‘แสนแสบ’ (มีนบุรี-หนองจอก) เมื่อการพัฒนาเมือง กำลังพรากความจริงของทุกชีวิตริมคลอง

เมื่อพูดถึง “คลองแสนแสบ” ภาพที่คนเมืองกรุงนึกออกคงหนีไม่พ้นน้ำสีดำ กลิ่นเหม็นโชย สลับกับเรือโดยสารที่แล่นฉิว แต่คลองสายเดียวกันนี้ได้กลายเป็นอีกชุดภาพจำไปในทันที สำหรับผู้คนริมคลองในย่านชานเมือง อย่าง มีนบุรี-หนองจอก

เมื่อวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนที่นั่น อาจได้พบเจอกับ การยกยอ ตกปลา เรือที่แล่นผ่านชุมชน กลิ่นก๋วยเตี๋ยวที่ลอยมาตามสายน้ำ ต้นไม้ พืชน้ำขึ้นปกคลุมเขียวขจีริมสองฝั่งคลอง ล้วนเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นความทรงจำของคนริมคลองแสนแสบในย่านชานเมือง และหลายภาพไม่ได้อยู่ไกลถึงอดีต แต่ยังพอมองเห็นได้ในช่วงเวลา 10–20 ปีที่ผ่านมา หรือบางอย่างยังพบเห็นได้จนกระทั่งทุกวันนี้

แต่ในช่วงเวลาที่คลองแสนแสบกำลังถูกพูดถึงในฐานะ พื้นที่ที่ถูกพัฒนา คำถามสำคัญคือ เรากำลังพัฒนาคลองแสนแสบให้เป็นคลองแบบไหน ? และในภาพคลองแบบใหม่นั้น ยังมีพื้นที่ให้กับชีวิตของคนที่อยู่กับคลองมาตลอดหรือไม่ ?

The Active ชวนทำความรู้จักคลองแสนแสบในอีกมุม ผ่านชีวิตของผู้คนในวันนี้ และความทรงจำของลูกหลานคนริมคลองที่เติบโตมากับสายน้ำแห่งนี้

คลองแสนแสบเป็นคลองขุดสายสำคัญของกรุงเทพฯ มีความยาวประมาณ 72 กิโลเมตร เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทไปตามการเติบโตของเมือง ปัจจุบันบางช่วงใช้เป็นเส้นทางเดินเรือโดยสาร ขณะที่บางช่วงทำหน้าที่เป็นทางระบายน้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนริมคลอง

กว่า 180 ปีที่ผ่านมา แต่คลองเส้นเดิมไม่เคยหยุดนิ่ง…จากคลองที่เคยรองรับวิถีเกษตร กลายเป็นเส้นทางคมนาคม ขยายตัวเป็นย่านชุมชน เติบโตไปพร้อมกับเมือง และวันนี้กำลังเผชิญกับโจทย์การพัฒนาอีกครั้งใหม่

“แสนแสบ” ในภาพความทรงจำ

“มล”-สิรามล ตันศิริ เจ้าของห่มดินเลิร์นนิ่งสเปซ (Homedin Learning Space) พื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติและวิถีวัฒนธรรม ในย่านหนองจอก กทม. เธอคือลูกหลานคนหนองจอก และคนริมคลอง เล่าให้เราฟังว่า แม้ตัวเองจะไม่ได้เกิดที่นี่ แต่ก็มีความทรงจำกับคลองแสนแสบ ผ่านการมาเยี่ยมปู่กับย่า เพราะว่าที่นี่เป็นบ้านเกิดของพ่อ  

มล-สิรามล ตันศิริ เจ้าของห่มดินเลิร์นนิ่งสเปซ (Homedin Learning Space)

ภาพที่คุ้นตาของมลในช่วงวัยเด็ก คือ พระบิณฑบาตทางเรือ หากข้าวที่กินไม่หมดก็มักเทลงคลองเป็นอาหารให้ปลาตามวิถีในเวลานั้น บางวันก็มีกลิ่นก๋วยเตี๋ยวเรือลอยมาตามน้ำ เพราะยังมีคนพายเรือขายก๋วยเตี๋ยวอยู่จริง ๆ

