ผ่านชีวิตที่แย่ แต่ขอเป็น ‘แม่’ ที่ดี : ถอดรหัส ‘แม่วัยรุ่น’ เติมเต็มความอบอุ่นที่ขาดหาย

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอาจยังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียน
แต่ก็มีเด็กหญิงอีกจำนวนไม่น้อยกลับต้องทิ้งห้องเรียน เพื่อเรียนรู้ชีวิตการเป็น “แม่” ไปพร้อมกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามรับมือกับ ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และตัวเลขที่ปรากฏกำลังบอกเราว่า สถานการณ์บางส่วนมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น

ข้อมูลล่าสุดในปี 2567 โดย สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย เปิดเผยสถิติการคลอดของแม่วัยรุ่นประเทศไทย โดยแม่ในกลุ่มอายุ 15-19 ปี มีอัตราคลอดลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 47.9 พันต่อประชากรในปี 2557 สู่ 18.6 ในปี 2567 เช่นเดียวกันกับกลุ่มอายุ 10-14 ปี ที่มีอัตราการคลอดลดลงจาก 1.6 พันต่อประชากร ในปี 2557 กลายเป็น 0.9 พันต่อประชากร ตั้งแต่ปี 2563 จนถึง 2567

แม้อัตราการคลอดในช่วงวัยรุ่นจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลต่อมา คือ อัตราการท้องซ้ำ โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 10-14 ปี โดยข้อมูลระบุว่า พบการคลอดซ้ำเพิ่มขึ้นจาก 0.0% ในปี 2557 กลายมาเป็น 0.9% ในปี 2567

ตัวเลขที่อาจดูน้อยเพียงหลักทศนิยม แต่อย่าลืมว่า…ทุกหน่วยที่เพิ่มขึ้น คือ ชีวิตของเด็กที่เปลี่ยนไปเช่นกัน มิหนำซ้ำสังคมยังติดอยู่กับความคิดที่ว่า การเป็นแม่วัยรุ่นเป็นสิ่งที่เด็กเลือกเอง และต้องรับผลที่ตามมาให้ได้

อีกหนึ่งสถานการณ์ที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือ การติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) ไม่ว่าจะเป็น หนองใน, HIV, HPV ซิฟิลิส เป็นต้น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ชี้ว่า สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนมีความน่ากังวล หลังพบแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโรคซิฟิลิสที่เพิ่มขึ้นมากถึง 2.7 เท่า

ก่อนจะไปถึงเนื้อหาสำคัญ…สังเกตุไหมว่า คำที่เราใช้กันในวันนี้ไม่ใช่ แม่วัยใส แต่คือ แม่วัยรุ่น ซึ่งการเลือกใช้คำตรงนี้ก็มีที่มาที่ไป

“เวลาเราพูดคำว่าวัยใส โดยนัยะมันเหมือนกำลังจะพูดว่า เขาไม่เหมาะสมที่จะข้องเกี่ยวกับเรื่องเพศ พูดว่าวัยใสเท่ากับเป็นปัญหาเลย แต่คำว่าพ่อแม่วัยรุ่นในความรู้สึกเรามันเป็นคำที่เป็น Fact (ข้อเท็จจริง) หมายถึงว่าเขาอยู่ในช่วงวัยรุ่น มีสถานการณ์ชีวิตที่เป็นพ่อแม่ มีครอบครัว หรือว่าตั้งครรภ์”

นั่นเป็นความหมาย และคำจำกัดความของคำ แม่วัยรุ่น ผ่านมุมคิดของ จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา ที่ย้ำเลยว่า แม่วัยใสถูกมองให้เป็นปัญหาของสังคมเป็นเวลายาวนาน แม้ต้องยอมรับว่า สถานการณ์เหล่านี้เป็นปัญหาจริง ๆ แต่การที่สังคมปล่อยให้คนที่อยู่ในเรื่องราวอย่างกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น ต้องเป็นคนรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวก็อาจจะไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดเช่นกัน

เหตุผลของพ่อแม่วัยรุ่น

“คึกคะนอง เสเพล เหลวไหล”

คือเป็นส่วนหนึ่งของคำที่ถูกนำมาแปะป้ายกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น เราต่างเข้าใจว่าคงไม่มีเด็กดีที่ไหนไปข้องเกี่ยวกับเรื่องเพศก่อนวัยอันควร และเด็กเองก็ควรมีหน้าที่แค่เรียนอย่างเท่านั้น

