เลือกบ้างได้ไหม ? คนกรุงได้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ แล้วเมื่อไหร่ ? จะถึงตาคนต่างจังหวัดบ้าง

เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ใกล้เข้ามาแล้ว ผู้ท้าชิงผู้ว่าฯ ทั้ง 18 คน และผู้สมัคร ส.ก. อีก 258 คน ต่างเร่งลงพื้นที่ ขายนโยบาย แข่งกันขอคะแนนเสียงจากคนกรุงเทพฯ เพื่อคว้าโอกาสการได้บริหารเมืองหลวงแห่งนี้ ในอีก 4 ปีข้างหน้า

แต่ในช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ ต้องตัดสินใจก่อนเข้าคูหา อีกด้านก็เกิดคำถามจากคนต่างจังหวัดเช่นกันว่า…

“ทำไม ? จังหวัดอื่นถึงเลือกตั้งผู้ว่าฯ แบบกรุงเทพฯ บ้างไม่ได้”

“ถ้าต่างจังหวัดจะขอเลือกตั้งผู้ว่าฯ แบบคนกรุงบ้างจะได้ไหม ?”

คำตอบสั้น ๆ ของคำถามเหล่านี้คือ “ตอนนี้ยังไม่ได้” เพราะมีแค่กรุงเทพฯ เท่านั้นที่สามารถเลือกตั้งผู้ว่าฯ ได้ แต่ก็ไม่ได้หมดหวังเพราะ “อนาคตยังไม่แน่” ที่แต่ละจังหวัดจะสามารถกำหนดทิศทางและจัดการตัวเอง

The Active ชวนทำความเข้าใจ องค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ อย่าง กรุงเทพมหานคร ว่าแตกต่างจากจังหวัดอื่นอย่างไร ? ทำไม ? สามารถเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ ได้

แล้วถ้าจังหวัดอื่นอยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ รูปแบบจะเป็นอย่างไร ? เป็นไปได้ไหม ? ที่คนต่างจังหวัดจะได้เลือกตั้งผู้ว่าฯ บ้าง หาคำตอบเหล่านี้พร้อมกันกับ ผศ.ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะที่ปรึกษาเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นกำหนดอนาคตตนเอง

กรุงเทพฯ แตกต่างและพิเศษกว่าอย่างไร ?

หากมีคำถามว่า “ทำไม ? กทม. จึงแตกต่างจากที่อื่น” คำตอบคือ เพราะมหานครแห่งนี้เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) แบบพิเศษ มีลักษณะหรือองค์ประกอบบางประการแตกต่างไปจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป ซึ่งมาจากลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น เป็นท้องถิ่นที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจมาก เป็นท้องถิ่นที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น หรือเป็นท้องถิ่นที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เป็นต้น 

ดังนั้น การใช้รูปแบบ อปท. ทั่วไปอาจไม่เหมาะสม หรือตอบสนองความต้องการของคนในท้องที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

หนึ่งความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ กทม. มีผู้ว่าฯ (จากการเลือกตั้ง) แต่ไม่มีนายก อบจ. ในขณะที่จังหวัดอื่น ๆ อีก 76 จังหวัดที่เหลือ มีทั้งผู้ว่า (ที่มาจากการแต่งตั้ง) และนายก อบจ. (จากการเลือกตั้ง)

นอกจากนี้ อปท. แบบกรุงเทพฯ ก็มีอำนาจบางส่วนที่มากกว่า อปท. จังหวัดอื่น ๆ เช่น 

  • สามารถเสนอขอตั้งงบประมาณไปยังสำนักงบประมาณโดยตรงในส่วนของงบประมาณเงินอุดหนุน ขณะที่ อปท. โดยทั่วไปต้องดำเนินการผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

  • จัดทำบริการสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่ง อปท. อื่น ๆ ไม่มีศักยภาพพอที่จะทำได้

ถึงจะมีอำนาจมากกว่าในบางเรื่อง แต่ กทม. ก็ยังไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ยังมีข้อจำกัดที่ส่วนกลางยังไม่ได้ให้ เช่น 

  • กทม. มีอำนาจบนฟุตบาท แต่พอลงถนน เช่น รถจอดในที่ห้ามจอด ก็เป็นอำนาจตำรวจจราจร-นครบาล (ส่วนกลาง)

