เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 มีรายงานวิจัยเกี่ยวกับ ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทย ถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรก ในชื่อ “The Costs of Perinatal Mental Health Problems: A Modelling Methodology and Interactive Cost Calculator Tool Applied to Thailand” โดยนักวิจัยจาก Care Policy and Evaluation Centre (CPEC) แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน ด้วยความร่วมมือของ PAM Foundation และ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผลการศึกษาเปิดเผยหลักฐานเชิงประจักษ์ชุดแรกที่ฉายให้เห็นถึง ต้นทุนที่แท้จริงของปัญหาด้านสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทย โดยพบว่า การที่แม่หลังคลอดขาดการดูแลที่เหมาะสมก่อให้ เกิดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ราว 68,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในจำนวนต้นทุนทั้งหมดนั้น ราว 31,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 เป็นผลกระทบที่ส่งตรงไปยังเด็ก สะท้อนให้เห็นว่า สุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์มีผลต่อพัฒนาการ ผลลัพธ์ทางการศึกษา คุณภาพชีวิต และโอกาสในอนาคตของเด็กอย่างลึกซึ้งและยาวนาน
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงความสูญเสียทางตัวเลขมหาศาล แต่สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้คือความเจ็บปวดทางจิตใจของผู้สูญเสีย
The Active ชวนอ่านเรื่องราวของผู้สูญเสียและเผชิญกับผลกระทบจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอดกับ เฮมิช มากอฟฟิน (Hamish Magoffin) ผู้ก่อตั้ง PAM Foundation และ ไขศรี วิสุทธิพิเนตร นามปากกา ดาวเดียวดาย นักเขียนรางวัลสารคดียอดเยี่ยม ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวการก้าวผ่านภาวะซึมเศร้าจากหนังสือ เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง
ประณัยยาและอาร์เธอร์: จุดเริ่มต้นของ PAM Foundation เพื่อแม่หลังคลอด
หลังการสูญเสียภรรยาชาวไทย และลูกน้อยวัย 6 เดือน ของ เฮมิช มากอฟฟิน (Hamish Magoffin) จากภาวะโรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression – PPD) เฮมิช ได้ก่อตั้ง มูลนิธิประณัยยาและอาร์เธอร์มากอฟฟิน (PAM Foundation) อย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2564 ตามชื่อของภรรยาและลูกชายที่จากไป เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความรู้ การดูแลรักษา และการวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทย
ฮามิช อธิบายว่า ภาวะโรคซึมเศร้าหลังคลอดมาจากหลายปัจจัย ทั้งความคาดหวังต่อตนเองในฐานะแม่ และการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น โดยเฉพาะในโลกออนไลน์
“ในโลกออนไลน์มีแต่ภาพของแม่ที่มีความสุขหลังคลอด ลูกน่าตาน่ารัก หรือคนเป็นแม่ที่ดูดีทันทีหลังคลอดโดยลืมไปสิ่งสวยงามเหล่านั้นว่าอาจเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเขา”
เฮมิช มากอฟฟิน