แต่จากรายงานเฝ้าระวังการตั้งครรภ์แม่วัยรุ่นปี 2567 โดย สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย ที่ดำเนินการสำรวจสาเหตุ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และสถานการณ์ของแม่วัยรุ่นในพื้นที่ 56 จังหวัด พบว่า 59.9% ไม่ได้ตั้งใจตั้งครรภ์ โดยสาเหตุที่ทำให้ตั้งครรภ์เกิดขึ้นจาก คุมกำเนิดผิดพลาด 77.3% ไม่ได้เตรียมการคุมกำเนิดไว้ก่อน 42.1% ไม่มีความรู้เรื่องการป้องกัน 4.3% เข้าใจว่าฝ่ายชายป้องกันดีแล้ว 1.8% และถูกบังคับขืนใจ 0.4%

คำว่า “ไม่ตั้งใจ” และ “ไม่เต็มใจ” มักจะมากับคำว่า “ไม่พร้อม” ซึ่ง จิตติมา มองว่า นี่คือสิ่งที่น่ากังวล เพราะไม่ใช่แค่ไม่พร้อมทางด้านการเงิน การเลี้ยงดูที่คนส่วนใหญ่เข้าใจเพียงอย่างเดียว ยังมีเรื่องของร่างกายที่ยังไม่พร้อมกับการมีลูก ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การต้องลาออกจากโรงเรียน มีโอกาสทางอาชีพที่น้อยลง และในบางรายอาจนำไปสู่เส้นทางในวงการสีเทาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

แต่นอกจากฝั่งที่ไม่ตั้งใจ ยังมี 40.1% ที่ตั้งใจตั้งครรภ์ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น โดยเหตุผลของพวกเขาได้แก่ ต้องการมีลูกเพื่อสร้างความอบอุ่นในครอบครัว 45.7% มองว่าตัวเองและครอบครัวมีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร 30.6% ฝ่ายชายหรือครอบครัวฝ่ายชายต้องการมีลูก 18.8% และ ต้องการมีลูกเพื่อสืบสกุล 14.5%

สิ่งนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า เพราะครอบครัวของพ่อแม่วัยรุ่นไม่ได้มอบความรักและความอบอุ่นมากเพียงพอ จนทำให้พวกเขาต้องออกไปสร้างความอบอุ่นด้วยตัวเอง

“มีกลุ่มเด็กที่ใช้การแต่งงานหรือการมีครอบครัวเพื่อหนีออกจากความรุนแรงที่ตัวเองได้เจอในครอบครัวเดิม หรือความโดดเดี่ยว เขารู้สึกว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าถ้ามีครอบครัวของตัวเอง อันนี้เป็นแรงขับสำคัญ”

จิตติมา ภาณุเตชะ

หลังจากลงพื้นที่ทำงานคลุกคลีกับกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่นเป็นเวลานาน จิตติมา และคณะนำกระบวนการศิลปะบำบัดเพื่อศึกษาข้อมูลในเชิงลึกจนกลายมาเป็น รายงานการศึกษาสถานการณ์และความต้องการของพ่อแม่วัยรุ่นในบริบทเมือง ดำเนินการโดย สมาคมเพศวิถีศึกษา ซึ่งได้เหตุผลจากกลุ่มเด็ก ๆ มาว่า การมีครอบครัวของตัวเอง คือ หนทางที่จะได้หนีความรุนแรง ความโดดเดี่ยวจากครอบครัวเดิม และได้เติมความอบอุ่นให้ตัวเอง

ความรักที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาอย่างยาวนานหรือแค่พริบตาเดียว ก็ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้พวกเขาสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาเองได้

ก่อนจะเป็นแม่ พวกเธอคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

จิตติมา ยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือ เวลาสังคมพูดถึงเรื่องของพ่อแม่วัยรุ่น โดยเฉพาะคนที่เป็นแม่ เรามักจะให้ความสนใจไปที่การจะทำอย่างไรให้เด็กที่เกิดมามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีประชากรที่มีคุณภาพ แต่เราละเลยตัวตนของเด็กผู้หญิงไป และเอาคุณค่าของการเป็นแม่ที่ดีมาใส่ให้แทน

