“ไม่ปฏิเสธ ว่า การเผาในไร่หมุนเวียน ปล่อย PM 2.5 จริง แต่ในระบบไร่หมุนเวียนที่มีการพักฟื้นพื้นที่ หรือที่เรียกว่าไร่เหล่าปีที่ 1 ถึงปีที่ 7 ปี (อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่) นั้นสามารถกำจัด หรือ เก็บกัก PM 2.5 ได้มากกว่า”
เป็นข้อมูลชุดแรกที่ จตุพร เทียรมา อาจารย์ประจำคณะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หนึ่งในผู้ที่ศึกษาวิจัย ไร่หมุนเวียน ตามโครงการส่งเสริมการจัดการไฟและฝุ่นละอองขนาดเล็กในระบบเกษตรไร่หมุนเวียน ของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อสุขภาวะ ยกมาเพื่อหักล้าง และตอบคำถามจากหลายฝ่าย ที่ยังคงเชื่อและมองว่า การใช้ไฟ เพื่อเตรียมการเพาะปลูกในระบบเกษตรอย่างไร่หมุนเวียน เป็นตัวการและต้นตอของปัญหา PM 2.5

จากงานที่ศึกษาชิ้นนี้ ทำให้ได้ข้อมูลว่า ใน 1 ไร่ที่มีการใช้ไฟ หรือเผาเพื่อเตรียมแปลงเกษตร จะปล่อย PM 2.5 ออกมา 20 กิโลกรัม แต่ไร่เหล่าในระบบไร่หมุนเวียน สามารถเก็บกัก PM 2.5 ได้ 32 กิโลกรัม เท่ากับ กำจัดได้มากกว่าการปล่อย นี่คือสมดุลของระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ภูมินิเวศ ภูมิปัญญา ระบบเกษตรที่จัดการมลพิษได้ด้วยตัวของมันเอง
อ.จตุพร ย้ำว่า ข้อมูลการประเมินปริมาณกาปล่อย PM 2.5 เป็นการประเมินจากงานศึกษาที่มีการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ เรื่อง Particulate Matter Emission Factors for Biomass Combustion โดย Simões Amaral et al (2016) โดยได้ศึกษาการปล่อยอนุภาคจากการเผามวลชีวภาพประเภทต่าง ๆ มีสัดส่วนทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนออกไซด์ และอีกหลายสาร อย่าง PM 10 และ PM 2.5 ในปริมาณต่อการเผา ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งต้นให้ อ.จตุพร และทีมวิจัยชุมชนศึกษาต่อยอด
สำหรับการประเมิน การเก็บกักฝุ่นของใบไม้ โดยการเก็บสุ่มตัวอย่างใบไม้ 5 ชนิด นำมาล้าง แล้วมาใส่เครื่องกรองความละเอียดสูง ในระดับกรอง PM 2.5 และก็กรอง PM 10 เก็บช่วงตลอดฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน กรองเสร็จสรรพเอาไปเข้าเครื่องอบและชั่งหาน้ำหนักฝุ่นที่ไปเกาะอยู่ตามใบไม้ หลังจากนั้นก็ประเมินปริมาณของใบไม้ในป่า ว่ามีเท่าไหร่ แล้วคำนวณเข้าไปในพื้นที่ไร่เหล่า รวมถึงแต่ละแปลง ว่ามันมีขนาดใบไม้เท่าไหร่

พอได้ปริมาณการเก็บใบไม้แต่ละชนิดแล้ว ก็เอาไปคำนวณกลับเข้าไป ซึ่งตัวเลขที่สามารถเก็บได้ เป็นตัวเลขขั้นต่ำ เพราะเลือกต้นไม้ 5 ชนิด เป็นต้นไม้ที่มีความเด่นในพื้นที่เท่านั้น นั่นหมายความว่า ตัวเลข 30 กว่ากิโลกรัม ที่ดูดซับได้ เป็นตัวเลขที่ต่ำมาก ถ้านำมาทดลองได้ทุกต้น ทุกชนิด จะเห็นค่าการดูดซับได้มากกว่านี้ แต่ข้อมูลที่ได้ก็สะท้อนชัดแล้วว่า ในระบบไร่หมุนเวียนสามารถกำจัด เก็บกัก PM 2.5 ได้มากกว่าที่ปล่อย