“มันทำให้คนเป็นแม่คิดเปรียบเทียบว่าทำไมเธอถึงไม่มีความสุขแบบนั้น หรือเธอกำลังทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า” ฮามิช บอกว่าความรู้สึกเช่นนี้เป็นสิ่งที่คนเป็นแม่หลายคนต้องเผชิญ ในขณะที่แทบไม่ได้มีองค์ความรู้เรื่องสุขภาพจิตแม่หลังคลอดมากนักแม้กระทั่้งในตะวันตกเอง
แม้ในวันนี้เราเริ่มเห็นคนในโซเชียล มีเดียเริ่มเปิดใจพูดถึงความไม่สวยงามของชีวิตระหว่างตั้งครรภ์ ชีวิตหลังคลอด และประสบการณ์การแท้งมากขึ้น แต่องค์ความรู้ที่ถูกต้องจะเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยคนเป็นแม่และครอบครั้งที่กำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤต นี่จึงเป็นหัวใจสำคัญของ PAM Foundation
PAM Foundation ขับเคลื่อนงานด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
1. การสร้างความตระหนักรู้และให้การศึกษา (Awareness & Education): เพื่อให้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคสุขภาพจิตขณะตั้งครรภ์และภาวะซึมเศร้าหลังคลอด เพื่อลดอคติจากสังคม และให้ความรู้พ่อแม่มือใหม่รวมถึงความเข้าใจในสังคมด้วย
“แม้ว่าสถิติภาวะซึมเศร้าหลังคลอดจะสูงถึง 1 ใน 6 แต่ความรู้ด้านนี้ยังถูกพูดถึงน้อยมาก ความเข้าใจในสังคมก็ยังมีไม่เพียงพอ เราคิดว่าการสร้างความตระหนักรู้สำคัญมากจึงพยายามสื่อสาร ทั้งโซเชียลมีเดียและเวทีเสวนาให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงมากขึ้น และเป็นการสร้าง Supportive Network ให้กับคนเป็นแม่ รวมถึงพ่อและครอบครัว”
เฮมิช มากอฟฟิน
ฮามิช อธิบายว่า หญิงหลังคลอดมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบกับความคิดและอารมณ์อย่างมาก โดยเฉพาะในแม่มือใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ หรือแม่ที่ต้องเผชิญกับการตั้งครรถ์และการคลอดที่ไม่ง่าย พวกเธอต้องเผชิญกับสภาวะหลายอย่าง เช่น ภาวะวิตกกังวล การย้ำคิดย้ำทำ PTSD ฯลฯ แต่สิ่งที่รุนแรงที่สุดคือการมี โรคจิตหลังคลอดที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันที
2. การสนับสนุนการดูแลรักษา (Care): พัฒนาการดูแลรักษาผู้ที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึงระดับรุนแรง สร้างเครือข่ายและระบบปฐมพยาบาลทางใจให้แม่และครอบครัวเพื่อให้เข้าถึงการช่วยเหลือได้ทันท่วงที
“เราอยากทำให้บุคคลากรด้านสาธารณสุขในไทยทั้งหมดมีความเข้าใจเรื่องความเปราะบางของแม่เหลังคลอด เราอบรม และหาว่า ช่องว่างทางการดูแลอยู่ตรงไหน ระบบส่งต่อเป็นอย่างไร”
“ระหว่างที่แม่ตั้งครรภ์จะต้องเจอกับหมอสูติฯ และจะเจออีกไม่กี่ครั้งหลังคลอด จากนั้นก็จะเจอกับหมอเด็กเลย ช่องว่างนี้ทำให้แม่เริ่มโฟกัสลูกมากกว่าตัวเอง ในขณะที่รู้ตัวอีกทีก็มีอาการทางใจ แล้วกลายเป็นว่าเจอจิตแพทย์เป็นคนสุดท้าย เราอยากให้แพทย์-พยาบาลให้ข้อมูลพ่อ-แม่ตั้งแต่ช่วงแรกเพื่อป้องกันกันก่อนสายเกินแก้”
เฮมิช มากอฟฟิน
3. การศึกษาวิจัย (Research): สนับสนุนงานศึกษาวิจัยรอบด้าน ทั้งทางการแพทย์ ระบาดวิทยา และเศรษฐศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุ กลไกของโรค ปัจจัยเสี่ยงในสังคมไทย เพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางตรวจรักษา วินิจฉัย และยารักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบริบท
หนึ่งในงานวิจัยที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์และออกเผยแพร่ไป คือ ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทย เป็นครั้งแรก ดังรายละเอียดที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
“ผลวิจัยนี้พบว่าหากแม่มีปัญหาสุขภาพจิต ผลกระทบครึ่งหนึ่งจะตกอยู่ที่ลูก เพราะแม่จะไม่สามารถดูแลลูกได้อย่างเต็มที่หรือแม้แต่การมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับลูกก็ไม่สามารถทำได้เลย เมื่อเด็กไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าที่ควร เขาจะขาดความอบอุ่น จะนำไปสู่ปัญหาทางพัฒนาการและการใช้ชีวิตทางสังคมต่อไปในอนาคต”
เฮมิช มากอฟฟิน
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของ ฮามิช ผู้เป็นทั้งสามีและพ่อผู้สูญเสียที่พยายามผลักดันให้เกิดองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตของแม่หลังคลอดและการพยายามขับเคลื่อนทางสังคมผ่านองค์ความรู้และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร ผู้แต่งหนังสือ เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง (นามปากกา ดาวเดียวดาย) สารคดีที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและต่อสู้กับโรคนี้ยาวนานกว่า 7 ปี เปิดเผยเรื่องราวของเธอว่าจุดเริ่มต้นของการเป็นโรคซึมเศร้ามาจากความสูญเสียที่ปะทะเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เราแท้งลูกตอนอายุครรภ์ 5 เดือนจากภาวะถุงน้ำคร่ำรั่ว ในกระบวนการแท้งเหมือนเราต้องคลอดเขาออกมาเพื่อเห็นเขาตาย ร่างที่ไม่มีชีวิตแล้วมันสั่นสะเทือนเรามาก หลังจากแท้งได้ 2 วัน พ่อของลูกก็เดินจากไป ความสูญเสียมันทับถมหลายชั้น สุดท้ายก็ระเบิดออกมาเป็นโรคซึมเศร้า”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
ไขศรี เล่าว่า แม้เธอจะไม่ได้มีโอกาสพบหน้าลูกที่มีชีวิต แต่กระบวนการแท้งของเธอก็เหมือนการคลอด ทำให้ฮอร์โมนสวิง ควบคุมอารมณ์ได้ยากประกอบกับการสูญเสียรุนแรงทำให้ทุกอย่างระเบิดออกมา และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเธอไม่เคยมีสักแม้นาทีที่อยากมีชีวิตอยู่

“ตลอด 2 เดือน เราวนเวียนกับความเศร้าดำดิ่ง ปิดห้องอยู่คนเดียวมืด ๆ นอนจมกับความเศร้าบนเตียง เราทนไม่ไหวและคิดว่าอยากจบความรู้สึกนี้เสียที และคิดว่าหนทางเดียวคือความตาย”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
เธออธิบายว่าหากย้อนไปราว 20 ปีก่อน โรคซึมเศร้ายังเป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงในสังคมไทย แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ รู้แต่เพียงว่าความรู้สึกเต็มไปด้วยความเศร้าและไม่สามารถถอนตัวออกมาได้
หลังจากนั้น ไขศรี ได้เข้าพบจิตแพทย์เป็นครั้งแรก และถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า
“ตอนนั้นเรายังคิดเลยว่าหมอเขาจะรักษาความเศร้าของเราได้ยังไง แต่พอเข้ากระบวนการวินิจฉัย เขาให้เราตอบแบบสอบถาม มีข้อหนึ่งถามว่าเคยมีความคิดฆ่าตัวตายไหม ? ตอนนั้นเราตอบว่า ตลอดเวลา”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
