ่งของการต่อสู้ในชั้นศาลรวมถึงการสื่อสารกับสังคม ชุดข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ชุดข้อมูลเหล่านั้นจะต้องมาจากชุมชนด้วย นักวิชาการหรือองค์กรภายนอกที่มีความรู้ด้านกฎหมายหรือวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ จะต้องเป็นเพียงองค์ประกอบที่เข้าไปเสริมข้อมูลข้อเท็จจริงที่มาจากพื้นที่และความต้องการของพื้นที่ จึงจำเป็นต้องร่วมกันหลายองค์กรเพื่อเข้าไปจัดทำชุดข้อมูลผลกระทบโดยชุมชน และผลิตออกมาเป็นเล่มเพื่อสื่อสารกับสาธารณะ ทั้งคนในเชียงใหม่ คนในภาคเหนือ และนำมาเป็นฐานในการฟ้องคดีต่อศาลด้วย”

สุภาภรณ์ มาลัยลอย

นี่คือโมเดลที่ EnLAW ใช้กับทุกพื้นที่ ไม่ว่าชุมชนจะใช้สิทธิ์ต่อสู้ในชั้นศาล หรือใช้สิทธิ์ในกระบวนการก่อนขึ้นสู่ศาล เช่น การร้องเรียน คัดค้าน ต่อหน่วยงาน กลไก หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็ต้องมีชุดข้อมูล ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจมีความแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นข้อมูลจากชุมชน ว่าพวกเขาเห็นภาพว่าหากประเมินผลกระทบแล้วจะเกิดอะไรขึ้น และสิ่งเหล่านั้นยากแก่การแก้ไขเพียงใด หรือมีมาตรการดูแลปัญหาอย่างไร

ปกป้องสายน้ำ ผื้นป่าจิตวิญญาน และตัวต้น
“กะเบอะดิน ต้องไม่มีเหมืองถ่านหิน”

ผู้จัดการ EnLAW ยังย้ำว่า คดีหลักของชุมชนกะเบอะดิน คือการฟ้องเพื่อเพิกถอนรายงาน EIA เนื่องจากรายงานมีข้อมูลที่ชุมชนเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จ อย่างเช่นเรื่องระบบนิเวศสายน้ำ และเรื่องลายมือชื่อผู้มีส่วนร่วมที่มีการปลอมแปลง ชุมชนได้ไปลงบันทึกประจำวันและคณะกรรมการสิทธิได้ตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลข้างต้นน่าจะเป็นจริง

(ภาพ : กะเบอะดิน ดินแดนมหัศจรรย์)

แต่ในระหว่างที่ศาลยังไม่สั่งให้เพิกถอนรายงาน จึงมีการขอให้คุ้มครองว่ารายงาน EIA ที่ผ่านการเห็นชอบแล้วนั้น อย่าเพิ่งนำไปใช้ในการออกใบอนุญาต ดังนั้นตามความมุ่งหวังของชุมชน ถ้าคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ในคดีหลัก พิพากษาว่ารายงาน EIA ฉบับนี้ผิดกฎหมายและผิดกระบวนการมีส่วนร่วมจริง แล้วสั่งเพิกถอน อันนั้นก็จะนำไปสู่การที่ EIA ฉบับนี้ไม่สามารถนำไปใช้ได้อีกต่อไป

และสิ่งที่ต้องจัดการในปีนี้และทุกฝ่ายคาดหวัง คือ คำพิพากษาคดีหลัก ซึ่งก็คือการเพิกถอน EIA ที่ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นที่เชียงใหม่ น่าจะมีคำพิพากษาในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากขณะนี้ศาลยังไม่ได้สั่งสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง ยังไม่ได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรก และยังไม่ได้นัดฟังคำพิพากษา แต่กระบวนการต่อสู้ในชั้นศาลในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ต้องคัดค้านหรือโต้แย้งนั้นครบถ้วนแล้ว

จึงคาดหวังว่าศาลจะนัดฟังคำพิพากษา และคาดหวังว่าคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ โดยศาลน่าจะเห็นประเด็นที่ชุมชนได้นำเสนอผ่านการฟ้องคดีและการให้ข้อมูลต่าง ๆ ในการพิจารณาคดี ว่า กรณีเหมืองถ่านหินนี้ไม่คุ้มที่จะเปิดให้ดำเนินกิจกรรมในพื้นที่นี้ เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนมีมากมาย และไม่ใช่แค่ในชุมชนกะเบอะดิน ทั่วโลกต่างพยายามพูดกันแล้วว่าถ่านหินควรหยุดใช้ เชื้อเพลิงฟอสซิลควรหยุดได้แล้ว ทั้งในมิติพลังงานและการดำเนินการต่าง ๆ เพราะวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นรุนแรงมาก และการใช้ถ่านหินเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทุกคนพูดถึง

“เราคิดว่ากระบวนการยุติธรรมไทยน่าจะเห็นมิตินี้ด้วย นอกจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน การที่จะนำเชื้อเพลิงฟอสซิลขึ้นมาเพื่อผลิตพลังงานควรหยุดได้แล้ว และควรหันไปใช้พลังงานทางเลือกอื่น เราจึงคาดหวัง และชุมชนเองก็คาดหวังว่าคำสั่งของศาลจะทำให้ชุมชนเห็นว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง และสิ่งที่ชุมชนต่อสู้และลุกขึ้นมาเรียกร้องมีคุณค่า”

สุภาภรณ์ มาลัยลอย

สิ่งสำคัญที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมผลักดันต่อพรรคการเมือง คือ ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ที่จะต้องถอดบทเรียนและมองไปข้างหน้าว่าระบบนี้ควรจะเป็นเครื่องมือที่เป็นหลักประกันในการมีส่วนร่วม และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงตราประทับเพื่อผ่านไปสู่การอนุญาตให้กิจกรรมนั้น ๆ เกิดขึ้น นี่เป็นสิ่งที่มีข้อเสนอไปถึงพรรคการเมืองแล้ว

ถึงตรงนี้ในฐานะชาวกะเบอะดิน พรชิตา ก็ย้ำว่า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นอย่างแรก คือ บริษัทจะเข้าไปในชุมชนหรือไม่ อาจจะเข้าไปคุยกับผู้นำหลังจากที่ออกจากห้องพิจารณา ทางบริษัทมาคุยกับทีมทนายว่า

“เรามาพัฒนาเรื่องเหมืองแร่กันไหม เราจะทำ EIA ใหม่เพื่อที่จะไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนและสิ่งแวดล้อม และจะทำเหมืองแร่แค่ 6 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะฟื้นฟูให้ชุมชนทำสวน ปลูกผักแบบออร์แกนิกได้เลย”

นี่คือสิ่งที่ตอกย้ำชัดเจนว่า เหมืองยังพยายามที่จะไปต่อ แล้วพวกเราที่อยู่ในพื้นที่จะตั้งรับอย่างไร เพื่อแสดงจุดยืนว่า ต่อให้บริษัททำ EIA ใหม่ ก็ไม่ได้ทำให้การทำเหมืองไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้น ระยะยาว หรือในอนาคต

“จุดยืนของเรา คือ ไม่มีเหมืองแร่ในพื้นที่อมก๋อย ไม่ใช่การทำ EIA ใหม่ หรือทำรายงานให้สมบูรณ์ขึ้นเพื่อให้ชุมชนเห็นด้วย เราพยายามทำข้อมูลเพื่อเอามาต่อสู้ว่าถ้าหากมีเหมืองแร่เกิดขึ้น มันจะส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างไร”

ตัวแทนชาวกะเบอะดิน ย้ำจุดยืน