ริมคลองในความทรงจำของมล จึงเต็มไปด้วยผู้คนเพราะถ้าลองเดินเลียบตลิ่งไปกินราดหน้าร้านหัวมุมสะพาน เดินข้ามไปอีกฝั่งเพื่อกินก๋วยเตี๋ยวหมู หรืออาหารจีน เห็นผู้คนค้าขาย เห็นคนตกปลา และจับปลาเป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวัน

ภาพในวัยเด็กของเธอยังมีดอกโสน ดอกบัว และพืชริมคลองที่ผู้คนนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ก่อนที่ในช่วงหลัง จะได้กลับมาล่องเรือกับคนในพื้นที่ และเริ่มทำความรู้จักคลองแสนแสบในอีกมุมหนึ่ง

มล เล่าว่า คลองแสนแสบในเมืองเป็นภาพที่หลายคนคุ้นเคย น้ำสีดำ มีกลิ่น และในช่วงที่เรือโดยสารยังไม่มีผ้าคลุมกันน้ำ เวลาน้ำกระเด็นใส่หน้าหรือเข้าปากก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำ แต่เมื่อกลับมานั่งเรือที่คลองแสนแสบ ย่านหนองจอก ภาพกลับต่างออกไป

“แสนแสบในเมืองแบบที่เราคุ้นเคยกันเราก็เคยนั่งเรือ เข้าไปในเมืองตรงสะพานผ่านฟ้าฯ ก็เจอว่า โอ้โห น้ำสีดำอย่างงี้เลยเหรอ หรือกลิ่นมาแบบนี้เลย แล้วมันจะมีช่วงนึงที่เรือแสนแสบที่เขาวิ่งแล้วมันยังไม่มีผ้าคลุม แล้วน้ำกระเซ็นเข้าปาก ก็คือที่สุดเลยนะ มันคนละภาพกับตอนที่เราได้มานั่งเรือที่บ้านเราเองเลย เพราะว่าน้ำก็คนละอย่างน้ำใสกว่า มีชีวิตมากกว่า แล้วก็การที่น้ำเข้าปากหรือโดนหน้าเราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นอันตรายอะไรขนาดนั้น”

มล ย้อนภาพความจริง

ระหว่างการลงพื้นที่ มลได้พูดถึง โต๊ะเรียม เซียนตกปลา ซึ่งโต๊ะเรียมเล่าให้เธอฟังว่า ในอดีตคลองแห่งนี้เคยมีปลามากกว่า 30 ชนิด แต่ปัจจุบันหลายชนิดหายไปแล้ว เช่น ปลาจีด แทบไม่พบอีกเลย 

“แสนแสบ” รากเหง้าหนองจอก วิถี(คน)ริมคลองที่ดำรงจนถึงปัจจุบัน

นอกจาก มลแล้วเรายังได้เจอกับ “เทพ”-พรเทพ แซ่เอี้ยว ชาวตลาดคู้ เขตหนองจอก ซึ่งเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ อยู่ริมคลองแสนแสบ เทพ เกิดและอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เขาเล่าให้ฟังว่า เดิมทีก็ใช้ชีวิตอยู่กับคลอง ทั้งหาปลา แล้วก็การทำเกษตรกรรม 

เทพ-พรเทพ แซ่เอี้ยว ชาวตลาดคู้ เขตหนองจอก กทม.

“ช่วงที่อยู่ตรงนี้คือจะเรียกกันว่าคลองคู้ อย่างชื่อตลาดก็กลายเป็นชื่อตลาดคู้ตามชื่อคลอง รวมถึงถนนคู้ซ้ายคู้ขวา ก็เหมือนกัน ตรงนี้คนหนองจอกจะรู้กันตรงตำแหน่งที่ว่าชื่อคลองคู้ เป็นคลองแสนแสบหนองจอกช่วงคลองคู้ ตอนผมเด็ก ๆ ก็จะพายเรือมาซื้อของที่ชุมชนตลาดคู้”

เทพ พาย้อนเรื่องราว

สำหรับคนพื้นที่ดั้งเดิมราว 50% ก็ยังใช้ชีวิตและหากินอยู่กับคลองเหมือนเดิม หากไม่ใช่คนในพื้นที่ หรือถ้าไม่ได้มาใช้ชีวิตที่นี่จะไม่รู้เลยว่ายังมีวิถีพวกนี้อยู่ในปัจจุบัน เพราะคลองสายนี้มองไม่เห็นจากถนนสายหลักที่รถสัญจร 

“วิถีที่อยู่ในปัจจุบัน คือการย้อนรอยประวัติศาสตร์ มรดกทางอารยธรรมของที่นี่ คือรากเหง้าของหนองจอกเลย ฉะนั้นตรงนี้มันคือการดำรงชีพที่เป็นมรดกที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน”

เทพ ชวนเปิดประเด็น

“แสนแสบ” บนความท้าทาย!