ไขศรี ยังเล่าว่า หลังจากนั้นเธอเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างจริงจัง ในช่วงแรกยามีผลข้างเคียงกับการใช้ชีวิตของเธออย่างมาก จากคนที่เคยมีพลังกลับกายเป็นไร้เรี่ยวแรงและเอาแต่นอน เธอเริ่มหยุดยาเองและอาการก็กลับมาทรุดหนักอีกครั้ง สุดท้ายเธอเปลี่ยนแพทย์ถึง 3 คน จนกระทั่งมาเจอกับแพทย์คนที่ 4
“การกินยามันทำให้พลังงานเราหายไปหมด ทำให้เราไม่ได้สูญเสียแค่ลูกกับสามี แต่มันคือการสูญเสียคุณค่าและตัวตนด้วย เราไม่ได้แค่อยากกินยาแล้วคุยกับหมอ 5 นาที กระบวนการบำบัดโดยนักจิตบำบัดก็ไม่ตอบโจทย์สำหรับเรา เรารู้สึกเหมือนโดนแคะสิ่งที่เจ็บอยู่ข้างในออกมาจนเป็นแผล แล้วปิดแผลนั้นไม่ได้ กระบวนการนี้มันยิ่งทำให้เราดิ่งไปอีก”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
เธอเปลี่ยนหมออีก และได้พบกับคนที่มีเวลารับฟังและคุยด้วยมากขึ้น การรักษาเกิดขึ้นต่อเนื่องราวปีครึ่งจนกระทั่งหยุดยาได้ อาการของเธอดีขึ้นตามลำดับจนกระทั่งแพทย์ไปเรียนต่อ จากที่เคยคิดว่ารักษาหายแล้วแน่ ๆ แต่สุดท้ายมันก็กลับมา
เมื่อซึมเศร้ากลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอรู้สึกยิ่งสิ้นหวัง ไม่อยากลืมตาตื่นเพราะวันรุ่งขึ้นไม่มีอะไรรออยู่อีกแล้ว ความตายเป็นหนทางเดียวที่จะจบความทุกข์ลงได้
“ระหว่างดิ่ง เราคิดถึงลูกมาก เอาแต่โทษตัวเองที่ร่างกายไม่แข็งแรง ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเพราะเราดูแลตัวเองไม่ดีหรือเปล่า หรือเราเป็นคนไม่ดีใช่ไหม พ่อของลูกถึงทิ้งไป มันโทษตัวเองไปหมด วนเวียนอยู่กับความคิดแบบนั้น แม้จะเสียเขาไปแล้ว แต่ไม่เคยปล่อยลูกออกไปจากใจได้เลยแม้แต่วันเดียว”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
ไขศรี เล่าว่าเธอวนเวียนกับความรู้สึกนี้ยาวนานกว่า 3 ปี จนกระทั่งได้เจอกับจิตแพทย์คนใหม่ในปีที่ 5 และเธอบอกว่านี่เป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของเธอ
จดหมายถึงลูกน้อย
“ครั้งแรกที่เข้าไปเจอ หมอแทบไม่พูด ไม่สอน ไม่บอกอะไรเราเลย เขาเพียงแต่นั่งฟังสิ่งที่เราเล่าด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
ไขศรี เล่าด้วยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเหมือนมีคนรับฟังสิ่งที่่อยู่ในใจอย่างแท้จริง วันนั้นเธอก็ได้รับการบ้านมาหนึ่งชิ้น คือ การเขียนจดหมายถึงลูก
“สองอาทิตย์แรก เราพยายามเขียนมันออกมาแต่ยังไงก็เขียนไม่ได้ มันเหมือนกำลังเฉือนความรู้สึกเราออกไป เราไม่กล้าบอกลาเขาเพราะจะทำให้เราไม่เหลือใครให้คิดถึงอีกแล้ว”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
การเขียนจดหมายฉบับนี้จึงเป็นทั้งการทำงานกับความรู้สึกในใจตัวเองและเป็นการปลดปล่อยความรู้สึกผิดในใจไปพร้อมกัน

“คืนสุดท้ายเราพยายามรวบรวมสติแล้วนั่งเขียนจดหมาย พอเริ่มเขียนแล้วความรู้สึกก็พรั่งพรูออกมาเต็มไปหมด มีทั้งคำขอโทษที่ร่างกายเราอ่อนแอ คำขอบคุณที่เขามาเกิดกับเราและทำให้เราเรียนรู้การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต”
“ประโยคสุดท้ายเราเขียนว่าขอให้ลูกไปอยู่ในที่ที่ดี ไม่จำเป็นต้องกลับมาพบเจอ มาผูกพัน หรือกลับมาเป็นแม่ลูกกันอีก นาทีนั้นความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจมันได้หลุดออกไปแล้ว มันคือการปล่อยมือจากกันอย่างสมบูรณ์”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
