ถนนกลางป่า…ระหว่างทาง การคุ้มครอง กับ ‘ชีวิต’ ที่ต้องเดินต่อไป

ประเด็นการตัดถนนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของ จ.แม่ฮ่องสอน กลายเป็นข้อถกเถียงที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่าง การคุ้มครองผืนป่า กับ สิทธิในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนชายขอบ อย่างชัดเจน

เมื่อเส้นทางที่ถูกเปิดใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน และ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา ถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามกฎหมาย และผลกระทบต่อระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็มีเสียงจากคนในพื้นที่ที่ยืนยันว่า ถนน ไม่ใช่ความสะดวกสบาย แต่คือความจำเป็นพื้นฐานของชีวิตประจำวัน

ในมุมมองของภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตป่าอนุรักษ์ที่มีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน การเปิดเส้นทางใหม่ หรือปรับปรุงเส้นทางเดิม จำเป็นต้องผ่านกระบวนการขออนุญาต การประเมินผลกระทบ และขั้นตอนตามกฎหมายอย่างรอบคอบ เพราะถนนหนึ่งสายอาจหมายถึงการเข้าถึงพื้นที่ป่าลึก การเพิ่มความเสี่ยงต่อการตัดไม้ ล่าสัตว์ หรือขยายกิจกรรมที่กระทบระบบนิเวศในระยะยาว รัฐจึงมองว่า การดำเนินคดีหรือสอบสวนกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการตัดถนน แต่คือการรักษาหลักการบังคับใช้กฎหมาย และปกป้องพื้นที่อนุรักษ์ที่เหลืออยู่ของประเทศ

แต่อีกด้านที่ถูกสื่อสารออกมาจากชุมชนในเขตป่า และภาคประชาชน ก็มองว่า ความเข้มงวดดังกล่าวต้องไม่ละเลยบริบทชีวิตของคนในพื้นที่ หลายหมู่บ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การเดินทางเข้าออกโดยที่ไม่มีถนนจึงเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเจ็บป่วย ความจำเป็นของการเร่งเข้าถึงการรักษาพยาบาล การเดินทางของเด็ก ๆ เพื่อไปโรงเรียน ไปจนถึงการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร หากไม่มีถนนทุกอย่างก็จะเป็นไปอย่างยากลำบาก

ยิ่งในฤดูฝนที่เส้นทางดินกลายเป็นโคลน เสียงจากชาวบ้าน และชุมชนในป่าพื้นที่ห่างไกล จึงตั้งคำถามว่า ในเมื่อชุมชนอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ รัฐก็ควรออกแบบแนวทาง กำหนดกติกาที่ยืดหยุ่นกว่าการตีความกฎหมายอย่างแข็งตัวหรือไม่ ?

และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควรถูกมองเป็น สิทธิ มากกว่า การบุกรุก หรือไม่ ?

ระหว่าง 2 มุมมองนี้ จึงไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงเชิงเทคนิคเรื่องแนวเขตหรือการอนุญาต หากแต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่า ประเทศจะสร้างสมดุลอย่างไร ? ระหว่าง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กับการ รับรองคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยมีถนนสายหนึ่งในป่าแม่ฮ่องสอน เป็นภาพสะท้อนของโจทย์ การพัฒนา และ ความเป็นธรรม ที่ซับซ้อนกว่าการเป็นแค่กระแสดรามา

‘แม่ฮ่องสอน’ ภาพสะท้อนชีวิตคนอยู่กับป่า-จนสิทธิ์ จนโอกาส

“85.99% ของพื้นที่แม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ป่า ทั้งป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนฯ นั่นหมายความว่า พื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ หรือที่อนุญาตให้ประชาชนทำกิน อยู่อาศัยมีไม่ถึง 15%”