การลงพื้นที่ของเรานอกจากพูดคุยกับคนพื้นที่ เรายังได้นั่งเรือเพื่อลองสัมผัสวิถีคนริมคลองแสนแสบ ย่านมีนบุรี-หนองจอก สิ่งที่ได้เห็นคือชีวิตของผู้คน ภาพของเด็ก ๆ ที่กระโดดลงเล่นน้ำในคลอง คือสิ่งที่ตอกย้ำเลยว่าที่นี่แตกต่างอย่างไรกับคลองสายเดียวกันในเมืองกรุงเทพฯ ยิ่งเย็น ยิ่งค่ำ ยิ่งได้เห็น ได้กลิ่น และได้ยินเสียงของผู้คนที่มีวิถีอยู่คู่กับสายน้ำอย่างชัดเจน 

ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ที่ล่องเรือผ่าน ไม่ได้ทำให้เราเห็นเพียงชีวิตริมคลองเท่านั้น แต่กำลังพาเราไปเห็นถึงความท้าทาย และอนาคตของคลองแสนแสบที่เผชิญอยู่ 

แม้จะเคยเป็นคนนอกพื้นที่ในช่วงวัยเด็ก แต่ตอนนี้สำหรับมลแล้ว เธอคือคนในพื้นที่นี้ 100% เธอมีบ้าน มีพื้นที่เรียนรู้ที่กำลังเชื่อมชุมชนย่านหนองจอกให้แข็งแรง และความพยายามที่เธอกำลังทำ ได้พาเธอไปพบกับความจริงที่ว่า คลองแสนแสบย่านมีนบุรี-หนองจอก กำลังจะถูกปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่กับชีวิตของมนุษย์ ชุมชน แต่รวมไปถึงระบบนิเวศที่สมบูรณ์อีกด้วย

มล เล่าว่า ปัจจุบันคลองแสนแสบกำลังเผชิญความท้าทายหลายเรื่อง ความท้าทายแรก คือ การเข้ามาของ ปลาซักเกอร์ หรือ ปลาดูดตู้ที่ผู้คนนิยมเลี้ยงในตู้ปลา ก่อนจะถูกปล่อยลงสู่คลอง จนมันสามารถอาศัยอยู่ในธรรมชาติได้ ซึ่งอาหารของปลาซักเกอร์คือไข่ปลาและลูกปลาที่อยู่ตามหน้าดิน เพราะมันจะดูดกินไปเรื่อย ๆ อีกทั้งยังเป็นปลาที่มีลำตัวแข็ง ทำให้กำจัดได้ยาก

โต๊ะเรียม เซียนตกปลา เคยบอกว่าตั้งแต่ปลาซักเกอร์เข้ามาในคลอง ปลาที่เคยตกได้ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่ท้าทายอย่างมากตอนนี้ คือปัญหา ปลาหมอคางดำ ที่แม้จะไม่ได้เลือก แต่พวกมันก็มาถึงที่นี่แล้ว

นอกจากการเปลี่ยนแปลงของชนิดพันธุ์ปลาแล้ว มลยังมองว่า คลองแสนแสบกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากสิ่งปลูกสร้างริมคลองด้วย

มล ชี้ให้เห็น ทางเดินคอนกรีตที่สร้างไว้ริมคลอง เมื่อเวลาผ่านไปและไม่ได้รับการซ่อมแซม ก็เริ่มเสื่อมสภาพ บางช่วงพังทลายลงไปในคลอง ขณะเดียวกัน การมีประตูกั้นน้ำ ทำให้การขึ้นลงของน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในคลอง แม้ปัจจุบันยังมีพืชริมตลิ่งที่เป็นแหล่งอาหารของปลาอยู่ก็ตาม

