พลวัตสื่อสันติภาพ: มิติที่ขาดหาย ความขัดแย้งข้ามรุ่น และความซับซ้อนของบริบทใหม่ (5)

วิพากษ์พลวัตการเคลื่อนไหวของสื่อสันติภาพในอดีตและมิติที่ขาดหาย

เมื่อพิจารณาในเชิงวิพากษ์ การเคลื่อนไหวของสื่อสันติภาพในพื้นที่ที่ผ่านมามุ่งเน้นการให้พื้นที่ข่าวสารกับเรื่องความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางการเมืองและการปะทะทางทหารเป็นหลัก ความพยายามเหล่านี้ส่งผลให้ระบบนิเวศสื่อสารมองข้ามมิติสำคัญอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ปาตานี

ประการแรก มิติด้านความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำเรื้อรังถูกบดบังจากมิติด้านความมั่นคงทางทหาร สื่อสันติภาพมุ่งรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากกฎหมายพิเศษและการปิดล้อมตรวจค้น แต่กลับละเลยการวิเคราะห์ประเด็นความยากจนข้ามรุ่นและการกีดกันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผลักให้คนมลายูมุสลิมเป็นคนชายขอบทางเศรษฐกิจของพื้นที่

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาความยากจนเรื้อรังต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประเทศ โดยมีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดในประเทศไทยเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรทั้งหมดในภูมิภาค การรายงานข่าวในอดีตขาดการอธิบายว่า ความขัดแย้งทางการทหารได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนอย่างไร ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในภาคเกษตรกรรมซึ่งคิดเป็นร้อยละ 45.49 ของคนจนทั้งหมด ซึ่งต้องเผชิญสภาวะเปราะบางทางการเงินจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรม

โครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของหนุ่มสาวในพื้นที่ จังหวัดนราธิวาสเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสัดส่วนเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา การจ้างงาน และการฝึกอบรม (NEETs) สูงที่สุดในประเทศ เนื่องจากสภาวะความไม่สงบยืดเยื้อทำลายโอกาสการลงทุนทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเด็นความยากจนและปากท้องทางเลือกนี้ไม่ได้รับพื้นที่การทำข่าววิเคราะห์ลุ่มลึกเท่าที่ควร

ประการที่สอง มิติเชิงวัฒนธรรมถูกจำกัดกรอบไว้เพียงการต่อสู้เพื่อปกป้องและพิทักษ์อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวมลายู ตัวอย่างเช่น ความพยายามรื้อฟื้นอักษรยาวีและฟอนต์มลายูในสื่อสิ่งพิมพ์ของกลุ่มบุหงารายา หรือการผลิตหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติภาษามลายูอักษรยาวีฉบับ “ซีนารัน” เพื่อคัดง้างกับความหวาดระแวงของรัฐไทยที่มองภาษามลายูเป็นภาษาความมั่นคงหรือภาษาของผู้ก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนยังขาดการเชื่อมโยงมิติด้านวัฒนธรรมเหล่านี้เข้ากับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมสมัย (Creative Economy) เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ความละเลยนี้เด่นชัดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวในปัจจุบันของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ภาคใต้ ที่มุ่งผลักดันแนวคิด เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ (De-Stress Economy) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากทุนวัฒนธรรม วิถีชีวิต และทรัพยากรท้องถิ่นของภาคใต้

โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดการลงทุนผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณ ตัวอย่างของการปรับมุมมองนี้ปรากฏชัดเจนในเทศกาลสร้างสรรค์ประจำปีอย่าง Pattani Decoded 2026 ภายใต้ธีม Riversation ที่จัดโดยกลุ่มมลายูลีฟวิ่ง (Melayu Living) ร่วมกับเทศบาลเมืองปัตตานีและภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นการใช้ศิลปะและงานดีไซน์ร่วมสมัยมา ถอดรหัส ทรัพยากรแหล่งน้ำและสินค้าทางประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้พ้นจากกับดักความยากจนเรื้อรัง

ประการที่สาม มิติด้านความขัดแย้งทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิในฐานทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ได้รับการรายงานในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพ กรณีตัวอย่างความขัดแย้งเชิงนโยบายเรื่องโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรชายฝั่งและป่าชายเลนผืนเดียวกับจังหวัดปัตตานี ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยใช้อำนาจพิเศษ เช่น มาตรา 44 เพื่อเอื้อประโยชน์ในการเปลี่ยนผังเมืองสีเขียวเป็นสีม่วงสำหรับการอุตสาหกรรมหนัก โดยไม่มีการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง 