นี่เป็นข้อมูลที่ ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ชวนเปิดบทสนทนา เพื่อชี้ให้เห็นว่า ผู้คนที่แม่ฮ่องสอน มีบทบาทสำคัญกับการร่วมดูแลรักษาผืนป่าให้ยังคงความสมบูรณ์มากที่สุดในประเทศ จึงเป็นจังหวัดที่สำรวจและพบว่า ประชาชนมีความสุขที่สุด เพราะอยู่ท่ามกลางความสมบูรณ์ของทรัพยากร

ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ

แต่อีกด้าน แม่ฮ่องสอนก็เป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุด เพราะจนสิทธิ จนโอกาส มีปัญหาเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งถนน ไฟฟ้า ประปา จากข้อมูลจะเห็นว่ามีแค่ 15% ที่เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีการประกาศเขตป่า ออกกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์ป่า พบว่าละเลยในเรื่องของชุมชนดั้งเดิมที่เคยอยู่มาก่อนปี 2470 จนเป็นเหตุให้แม่ฮ่องสอน ซึ่งมี 415 หมู่บ้าน แต่มีมากถึง 347 หมู่บ้านอยู่อาศัยในเขตป่า กลายเป็นผู้บุกรุก ทั้ง ๆ ที่ทำกินบนผืนดินของบรรพบุรุษมาโดยตลอด 

“มาจากความผิดพลาดตั้งแต่แรก ก็คือการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่มีการเร่งรีบ ไม่มีการกันพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยของชุมชนออกจากเขตป่า ทั้ง ๆ ที่มีชุมชนปรากฏอยู่แล้ว ล่าสุดก็ชัดเจนว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอนุรักษ์ทับลักษณะเดียวกันทั่วประเทศกว่า 4,100 ชุมชน ต่างประสบปัญหาแบบเดียวกัน ไม่สามารถขยายถนนได้ ไม่สามารถพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน และเสียโอกาสต่าง ๆ แม้ว่าท้องถิ่น หรือ อบต. จะมีงบประมาณก็ไม่สามารถดำเนินการได้ นี่เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน”

ประยงค์ ดอกลำใย

การไม่ยอมกันพื้นที่ชุมชนออก สำหรับ ประยงค์ มองว่าเป็นเพราะรัฐต้องการ ควบคุม หรือใช้เพื่ออ้างสิทธิ์หากวันหนึ่งมีการตัดถนนเข้าไป มีการทำสาธารณูปโภคพื้นฐานดี ๆ ก็มองว่าอาจจะเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านบุกรุกป่าเพิ่มในอนาคต 

แล้วทำไม ? ถนนสำหรับชุมชนในเขตป่า ที่พิสูจน์ได้ว่าชาวบ้านอยู่มาก่อน ใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน จึงจำเป็น วรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นคนหนึ่งที่ชี้ให้เห็น ความจริงของชีวิตชุมชนในเขตป่า

“เมื่อวินาทีแห่งชีวิต…ต้องพ่ายแพ้ต่อเส้นทางที่ยากลำบาก”

นี่เป็นข้อความที่นายอำเภอแม่สะเรียงโพสต์ โดยระบุถึงการได้รับรายงานการจากไปของชาวบ้านวัย 70 ปี ที่บ้านแม่ปอ ต.แม่ยวม ทำให้นึกย้อนไปถึงภาพความทรงจำเมื่อปีก่อน หลังจากได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมชาวบ้านที่นั่น หากมองจากระยะทางในแผนที่อาจดูไม่ไกล แต่ในความจริง สภาพถนน คือ อุปสรรคสำคัญ และส่งผลกระทบต่อลมหายใจของชาวบ้านอย่างไม่อาจปฏิเสธ

ภาพ : วรศักดิ์ พานทอง

ในวันที่ฝนตกหนัก พื้นผิวถนนกลายเป็นโคลนลื่นจนรถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ เมื่อชาวบ้านมีอาการทรุดหนัก ชาวบ้านจึงต้องช่วยกัน แบกเปล หามฝ่าเส้นทางวิบาก ลัดเลาะตามไหล่เขา เพื่อส่งตัวผู้ป่วยไปยังบ้านแม่กองคา ก่อนจะต่อรถฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลแม่สะเรียง