มลยังอ้างถึงคำบอกเล่าของ โต๊ะเรียม ที่บอกว่า ในอดีตบริเวณที่มีพืชริมตลิ่งหรือพืชพง ปลาจะมีจำนวนมากกว่าปัจจุบัน แต่เมื่อพืชเหล่านี้ลดลง จำนวนปลาก็ลดลงตามไปด้วย

และแน่นอนว่าความท้าทายที่กำลังคืบคลานเข้ามา จนทำให้ผู้คนริมคลองเป็นกังวลอย่างมาก คงหนีไม่พ้นนโยบาย “เดินได้ ปั่นดี เชื่อมเมืองครบวงจร” ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โครงการพัฒนาทางเดินและทางจักรยานเลียบคลองแสนแสบ ที่ดำเนินงานโดยสำนักการระบายน้ำ กทม. เพื่อปรับปรุงทางเดินเท้า ทางจักรยาน ยกระดับการระบายน้ำ ลดปัญหาน้ำเสีย 

มล มองว่า โครงการดังกล่าว อาจตอบโจทย์คลองแสนแสบในเขตเมืองแต่สำหรับคลองแสนแสบในพื้นที่ชานเมือง กลับมีบริบทที่แตกต่างออกไป พร้อมยืนยันว่า ความท้าทายใหญ่ ๆ ที่แสนแสบกำลังเจออยู่ คนพื้นที่ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่มองว่าการพัฒนาควรจะตอบโจทย์บริบทของธรรมชาติแล้วมันควรไปด้วยกัน แล้วก็ย้ำมาก ๆ ว่า แสนแสบในเมืองกับแสนแสบนอกเมืองมันไม่เหมือนกัน

“สำหรับคลองแสนแสบที่อยู่ชานเมืองมันอาจจะเป็นคนละบริบทกัน ที่นี่ยังมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาอยู่กับคลอง เรายังมีธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ แล้วเราก็ยังมีสัตว์ที่พึ่งพาธรรมชาติเหล่านี้ไปพร้อมกับคนด้วย พอมีเขื่อนหรือตลิ่งปูนขนาบข้างคอนกรีตสูงมากประมาณเสาไฟฟ้าปักลงไปในดิน แล้วก็มีแม็คโครจ้วงดินเลนขึ้นมา โปะข้างบน พอมันมีโครงสร้างแบบนั้น มันหมายความว่าพื้นที่รอบ ๆ ตลิ่งที่เคยเป็นที่อยู่ของพืชของสัตว์ของนกของปลาก็จะหายไป”

มล ชี้ข้อกังวล

ผลกระทบแรกที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ คือ วิถีชีวิตที่อยู่ริมคลอง บ้านผู้คน เนื่องจากว่าตอนนี้บ้าน ฝั่งที่มีการสร้างเขื่อนไปแล้วมีปัญหาคือบ้านทรุด แม้ไม่อาจชี้ชัดได้ว่า เป็นเพราะเสาเข็มหรืออะไรที่ไปส่งผลกระทบทำให้บ้านร้าว แต่ก็เชื่อว่าการก่อสร้างไม่ใช่ส่งผลกระทบแค่ความไม่มั่นคงของบ้าน เพราะมันอาจส่งผลต่อความไม่มั่นคงของความรู้สึก ชาวบ้านไม่สามารถมั่นใจที่จะอยู่ในบ้านได้เลย พวกเขามีความกังวลถึงความปลอดภัยในชีวิต 

“ฝั่งที่เขาสร้างไปแล้วเหมือนการก่อสร้างนั้นไปบังทิศทางลม บ้านก็ร้อนขึ้น แล้วก็อีกอย่างคือเขาขาดการปฏิสัมพันธ์กับคลองไปเลยเพราะว่ามันมีเขื่อนบังหน้าบ้าน ถ้าสมมติว่ามีอะไรตกลงไปจะเป็นหมา จะเป็นคน จะเป็นอะไรก็ตาม ก็จะขึ้นไม่ได้เพราะว่ามันชัน 90 องศาเลย แล้วก็ไม่มีทางขึ้น วิถีชีวิตแบบเมื่อก่อนฝั่งที่เขาสร้างเขื่อนไปแล้ว ที่เขาเคยลงเรือ ดูดน้ำจากคลองมาใช้สอย มาทำนา ก็กลายเป็นว่าต้องหยุดทุกอย่าง เพราะมันไม่สามารถทำอย่างเดิมได้แล้ว”

มล ขยายความข้อกังวล

ก่อนหน้านี้มล และผู้คนในชุมชนริมคลอง ได้เคยนั่งเรือสำรวจคลองมาหลายครั้ง ซึ่งระหว่างการลงพื้นที่ นอกจากชนิดของปลา เธอได้ยินคนในชุมชนพูดถึงต้นไม้หลายชนิดที่ขึ้นอยู่ริมคลองแสนแสบ ทั้งต้นจามจุรีขนาดใหญ่ ต้นทองหลางน้ำที่มีดอกสีแดง และต้นมะกอกน้ำ ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์กับระบบนิเวศของคลอง

เธออธิบายว่า เมื่อต้นทองหลางน้ำออกดอก นกจะบินมากินน้ำหวานจากดอกไม้ กลีบดอกและเกสรจะร่วงลอยไปตามน้ำ ขณะที่รากของต้นทองหลางน้ำ ซึ่งแผ่ขดอยู่ใต้น้ำ ก็กลายเป็นที่หลบอาศัยและแหล่งอนุบาลของปลา

“จากการลงพื้นที่สำรวจกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ เราพบนกถึง 52 ชนิด ทั้งที่ใช้เวลาสำรวจเพียงประมาณ 1 วันเท่านั้น นอกจากนี้ จากการสังเกตของพวกเราเองก็พบว่า ตลอดระยะทาง 7 กิโลเมตร ของคลองแห่งนี้มีความหลากหลายของนกเป็นอย่างมาก นกที่ชอบเป็นพิเศษคือนกกวักเพราะเป็นนกที่พึ่งพาตลิ่งดินในการหากิน หากไม่มีตลิ่งดิน เราก็อาจจะไม่ได้เห็นมันอีก ลูกนกกวักตัวสีดำ ขนฟู ๆ น่ารักมาก ตอนเด็ก ๆ ก็เคยเห็นนกชนิดนี้บินข้ามคลอง ข้ามน้ำอยู่เสมอ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Waterhen หรือ ไก่น้ำ เป็นนกตัวค่อนข้างใหญ่ และเวลาที่ลูกนกเดินตามแม่ก็ดูน่ารักมาก เหมือนลูกไก่เดินตามแม่ไก่”

มล สะท้อนภาพความสมบูรณ์

นกกระเต็นน้อยธรรมดา ซึ่งได้รับฉายาว่า Kingfisher หรือ ราชาแห่งการจับปลา เพราะสามารถโฉบลงจับปลาได้อย่างแม่นยำจนประเทศญี่ปุ่นนำลักษณะการพุ่งจับปลาของนกชนิดนี้ไปเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบหัวรถไฟชินคันเซ็น เพื่อให้วิ่งได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวล คือสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่เธอได้เจอระหว่างนั่งสำรวจคลองแสนแสบ

“สิ่งที่น่ามหัศจรรย์คือ เราไม่ได้พบนกกระเต็นน้อยธรรมดาเพียงชนิดเดียว แต่ยังพบทั้งนกกระเต็นใหญ่ธรรมดา หรือที่เราเรียกว่าเจ๊ปากแดง และนกกระเต็นอกขาวด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมชาติที่เราพบได้ในบ้านของเราเอง จึงทำให้รู้สึกว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน”

มล สะท้อนมุมมอง

โครงการพัฒนาที่แทบไม่มีใครรับรู้

ขณะที่ เทพ ก็เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่า ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าจะมีโครงการพัฒนาคลองในพื้นที่จนกระทั่งเห็นการคัดค้านของชาวบ้านที่ตลาดเก่าหนองจอก และมองว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง คนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยจะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวบ้านที่เขาปรับตัวไม่ทันก็ต้องเปลี่ยนการใช้ชีวิต ยกยอก็ยกไม่ได้แล้ว เรือที่เคยขึ้นลงตลิ่ง พอตลิ่งเป็นกำแพงก็จะขึ้นลงไม่ได้ สุดท้ายก็ทำมาหากินไม่ได้

