ทุกวันนี้ มองไปทางไหนก็เห็นคนนิยมพาสัตว์เลี้ยงออกมาเที่ยวตามพื้นที่สาธารณะ จนกลายเป็นภาพที่หลายคนคุ้นชิน ไม่ว่าจะห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร จนถึงคาเฟ่ หลายแห่งเริ่มอนุญาตให้พาสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้ เพื่อต้อนรับกระแส Pet Friendly ที่กำลังเฟื่องฟู
และในวันที่คนรุ่นใหม่นิยมเป็นโสดมากขึ้น การแต่งงานและมีลูกอาจไม่ใช่เป้าหมายหลักอีกต่อไป หลายคนเลือกที่จะเลี้ยงหมาแมวไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา และอีกจำนวนไม่น้อยที่เอาใจใส่ดูแล ประคบประหงมยิ่งกว่าลูกในไส้
พฤติกรรมเหล่านี้ได้เปลี่ยนบทบาทจาก เจ้าของ มาเป็น พ่อแม่ จนเกิดกลายเป็นนิยามคำว่า “Pet Humanization หรือ การดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว
ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้จำนวนสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะหมาแมวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ในทางตรงกันข้าม กลับขาดกฎหมายเข้ามาควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ที่ปรากฏเป็นข่าวน่าสะเทือนใจอยู่บ่อยครั้ง การทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงจนนำไปสู่วิกฤตหมาแมวจรจัดที่นับวันยิ่งยากจะแก้ไข พฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์อันไร้จิตสำนึกที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น รวมถึงขบวนการมิจฉาชีพที่จ้องแสวงหาผลประโยชน์จากสัตว์ ด้วยการหลอกลวงเอาเงินบริจาคจากผู้ใจบุญ
ทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนเหรียญอีกด้านของวงการสัตว์เลี้ยง ที่อยากชวนมาหาคำตอบกันว่า สังคมไทยจะจัดระเบียบเรื่องนี้อย่างไร และทางออกของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงอยู่ตรงไหน ? ในวันที่กระแส Pet Friendly กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนในสังคมไทยไปแล้ว

สังคม(ไม่)โดดเดี่ยว สัตว์เลี้ยงช่วยฮีลใจ
ปัจจุบันประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นผลจากค่านิยมที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นโสด ส่วนคนมีคู่ก็ไม่นิยมมีลูก ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงทางการเงิน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และปัญหาสุขภาพ
แต่ขึ้นชื่อว่า มนุษย์ ที่เป็นสัตว์สังคม การอยู่คนเดียวอาจทำให้ชีวิตโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาจนเกินไป คนจำนวนไม่น้อยจึงหาบางสิ่งมาเติมเต็ม และสิ่งนั้นก็คือ สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะหมาและแมวซึ่งได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องจากดูแลง่าย แถมค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงมากนักเมื่อเทียบเท่ากับการมีลูก
นายสัตวแพทย์สมมโนรม ศรีหิรัญ หรือ หมอเน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ไออุ่น และเจ้าของเพจ สัตว์พาเนจร สะท้อนมุมมองนี้ว่า ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงได้เลื่อนสถานะกลายมาเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว และเป็นศูนย์กลางของบ้านที่ได้รับการปกป้องดูแลราวกับไข่ในหิน