สื่อสันติภาพในอดีต ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงปัญหาเหล่านี้เข้ากับสิทธิของชุมชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิดตนเอง จนกระทั่งการเคลื่อนไหวของ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ที่ผลักดันการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลาและปัตตานี ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569

โดยกระบวนการทำ SEA นี้ได้ชี้ทิศทางการพัฒนาเมืองสีเขียวที่ไร้อุตสาหกรรมหนัก และเน้นย้ำถึง การเมืองระดับท้องทะเล ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตประมงและเกษตรกรรมของชาวจะนะ เทพา และชายฝั่งปัตตานีเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นปึกแผ่น หรือ กรณีการขุดลอกอ่าวปัตตานี งบประมาณ 650 ล้านบาท โครงการขุดลอกที่ขาดข้อมูลวิชาการรอบด้านจนทำลายระบบนิเวศและอาชีพประมงพื้นบ้านของคนรอบอ่าวปัตตานีและยะหริ่งอย่างรุนแรง รวมถึงโครงการสร้างกำแพงกันคลื่นปะเสยวอ-ปะนาเระ และการลักลอบดูดทรายแม่น้ำสายบุรีที่ก่อให้เกิดตลิ่งพังทลาย ซึ่งกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางทรัพยากรที่เงียบเชียบ เป็นต้น


การส่งผ่านความขัดแย้งข้ามรุ่นและความซับซ้อนของบริบทใหม่รอบ 20 ปี

จากการปะทุของเหตุการณ์ความไม่สงบระลอกใหม่ในปี 2547 ถึงปัจจุบัน สถานการณ์ได้เดินผ่านช่วงเวลาครบรอบ Generation ของคนคนหนึ่งอย่างสมบูรณ์ เด็กและเยาวชนที่เกิดในท่ามกลางเสียงปืนเสียงระเบิดในยุคนั้น บัดนี้เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังหลักในการดูแลครอบครัวและขับเคลื่อนสังคมปาตานี พลวัตความขัดแย้งในปัจจุบันมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนมากกว่ามิติสงครามติดอาวุธแบบเดิมอย่างมาก โดยปรากฏบริบทใหม่ ๆ ที่สื่อสันติภาพยุคเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องตระหนักและก้าวให้ทันกระแสการเปลี่ยนแปลง

สงครามเทคโนโลยีดิจิทัลและการผลิตซ้ำความเกลียดชัง (IO, AI, and Fake News Industry)

สมรภูมิไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การปะทะด้วยอาวุธสงครามทางกายภาพบนผืนดินปืนอีกต่อไป แต่ขยับระนาบเข้าสู่ ไซเบอร์สเปซ อย่างเต็มรูปแบบ เกิดกระบวนการใช้ระบบปฏิบัติการสารสนเทศ (IO), ข่าวปลอม (Fake News), และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเพาะบ่มกระแสความหวาดกลัวอิสลาม (Islamophobia) และตราหน้ามลายูมุสลิมเชิงลบเพื่อสร้างแรงปะทะทางศีลธรรมข้ามภูมิภาค ระบบอัลกอริทึมชักนำให้เยาวชนตกลงไปสู่กับดักของการแยกฝั่งและสมาทานความเกลียดชังอย่างเป็นระบบ

ตะกอนความอยุติธรรมที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย (The Scar of Impunity)

การปล่อยให้คดีประวัติศาสตร์อย่าง คดีตากใบ หมดอายุความลงไปโดยที่รัฐบาลและฝ่ายยุติธรรมไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษเชิงกระบวนการได้ ได้สร้าง ตะกอนความคับแค้นใจสะสม (Accumulated Resentment) ในจิตใจของคนรุ่นใหม่เจเนอเรชันนี้อย่างลึกซึ้ง บาดแผลที่ไร้ผู้รับผิดชอบกลายเป็นเครื่องยืนยันวาทกรรมดั้งเดิมของฝ่ายปฏิวัติ และทำให้กระบวนการสร้างความไว้วางใจกับรัฐไทยต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อย่างเปราะบาง

ความยากจนข้ามรุ่นและวิกฤตความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเยาวชนปาตานี

ครอบครัวยากจนในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเผชิญกับการส่งผ่าน ความยากจนข้ามรุ่น เนื่องจากรายได้เฉลี่ยของสมาชิกครัวเรือนต่ำกว่าเส้นความยากจนของภูมิภาคอย่างรุนแรง สถิติระบุว่าร้อยละ 70 ของผู้เรียนในพื้นที่เลือกเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหรือปอเนาะ เนื่องจากปัจจัยเชิงอัตลักษณ์และประเพณี