นายอำเภอแม่สะเรียง ย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความยากจน แต่นี่คือเรื่องของ “เส้นทางคมนาคมที่ชี้เป็นชี้ตาย”

กว่า 20 ปีที่แม่ฮ่องสอนถูกจัดว่าเป็นจังหวัดที่ยากจนต่อเนื่อง แต่สิ่งที่สะท้อนความยากลำบากได้ชัดเจนที่สุด คือการที่ชาวบ้านยังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ทั้ง ถนนปลอดภัย ประปา ไฟฟ้า และสัญญาณโทรศัพท์ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความสะดวกสบาย แต่คือ โครงสร้างพื้นฐาน ที่ช่วยรักษาชีวิตคนในยามวิกฤต

“ความจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาเส้นทางในพื้นที่ห่างไกล สำหรับพี่น้องบนดอย ถนนที่ดีขึ้นเพียงกิโลเมตรเดียว อาจหมายถึงอีกหนึ่งชีวิตที่รอดกลับมาหาครอบครัว”

ความย้อนแย้งนโยบาย พรากสิทธิคนอยู่กับป่า

และถ้าย้อนกลับไปมากกว่าปี 2541 คือในปี 2532 ก็ไปกำหนดว่าประเทศไทยต้องมีป่า 40% ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นก็มีป่าไม่ถึง 40% แล้ว การมาบอกว่าทำให้เป็นป่าอนุรักษ์ เริ่มแยกชัดเจนว่าป่าอนุรักษ์ 25% เป็นป่าเศรษฐกิจและให้นายทุนเช่าได้ 15% นี่อาจเป็นที่มาของปัญหาการทำให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่อย่างยากลำบาก และมีการเรียกร้องกันเรื่อยมา

จนกระทั่งมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ได้ระบุว่า ให้มีการสำรวจถ้าชาวบ้านอยู่ก่อนการประกาศเขตป่าอุทยานของรัฐ ก็ให้มีการดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ปรากฏว่ามีการสำรวจกันไปใช้เวลาใช้งบประมาณกว่า 1,000,000,000 บาท สุดท้ายก็พบว่า มีชาวบ้านส่วนใหญ่อย่างน้อย 37% ของคนที่อยู่ในพื้นที่ป่าอยู่มาก่อน ซึ่งตามมติ ครม.จะต้องดำเนินการให้ไปสู่การออกเอกสารสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่เมื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเห็นข้อมูลแบบนี้ ก็เป็นสิ่งที่เขายอมไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มติ ครม.ก็เสนอเองว่า เพื่อให้แก้ปัญหาเรื้อรังที่ขัดแย้งกัน ก็มาสู่การพิสูจน์สิทธิ์ ไปสำรวจและพิสูจน์ว่าใครอยู่ก่อนก็ให้เอกสารสิทธิ์ไปเลย แต่เมื่อมีข้อมูลว่าชาวบ้านอย่างน้อย 30% ที่เข้าสู่การสำรวจอยู่มาก่อน การดำเนินการก็ถูกแช่แข็งไว้ไม่ไปไหน