“นโยบายที่ดีจะต้องไม่ละเลยจะต้องฟังเสียงความฝันเหล่านี้ของเขาและสนับสนุนให้มันเกิดขึ้นได้ด้วยท่ามกลางภาระบนบ่าในฐานะที่เขาต้องดูแลเด็กอีกหนึ่งคน”

จิตติมา ภาณุเตชะ

ใน รายงานการศึกษาสถานการณ์และความต้องการของพ่อแม่วัยรุ่นในบริบทเมือง เปิดเผยเรื่องราวของ เอ (นามสมมติ) หนึ่งในอาสาสมัครวัย 18 ปี เธออยู่ในกลุ่มโฟกัสกรุ๊ปที่ตั้งครรภ์ก่อนอายุ 25

“พ่อกับแม่หนูเลิกกันตั้งแต่ยังเด็ก ยายเล่าให้ฟัง พ่อเสพยาเสพติด แม่ก็เสพยาเสพติด ถ้าเขาขาดยาเขาก็จะทุบตีหรือด่าหนู บางทีหนูดูลูกอยู่เขาเข้ามาเตะข้างหลัง วันนั้นเขาก็ต่อยจมูกตรงนี้ (เอามือชี้จมูกด้านที่โดนต่อย) มันจะเบี้ยวไปข้างนึง หนูก็เลยไม่ค่อยยุ่งด้วย”

จิตติมา ภาณุเตชะ

เอ เล่าว่าตอนเด็ก ๆ เธอใช้ชีวิตอยู่กับยายเพราะพ่อแม่เลิกกัน และก่อนหน้านั้นก็อยู่ในครอบครัวที่มีการใช้สารเสพติดและความรุนแรง ไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้นที่ลงไม้ลงมือกับเธอ ทั้งญาติ แฟนใหม่แม่ หรือแม้กระทั่งครูที่โรงเรียนก็เช่นเดียวกัน พอเอาไปบอกผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

บ้าน จึงไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับ เอ เธอสารภาพตามตรงว่าครอบครัวไม่ค่อยอบอุ่น ตอนเด็ก ๆ จึงแก้ปัญหาด้วยการออกไปอยู่นอกบ้าน เช่น บางทีก็ไปนอนรีสอร์ตแถวบ้านคนเดียว ไม่ก็ไปอยู่บ้านญาติอีกคนที่สนิทกัน

และ เอ ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเธอเองตั้งท้องด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่การเลี้ยงลูกคนเดียวทำให้ เอ ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าของการเป็นแม่ ซึ่งก็ต้องดิ้นรนเพื่อลูกมาตลอด ในวันที่ไม่มีทั้งค่านม ค่าแพมเพิร์ส ค่าเลี้ยงดูต่าง ๆ เธอก็บอกกับตัวเองว่ายังไงก็ต้องไปหามาให้ได้ เอ เล่าว่าในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำงานขายบริการ เพื่อจะได้มีเงินมาเลี้ยงลูก

“การที่ผู้ใหญ่ไม่รับฟังอะไรเรา ทําให้เราเรียนรู้ว่า เราต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง เราต้องผ่านไปด้วยตัวเองให้ได้”

เอ

เช่นเดียวกันกับ โบ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี ก็เล่าว่าที่ผ่านมาก็เลี้ยงลูกด้วยตัวเองมาโดยตลอด เพราะคนเป็นพ่อไม่เอาไหน พึ่งพาไม่ได้

“หนูอยากไปทํางาน แต่มันน่ะ (พ่อของลูก) ไม่ยอมดูลูกให้ มันบอกมันจะทํางาน ป่านนี้ยังไม่ทํา ก็เลยติดอุปสรรคตรงเรื่องเงิน อยากไปทํางานก็ไม่ได้ไปทํา หนูเลยต้องทํางานบ้านทุก ๆ วัน แล้วก็เลี้ยงลูกไปวัน ๆ จ๊อบเสริมแม่ก็ส่งมาให้หนูบางที หนูก็ต้องกระเตงลูกหิ้วไปด้านหลัง ไปทํางานบ้านให้เขา”

โบ

เดิมที่ โบ อยู่กับปู่และย่า เพราะพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เธอเล่าว่าพ่อดุมาก ไม่ว่าจะออกไปไหน โบจะต้องกลับถึงบ้านภายใน 6 โมงเย็น ไม่เช่นพ่อจะตามมาตีถึงที่ด้วยก้านมะยม

นอกจากความรุนแรงจากพ่อ ตอนอยู่ที่โรงเรียนบางทีก็โดนรุมทำร้าย เพียงเพราะว่ามีผู้ชายมาชอบ

โบ ตั้งท้องครั้งแรกตอนอายุยังไม่ถึง 18 ปี ที่เพิ่งเริ่มเรียน ปวช.1 ไปได้แค่ปีเดียว ทีแรกตั้งใจไว้ว่าจะดรอปเรียนไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนตอนปี 2 แต่ทางวิทยาลัยแจ้งเปลี่ยนหลักสูตร ทำให้เธอไม่ได้กลับไปเรียนต่อ

ที่ผ่านมา โบ ตั้งครรภ์มาแล้ว 4 ครั้ง เธอยอมรับว่า ไม่ใช่ไม่ป้องกัน เพราะกินทั้งยาคุม ฉีดยาคุม แต่ด้วยหมอบอกว่าร่างกายตั้งครรภ์ได้ง่าย จึงทำให้ตั้งท้องมาถึง 4 ครั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จทุกครรภ์ มีเพียงครั้งที่ 3 เท่านั้นที่สำเร็จ ซึ่งก็คือลูกที่โบเลี้ยงอยู่ทุกวันนี้

จากการตั้งครรภ์ที่ล้มเหลวมาหลายครั้ง ทำให้โบตั้งใจเลี้ยงลูกคนนี้มาก ๆ เพราะเป็นคนที่สำคัญในชีวิตของเธอ

“หนูสู้เพื่อลูก คือถึงมันจะเจออุปสรรคนิด ๆ หน่อย ๆ หนูก็พยายามเดินให้ถึงจุดหมายเพื่อลูก”

โบ

มิติที่ซับซ้อนกว่า “ความคึกคะนอง”

เมื่อครอบครัวเดิมหันหลังให้ สังคมก็ดูถูก แถมขาดสวัสดิการที่ทั่วถึง พ่อแม่วัยรุ่นจึงต้องเดินหน้าสร้างชีวิตใหม่ด้วยตัวเอง แต่ถ้าการสร้างครอบครัวล้มเหลว ลูกที่เพิ่งเกิดมาก็จะเจอกับวงจรเดิม ๆ เหมือนที่พ่อแม่วัยรุ่นเคยเจอ

“ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ถ้าเขาได้รับการเสริมแรง ได้รับการประคับประคองให้สามารถทำตามความฝันได้จริงๆ มันจะดีมาก แต่ในความเป็นจริงเขามาถูกถีบออกมา เผชิญกับมันโดยไม่ได้มีพี่เลี้ยง ไม่มีระบบสนับสนุน มันก็จะเป็นวงจร”

จิตติมา ภาณุเตชะ

ไม่มีใครอยากละทิ้งอนาคตตัวเอง พ่อแม่วัยรุ่นก็เช่นกัน จิตติมา จึงมองว่า เด็กกลุ่มนี้ยังคงยึดถือบันไดความสำเร็จแบบที่สังคมคาดหวังไว้อย่างเข้มแข็ง กล่าวคือ พ่อแม่วัยรุ่นเองก็เชื่อว่าตัวเองจะต้องมีเงิน มีงาน และประสบความสำเร็จในชีวิตให้ได้

“เราพบเด็กที่เขาคิดว่าเงินอยู่ในอากาศ อายุน้อยร้อยล้าน เยอะมาก การเป็นอาชีพอิสระหาเงินบนโซเชียล มีกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่นหลายคน เขาก็เป็นเหยื่อของระบบ ธุรกิจสีเทาบนเว็บออนไลน์ อย่างเช่นการเอาบัตรประชาชนของตัวเองไปเปิดบัญชีม้าได้เงิน 5,000-6,000 บาท”

จิตติมา ภาณุเตชะ

จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา

เพราะความเข้าใจว่าใคร ๆ ก็สำเร็จได้ ยิ่งมีตัวเร่งอย่างลูกเข้ามาเกี่ยวข้อง พ่อแม่วัยรุ่นจึงพยายามหาทุกวิถีทางให้ตัวเองลืมตาอ้าปากได้ จนนำไปสู่การเกี่ยวข้องกับวงการสีเทาอย่างเปิดบัญชีม้า เว็บไซต์พนันออนไลน์ สแกมเมอร์ ไปจนถึงเรื่องยาเสพติด