หลังจากนั้น ไขศรี เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาของจิตแพทย์อีกครั้ง เธอบอกว่าพลังของการฟังครั้งนั้นกอบกู้ชีวิตกลับมาอีกครั้ง เธอกล้าเล่าทุกอย่างให้แพทย์ฟังแม้กระทั่งแผนการฆ่าตัวตายเพราะสบายใจที่ได้เล่า ส่วนหมอรับฟังโดยที่ไม่ตำหนิหรือตัดสิน
“หมอเพียงแค่รับฟังและไม่เคยตัดสินเราเลย หมอวางแผนการรักษาที่เหมาะกับเราโดยเฉพาะ แต่หมอไม่เคยสั่งให้เราทำแบบนั้น แบบนี้เลย เขาแค่บอกว่าให้เราลองทำบางอย่างดู และเชื่อว่าเราจะทำได้ หลายครั้งคำตอบและท่าทีของหมอทำให้เราคลี่คลายสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
เรื่องราวการเดินทางบนภูเขาน้ำแข็งแห่งความเศร้าและความเจ็บปวดตลอดหลายปีของไขศรีถูกบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ “เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง” รวมทั้งจดหมายถูกลูกน้อยฉบับนี้ด้วย
“เวลาเราคิดถึงคนที่จากไปแล้ว ความเศร้ามักจะมาเป็นระลอกคลื่น แรงบ้าง เบาบ้าง แต่เมื่อไหร่ที่คิดถึงเขา ให้เอาช่วงเวลานั้นไปทำสิ่งดี ๆ ให้คนอื่นแทน”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร
ไขศรี จึงเลือกที่จะเปลี่ยนความทุกข์โศกให้เป็นพลังบวกแล้วส่งต่อให้กับคนอื่น โดยการทำบุญกับเด็กพิการซ้ำซ้อน เป็นอาสาสมัคร และถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์โรคซึมเศร้าของตนเองให้กลับกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชเพื่อเปลี่ยนความสูญเสียให้ไปช่วยเหลือคนที่เจอเหมือนกัน
“การป้องกันการฆ่าตัวตายทำได้เรียบง่ายมาก เพียงแค่มีใครสักคนที่รับฟังเขา มองเห็นเขา และรู้สึกว่าเขามีตัวตน และเราอยากส่งต่อความรู้สึกนั้นให้ผู้อื่น”
ไขศรี วิสุทธิพิเนตร

ฮามิช ยังแบ่งปันเพิ่มเติมว่า แต่ละคนมีวิธิการรับมือกับความสูญเสียแตกต่างกัน สำหรับเขาเองก็เลือกแปรเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นผลทางบวกแก่ผู้อื่นผ่านการทำงานของ PAM Foundation
“เวลาเด็กเกิดมา ทุกคนจะยินดีกับเด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลกโดยลืมดูแลใจแม่ บางทีการช่วยเหลืออาจทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เพียงการรับฟังแม่ถึงสิ่งที่อยู่ในใจก็ช่วยพวกเขาได้มากแล้ว”
เฮมิช มากอฟฟิน
เขาอธิบายว่าการดูแลเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทางเช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญและองค์ความรู้เหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่สังคมต้องเรียนรู้ร่วมกัน
“เราไม่อยากให้ความสูญเสียที่เคยเจอจบลงแค่นั้นแล้วไม่นำไปสู่อะไร เราอยากสร้าง legacy ให้คนที่จากไปผ่านการสร้างสิ่งดี ๆ แก่คนอื่น ให้โอกาสแก่คนอื่นแทนคนที่ไม่มีโอกาสได้ใช้อีกแล้ว”
ฮามิช ทิ้งท้าย
**เนื้อหาจากเสวนา “โอบรับความสูญเสียและส่งต่อพลังใจ: ประสบการณ์ก้าวผ่านภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและแท้งลูก” ส่วนหนึ่งภายในงาน Listen for Life 2026 “Start the Conversation” (วันที่ 13 กันยายน 2569 ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ)**