จนมาสู่การเรียกร้องอีกครั้งในช่วงปี 2557 ที่มี ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า กันอย่างหนักโดยรัฐบาล คสช. ชาวบ้านเดือดร้อน ก็เลยนำมาสู่การแก้กฎหมายอุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในปี 2562 แต่การแก้นั้นก็จะเห็นว่า พูดถึงชุมชน อยู่ในบทเฉพาะกาล ซึ่งหมายความว่า เขาจะให้อยู่ชั่วคราวไม่เกิน 20 ปีจริง ๆ ในกฎหมายก็เขียนว่าอนุญาตครั้งละไม่เกิน 20 ปี แต่อธิบดีทำหนังสือตอบชี้แจงประชาชนที่เขาสงสัย เนื่องจากว่า พระราชกฤษฎีกา หรือโครงการที่อนุญาตให้อยู่ ไม่มีการต่ออายุ ไม่มีการระบุว่าจะต่ออายุให้หรือไม่ เลยกลายเป็นปัญหาสำคัญ ที่ชาวบ้านคาใจว่าเราอยู่มาก่อน แล้วทำไมไม่อนุญาต แม้กฎหมายจะบอกว่าอนุญาตได้หลังจากนั้น เนื่องจากเห็นว่าระยะเวลา 20 ปี เพียงพอแล้วสำหรับการให้คนเหล่านี้ไปหาที่อยู่แห่งใหม่ ซึ่งอันนี้ชัดเจนว่า จุดยืนของรัฐโดยเฉพาะกรมอุทยานฯ มองว่าชาวบ้านจะต้องได้อยู่เป็นการชั่วคราว

‘ถนน’ ข้อยกเว้นบนเงื่อนไข ปิดประตูสิทธิขั้นพื้นฐาน

และเมื่อประกอบกับมติ ครม.ในช่วงรัฐบาลเศรษฐา ที่บอกว่า ให้ดำเนินการนำร่องให้ชุมชนที่อยู่ในที่ดินของรัฐใน 2 จังหวัด คือกาญจนบุรี และแม่ฮ่องสอน สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไฟฟ้า น้ำประปา ได้ ปรากฏว่า กรมอุทยานฯ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ไปเสนอ ครม.กำหนดเงื่อนไขอีกว่า จะต้องไม่เป็นการสร้างถนนใหม่ 

“จริง ๆ แล้วถนนดั้งเดิม อย่างกรณีที่มีปัญหาที่ จ.แม่ฮ่องสอน ที่เป็นปรากฏการณ์ล่าสุด ก็ต้องยอมรับบนข้อเท็จจริงว่า ส่วนหนึ่งนั่นเป็นถนนดั้งเดิมที่ชาวบ้านใช้กันมาก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ด้วยซ้ำไป แต่ไม่มีการพูดถึง การดำเนินการก็เลยทำให้ยากขึ้น แม้มีมติ ครม.ให้นำร่องในแม่ฮ่องสอน และกาญจนบุรี ให้ชาวบ้านเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ โดยเฉพาะไฟฟ้า และน้ำประปา แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ไปเสนอมติ ครม.ล็อกเอาไว้อีก ซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ ก็เลยทำให้การดำเนินการพัฒนาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ป่าโดยเฉพาะป่าอนุรักษ์มันเป็นไปไม่ได้เลย” 

ประยงค์ ดอกลำใย

โดยสรุป คือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่แม่ฮ่องสอน จะนำไปสู่การปิดประตู หรือยกระดับความยากของการใช้ชีวิตของพี่น้องชาวบ้านมากขึ้นอีก เพราะว่าที่ผ่านมาก็จำกัดการพัฒนาไว้ตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 หรือใช้การแก้ พ.ร.บ.อุทยานฯ ป่าสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ในปี 2562 ก็คิดในลักษณะเดียวกันว่า ชุมชนที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้ง 4,000 กว่าชุมชน ท้ายที่สุดต้องถูกอพยพออกไปหรือต้องสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินในระหว่างการอนุญาตให้อยู่ 20 ปี ถ้า 20 ปีแล้วยังอยู่ได้ ยืนหยัดต่อได้นี่ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏในสถานการณ์ปัจจุบัน และทำให้ชุมชนมีความยากลำบาก