ทว่าสถาบันการศึกษาเอกชนเหล่านี้ขาดแคลนอัตรากำลังครูเฉพาะด้าน ขาดงบประมาณในการจัดหาคอมพิวเตอร์และสื่อการสอนที่ทันสมัย ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเหล่านี้ทำให้เยาวชนปาตานีสูญเสียความสามารถในการเลื่อนสถานะทางชนชั้นและการประกอบอาชีพ และต้องติดอยู่ในสภาวะครอบครัวเปราะบางที่มีหนี้สินสูงถึงร้อยละ 39.10 ของครัวเรือนยากจนทั้งหมด

ภาวะทุพโภชนาการและภัยเงียบต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กและเยาวชน

ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (MICS) โดยยูนิเซฟและสำนักงานสถิติแห่งชาติ สะท้อนว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีในพื้นที่ชายแดนใต้มีอัตราแคระแกร็นและผอมแห้งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึงกว่าเท่าตัว ซึ่งเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในประเทศไทย ภัยเงียบด้านความมั่นคงทางอาหารนี้ทับซ้อนอยู่กับความยากจนของกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวและหญิงหม้ายที่สูญเสียสามีซึ่งเป็นเสาหลักจากเหตุการณ์ความรุนแรง ความยากลำบากทางเศรษฐกิจบวกกับการเดินทางไปรับวัคซีนและโภชนาการเสริมที่ถูกจำกัดด้วยปัจจัยด้านความมั่นคงและการปิดล้อม ส่งผลกระทบเชิงกายภาพและการพัฒนาสมองของเด็ก ๆ ในระยะยาวอย่างแก้ไขได้ยาก

บาดแผลจิตสังคมและชะตากรรมของเด็กกำพร้าในสภาวะสงคราม

ตั้งแต่ปี 2547-2563 มีเด็กในพื้นที่ปาตานี สูญเสียบิดาและกลายเป็นเด็กกำพร้าสูงถึง 6,687 คน รายงานเชิงคุณภาพของนักวิชาการพบว่า เด็กกำพร้างเกือบ 1 ใน 3 (ร้อยละ 27) เผชิญกับโรคซึมเศร้าและสภาวะตื่นตระหนกจากเหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรง (PTSD) เนื่องจากขาดแคลนบริการช่วยเหลือทางจิตสังคมที่เหมาะสม

การสูญเสียพ่อทำให้อำนาจและการขับเคลื่อนอาชีพตกอยู่แก่แม่ผู้หญิงฝ่ายเดียว เมื่อผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เด็ก ๆ จึงถูกทอดทิ้งให้อยู่ในการดูแลของผู้สูงอายุหรือญาติ บาดแผลที่สะสมในวัยเด็กเหล่านี้กัดกร่อนทุนมนุษย์และสิทธิสากลของเด็ก ๆ ในการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

ชะตากรรมและการละเมิดสิทธิของกลุ่มคนพิการและสตรีพิการในปาตานี

ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกลุ่มคนพิการสะสมทั้งที่พิการมาแต่กำเนิด ทุพพลภาพในภายหลัง หรือได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการโจมตีด้วยอาวุธสงครามรวมกันมากกว่า 100,000 คน สิทธิการเข้าถึงการศึกษาสายอาชีพของเยาวชนกลุ่มพิเศษนี้เป็นทางตันเชิงนโยบาย เนื่องจากความช่วยเหลือและสวัสดิการของรัฐจะตัดขาดลงเมื่อคนพิการมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ทำให้เป็นภาระทางการเงินที่หนักหน่วงแก่ครอบครัวที่ยากจน

ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิภาคชายแดนภาคใต้ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะเปิดรับโควตาการจ้างงานคนพิการตามสัดส่วนกฎหมาย 1 ต่อ 100 คน ปัญหานี้ยิ่งเลวร้ายลงในกลุ่มผู้บกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษามือเฉพาะถิ่นระดับครัวเรือน ส่งผลให้ถูกโดดเดี่ยวและตัดขาดจากการมีส่วนร่วมทางสังคมและการประกอบอาชีพ

กลุ่มผู้หญิงและสตรีพิการในพื้นที่ปาตานียังต้องเผชิญกับสภาวะเปราะบางซ้อนทับ ทั้งภัยคุกคามทางเพศและความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากอิทธิพลของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และการทหารที่เข้มข้น คดีการล่วงละเมิดต่อสตรีพิการมักถูกไกล่เกลี่ยแบบบังคับให้ประนีประนอมยอมความภายในชุมชนผ่านการจ่ายเงินชดเชย โดยผู้เสียหายที่ไร้เสียงไม่เคยได้รับความเป็นธรรมตามระบบกฎหมายอาญาสากล