“สัตว์เลี้ยงมันช่วยฮีลใจ ช่วยคลายเหงา ช่วยในเรื่องจิตใจของคนได้จริงๆ บางทีเราเหนื่อยจากการทำงาน ไม่รู้จะคุยกับใคร ก็มาคุยกับเขา ใช้เวลาปล่อยใจไปกับเขา สัตว์เลี้ยงเป็นสัตว์ใจตรงคือเขาคิดยังไงก็แสดงออกมายังงั้น… เขารักเรายังไง เขาก็แสดงออกมาอย่างงั้น มันก็ช่วยให้เราสบายใจ เวลาอยู่กับเขา เราไม่ต้องมาคิดมากว่าเขาจะคิดยังไง”
น.สพ.สมมโนรม ศรีหิรัญ
เพราะความรักความผูกพันอย่างลึกซึ้งทำให้พฤติกรรมการดูแลสัตว์เลี้ยงยิ่งต้องใช้ความทุ่มเทเอาใจใส่เป็นพิเศษ
ธุรกิจสัตว์เลี้ยงเติบโต อิทธิพลของคนรักสัตว์
จากความตั้งใจของคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปาวารณาตัวเป็นทาสหมาทาสแมว ทั้งหลาย พร้อมจะเปย์ไม่อั้นเพื่อให้ลูกรักของตนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี จวบจนสิ้นอายุขัย


ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแรงส่งที่ทำให้เม็ดเงินสะพัดในธุรกิจสัตว์เลี้ยงอย่างมีนัยสำคัญ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ TTB Analytics คาดการณ์ว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา ค่าเลี้ยงดูเฉลี่ยของการเลี้ยงแบบสมาชิกในครอบครัวอยู่ที่ราว 50,500 บาทต่อตัวต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 22.9% จากปีก่อนที่อยู่ราว 41,100 บาทต่อตัวต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเลี้ยงดูแบบปล่อยอิสระแบบดั้งเดิมที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 7,910 บาทต่อตัวต่อปีถึง 6 เท่า
ขณะที่ภาพรวมมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2568 มีมูลค่าราว 9.2 หมื่นล้านบาท โดยปรับเพิ่มขึ้น 13.2 % จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะทะลุเป็น 1 แสนล้านบาทในปีนี้
สำหรับการเติบโตของมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงในไทย ปัจจุบันแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มนี้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากเทรนด์ Pet Humanization ซึ่งให้ความสำคัญกับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ยอมจ่ายแพงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในอนาคต
- ธุรกิจบริการรักษาสัตว์เลี้ยง เมื่อคนหันมาใส่ใจสุขภาพสัตว์เลี้ยงมากขึ้น เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็มักจะรีบพาไปตรวจตามคลินิคและโรงพยาบาลสัตว์ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมเมือง
- ธุรกิจขายอุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่เกรดธรรมดาจนถึงพรีเมียม กลุ่มนี้ได้รับแรงหนุนจากคนที่เลี้ยงสัตว์แบบตามใจ หรือที่เรียกว่า Petriarchy ที่พร้อมจะทุ่มเทเปย์ไม่อั้น
- กลุ่มธุรกิจให้บริการดูแลสัตว์เลี้ยง เช่น สปา คาเฟ่ ร้านอาบน้ำตัดขน ที่มีการเติบโตในอัตราเร่งเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอื่น ๆ ที่พากันปรับตัวให้เข้ากับกระแส Pet Friendly เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงแรม ซึ่งเริ่มอนุญาตให้เจ้าของนำสัตว์เลี้ยงมาใช้บริการได้ ไม่เว้นแม้แต่บริการรถรับส่งสัตว์เลี้ยง จนถึงธุรกิจประกันภัยสัตว์เลี้ยง เพื่อเอาใจกลุ่ม Pet Lovers กระเป๋าหนัก
หมอเน บอกว่า ภาพสะท้อนว่ารักสัตว์เลี้ยงเหมือนลูกคือ การนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปนอนด้วยรวมถึงใช้จ่ายเรื่องสุขภาพของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