  • กทม. ไม่มีอำนาจอนุญาตเส้นทางการเดินรถเมล์ แต่เป็นอำนาจของกรมการขนส่งทางบก (ส่วนกลาง)

  • กทม. ไม่มีอำนาจอนุญาตตั้งสถานบริการ โรงแรม ในเขตกรุงเทพฯ เป็นของอธิบดีกรมการปกครองและผู้บัญชาการ
    ตำรวจนครบาลตามลำดับ ในขณะที่ต่างจังหวัดเป็นของอำนาจของผู้ว่าฯ (ที่มาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลาง)

  • กทม. ไม่มีอำนาจออกใบอนุญาตร้านเกม ร้านคาราโอเกะ (ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ออกใบอนุญาตคืออธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในขณะที่ต่างจังหวัดเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ เช่นเดียวกับสถานบริการ โรงแรม) 

ผู้ว่าฯ (แต่งตั้ง) – นายก อบจ. (เลือกตั้ง)
เสือ 2 ตัวอยู่ในจังหวัดเดียวกัน

ผศ.ณัฐกร บอกอีกว่า กลไกผู้ว่าฯ และนายก อบจ. ในต่างจังหวัด มีความทับซ้อนกัน เหมือนมีเสือ 2 ตัวอยู่ถ้ำเดียวกัน เนื่องจากเสือทั้ง 2 ตัวนี้ต่างใช้เขตจังหวัดเดียวกัน

เสือตัวแรกคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ว่าฯ) ที่มาจากการแต่งตั้ง เป็นข้าราชการส่วนภูมิภาค ทำงานรับใช้นโยบายรัฐบาลโดยตรง บังคับใช้กฎหมายและในเชิงปกครอง

เสือตัวที่ 2 คือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) อำนาจหน้าที่ ฝั่ง อบจ. หน้าที่บริการสาธารณะ 

“ภาวะเสือ 2 ตัวแบบนี้ทำให้ไม่มีผู้นำสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนนโยบายหรือพัฒนาแก้ไขปัญหาจังหวัด เนื่องจากมีทั้งข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน”

ผศ.ณัฐกร วิทิตานนท์

ฝ่ายแต่งตั้ง (ผู้ว่าฯ) แม้จะดูมีอำนาจมากกว่า แต่ก็มีข้อจำกัด คือ เขามาแล้วก็ไป ไม่ได้อยู่เป็นวาระ และที่สำคัญ คือ ที่มาไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อาจมีกรณีเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้าย ทำให้ระบบไม่ต่อเนื่อง พอเปลี่ยนรัฐบาลก็มีการย้ายนอกฤดูกาล ไม่เป็นไปตามรอบ จะพัฒนาจังหวัดให้ยั่งยืนก็ยาก นอกจากนี้ฝั่ง ผู้ว่าฯ ยังไม่มีงบประมาณ ต้องขอจากรัฐบาลเป็นงบฯ พัฒนาจังหวัด ซึ่งต้องสนองนโยบายเบื้องบนมากกว่ามองที่ประชาชน 

อีกทั้งยังมีการพูดกันในวงการเมือง ว่าปัญหาผู้ว่าฯ แต่งตั้งที่มาอยู่ไม่นานก็เกษียณอายุราชการ ทำให้ขาดความต่อเนื่อง แน่นอนว่าเจ้ากระทรวงอย่าง กระทรวงมหาดไทย ก็รู้ตัว มีการปรับตัวในจังหวัดที่มีกระแสต่อต้าน (เช่น เชียงใหม่) โดยการส่งผู้ว่าฯ อายุน้อยลงไปดูแล และให้ ผู้ว่าฯ อยู่ยาวขึ้น สร้างการรับรู้ เรียกความนิยม แต่พอการเมืองเปลี่ยนก็ถูกย้ายอยู่ดี 

ส่วนฝ่ายเลือกตั้ง (นายก อบจ.) แม้ยึดโยงกับประชาชนมากกว่า เนื่องจากมาจากการเลือกตั้ง ทุก 4 ปี แต่ก็มีอำนาจที่ไม่เต็ม และมีข้อจำกัดเรื่องศักยภาพของหน่วยงาน เพราะว่าท้องถิ่นยังเล็กอยู่ ทั้งเรื่องบุคลากรเชี่ยวชาญและงบประมาณที่ได้รับ