แม้ว่าในอดีต เลขาธิการ ศอ.บต. เช่น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จะเคยผลักดันงบประมาณเยียวยาคนพิการและจัดตั้ง สถาบันส่งเสริมการศึกษาเยียวยาและฟื้นฟูผู้พิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา และในปัจจุบัน ศอ.บต. จะพยายามจัดตั้ง ธนาคารอุปกรณ์คนพิการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นมาเพื่อส่งต่อขาเทียม อุปกรณ์ทรงตัว หรือรองเท้าสั่งตัด แต่ข้อเสนอและสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายเพื่อสันติภาพของกลุ่มผู้หญิงและคนพิการก็ยังคงเป็นมิติที่ถูกกีดกันและมองข้ามจากฝ่ายนโยบายมาโดยตลอด


บทส่งท้าย

สองทศวรรษของไฟใต้ คือ ช่วงเวลาที่ยาวนานพอจะบ่มเพาะมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตจากวัยเยาว์สู่ผู้ใหญ่ภายใต้เงาของกฎหมายพิเศษและเสียงระเบิด เมื่อครบรอบหนึ่งเจเนอเรชัน ความหวังที่เคยฝากไว้กับ โต๊ะพูดคุยสันติภาพ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงเมื่อ ทางออกทางการเมือง เริ่มกลายเป็นเพียงพิธีกรรมเชิงเทคนิค ที่เหินห่างจากชีวิตจริงของคนในพื้นที่

ขณะที่ไฟความรุนแรงระลอกใหม่ยังคงคุกรุ่นสะท้อนถึงบาดแผลที่ไม่เคยได้รับการเยียวยาเชิงโครงสร้างและมีแนวโน้มจะกลับมายกระดับความรุนแรงอีกครั้ง ซ้ำร้าย ภูมิทัศน์สื่อร่วมสมัยได้สลายเส้นแบ่งระหว่าง สื่อหลัก, สื่อทางเลือก, สื่อใหม่ จนหมดสิ้น สื่อทุกประเภทถูกดึงเข้าสู่สมรภูมิเดียวกัน นั่นคือ ระบบนิเวศแห่งอัลกอริทึม ที่มักให้รางวัลกับความเกลียดชัง อารมณ์ร่วมที่ฉาบฉวย และการสร้างความแตกแยกเพื่อแลกกับยอดการเข้าถึง ในโลกที่ความจริงถูกตัดตอนและฟองสบู่ทางความคิดกักขังผู้คนไว้ในมุมมองของตนเอง สื่อสันติภาพจึงไม่อาจทำงานด้วยชุดความคิดเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการรายงานแถลงการณ์หรือเกาะติดคณะเจรจาจนกลายเป็น วาระประจำซ้ำซาก

ก้าวต่อไปของสื่อสันติภาพ คือ การเปลี่ยนผ่านจาก ผู้รายงานเหตุการณ์ (Reporter) สู่ ผู้สร้างพื้นที่สนทนาเชิงโครงสร้าง (Civic Infrastructure) สื่อต้องกล้าก้าวข้ามกับดักความขัดแย้งทางการเมืองแบบเดิม แล้วดึงเอาประเด็นที่ถูกซุกไว้ใต้พรม เช่น ความยากจนเรื้อรัง การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร และเสียงของกลุ่มเปราะบางอย่างคนพิการจากเหตุการณ์ มาผูกโยงเข้ากับความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างอย่างสร้างสรรค์และทรงพลังทางดิจิทัล

ภารกิจของสื่อสันติภาพในยุคถัดไปจึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องให้หยุดยิง แต่คือการต่อสู้เพื่อไม่ให้ความอยุติธรรมกลายเป็นเรื่องปกติ และปลดแอกเรื่องเล่าของปาตานี/ชายแดนใต้ ออกจากกรงขังของอัลกอริทึม เพื่อส่งมอบพื้นที่แห่งความหวังที่แท้จริงให้แก่คนรุ่นต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

ฐิตินบ โกมลนิมิ

อดีตนักข่าวกระทรวงสาธารณสุข ผู้คลุกคลีในสนามข่าวสีแดงชายแดนใต้ เป็นทั้งนักมนุษยวิทยา นักสตรีศึกษา และนักสันติศึกษา ที่ใช้การเขียนเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง