ศิลปะร่วมสมัยต้องไม่อยู่แค่ในแกลเลอรี
กว่าร้อยปีที่ เวนิส เบียนนาเล่ (Venice Biennale) มหกรรมศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกจะถูกจัดขึ้นประจำทุก 2 ปี ความสำเร็จที่หยั่งรากลึกร่วมศตวรรษส่งผลให้เมืองเวนิส ประเทศอิตาลีไม่เป็นเพียงภาพจำของการเป็นเมืองศิลปะระดับโลก แต่กลายเป็นต้นแบบให้อีกหลายประเทศเลือกสร้างเมืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยศิลปะ และอาจนับรวมถึงประเทศไทย
เกือบทศวรรษที่สังคมไทยคุ้นเคยกับชื่อของ Thailand Biennale หรือ มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ แต่น่าแปลกใจที่การจัดงานไม่เคยผูกขาดอยู่ที่เมืองใดเมืองหนึ่งดังเช่นในต่างประเทศ แต่กลับเวียนการจัดงานไปในแต่ละจังหวัดแทน
เหตุใดไม่เคยมีเมืองใดรับบทบาทการเป็นเมืองแห่งศิลปะ และเหตุใดการทำลายความเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะจึงสำคัญสำหรับประเทศไทย ?
The Active ชวนสนทนากับ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ (Artistic Director) มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต ถึงเบื้องหลังวิธีคิดและการออกแบบมหกรรมศิลปะระดับโลกในประเทศไทย ที่ปีนี้แวะเวียนมาที่เมืองภูเก็ต กับงานศิลปะกว่าร้อยชิ้นที่จัดแสดงรอบเกาะแม้กระทั่งในตึกร้าง
ร่วมค้นหาคำตอบและรู้จักรากเหง้าเมืองภูเก็ตผ่านงานศิลปะร่วมสมัยไปพร้อมกัน ผ่านบทสนทนาต่อจากนี้
ทุก 4 ปี ประเทศไทยจะมีมหกรรมศิลปะยิ่งใหญ่ระดับโลกเกิดขึ้นสักครั้ง ไม่เป็นเพียงช่วงเวลาสำคัญของเหล่าศิลปินหรือผู้คนในแวดวงศิลปะแต่คือการตั้งตารอของผู้ทั่วโลก
Thailand Biennale หรือ มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ถูกจัดขึ้นผ่านแนวคิดการกระจายพื้นที่สร้างสรรค์ให้เวียนไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยประเดิมจัดมหกรรมศิลปะนี้ครั้งแรกท่ามกลางธรรมชาติของจังหวัดกระบี่ ก่อนส่งไม้ต่อให้เมืองย่าโมอย่างนครราชสีมาในปี พ.ศ. 2564 และครั้งล่าสุดที่ศิลปะถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาอย่างเชียงรายเมื่อปี พ.ศ. 2566
ในปีนี้ หมุดหมายสำคัญได้เวียนมาจัดขึ้นอีกครั้งที่เกาะสวรรค์แห่งอันดามันอย่าง ภูเก็ต
ไม่รอช้าที่จะขอตีรถจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่ดินแดน Sea Sand Sun เมื่อวันนี้ภูเก็ตไม่ได้มีดีแค่ทรายสวย น้ำใส และแสงอาทิตย์ส่องอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตตลอด 5 เดือนต่อจากนี้
เรามาถึงในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของงานพอดิบพอดี คนสำคัญที่เรานัดพบในย่านเมืองเก่าแห่งนี้มานั่งรอเราอยู่ก่อนแล้ว
อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินร่วมสมัยและผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ร่วม ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต หนึ่งในหัวหอกสำคัญในการจัดงาน ชวนเราเปิดบทสนทนาถึงแนวคิดเบื้องหลังและเรื่องราวตลอดเส้นทางการทำงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่ยาวนานกว่า 2 ปี