“ส่วนตัวคิดว่าหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในระดับพื้นที่ มีความเข้าใจพี่น้องประชาชน เท่าที่เราสัมผัสได้ แต่มันก็ไปติดที่กฎระเบียบ และมติ ครม. หรือนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีความย้อนแย้งกัน นโยบายของรัฐบาลที่เป็นมติ ครม.บอกว่า ให้นำร่องการเข้าถึงสาธารณูปโภคของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ของรัฐ กับมติ ครม.ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ไปจำกัดกระบวนการและทำให้การปฏิบัติตาม หรือการพัฒนาใด ๆ เกิดขึ้นยาก กรณีนี้คือความผิดพลาด ผิดระเบียบขึ้นส่วนไหน จะมีนอกมีใน มีเบื้องลึกยังไง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปสอบสวน แต่ต้องยอมรับข้อเท็จจริงด้วยว่า ชาวบ้านลำบากอยู่แล้ว และเป็นเส้นทางดั้งเดิมที่ใช้จริง ซึ่งทางราชการเองก็จะได้ใช้ประโยชน์ด้วย”

ประยงค์ ดอกลำใย

แค่ ‘กันพื้นที่ออก’ ตั้งแต่ต้น เรื่องก็จบ!

ที่ปรึกษาพีมูฟ ย้ำว่า ที่ต้องอธิบายยืดยาว เพื่ออยากให้เห็นจุดเริ่มต้นของปัญหา คือการไปประกาศเขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับชุมชน ในวันที่ประกาศรัฐมีข้อมูลชุมชนอยู่แล้ว ถ้าหากกันพื้นที่ออกตอนนั้นก็จบ ชุมชนจะได้สามารถอยู่ และพัฒนาสาธารณูปโภคได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณีถนนกลางป่าแม่ฮ่องสอน ทำให้เห็นว่า

  1. จริง ๆ แล้ว ถนนที่ชุมชนใช้อยู่ เมื่อชาวชุมชนอยู่มาก่อน ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ชาวบ้านจะเหาะเหินเดินอากาศเข้าออก การตั้งชุมชนก็ต้องมีเส้นทางเดิมอยู่แล้ว และเมื่อเขาอยู่ในชุมชนดั้งเดิม แต่คุณไปประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับลงไป ดังนั้นที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ก็ต้องถูกกันออก คือ “ถ้าหากคุณกันออกแต่ต้นมันก็จบ”

  2. แนวถนนก็ควรต้องกันออก จะ 5 เมตร หรือเท่าไร ก็ต้องกันออก เพราะว่าเมื่อกันออกแล้ว การพัฒนาต่าง ๆ การดำเนินการต่าง ๆก็จะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายอุทยานฯ ย้ำว่านี่ไม่ใช่เรื่องของการเปิดป่า แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านดำเนินการใช้ประโยชน์มาก่อน การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ก็จะต้องดำเนินการเพิกถอน ทั้งพื้นที่เขตที่ตั้งชุมชน และพื้นที่ทำกินด้วย

‘ถนนกลางป่า’ สู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ต้องไม่ปิดชีวิตประชาชน 

ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องถนนนั้น ประยงค์ มองว่า สิ่งแรกต้องดูว่าชาวบ้านใช้ประโยชน์อยู่หรือไม่ ? ซึ่งเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ยาก ถ้าพิสูจน์ได้ว่าชาวบ้านใช้มาก่อน ก็จะต้องเปิดให้ชาวบ้านใช้สัญจร ส่วนการตรวจสอบก็ตรวจสอบไป

หากเกรงว่าถนนจะนำไปสู่การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า หรือทำสิ่งผิดกฎหมาย ก็ไปตั้งหน่วยสกัดในเส้นทางนี้ ซึ่งก็สามารถทำได้อยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบคัดกรองบุคคลเข้าออกในระหว่างการที่มีการสอบสวน เรื่องนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพราะอีกไม่กี่เดือนก็เข้าสู่ฤดูฝน น้ำก็จะมาอีก เส้นทางเดิมที่ชาวบ้านใช้ก็ไกลและอ้อมอยู่แล้ว ก็อาจจะใช้ไม่ได้ในบางช่วง เพราะว่ามีน้ำหลากน้ำไหล ก็จะเกิดความยากลำบากขึ้น