“ที่เคยเจอโหดสุดก็คือออกรถใหม่เพื่อที่จะเอามารับส่งหมา เพราะแต่ก่อนมีรถเก๋ง พอเลี้ยงหมาปุ๊บรถเก่งก็ไม่สะดวก เขาก็ออกรถใหม่ ลูกค้าคนหนึ่งเลี้ยงแมวเยอะมาก ก็ซื้อบ้านให้แมวอยู่ ตอนแรกมีหลังเดียว พอเลี้ยงเยอะขึ้นก็ไม่พอ เลยซื้อบ้านใหม่เพิ่มอีกหลังใ้ห้แมวอยู่โดยเฉพาะ แถมยังจ้างคนดูแลด้วย อันนี้คือโหดสุดแล้วที่ผมเคยเจอ”
น.สพ.สมมโนรม ศรีหิรัญ
ความอลหม่านท่ามกลางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง
แม้ว่ามูลค่าของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงจะพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ ธุรกิจใหม่ ๆ ทยอยตบเท้ากันออกสินค้าและบริการ เพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์ที่มีกำลังทรัพย์ และพร้อมจะใช้จ่ายเพื่อดูแลลูกรักของตนอย่างไม่มีเงื่อนไข
แต่อีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ที่ขาดความรับผิดชอบ ขาดจิตสำนึก หลายคนเลี้ยงโดยที่ตัวเองไม่มีความพร้อม ส่งผลให้เกิดปัญหามากมายตามมาอย่างคาดไม่ถึง
โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย บอกว่า แม้คนส่วนใหญ่จะพูดว่านี่คือยุคทองของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง แต่เขากลับมองว่าเป็นยุคแห่งความอลหม่านมากกว่า เห็นได้จากการที่ผู้คนจำนวนมากต่างกระโดดเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากสัตว์ โดยไม่มีระเบียบแบบแผนใดๆ ทั้งสิ้น
โรเจอร์ยกตัวอย่างมหกรรมสัตว์เลี้ยงที่จัดขึ้นตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีร้านขายสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมวสายพันธุ์ยอดนิยม ปลาสวยงาม จนถึงสัตว์เอ็กโซติกสายพันธุ์ต่าง ๆ
ทุกคนมุ่งมั่นซื้อขายกันอย่างเดียว คนขายก็จ้องแต่จะขาย คนซื้อก็สนใจแค่ว่าสัตว์ตัวนั้นราคาเท่าไหร่ สวยงามและกำลังเป็นกระแสหรือไม่ แต่แทบจะไม่มีใครตั้งคำถามถึงที่มาของสัตว์เหล่านั้น สุขภาพแข็งแรงหรือไม่ มีโรคร้ายแรงติดตัวมาหรือเปล่า
แม้กระทั่งฟาร์มเพาะพันธุ์หมาแมวบางแห่งที่ประกาศเลิกกิจการ โดยจะแจกจ่ายหมาแมวฟรี ๆ ให้แก่ผู้ที่ต้องการรับไปอุปการะ แต่สุดท้ายกลับมาขายเลหลังในราคาถูก
อีกปัญหาใหญ่ที่มาพร้อมกับยุคทองของ Pet Friendly นั่นก็คือเรื่อง สวัสดิภาพของสัตว์
ไม่ว่าจะหมาแมวถูกทอดทิ้งจนเกิดวิกฤตหมาแมวจรจัดล้นเมือง การทำร้ายทารุณสัตว์ การแสวงหาผลประโยชน์จากสัตว์ในรูปแบบต่าง ๆ
เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ยังมองว่าทุกวันนี้ปัญหาเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ที่ปรากฏเป็นข่าวรายวัน ส่วนใหญ่จะเป็นการเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยปะละเลย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม รองลงมาคือการทำร้ายทุบตีหมาแมวอย่างทารุณ และการทอดทิ้งสัตว์เลี้ยง
“คนเดี๋ยวนี้ พอมีเงินนิดนิดหน่อยก็เปิดคาเฟ่แล้ว พวกเราก็ไปร่วมกับเค้า ไปนั่งกินกาแฟ ไปเล่นกับแมวเล่นกับหมาของเขา แล้วก็มี Pet Cafe แบบสัตว์เอ็กโซติกด้วย แต่เราไม่เคยสนใจเลยว่าหลังจากปิดร้านสัตว์พวกนั้นอยู่ยังไง มีชาวต่างชาติที่เขาไปเยี่ยม Pet Cafe ในเมืองไทย เขาแปลกใจมากที่เห็นหมาเกรทเดนตัวเบ้อเริ่ม เขาก็ถามผู้ประกอบการว่า พอคุณปิดร้านคุณเปิดแอร์ไหม หมาอยู่ไหน ร้านเช่าเล็ก ๆ คุณพาหมาไปเดินไหม คําตอบที่ได้ก็คือว่าอย่ายุ่ง นี่แหละเราไปสนับสนุนธุรกิจ แต่เราไม่สนใจว่าไอ้เบื้องหลังธุรกิจมันเป็นอย่างไร เราสนใจแค่ว่าเราได้สิ่งที่เราต้องการเรา ได้ถ่ายรูป ได้เซลฟี่ ได้กินกาแฟ”
โรเจอร์ โลหะนันท์
อีกหนึ่งมะเร็งร้ายที่สร้างความเสียหายให้กับวงการสัตว์เลี้ยงของไทยมาอย่างยาวนาน คือขบวนการมิจฉาชีพที่แอบแฝงหากินกับสัตว์จรจัด สัตว์ป่วย และสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ ในนามขององค์กร มูลนิธิ หรือสถานสงเคราะห์สัตว์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ยังไม่นับเพจเฟซบุ๊กคนรักสัตว์ปลอมๆ ที่หลอกเอาเงินบริจาคจากผู้ใจบุญ
“ขอพูดเรื่องดราม่าวงการสัตว์ตอนนี้เรื่องของการสงเคราะห์สัตว์ ช่วยเหลือสัตว์ที่เราเห็นในโพสต์ว่าไปรับน้องหมาพาไปโรงพยาบาล มันมีผลประโยชน์แอบแฝงมากกว่าประโยชน์ของสังคม…ความความสงสาร ความเมตตาของสังคมไทยกําลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหากิน แล้วมันทําให้ยุ่งยากวุ่นวายมาก สัตว์กลับถูกนํามาใช้ประโยชน์ แต่ก่อนเราแค่ต้องระวังภาคธุรกิจที่เอาสัตว์ไปใช้ ตอนนี้เราต้องระวังคนรักสัตว์ที่เอาสัตว์มาหากิน ซึ่งมีกันกันเยอะมากนะครับ”
โรเจอร์ โลหะนันท์
ยิ่งในยุคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน รูปแบบการหลอกลวงเอาเงินบริจาคก็ยิ่งล้ำหน้าไปไกลจนน่าเป็นห่วง
โรเจอร์บอกว่าปัจจุบันแก๊งมิจฉาชีพนิยมผลิตคลิปวิดีโอหมาแมวจากโปรแกรม AI รวมถึงการถ่ายคลิปจัดฉากด้วยการสวมบทเป็นฮีโร่ไปช่วยหมาแมวได้รับบาดเจ็บหรือถูกทอดทิ้ง ซึ่งทำกันเป็นล่ำเป็นสัน แถมยังตรวจสอบได้ยากขึ้นด้วย
“ช่วงที่ผมไปช่วยน้ำท่วม บางคนอาจเคยเห็นคลิป AI ที่มีหมาว่ายน้ําเข้ามาที่เรือ คนกลุ่มนึงมองออกนะ แต่บางคนก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง บางคนไปช่วยสัตว์แล้วก็ใช้ AIให้ดูเหมือนกับว่า การช่วยง่าย ๆ มันกลายเป็นยากนะ น้ําแค่จะตุ่มก็ยังทําให้มันดูเหมือนน้ำท่วมเยอะได้ ประเทศเพื่อนบ้านเรากําลังทําเป็นล่ำเป็นสันเลยครับ แล้วคนไทยก็กําลังเลียนแบบเรื่องจัดฉากช่วยสัตว์ เอาหมาไปใส่กระสอบเอง แล้วก็ไปช่วยเอง”
โรเจอร์ โลหะนันท์
สอดคล้องกับความเห็นของ น.สพ.สมมโนรม ที่ยอมรับนับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์เถื่อนเกิดขึ้นมากมายจนนับไม่ถ้วน เนื่องจากหากินง่าย แถมสัตว์ก็พูดไม่ได้ การตรวจสอบจึงเป็นไปได้ยาก
ซ้ำร้ายคนรักสัตว์จำนวนมากก็ยินยอมพร้อมใจโอนเงินไปบริจาค เพราะความใจบุญ ทว่าการให้ที่ขาดสติ อาจกลายเป็นความปรารถนาดีที่สูญเปล่า
“ผมบอกเลยไม่ต่างจากวัด เผลอ ๆ ยิ่งใหญ่กว่าวัดอีก เอาจริงๆ ถ้าลองไปดูอ่ะ เงินเท่าไหร่เอาไปใช้กับสัตว์เท่าไหร่ เอาไปใช้ส่วนตัวเท่าไหร่ ไปใช้กับอย่างอื่นเท่าไหร่ ซึ่งเอาจริงๆ แล้วยังไม่เคยมีใครชี้แจงว่ามันยังไง มีช่องทางมากมายที่ทําให้มิจฉาชีพหาเงินได้ง่ายมาก เช่นหลอกว่ามีบิลโรงพยาบาล มาขอให้บริจาคเข้าอันนี้ บางทีก็บิลปลอม”
น.สพ.สมมโนรม ศรีหิรัญ
อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีความพยายามออกกฎหมายเพื่อมาควบคุมดูแลวงการสัตว์เลี้ยง

ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ ในทางปฏิบัติที่ยังละเลย
ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 สาระสำคัญคือคุ้มครองและจัดการสวัสดิภาพสัตว์ ห้ามทำร้ายหรือปล่อยปะละเลย จนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ผู้ใดที่ฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษทางอาญา
แต่ผ่านมากว่า 12 ปี ปัจจุบันยังไม่เคยมีใครถูกจำคุก
โรเจอร์ โลหะนันท์
เพราะทำร้ายสัตว์แม้แต่รายเดียว
ในฐานะผู้ร่วมผลักดันกฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับนี้ โรเจอร์ยอมรับว่าสาเหตุที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายทารุณกรรมสัตว์ของไทยไม่ได้ผล คือ การขาดความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมักอ้างว่างานเยอะและไม่มีกำลังพลเพียงพอ
และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ คดีทารุณกรรมสัตว์ส่วนใหญ่จะได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ ก็ต่อเมื่อมีสื่อมวลชนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่เป็นข่าวดัง คดีก็ไม่เดิน
ขณะเดียวกันช่องโหว่ที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็นคือ การปรับบทลงโทษให้เบาลง เหลือเแค่โทษ ปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565
โดยเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำผิดชำระค่าปรับแทนโทษจำคุกในคดีที่ไม่ร้ายแรง ก่อนบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งไม่ใช่โทษทางอาญาและผู้กระทำผิดจะไม่มีประวัติอาชญากรรมด้วย
กฎหมายฉบับนี้จึงถูกมองว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์ เปรียบเหมือน เสือกระดาษ ที่เขียนมาเพื่อขู่ให้คนกลัวเท่านั้น
ไทยเข้าสู่สังคมสัตว์เลี้ยง แต่กฎหมายยังไม่เป็นมิตรกับสัตว์
ความย้อนแย้งอีกประการหนึ่ง ถึงแม้ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสัตว์เลี้ยง แต่กฎกติกาควบคุมดูแลให้คนกับสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
ทำให้ทุกวันนี้ปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่มคนที่มีสัตว์เลี้ยงกับคนที่ไม่เลี้ยงสัตว์ ยังคงมีดราม่าเกิดขึ้นให้เห็นอยู่เสมอ จนกลายเป็นประโยคที่ว่า “สัตว์เลี้ยงไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน”
น.สพ.สมมโนรม ยืนยันว่า ต้นเหตุของปัญหาดราม่าระหว่างคน 2 กลุ่ม ไม่ใช่ความผิดของสัตว์ เพราะการกระทำของสัตว์ล้วนเป็นไปตามธรรมชาติ แต่คนเลี้ยงสัตว์บางกลุ่มต่างหากที่รักสัตว์อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนลืมคิดถึงหัวอกคนรอบข้าง สุดท้ายได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้อื่น
“เอาจริง ๆ โทษสัตว์ไม่ได้ เพราะสัตว์เค้าไม่รู้ เค้าก็ทําตามพฤติกรรมของเค้า แต่มันคือความไม่รับผิดชอบของคน ความไม่รับผิดชอบของเจ้าของที่สักแต่ว่าเลี้ยง หรือบางทีฉันรักของฉันแบบเนี้ย เมตตาสัตว์ แต่ไม่ได้เมตตาต่อคน มันก็เลยทําให้เป็นปัญหาระหว่างกลุ่มคนสองกลุ่ม จริง ๆ แล้วมันจะแก้ง่ายมาก ถ้าเจ้าของมีความรับผิดชอบ หลัก ๆ ต้องให้เจ้าของมีความรับผิดชอบก่อน เพราะถ้าเจ้าของมีความรับผิดชอบ ดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเองได้ มันก็จะไม่ไปก่อปัญหาให้กับคนอื่น”
น.สพ.สมมโนรม ศรีหิรัญ
การสร้างสังคมสัตว์เลี้ยงในอุดมคติ การสร้างสังคมสัตว์เลี้ยง หรือ Pet Society ที่ทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์ได้อย่างแท้จริง อาจฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