“เมืองภูเก็ตเปลี่ยนผ่านมาหลายยุคสมัย จากยุคอาณานิคม สู่อุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุก พอเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ก็เริ่มคนก็เริ่มลุกขึ้นต่อต้านการทำเหมือง จนถึงวันที่พวกเราอยู่กันตรงนี้ ที่นี่กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สร้างรายได้และ GDP สูงเป็นอันดับต้น ๆ”

เนื้อหาการพูดคุยเริ่มต้นอย่างเข้มข้นบนเส้นทางสายประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านกว่าร้อยปีของเมืองภูเก็ต
วันนี้ ภูเก็ตกำลังเผชิญหน้ากับผลพวงจากการทำเหมืองแร่ในอดีต พร้อมกับปัญหามลภาวะ ขยะ และผลกระทบการการถาโถมเข้ามาของนักท่องเที่ยวอย่างเกินจะรับไหว
เมื่อทุกการเปลี่ยนผ่านคือสิ่งที่เมืองภูเก็ตต้องโอบรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเติบโตอยู่บนโลกสมัยใหม่คู่ขนานไปกับรากเหง้าและวัฒนธรรมอันเข้มข้นของชาวเมืองจึงไม่เป็นเพียงความท้าทายของชาวเมืองภูเก็ตเท่านั้น แต่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของคนทำงานศิลปะด้วย
“เราไม่อยากพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของเมืองนี้ในฐานะเรื่องเล่าปกติธรรมดา แต่อยากให้เห็นว่ามันทิ้งร่องรอย บาดแผล หรือผลลัพธ์อะไรไว้บ้าง นี่คือสิ่งจำเป็นที่เราต้องคำนึงถึงให้มาก และให้ผู้คนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองผ่านงานศิลปะ”
ผุพัง เปราะบาง เปลี่ยนผ่าน – มองเมืองภูเก็ตผ่านงานศิลปะร่วมสมัย
หากหน้าที่หนึ่งของศิลปะคือการสะท้อนความคิดและข้อเสนอของศิลปิน มหกรรมศิลปะในเมืองภูเก็ตครั้งนี้ก็กำลังทำหน้านั้นเช่นเดียวกัน
ในเทศกาลนี้มีการสร้างสรรค์ผลงานชุดใหม่ (Commissioned Art) จากศิลปินไทยและต่างประเทศเกิดขึ้นถึง 48 ชิ้น จากหากรวมไปถึงผลงานของกลุ่มศิลปินท้องถิ่น และศิลปะร่วมสมัยอื่น ๆ ในโครงการศาลา (Pavilion Projects) อีกหลายสิบชิ้น รวมแล้วในช่วงเวลากว่า 5 เดือนนี้ เมืองภูเก็ตมีงานศิลปะจัดแสดงกระจายทั่วทั้งเกาะรวมแล้วมากกว่า 100 ชิ้น
กลุ่มศิลปินชาวไทยและต่างชาติ 65 คน/กลุ่ม จาก 25 ประเทศทั่วโลก สร้างงานศิลปะที่ขับเคลื่อนด้วยความเป็นปัจเจกและไร้วาระซ่อนเร้นแอบแฝง งานทั้งหมดนี้ไม่เพียงแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังที่ทำหน้าที่เป็นทั้งโจทย์และผลลัพธ์ของเมืองภูเก็ตผ่านการตีความของศิลปินทั่วโลก
มีงานศิลปะหนึ่งชิ้นที่น่าสนใจไม่น้อย คืองานของ วรภพ ตันตินันทกุล ศิลปินท้องถิ่นที่สะท้อนภาพแทนของเมืองภูเก็ตที่ผุพังและเปราะบางจากการพัฒนา
ในอดีตภูเก็ตเป็นเมืองเหมืองดีบุก ทุกครั้งที่มีการถลุงดีบุกจะเกิดแทนทาลัมขึ้น ในช่วงเวลานั้นเองวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าพอ แทนทาลัมจึงเสมือนของไร้ค่าที่ถูกทิ้งไว้ในฐานะ ขี้ตะกรัน และถูกนำไปสร้างถนน ถมสร้างบ้านแทน
ต่อโลกมีการเติบโตของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ราคากากแร่แทนทาลัมพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล จนชาวบ้านและนายทุนพากันไปขุดถนนและเสาะหากากแร่ดีบุกเพื่อนำมาขาย
เมื่อวัสดุไร้ค่ากลายเป็นของมีราคา มีการขอสัมปทานถนนเพื่อขุดแร่แทนทาลัมขาย และนำวัสดุชนิดอื่นมากลบหน้าทำถนนแทน ชาวเมืองภูเก็ตหลายรายในเวลานั้นเริ่มรื้อบ้านตัวเองเพื่อขุดแทนทาลัมขึ้นมาขายแล้วสร้างบ้่านใหม่ทับที่เดิม แต่บ้านของวรภพเป็นเพียงไม่กี่หลังที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น