แต่ถ้ามีมติสั่งปิดถนนไปเลย ก็มองว่า นี่อาจเป็นการฉวยโอกาสหรือไม่ ? โดยตั้งข้อสังเกต ว่ารัฐเองอาจไม่อยากให้ใช้ ไม่อยากให้ชาวบ้านสัญจรเส้นทางนี้ แต่ว่าสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวบ้าน ถ้าจะปิดถนน ไม่ให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์เลย เส้นทางนี้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ต้องหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา แม้ไม่มีใครร้องก็ตาม เนื่องจากปรากฏชัดเจนว่าชุมชน 3-4 ชุมชน ในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ก็ใช้ประโยชน์เส้นทางมาก่อน

ถ้ารัฐต้องการป่า 40% หรือ 55% ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบันบนข้อเท็จจริงมีเพียงแค่ 30% แล้ว จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าเอาไว้ทั้งจังหวัดได้ 85% ในขณะที่หลายจังหวัดไม่มีป่าเหลือแล้ว ทั้ง ๆ ที่ในอดีตก็เคยมีป่ามาก่อน แบบนี้จะเป็นธรรมกับชาวบ้านที่แม่ฮ่องสอนหรือไม่ ?    

“อย่างสุพรรณบุรีที่ผมอยู่ มีป่าไม่ถึง 20% แต่ก็คืออาศัยคนแม่ฮ่องสอนรักษาป่าเอาไว้ 85% มันก็ทำให้สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ดีขึ้น เราจะไปเอา 15% ที่เหลือของเขา ที่ทำมาหากินอยู่ตั้งแต่ปู่ย่าตายายกลับมาเป็นป่าให้เรา อันนี้มันก็ต้องถามกลับว่า เห็นแก่ตัวเกินไปไหม ก็อยากจะฝากให้เข้าใจว่า ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐาน และไม่ใช่คนแม่ฮ่องสอนไม่อนุรักษ์ป่า ถ้าพวกเขาไม่อนุรักษ์ป่า ป่าคงจะเหลือประมาณ 1% เหมือนบางจังหวัดที่ไม่มีป่าเลย จึงอยากให้เอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย แค่ปิดทางเข้าหมู่บ้านจัดสรรสักช่องทางหนึ่งคุณก็เดือดร้อนแล้ว แต่ว่านี่ชาวบ้านเขาโดนปิดทั้งเส้น แล้วคนป่วย คนที่จะต้องติดต่อราชการ คนจะไปซื้ออาหารมาเลี้ยงเด็กในโรงเรียน อาหารกลางวัน ก็ลำบาก อันนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากจะให้ทุกคนได้ตระหนักถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และการอนุรักษ์รวมทั้งการพัฒนาให้มีความสมดุลกันและเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกันด้วย” 

ประยงค์ ดอกลำใย

ยึดหลักการให้มั่น พลเมืองไทยต้องได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน

สอดคล้องกับ ผศ.มาลี สิทธิเกรียงไกร ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เน้นย้ำว่า ทางออกเรื่องนี้ต้องยึดหลักการสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา โรงเรียน สถานีอนามัย คนไทยควรได้รับสิ่งนี้จากรัฐ แต่ต้องยอมรับว่า ชาวบ้านในพื้นที่สูง พื้นที่ห่างไกล เจอปัญหาเข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้มาอย่างยาวนาน เมื่อพวกเขาต้องอยู่ภายใต้พื้นที่อุทยานฯ การจะทำอะไรก็ต้องผ่านขั้นตอน กฎ กติกา เงื่อนไข ที่เป็นข้อจำกัด การที่อุทยานฯ ประกาศพื้นที่ใหญ่โตมหาศาล ทับพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์มาแต่เดิม จนถึงปัจจุบันเรื่องราวพวกนี้ก็แทบยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ผศ.มาลี สิทธิเกรียงไกร ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“ชาวบ้านควรได้รับสิทธิตามพลเมืองไทย คนในเมืองเข้าถึงความสะดวกสบาย แต่ผู้คนบนพื้นที่สูงกลับเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ถนนหนทาง การเข้าถึงการศึกษา จึงอยากให้ยึดที่หลักการก่อน โดยแยกปมปัญหาที่จะต้องไปตรวจสอบ พิสูจน์ข้อเท็จจริงกันต่อไป แต่ตอนนี้ถนนควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทย ที่รัฐควรต้องจัดการให้ประชาชน เพราะบางเส้นทางในป่า อาจหมายถึงการช่วยลดความสูญเสียทั้งเวลา และโอกาส ในชีวิตของชาวบ้านได้เลย”