คุณสมบัติใบไม้ ดูดซับ PM 2.5
ส่วนที่มีคนมาตั้งคำถาม ว่าใบไม้เก็บกัก PM 2.5 ได้อย่างไร ? นั้น เรื่องนี้ อ.จตุพร อธิบาย ว่าหากสังเกตให้ดี ลักษณะของใบไม้แต่ละชนิด มีความแตกต่างกัน บางชนิดมีขนอุย ๆ บางชนิดมีความชื้นจากการกักเก็บน้ำ บางชนิดมีสารเหนียว ๆ เคลือบอยู่ที่ใบ นี่คือคุณสมบัติ หรือ ธรรมชาติของใบ
“แม้แต่ใบไม้ ที่ดูภายนอกใบเรียบปกติ ไม่มีสภาพกายภาพ เอื้อต่อการเก็บฝุ่น แต่อย่าลืม ว่าเวลาใบไม้มันคายน้ำ การคายน้ำออกที่ปากใบ เป็นการปล่อยความชื้นออกมาที่ปากใบ ความชื้นที่ว่ามันก็คือตัวจับ PM 2.5 ก็เหมือนกับที่เราพยายามที่จะเอาละอองไปพ่นในอากาศ ความสามารถของใบไม้ก็มีแบบเดียวกัน แล้วย้ำว่าได้ไปทดลองในพื้นที่จริง”
จตุพร เทียรมา

อีกข้อสงสัยคือ ถึงแม้ไร่หมุนเวียน ปล่อย PM 2.5 น้อยกว่า มีความสามารถในการกำจัดให้หมดไปได้ แต่เพื่อความสบายใจ ไม่เผาไร่หมุนเวียนได้หรือไม่ ?
อ.จตุพร รีบตอบคำถามนี้ โดยอธิบายว่า ระบบการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียน เป็นเกษตรในพื้นที่สูง ดังนั้นจะไม่เห็นระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียนเกิดขึ้นในพื้นที่ราบเลย
การไม่เผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่ใช่พื้นที่เกษตรกรรมแบบไม่หมุนเวียน การจัดการชีวมวล ซากเศษวัสดุที่เหลือทิ้งจากการทำการเกษตร มีทางเลือกหลายแบบและง่าย เช่น การไถกลบวัสดุชีวมวลนั้นลงไปในดิน เพื่อให้เกิดกระบวนการย่อยสลายของเศษซากวัสดุอินทรีย์ แล้วกลายเป็นโครงสร้างทางกายภาพของดินที่ดี เป็นธาตุอาหารสำหรับพืชต่อไป ใช้วิธีการไถกลบจะเรียกว่า การกำจัดก็ได้ หรือเรียกว่า การเตรียมพื้นที่เพื่อทำการเพาะปลูกเตรียมรุ่นต่อไปก็ได้
แต่เมื่อเป็นระบบไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นพื้นที่สูง ดังนั้นการไปใช้วิธีการไถ หรือไถกลบจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะระบบไร่หมุนเวียน ไม่ได้เป็นพื้นที่โล่ง มีการตัดฟันต้นไม้ โดยคงต้นแม่และรากไว้ให้แตกเป็นต้นใหม่ในปีต่อไปหลังทำเกษตรและพักฟื้น แตกกอเติบโตกลายเป็นป่า จึงเรียกว่า หมุนเวียน ไม่ใช่พื้นที่เกษตรแบบเตียนโล่ง ไม่ใช่เกษตรเชิงเดี่ยว หรือเกษตรปกติ ฉะนั้นการจะนำเอาเครื่องจักรเข้าไปใช้ จึงเป็นไปไม่ได้

หากบอกว่า “ทำได้” นำเครื่องจักรเข้าไปได้ นั่นจะเป็นหายนะทางสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล เหตุผลเพราะว่าพื้นที่เกษตรแบบไร่หมุนเวียน เป็นพื้นที่ลาดชัน การที่เอาเครื่องจักรไปไถพวนดิน จะทำให้โครงสร้างของดินแยกออกจากกัน เวลาฝนตกลงมาก็จะเกิดกระบวนการพัดพาและชะละลายหน้าดิน หรือเศษซากตะกอนลงมาอยู่ในที่ลุ่มแม่น้ำ ลำคลอง ดังนั้นหากใช้วิธีนี้พื้นที่ทำกินบนพื้นที่สูงหน้าดินจะค่อยค่อยหาย ๆ จนเหลือแต่หิน
“ยกตัวอย่าง เห็นชัดจากกรณีที่เกิดขึ้นที่ชุมชนห้วยหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย พื้นที่ป่าแก่ของป่าสงวน ที่ผ่านการสัมปทานทำไม้ และเหลือความหลากหลายของชนิดพันธุ์น้อย ระบบรากที่มีลักษณะเดียวกันจะยึดเกาะหน้าดินได้ในระดับความลึกเดียวกัน เมื่อฝนตกลงมาในปริมาณมากและต่อเนื่อง จึงมีการสไลด์ของหน้าดิน และพัดพาท่อนซุงไหลลงมา แต่เมื่อเปรียบเทียบในพื้นที่ไร่หมุนเวียน ป่าที่มีการใช้ประโยชน์และพักพื้นเป็นป่าหนุ่ม มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ไม้ มีรากแข็งแรง ยึดเกาะได้ดี จึงไม่พบการสไลด์ของดิน”
จตุพร เทียรมา
เพราะฉะนั้น ถ้ามองว่าเงื่อนไขของภูมินิเวศของการเป็นพื้นที่สูง การปฏิเสธหรือการหลีกเลี่ยงเครื่องจักรใหญ่ในการไถพรวนดินเพื่อหลีกเลี่ยงการพังทลายของดิน ก็มีความจำเป็นในการเคลียร์พื้นที่ ที่จะทำการเพาะปลูกเช่นเดียวกันเหมือนกับทุกพื้นที่เกษตร แต่การเคลียร์แบบการไถกลบอินทรีย์นั้นทำไม่ได้
ดังนั้นการเผาจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ณ เวลานี้ หรือในอนาคตด้วย เพราะว่าถ้าหากไม่ต้องการให้เกิดการพังทลายของหน้าดิน ก็ต้องไม่ลืมว่า ระบบไร่หมุนเวียนมีเงื่อนไขของพื้นที่เกษตรสำหรับพื้นที่สูง ไม่ใช่การมาทำเกษตรในพื้นที่ราบ และถ้าหากว่าพื้นที่ราบมาทำระบบแบบไร่หมุนเวียน คิดว่าน่าจะสมบูรณ์แบบในแง่ของการลดต้นทุนการผลิต และปัจจัยการผลิตเสียด้วยซ้ำ
“ดังนั้น เผาหรือไม่เผา มันมีเหตุผลอะไร มันมีเงื่อนไขอะไร ก็จำแนกให้เห็นทั้งสองส่วน ว่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเหมือนกัน แต่พื้นที่เกษตรที่สูง และพื้นที่เกษตรที่ราบ มันมีความจำเป็นต่างกัน”
จตุพร เทียรมา
อคติไฟเป็นตัวร้าย! เมื่อไฟดีจัดการและดูดซับ PM 2.5 ได้ ด้วยวิถีภูมิปัญญาชาติพันธุ์ คนอยู่กับป่า
อาจเป็นความโชคไม่ดี ที่รอบการเผาเพื่อเตรียมไร่หมุนเวียน มีความจำเป็นต้องเผาในช่วงเดือนเมษายน ช่วงเวลาเดียวกับที่ค่าฝุ่น PM 2.5 มาจากทุกปัจจัย ทุกกิจกรรม ถูกสะสมมาเรื่อย ๆ จนค่าสูง หรือ พีค ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ชุมชนมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ หรือเผาในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเพื่อเตรียมแปลงเพาะปลูก ซึ่งต้องเผาในช่วงที่แห้งและร้อนจัดในเดือนเมษายน การเผาไร่หมุนเวียนจึงตกเป็นหนึ่งในจำเลย
“ไร่หมุนเวียนปล่อย PM 2.5 ไหม ก็ต้องบอกว่าปล่อย แต่จากการศึกษาที่เราลงไปประเมินในพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน ว่าปล่อยออกมา แต่ระบบไร่หมุนเวียนก็กำจัดและดูดซับ PM 2.5 ไปได้หมด ด้วยสมดุลระบบของมันเอง”
จตุพร เทียรมา

สำหรับในการเผาพื้นที่ไร่หมุนเวียน 1 ไร่ จะปลดปล่อยฝุ่นรวม (Total Suspended Particulate: TSP) หรือฝุ่นที่มีขนาดตั้งแต่ 100 ไมครอนลงมา ประมาณ 95.16 กิโลกรัม ซึ่งในจำนวนนี้แยกเป็น ฝุ่น PM 2.5 ประมาณ 20.52 กิโลกรัม ในขณะที่พื้นที่พักฟื้นรอการใช้ที่ดินในแปลงพักฟื้นปีที่ 3 ถึงปีที่ 7 ความสามารถเก็บฝุ่นรวมโดยการดักจับไว้ที่ใบ ประมาณ 149.43 กิโลกรัม และในจำนวนนี้แยกเป็น ฝุ่น PM 2.5 ประมาณ 32.22 กิโลกรัม
ดังนั้น หากมองระบบเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียนทั้งระบบ จะเห็นว่าการเผาไร่เป็นแหล่งกำเนิด PM 2.5 รวมถึง PM ที่มีขนาดใหญ่กว่า แต่ไม่เกิน 100 ไมครอน ทว่า พื้นที่พักฟื้นก็เป็นแหล่งกักเก็บ PM 2.5 รวมถึงฝุ่น TSP เช่นกัน และมีความสามารถในการกักเก็บมากกว่าการปลดปล่อย
อ.จตุพร ยังให้ข้อมูลเชิงตั้งคำถาม ว่ารู้หรือไม่ ? การออกมาตรการห้ามเผาในช่วงที่ควรเผาตามองค์ความรู้ที่มีมาในช่วงเดือนเมษายน ที่แห้งจัด ร้อนจัด ใช้เวลาในการเผาน้อย แต่การที่รัฐห้ามเผา แล้วจะปลดล็อกให้เผาได้ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ฝนเริ่มลงแล้ว จะยิ่งเพิ่มผลกระทบในการปล่อย PM 2.5 มากขึ้น
“เมื่อความชื้นเพิ่มขึ้น 30% จะเพิ่ม PM 2.5 มากถึง 25% (ศุภรดา ปั้นมยุรา และคณะ, 2564) (การศึกษาปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน จากการเผาตอซังต้นข้าวโพด, นำเสนอในการประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติ ครั้งที่ 26 วันที่ 23-25 มิถุนายน 2564, การประชุมรูปแบบออนไลน์) ถ้าหากมีการเผาไม่ตรงช่วงที่ร้อนจัด หรือแห้งจัด ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่ม PM 2.5 เพราะจะเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นในช่วงของกลางเดือนเมษายน จึงเป็นช่วงเวลาที่ความชื้นต่ำที่สุด ค่า PM 2.5 ก็จะไม่เพิ่มขึ้นมา
“รัฐจึงต้องทบทวน และให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการเชื้อเพลง จัดรอบการเผาของแต่ละชุมชน ย่อมดีกว่าการห้ามแบบเหมารวมที่แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ตอบโจทย์”
จตุพร เทียรมา

การใช้ไฟ หรือ การเผาเตรียมแปลงในไร่หมุนเวียน เกิดประโยชน์หลายด้าน
สำหรับการเผาเศษซากชีวมวล ยังได้ธาตุที่จำเป็นสำหรับพืช อาทิ ซิลิกา อะลูมิเนียม เหล็ก แคลซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส และโมลิดินัม ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างถึงธาตุ “ซิลิกา” หรือ ซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) ซึ่งมีอยู่ระหว่าง 30–90% ในน้ำหนักของขี้เถ้าขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ไม้ ซึ่งธาตุซิลิกานี้มีประโยชน์ในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์พืช ทำให้พืชทนทานต่อแมลงปากดูด และปราศจากโรคพืชที่เกิดจากน้ำลายของแมลงปากดูด อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการดูดซึมโลหะหนักเข้าสู่พืชอีกด้วย และด้วยเหตุผลนี้ พืชที่ปลูกในระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียนจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดแมลงและกำจัดโรคพืช ซึ่งก็เป็นการลดการก่อมลพิษทางสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน
สรุป ระบบไร่หมุนเวียนมีข้อดี และมีประโยชน์หลายด้าน
- เป็นระบบเกษตรกรรมที่สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนบนพื้นที่สูง จะเห็นว่าในวิกฤติต่าง ๆ อย่างโควิด ที่ชุมชนเมืองแย่งกักตุนอาหาร แต่ชุมชนชาติพันธุ์มีข้าวไร่ พืชตามฤดูกาลให้เก็บกิน และยังส่งมอบช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาการเข้าถึงอาหาร อย่าง โครงการข้าวแลกปลา หรือการนำพืชอาหารมอบให้คนจนเมือง คนไร้บ้าน
- เป็นระบบเกษตรกรรม ที่อนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูง โดยอาศัยการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน รวมถึงการเพิ่มสามารถในการอุ้มน้ำของดินจากการหมุนเวียนการใช้ที่ดิน
- เป็นระบบเกษตรกรรมที่สามารถปรับตัว (Adaptation) และบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- เป็นระบบเกษตรกรรมที่รักษาความหลากหลายของพันธุกรรมพืชพื้นบ้าน กว่าร้อยชนิด ที่ไม่มีขายที่ไหน มีเฉพาะที่เก็บพันธุ์ไว้ปลูกในไร่หมุนเวียน ชาวบ้านไม่ต้องซื้อ พึ่งพาเมล็ดพันธุ์ในตลาดทุน
- เป็นระบบเกษตรกรรมที่เอื้อต่อความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์บนพื้นที่สูง เพราะไร่เหล่าที่มีการพักฟื้น ยังคงมีพืชอาหารต่างๆที่เป็นอาหารของสัตว์ป่า เช่น นก หนู กระต่าย เก้ง ได้เข้ามาหากิน
- เป็นระบบเกษตรกรรมที่พึ่งพิงปัจจัยภายนอก หรือทุน น้อยที่สุด จึงลดการสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมจากการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ด้วยประโยชน์ ศักยภาพ คุณค่าของไร่หมุนเวียนที่สืบต่อองค์ความรู้กันมารุ่นสู่รุ่น ถึงปัจจุบัน และสมดุลในระบบที่กำจัด ดูดซับ PM 2.5 ได้ด้วยตัวเอง ต้องถามกลับว่าเป็นธรรมแล้วหรือไม่ ? ที่ระบบไร่หมุนเวียนถูกจำกัดด้วยนโยบายการห้ามเผาแบบเหมารวม และถูกชี้หน้าว่าเป็นสาเหตุต้นตอของ PM 2.5
ดังนั้นหากรัฐไม่เปลี่ยนมโนทัศน์ วางแนวนโยบายใหม่ สนับสนุนและดึงชุมชนร่วมบริหารจัดการเชื้อเพลง ปัญหาเดิมก็ยังวนซ้ำทุกปี ไม่ตอบโจทย์และไม่สามารถก้าวผ่านการแก้ปัญหา PM 2.5 รวมถึงไฟในใจที่มีแต่อคติได้
อ้างอิง-เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