เรื่องราวทั้งหมดกลายเป็นเบื้องหลังของงานศิลปะ เส้นทางที่ไม่ราบเรียบอีกต่อไป (พ.ศ.2568) ศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ที่จำลองภาพตลอดเส้นทางการพัฒนาของเมืองภูเก็ต
วรภพเชื้อเชิญผู้ชมให้ขึ้นไปเดินบนเส้นทางที่ทำด้วยรางเหล็กและตะกรันดีบุกที่เป็นสัญญะของเศรษฐกิจดั้งเดิมที่ถูกคลุมทับด้วยวัสดุที่สะท้อนความเป็นสมัยใหม่ของเมืองเช่น กากกาแฟจากคาเฟต์ทั่วเมือง
“แม้วันนี้แทนทาลัมจะไม่มีค่าแล้ว แต่สิ่งนี้สะท้อนวิถีชีวิตในอดีตของเมืองภูเก็ต และเส้นทางนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเมืองไปตามยุคสมัย”
ในสายตาของอริชญ์ งานศิลปะร่วมสมัยชิ้นนี้กำลังสะท้อนวิถีชีวิตคนภูเก็ตจากในอดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างน่าทึ่งผ่านสายตาของคนท้องถิ่นแท้ ๆ

ศิลปินร่วมสมัยและผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ร่วม ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต
หากมองออกไปที่ศิลปินต่างชาติ มีอีกหลายชิ้นที่มีมุมมองต่อเมืองภูเก็ตที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ เจิ้ง มาเลอร์ (Zheng Mahler) กลุ่มศิลปินชาวฮ่องกง
ผลงาน กรงหญ้าทะเล (พศ.2568) คือ งานวิดีโอบนผืนผ้าใบบาติกผืนมหึมาที่ฉายเรื่องราวของพะยูนและสัตว์ทะเลที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากมลพิษ การท่องเที่ยว และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจนอุณหภูมิน้ำสูงขึ้น
ในสายตาของ เจิ้ง มาเลอร์ ในฐานะนักมานุษยสัตววิทยา (anthrozoologis) แม้หญ้าทะเลกับพะยูนเป็นสิ่งมีชีวิตก็จริง แต่ล้วนไม่สามารถเรียกร้องความต้องการของตัวเองได้ ความสนใจของหนุ่มสาวชาวฮ่องกงครั้งนี้จึงนำไปสู่การร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมกับนักอนุรักษ์ชาวไทย กลายเป็นภารกิจฟื้นฟูแปลงหญ้าทะเลในภูเก็ตและพื้นที่่รอบข้าง
ความน่าสนใจของงาน กรงหญ้าทะเล (พ.ศ.2568) ไม่เพียงเป็นการทำงานเชิงความคิดกับคนดูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้นำชมนิทรรศการ (docent) เมื่อวิกฤตในการอยู่ร่วมกันของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมถูกมองเห็นผ่านสายตาของผู้คนร่วมยุคสมัย สุดท้ายเกิดการรวมตัวของผู้ชมกว่า 50 คนเพื่อปลูกหญ้าทะเล ณ สะพานราไวย์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
“เดิมทีโดเซ่นท่านนี้ก็ไม่ได้เข้าใจงานศิลปะร่วมสมัยมากนัก แต่เขารับหน้าที่ดูแลนำชมงานศิลปะชิ้นนี้ พอเขาเริ่มเข้าใจ เขาก็เริ่มรู้สึก และถ่ายทอดออกไปให้ผู้เข้าชมงานได้รู้สึกร่วมไปพร้อมกัน
“ศิลปะทำให้คนดูมองเห็นวิกฤตร่วมกัน แชร์ความรู้สึกกัน และสุดท้ายกลายเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทำให้คนสนุกได้ มีส่วนร่วมได้ และเกิดประโยชน์ด้วย”
นอกจากงานศิลปะจะสร้างความความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชม ผู้นำชม และสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังทำงานกับผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นได้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ถูกลบเลือนจนแทบไม่เหลือร่องรอยในอดีต
ฟอเรน บอดีส์ (พ.ศ. 2568) เป็นงานศิลปะจัดวางที่เผยประวัติศาสต์ที่ถูกฝังกลบของภูเก็ต โดยเฉพาะเหตุการณ์สังหารหมู่ ใน อ.กะทู้เมื่อปี พ.ศ. 2422
ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ ศิลปินผู้สร้างเลือกใช้ภาพและเสียงเป็นสื่อเล่าเรื่องราวของเมืองภูเก็ตในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่ามกลางยุคเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมดีบุกในเวลานั้น หลายคนกำลังลบลืมถึงความโหดร้ายของการจับสมาคมลับชาวจีน หรือที่เรียกว่า อั้งยี่ เผาทั้งเป็น

ที่มา: taikisakpisit.com
“อั้งยี่คือกลุ่มคนที่ถูกเล่าถึงในเชิงลบมาโดยตลอด ทั้งที่พวกเขาเป็นคนจีนกลุ่มแรก ๆ ที่พยายามสร้างเมืองภูเก็ตขึ้นมา ไทกิ พยายามเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทยที่ซับซ้อน ผ่านประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป”
อีกชิ้นที่สะท้อนเมืองภูเก็ตได้เป็นอย่างดี คืองานของ ตุน วิน อ่อง และ วา นุ (Tun Win Aung and Wah Nu) ศิลปินชาวเมียนมาที่เลือกทำงานศิลปะกลางตลาดย่านเมืองเก่า พื้นที่ที่อยู่อาศัยและทำมาหากินของคนงานชาวเมียนมา ในฐานะแรงงานอพยพ
ศิลปินทั้ง 2 แสดงผลงานในชื่อ มิวเซียม ออฟ รียูเนียน (พ.ศ.2568) เพื่อสำรวจประสบการณ์ของการอพยพ พลัดพราก และจากบ้านเกิด ท่ามกลางความรู้สึกร่วมบนความไม่มั่นคงของประเทศ
“งานศิลปะไม่เพียงทำงานกับคนดู และทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ ทำให้ชาวภูเก็ตรำลึกว่าเมืองภูเก็ตไม่ได้มีแต่พวกเขา แต่ยังมีแรงงานพม่าพลัดถิ่นที่วันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองเช่นกัน”
งานศิลปะที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่เป็นภาพแทนของศิลปะร่วมสมัยที่ทำงานกับผู้คน
“บางคนบอกว่างานศิลปะร่วมสมัยเข้าใจยาก แต่หากงานเกิดปฏิสัมพันธ์กับคนดู จะกลายเป็นแรงบันดาลใจ เราคิดว่านี่คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการจัดมหกรรมศิลปะที่สำคัญมาก” อริญชย์ อธิบาย
ตึกร้าง อาคารเก่า – เหตุใดงานศิลปะจึงไม่จัดแสดงในแกลเลอรี?
หากงานศิลปะกำลังส่งแสงสะท้อนเรื่องราวประวัติศาสตร์ เงาที่พาดทับอีกฝังหนึ่งย่อมมีเรื่องราวของสถานที่เป็นฉากหลังเสมอ
งานศิลปะแต่ละชิ้นในไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ภูเก็ต ครั้งนี้ไม่ได้ถูกจัดแสดงรวมกันที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น แต่กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วจังหวัด และหากประเมินด้วยสายตาคร่าว ๆ พื้นที่เกือบครึ่งที่จัดแสดง คือ ตึกร้าง
ด้วยความสงสัย ทั้งการกระจายการแสดงงานศิลปะไปทั่วเมืองที่เล่นเอาผู้ชมอย่างเราเหงื่อหยดไม่น้อย และไหนจะเรื่องที่หันไปมองทางไหนก็มีแต่ตึกร้างอาคารเก่าเต็มไปหมด
อริญชย์ ยิ้มบาง ๆ พร้อมอธิบายให้เราฟังว่าทั้งหมดนี้มาจากความตั้งใจที่คิดมาอย่างดี หาใช่ความบ้งของคนจัดงานแต่อย่างใด
“เราคิดว่าถ้านำงานแสดงศิลปะมารวมที่เดียวแล้วให้คนมาเดินดูแบบเดินห้างสรรพสินค้าไม่น่าจะดี เพราะถ้าคุณอยากได้ประสบการณ์แบบห้าง คุณก็ไปห้างสิ”
อริญชย์ หัวเราะ พร้อมขยายความว่า การชมงานศิลปะทำได้หลายแบบ บางคนพึงพอใจแค่การมองเห็นผลงานศิลปินที่อยู่ตรงหน้าแล้วเดินผ่านไป ในขณะที่บางคนต้องการให้เรื่องราว ประสบการณ์ และความรู้สึกทำงานกับจิตใจด้วย
“หากงานศิลปะแสดงอยู่บนห้าง ผู้ชมจะขาดประสบการณ์ที่มีต่อสถานที่ เพราะทุกพื้นที่มีทั้งเรื่องราวและผู้คนที่มีชีวิตอยู่จริง นี่คือร่องรอยที่เหลือไว้ทางประวัติศาสตร์ที่ห้างไหนก็แทนไม่ได้”
เมื่อแนวคิดหลักคือการไม่ทำให้งานศิลปะอยู่ในห้าง จึงนำมาซึ่งโจทย์ใหญ่ 2 ประการ คือ ทำอย่างไรให้ผู้คนได้เห็น ตัวตนที่แท้จริง ของเมืองภูเก็ต และทำอย่างไรให้งานนี้กลายเป็นแพลตฟอร์มแนะนำเมืองภูเก็ตในฐานะเมืองที่มีชีวิต จึงเป็นที่มาของการพยายามบอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองผ่านสถานที่
พื้นที่จัดแสดงออกเป็น 3 จุดใหญ่ (เมืองเก่า กะทู้ สะพานหิน) หากมีเวลาสัก 3 วัน แล้วแบ่งการดูงานออกเป็นแต่ละวันก็จะกลายเป็นทริปที่สนุก เพราะไม่จำเป็นต้องพักอยู่ในย่านเมืองเก่าที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างเดียว แต่วันถัดมาอาจไปพักที่กะทู้ อำเภอรองติดภูเขาที่มีทั้งศาลเจ้ากะทู้ บ้านเรือนไม้ และวิถีชีวิตของผู้คน และในวันสุดท้ายอาจแวะเที่ยวสะพานหิน สวนสาธารณะริมทะเลที่เป็นศูนย์รวมชีวิต ท่าเรือเก่า และเส้นทางธรรมชาติด้วย

เราลองไปเยี่ยมชมตามคำแนะนำของอริญชย์ก็พบว่าบรรรยากาศแต่ละจุดต่างกันอย่างสิ้นเชิงจริง ๆ และหลายที่คือ พื้นที่ร้าง
“ทุกสถานที่มีความหมาย และสะท้อนทุกการดำรงอยู่ของเมือง”
อริญชย์ อธิบายว่า การใช้ตึกร้างและการระจายการแสดงงานในหลายพื้นที่เป็นแนวคิดในการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความหมาย
“ภูเก็ตไม่ได้มีศูนย์วัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ หรือ อาร์ตเซ็นเตอร์เหมือนกรุงเทพฯ ในเมื่อเมืองนี้ไม่มีพื้นที่ให้จัดแสดงงานศิลปะเลย นี่จึงเป็นคำถามสำคัญว่าแล้วเราจะทำอย่างไรให้ไทยแลนด์เบียนนาเล่ครั้งนี้ประสบความสำเร็จ”
โจทย์ใหญ่นี้นำมาสู่การแก้ปัญหาอย่างครีเอทีฟ คือการใช้พื้นที่ทิ้งร้างให้กลายเป็นจุดแสดงงานศิลปะ
พื้นที่ว่างเปล่านับสิบแห่งทำงานกับคนดูและศิลปินมากไปกว่าการเป็นเพียงสถานที่แสดงงานแต่ยังทำหน้าที่เป็นพยานถึงจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูเก็ต
“เราไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างใหม่หมดตลอดเวลา แต่ควรมองหาสิ่งที่มีอยู่แต่ถูกละเลยมาฟื้นฟูให้กลับมามีประโยชน์” อริญชย์ ชวนคุยไปถึงตึกร้างเก่าหนึ่งที่ตั้งเด่นตระหง่านกลางเมืองภูเก็ตอย่าง อาคารพูนผล
“อาคารพูนผลถูกสร้างช่วงปี 90s หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนนั้นระบบเศรษฐกิจล่มสลาย ตึกนี้จึงถูกทิ้งร้างอย่างที่เห็น มันกลายเป็น mysterious place ของคนภูเก็ตมายาวนานกว่า 30 ปี ผู้คนขับรถผ่านไปมาโดยไม่มีใครรู้ว่าข้างในนี้เป็นอย่างไร”

ตึกร้างอายุกว่า 30 ปี จากผลพวงวิกฤตต้มยำกุ้ง ภายในถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะ
นอกจากนี้ยังมี หยี่ เต้ง คอมแพล็กซ์ อาคารตลาดสาธารณะ ที่สร้างแล้วไม่ได้ใช้เพราะเกิดความขัดแย้ง บ้านพระอร่ามสาครเขต ที่เคยเป็น Thai Airways Ticket Office มาก่อน และต้องปิดตัวลงไปช่วงโควิด-19 หรืออีกสถานที่สำคัญที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในอดีตอย่าง เหมืองเจ้าฟ้า ที่ในอดีตเป็นเหมืองแร่ดีบุกขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมืองภูเก็ตแทบทั้งเมือง และปิดตัวลงเมื่อเมืองภูเก็ตก้าวสู่ยุคสมัยของการเป็นเมืองท่องเที่ยว
หัวใจสำคัญของไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ภูเก็ตครั้งนี้ จึงเป็นการพาผู้คนย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ร่วมกันผ่านร่องรอยของกาลเวลา
“คนสร้างเมืองก็จริง แต่เมืองหรือซากของเมืองมันไม่ควรดำรงอยู่โดยไม่มีความหมาย เราอยากทำให้ผู้คนเห็นว่า จุดต่าง ๆ เหล่านี้คือพื้นที่หนึ่ง ที่เคยแสดงการมีชีวิตของเมือง”

เหมืองแร่ดีบุกขนาดใหญ่ อดีตศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมืองภูเก็ต
ก่อนปิดตัวลงในปี พ.ศ. 2535 หล้งราคาแร่ดีบุกตกต่ำและก้าวสู่ยุคการเป็นเมืองท่องเที่ยว
เมื่อภูเก็ตไม่ได้มีอายุแค่หนึ่งเจนเนอเรชัน แต่ผ่านกาลเวลามาแล้วร่วมร้อยปี ความหมายของภูเก็ตจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ภาพจำของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเท่านั้น เพราะประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่ถูกส่งต่อกันมานั้น ยาวนานและมีมิติมากกว่าที่ตาเห็น
“พอเราทำความเข้าใจว่าชีวิตทุกหน่วยมีช่วงเวลา มันมีจุดที่ชีวิตเหล่านั้นอาศัยอยู่ มีการเชื่อมต่อกัน แล้วเราจะทำความเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น”
ตลอด 5 เดือนของการจัดงาน ตึกร้างที่ถูกทิ้งสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ได้จริง เกิดเป็นการต่อยอดการใช้พื้นที่และมองหาความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อให้เป็นครีเอทีฟเซ็นเตอร์หรือโคเวิร์กกิ้งสเปซหลังจบงานด้วย
หากโมเดลนี้เดินหน้าต่อได้ จะเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่าการสร้างพื้นที่ศิลปะหรืออาร์ตเซนเตอร์ไม่จำเป็นต้องรองบประมาณหลายร้อยล้านบาทจากรัฐบาล แต่สามารถเริ่มต้นได้ทันทีจากคนกลุ่มเล็ก ๆ จากพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน หรือแม้กระทั่งมุมบ้านของใครบางคนก็เป็นได้
การจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยประจำเมืองในลักษณะนี้มีให้เห็นทั่วโลก หลายประเทศทำให้ศิลปะและวัฒนธรรมเดินหน้าไปพร้อมกับความยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้ (เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ) แต่อีกหลายประเทศยังคงเผชิญกับปัญหาและแบกรับความคาดหวังที่มีต่อเม็ดเงินลงทุนมหาศาล
ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ กับแนวคิดทำลายความเป็นศูนย์กลางของเมือง
หนึ่งในมหกรรมศิลปะนานาชาติที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คือ เวนิส เบียนนาเล่ ที่มียาวนานกว่าร้อยปี ผลลัพธ์ที่ได้งอกเงยมหาศาล เมืองเวนิส กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดของโลก และยังเป็นเมืองศูนย์กลางในการจัดงาประจำปีอื่น ๆ เช่น Venice Architecture Biennale (เทศกาลสถาปัตยกรรม) และ Venice International Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส) การที่งานเหล่านี้ถูกจัดที่เมืองเดิมซ้ำ ๆ จึงกลายเป็นประเพณีและหมุดหมายให้คนทั่วโลกไปเยือน