“โครงการนี้ผมไม่ทราบเลย จะมีคนทราบก็ต่อเมื่อลงมาหน้างานแล้ว เขาบอกว่าผ่านการประชาพิจารณ์แล้ว แต่ความเป็นจริงผมไม่รู้เรื่องเลย มารู้อีกทีก็ตอนที่ตลาดเก่าหนองจอกเขาต่อต้านกันแล้วเกิดผลกระทบ ส่วนที่ตลาดคู้ ผมก็ไม่เคยได้ข่าว ทั้งที่บ้านผมอยู่ที่นี่ตลอด ชุมชนก็ไม่รู้เรื่องกันทั้งหมด”

เทพ ขยายความ

เทพ ยังมองว่า คลองแสนแสบมีต้นทุนที่สามารถต่อยอดได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสภาพของคลอง หากส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ ก็อาจเกิดร้านค้าและกิจกรรมริมคลองทำให้เศรษฐกิจของชุมชนเติบโตไปพร้อมกับการรักษาวิถีชีวิตเดิมไว้ แต่หากโครงการก่อสร้างตลิ่งคอนกรีตเกิดขึ้นจริง สิ่งที่เขาเชื่อว่าจะสูญเสียไป คือการมองเห็นคลอง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสายน้ำที่เคยมีอยู่

“คนที่เคยมองลงไปเห็นเรือพาย หรือคนที่อยู่ในเรือมองขึ้นมาเห็นตลิ่ง ก็จะไม่เห็นภาพแบบเดิมอีกแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไป ทั้งในแง่ความรู้สึกและวิถีการใช้ชีวิต”

เทพ ตอกย้ำภาพความกังวล

หากท้ายที่สุดโครงการยังเดินหน้าต่อ ทั้ง มล และ เทพ ก็อยากชวนให้คนที่ยังไม่เข้าใจพื้นที่แห่งนี้ได้มาลงเรือด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือหรือนั่งเรือก็ตาม

เพราะมลเชื่อว่าการได้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับปลา นก และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในคลอง แล้วค่อย ๆ ล่องไปตามสายน้ำจะทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างสองฝั่งคลอง ที่ยังเป็นต้นไม้และตลิ่งดิน กับสองฝั่งที่เป็นกำแพงคอนกรีต และอาจทำให้แต่ละคนตอบตัวเองได้ว่า พื้นที่แบบไหนทำให้รู้สึกปลอดภัยกว่า มีชีวิตกว่า และเป็นพื้นที่ที่อยากรักษาไว้มากกว่า

“การพัฒนาที่เกิดขึ้น กำลังพรากความจริงที่คลองแสนแสบเป็น แต่ว่าคนอื่นที่ไม่เคยอยู่ที่นี่อาจจะไม่รู้ ความจริงมันไม่ได้มีในตำรา แต่เป็นความจริงที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง”

มล สะท้อนมุมมอง

หากท้ายที่สุดหากไม่สามารถหยุดการพัฒนานี้ได้ ภาพคลองที่เห็นอยู่ในวันนี้อาจกลายเป็นเพียงบันทึกของช่วงเวลาก่อนการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธการพัฒนา แต่อยากเห็นการค้นหาทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการนำแนวคิด Nature-based Solutions มาปรับใช้หรือการออกแบบที่ทำให้การจัดการน้ำสามารถดำเนินไปควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศได้ ซึ่งน่าจะมีทางออกที่อยู่ตรงกลางระหว่างการพัฒนาและการรักษาธรรมชาติ

ส่วน เทพ ก็มองว่าหากท้ายที่สุดโครงการยังเดินหน้าต่อ ในฐานะประชาชน ก็คงไม่สามารถขัดขวางได้ และนั่นคือความจำใจที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับสภาพแบบนั้น และคงต้องอยู่กับสิ่งที่เราไม่ต้องการไปตลอด 

“มันก็เหมือนกับว่าเราไม่มีตัวตนอีกต่อไป เราสูญเสียตัวตนกลายเป็นการพัฒนาเมืองที่ทิ้งคนริมคลองไว้ข้างหลัง พวกเราคือคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ไปต่อในผังเมืองของอนาคต”

เทพ ทิ้งท้าย


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :

Author

Alternative Text
AUTHOR

อัญชัญ อันชัยศรี

คั่นสิหากินพอส่ำนี้ ไปเรียนหยังสูงแทร่อาว