เด็กจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องหันหลังให้กับการศึกษาหลังมีครอบครัว เพราะว่าไม่สามารถแบ่งเวลาจากเลี้ยงลูกและหาเงินไปให้กับการเรียนได้ จิตติมามองว่ามันควรจะมีกลไกอะไรบางอย่างที่ทำให้เด็กเรียนแล้วต้องได้เงินไปด้วย

“ที่สังคมขาดก็คือระบบสนับสนุนทางสังคมที่จะประคับประคองครอบครัว ไม่ได้หมายถึงเรื่องสิทธิสวัสดิการ มิติของเงินเพียงอย่างเดียว เพราะว่าเราก็พบว่าพ่อแม่วัยรุ่นหลายกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการได้ในระดับพื้นที่ชุมชนเลย เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาจะไปขอตรงไหน เขาไม่อยากเผชิญอคติด้วย”

จิตติมา ภาณุเตชะ

จุดสำคัญของการช่วยเหลือเด็ก คือ การให้คำปรึกษา ทั้งในแง่การเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปและในการดูแลลูกรวมไปถึงตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขาดหายไปในวงจรชีวิตพ่อแม่วัยรุ่น กลายเป็นว่าพวกเขาต้องพยายามหาทางด้วยตัวเอง ซึ่งก็เสี่ยงที่จะไปในทางที่ผิด

อย่าลืมว่าก่อนจะมาเป็นพ่อแม่ พวกเขาก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งมาก่อน เพราะฉะนั้นมันจึงจำเป็นจะต้องมีใครสักคน หรือหน่วยงานบางอย่างชี้ทางให้ เพื่อให้เขาไม่ได้รู้สึกว่ากำลังสู้อยู่คนเดียว

จิตติมา จึงพยายามทำงานสร้างระบบสนับสนุนกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น ผ่านการเชื่อมโยงให้พ่อแม่วัยรุ่นกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงคนที่จะมาให้คำปรึกษาได้อย่างปราศจากอคติ ดำเนินการผ่านโครงการพัฒนาระบบบริการทางสุขภาพและสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่นและครอบครัว ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

“เราเยี่ยมบ้าน ถามความต้องการ จัดกิจกรรมที่ให้เขามาเจอกันเพราะว่าเราพบรูปแบบสำคัญก็คือ การปิดกั้นตัวตน หลังจากนั้นก็มีการทำกิจกรรมเสริมความมั่นใจคุย วิเคราะห์ความต้องการ การจัดอบรมการศึกษา อาชีพ อย่างที่พะเยา มีประมาณ 10 กว่าคนที่กลับเข้าไปเรียนแต่เป็นการเรียน กศน.”

จิตติมา ภาณุเตชะ

ในบางกรณีพ่อแม่วัยรุ่นจำเป็นต้องตัดขาดกับครอบครัวเดิมเนื่องจากถูกไล่ออกจากบ้าน หรือจำเป็นต้องออกจากชุมชนเดิมเพราะทนคำดูถูกไม่ไหว การมีใครสักคนที่ให้คำปรึกษาหรือพึ่งพาได้จึงช่วยให้เด็กกลุ่มนี้เจอทางออกในชีวิตมากยิ่งขึ้น

แทนที่จะผลักให้พวกเขาจมอยู่ความรู้สึกผิดและความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเหลวไหลว มันคงจะดีกว่าที่สังคมจะได้ช่วยสร้างชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นมาให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ และไม่ต้องอยู่ในวงจรแบบที่พ่อแม่วัยรุ่นต้องเจอ

“เราอยู่ในสังคมที่โดดเดี่ยวเกินไปแล้วบริการของรัฐไม่ได้สร้างความเชื่อมั่น ไม่ได้สร้างความมั่นใจว่าจะช่วยประคับประคองชีวิตที่ยากลำบากของเขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น” 

จิตติมา ภาณุเตชะ ทิ้งท้าย


อ้างอิง:

Author

Alternative Text
AUTHOR

ณัฐริฎา ศิริสอน

หาตัวเองผ่านการเขียน