ต่างจากประเทศในเวลานี้ที่ใช้ระบบเวียนการจัดงานไม่ให้มีเมืองใดเมืองหนึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งเดียวตลอดไป แม้ไม่อาจสรุปได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน แต่อริชญ์ชวนเราเปรียบเทียบทางความคิดไว้ได้อย่างน่าสนใจ
การเวียนการจัดงานไปตามเมืองต่าง ๆ ของประเทศ ทำให้มีโจทย์เฉพาะของเมืองที่ต้องคิดใหม่ทุกครั้ง เช่น ในภูเก็ตขาดสถานที่ศูนย์กลางทางศิลปะ โจทย์ของเมืองจึงเป็นการพยายามใช้ทรัพยากรทีมีอยู่แล้วในเมืองให้คุ้มค่าที่สุด น้อยที่สุด และขอความร่วมมือจากคนในชุมชนให้ได้มากที่สุด (จึงเป็นที่มาของการใช้ตึกร้างมากมายในการแสดงงานยอย่างที่เราเห็น)
โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ต้องทำทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงความรู้สึก เช่น เนื้อหาของงานศิลปะมักสัมพันธ์กับพื้นที่จัดแสดง หรือการเลือกผู้นำชม (โดเซ่น) ที่ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่เอง
อริญชย์ อธิบายว่าในหลายประเทศที่มีคอมมูนิตี้และระบบศิลปะที่มั่นคงแข็งแรงย่อมทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับศิลปินได้อย่างยั่งยืนแต่ก็มีข้อสังเกตเช่นกัน โดยเฉพาะการผูกขาดอำนาจและเครือข่ายไว้กับคนเพียงบางกลุ่ม และแน่นอนว่าทิศทางวงการศิลปะในประเทศไทยไม่ควรเป็นแบบนั้น
“ไทยแลนด์เบียนเนเล่มาพร้อมแนวคิดทำลายความเป็นศูนย์กลางของเมือง ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ได้เป็นระยะยาวดังเช่นในประเทศอื่น แต่การเกิด micro communities จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ กระจายอำนาจ และเสริมศักยภาพของแต่ละคน แต่ละพื้นที่ แล้วจากนั้น เราจะส่งพวกเขาออกสู่เวทีโลกได้โดยไม่ต้องอ้างอิงตลาดโลกอีกต่อไป”
อริญชย์ อธิบายว่า การสร้าง micro community ที่สำคัญมากต่อการพัฒนา เพราะเป็นการกระจายศูนย์กลางสู่ชุมชนเล็ก ๆ ทั้งในทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
“เราคิดว่านี่คือจุดแข็งของบ้านเรา พอเราเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนา ก็มีโอกาสจะปรับเปลี่ยนบริบทให้เหมาะสมกับคนและพื้นที่ได้มากกว่า ในขณะที่บางพื้นที่มันแข็งแรงเสียจนปรับอะไรไม่ได้แล้ว”
เขาเปรียบเทียบให้เราเข้าใจอย่างง่ายว่า หากมองว่าประเทศไทยคือร่างกายมนุษย์ เรามักมองว่ากรุงเทพฯ คือหัวใจ หรือ ภูเก็ตคือปอด มีการไล่เรียงความสำคัญของจังหวัดต่าง ๆ เรื่อยไป ทำให้ทุกจังหวัดมองว่าตังวเองต้องเป็นเหมือนกรุงเทพฯ ให้ได้แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกจังหวัดมีความพิเศษ ความจำเพาะเจาะจงของตัวเองไม่เหมือนกัน
การสร้างชุมชนศิลปะในพื้นที่ของตัวเองจึงเป็นเหมือนการสร้างให้อวัยวะแต่ละส่วนแข็งแรงในแบบของตัวเอง และจะทำให้ร่างกายที่ชื่อว่าประเทศไทยนี้แข็งแรงมากกว่าที่เคย
หลายปีมานี้ ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ เป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญในการพัฒนาเมืองผ่านงานศิลปะ ไม่เพียงแจ้งเกิดศิลปินรุ่นใหม่ที่ส่งต่อแรงบันดาลใจกับคนรุ่นถัดไป แต่ยังส่งต่อการพัฒนาไปยังชุมชนโดยไม่หลงลืมตัวตนอีกด้วย