ผศ.มาลี สิทธิเกรียงไกร

ผศ.มาลี ยังมองว่า กรณีที่เกิดขึ้นอาจต้องหันกลับสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ที่ไม่ใช้แค่เพียงใช้กฎหมาย แต่อาจจำเป็นต้องมอง มิติทางประวัติศาสตร์ การใช้ประโยชน์พื้นที่ของชุมชนเข้ามาพิจารณาร่วมกัน มองในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย ยึดหลักการนี้เป็นสำคัญ

ตอนนี้พื้นที่ป่าแต่ละแห่งมี โครงสร้างอำนาจ และการใช้ประโยชน์ที่ทับซ้อนกันมาก ดังนั้นหากจะหาทางออกก็ควรต้องจับหลักการให้มั่น เอารายกรณีมาพิจารณา เพราะปัญหาแต่ละพื้นที่เผชิญไม่เหมือนกัน ทั้งรัฐ เอกชน ภาคประชาชน ชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ต้องมาคุยกันบนพื้นฐานหลักการ เคารพสิทธิความเป็นพลเมืองไทย ถ้ายืนบนหลักการนี้ได้ ก็เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของมนุษย์ที่จะหาทางออก

“ถ้าหากกังวลว่ามีถนน ชาวบ้านเดินทางได้สะดวก อาจมีปัญหาตามมา เช่นเรื่องการลักลอบตัดไม้ ลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ที่รัฐต้องไปออกแบบระบบการเฝ้าระวัง จะดีกว่าการปิดกั้นสิทธิของประชาชน การยืนอยู่บนหลักการสิทธิขั้นพื้นฐานจึงจะเป็นทางออกของเรื่องนี้”

ผศ.มาลี สิทธิเกรียงไกร

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามอาจไม่ใช่เพียงว่าถนนกลางป่าที่แม่ฮ่องสอนผิดกฎหมายหรือไม่ ? หรือ ชาวบ้านควรได้ใช้ถนนหรือเปล่า ? แต่คือ เราจะวางหลักคิดอย่างไร เมื่อการอนุรักษ์ กับ คุณภาพชีวิตเดินมาเจอกัน

หากกฎหมายมีไว้เพื่อปกป้องป่า รัฐก็ต้องตอบให้ได้เช่นกันว่า ใครจะปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนที่อยู่กับป่ามาก่อน และหากการพัฒนาคือคำตอบ ก็ต้องอธิบายให้ชัดด้วยว่า เส้นแบ่งของการพัฒนา กับการทำลาย จะถูกกำหนดอย่างไร ?

บางที ถนนในป่า อาจไม่ใช่แค่เส้นทางสัญจร แต่คือบททดสอบว่า เมื่อไหร่ ? สังคมไทยจะสร้างสมดุลระหว่างผืนป่า กับ ผู้คน ได้จริงสักที

Author

Alternative Text
AUTHOR

ทัศนีย์ ประกอบบุญ

นักข่าวสายลุย เกาะติดประเด็นแล้วไม่มีปล่อย รักการเดินทาง หลงรักศิลปะบนรองเท้า และชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