มีตัวอย่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยง ทั้งยังประสบความสำเร็จในการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ ผ่านการปลูกจิตสำนึกของพลเมือง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นต้นแบบ Pet Society ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
ยกตัวอย่าง ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่มีหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงครั้งแรก เปิดลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงและฝึกฝนทักษะต่างๆ ที่จำเป็น
ฟินแลนด์ ก็เป็นประเทศที่ถูกเรียกว่าเป็น สวรรค์ของสัตว์เลี้ยง ที่นั่นหมาและแมวสามารถขึ้นรถสาธารณะได้ ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งมีรถเข็นสำหรับน้องหมา ส่วนในห้างสรรพสินค้าก็สามารถจูงเดินได้อย่างอิสระ
เนเธอร์แลนด์ ได้รับยกย่องว่าเป็น ประเทศต้นแบบที่จัดการกับปัญหาสัตว์จรจัดได้สำเร็จ ด้วยการคุมกำเนิดและสนับสนุนการรับเลี้ยงสัตว์จากสถานสงเคราะห์
ส่วน เยอรมนี มีการวางรากฐานผ่านระบบกฎหมายที่เข้มงวดแต่ครอบคลุม โดยให้ความสำคัญกับทั้งสิทธิของสัตว์และความรับผิดชอบของเจ้าของอย่างชัดเจน ช่วยให้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์เป็นไปอย่างราบรื่น เช่น การออกใบอนุญาตเลี้ยงสุนัข เรียกเก็บภาษีสุนัขรายปี ขณะเดียวกันเจ้าของต้องทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหาย กรณีที่สุนัขไปทำร้ายผู้อื่น

กลับมาที่ประเทศไทย นับเป็นข่าวดีของคนรักสัตว์เลี้ยง เพราะเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้มีการออก ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567
สาระสำคัญของข้อบัญญัติฉบับนี้ เน้นไปที่การควบคุมการเลี้ยงสุนัขและแมวในกรุงเทพมหานคร โดยกำหนดให้เจ้าของต้องนำสุนัขและแมวไปฉีดฝังไมโครชิปและจดทะเบียน รวมถึงกำหนดจำนวนสัตว์เลี้ยงให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่อยู่อาศัย ตลอดจนกติการการพาสัตว์เลี้ยงออกไปในที่สาธารณะ
เดิมทีข้อบัญญัตินี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา แต่ได้มีมติให้ชะลอไว้ก่อน โดยเลื่อนการบังคับใช้ไปอีก 1 ปี เป็นวันที่ 10 มกราคม 2570
โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และทันต่อความต้องการของประชาชน
โรเจอร์ มองว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร มีการจัดการปัญหาหมาแมวจรจัดได้ดีกว่าในอดีต เริ่มเปิดให้อาสาสมัครเข้าไปช่วยดูแลสถานพักพิงสัตว์เพื่อให้สัตว์จรจัดมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แตกต่างกับหน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ ที่ยังใช้วิธีเดิมคือ การไล่จับหมาไปขังลืมไว้ในกรงแคบๆ แล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทราบชะตากรรม
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็เริ่มยอมรับหมาชุมชนหรือหมาจรจัดที่อาศัยอยู่ชุมชนมากขึ้น แต่ปัญหาใหม่ในวันนี้คือแมวจรจัด ซึ่งปัจจุบันคาดการณ์ว่าจำนวนน่าจะมากกว่าหมาจรจัดแล้ว ถ้าในเฉพาะ กทม. น่าจะเกิน 2 แสนตัวเพราะว่าแมวคลอดลูกบ่อยมาก แล้วเราก็เลี้ยงแมวแบบปล่อยด้วย ออกไปท้องข้างนอก เราไม่ทําหมันแมว ตนก็ไม่รู้ทําไมคนไทยไม่ชอบทําหมันแมว
ในฐานะผู้ที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องการจัดการสวัสดิภาพสัตว์มานานกว่า 35 ปี โรเจอร์ ย้ำว่าถ้าเขามีอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของสวัสดิภาพสัตว์ในเมืองไทยได้ มี 2 เรื่องที่จะเร่งทำเป็นอันดับแรกคือ
- ออกกฎระเบียบให้คนสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์ได้ โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์มากกว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง แล้วบังคับใช้กฎหมายนั้นอย่างเข้มงวด
- รณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยงอย่างจริงจัง
สร้างนิเวศการอยู่ร่วมกันให้สังคมสัตว์เลี้ยง
การสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเลี้ยงสัตว์ก็เป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังกันตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะคนที่กำลังมองหาหมาแมวสักตัวมาเลี้ยงตามเทรนด์ที่กำลังมาแรง ยิ่งต้องคิดให้รอบคอบ
น.สพ.สมมโนรม แนะนำผู้ที่กำลังคิดจะมีสัตว์เลี้ยงตัวแรกว่า ควรประเมินก่อนว่าตัวเองมีความพร้อมแค่ไหนที่จะดูแลสิ่งมีชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ตั้งแต่ตัวน้อย ๆ จนจวบสิ้นอายุขัย
ความพร้อมในการเลี้ยงและความรู้สําคัญมาก ควรประเมินตัวเองให้ดีก่อนว่ามีความพร้อมหรือยัง พร้อมทั้งเรื่องของสถานที่ พร้อมทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งเรื่องของจิตใจ เพราะจิตใจสําคัญมาก ถ้าคนเลี้ยงขี้หงุดหงิด ขี้โมโห สัตว์เลี้ยงทําอะไรไม่ถูกใจ คนก็อาจทำร้ายเขา หรือเอาไปปล่อย แม้แต่เรื่องที่อ่อนไหว อย่างเช่น ถ้าเขาเสียชีวิตไปคนเลี้ยงจะทนไหวหรือเปล่า ความพร้อมในการเลี้ยงจึงสําคัญมาก สําหรับคนที่ต้องการเลี้ยงสัตว์จริง ๆ
นอกจากนี้ น.สพ.สมมโนรม ยังสนับสนุนให้ภาครัฐ จัดเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง เพื่อนำเงินส่วนนั้นมาใช้ประโยชน์ในการจัดการสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นระบบ เช่น การสร้างสถานพยาบาลสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เป็นของรัฐ ซึ่งจะทำให้ค่ารักษาพยาบาลสัตว์ถูกลง หรืออาจปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในสถานพักพิงสัตว์จรจัด เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
ในขณะที่ไทยกำลังพยายามผลักดันกฎหมายควบคุมสัตว์เลี้ยง ที่นอกจากจะช่วยจัดการสวัสดิภาพสัตว์ให้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยปูทางไปสู่การสร้างสังคมสัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง
แต่กว่าจะถึงวันนั้น คนที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว และคนที่คิดจะเลี้ยง คงต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบ ต่อทั้งตัวเองและสังคมรอบข้าง เพราะนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น
ถ้าจะเริ่มต้นจากวันนี้ อาจจะเริ่มได้ทันทีด้วยการปรับวิธีคิด เพราะสวัสดิภาพสัตว์ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนรักสัตว์เท่านั้น แต่คือการออกแบบนิเวศการอยู่ร่วมกัน เพราะสุดท้ายแล้ว สัตว์เลี้ยงก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยไปแล้ว
และเมื่อแนวโน้มในการใช้ประโยชน์จากสัตว์มีความจำเป็นมากขึ้น จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างประชากรรวมไปถึงโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง การมีระเบียบหรือกฎหมายที่ชัดเจน ก็จะทำหน้าที่ช่วยทำให้คนอยู่ร่วมกับสัตว์ได้
- รับชม: “สังคมสัตว์เลี้ยง” แบบไทยๆ | Cross Talk คิดต่างคุยกัน