เลือกตั้งผู้ว่าฯ (ดูจะ) เป็นไปได้ (ในบางจังหวัด)

ผศ.ณัฐกร ยังระบุอีกว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในบางจังหวัดดูมีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ลงมติเห็นชอบรายงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะของ กมธ. และมีมติให้ส่งไปยัง ครม. เพื่อดำเนินการต่อ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ การจัดตั้ง เชียงใหม่มหานคร และ ภูเก็ตมหานคร เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รูปแบบพิเศษ ด้านการท่องเที่ยว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็อาจแสดงว่าเล็งเห็นความสำคัญ รวมถึงข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการมีผู้ว่าฯ แต่งตั้ง ซ้อนทับกับนายก อบจ.

เนื้อหาหลัก ๆ ของข้อเสนอรายงานคล้ายกับข้อเสนอของภาคประชาชน นั่นคือ มีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง โดยจะแบ่งท้องถิ่นออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่

  • ระดับบน มีผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่มี นายก อบจ. และมีสภามหานคร (คล้ายสภากรุงเทพมหานคร ที่มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก.) เช่น สภาเชียงใหม่มหานคร สภาภูเก็ตมหานคร

  • ระดับล่าง มีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ดังเดิม

หรือหากสรุปง่าย ๆ ก็คือ ยกเลิกผู้ว่าฯ แต่งตั้ง และเปลี่ยนจากการเลือกตั้ง นายก อบจ. มาเป็นเลือกตั้งผู้ว่าฯ แทน รวมถึงเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถจัดการ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ สว. นี้ ยังตั้งต้นที่ 2 จังหวัดเท่านั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั้งประเทศ โดยทั้งภูเก็ตและเชียงใหม่ถูกมองว่าเป็นจังหวัดที่ “พร้อม” เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยว

ยกตัวอย่างเช่น พัทยา สมัยก่อนที่มีการตั้งเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เนื่องจากมีปัญหาขยะ และนักท่องเที่ยว จำเป็นที่ท้องถิ่นต้องมีศักยภาพจัดการตัวเอง มากกว่าจะรอส่วนกลาง

นำมาสู่ข้อเสนอปัจจุบันที่เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยเฉพาะภูเก็ตที่ถือเป็นขุมทรัพย์ของประเทศ ทั้งจากการมีไฟล์ทบินตรงเข้าสนามบินภูเก็ตและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ภูเก็ตมีรายได้มหาศาล แต่ยังมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา เนื่องจากท้องถิ่นไม่มีอำนาจจัดการปัญหาต่าง ๆ เช่น มาเฟียบุกรุกที่สาธารณะ ระบบขนส่งมวลชน หรือความปลอดภัยการท่องเที่ยว

“อย่างกรณีเรือฟีนิกซ์ล่ม (ที่ภูเก็ต เมื่อปี 2561) ไม่ได้เกี่ยวกับท้องถิ่นเลย คนตรวจเป็นกรมเจ้าท่าซึ่งไม่ได้มีประจำทุกจังหวัด อยู่ไกลจากปัญหา เพราะตั้งอยู่ที่อื่น แต่ต้องดูแลกว้าง ๆ มีปัญหาใหญ่ค่อยแก้ ไม่เหมือนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดและเห็นปัญหาตลอดเวลา”

ผศ.ณัฐกร วิทิตานนท์

ข้อสังเกตอีกอย่างในเรื่องของการพยายามผลักดันเรื่องเลือกตั้งผู้ว่า คือจังหวัดที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เยอะ อย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ ผศ.ณัฐกร ชี้ว่า พื้นที่เหล่านี้สร้างรายได้ให้ประเทศจำนวนมาก แต่รู้สึกว่าได้ไม่เท่าเสีย เพราะได้รับงบประมาณกลับมาพัฒนาน้อยกว่าที่ควรจะได้ในความรู้สึกของคนในพื้นที่

ถึงตรงนี้ ผศ.ณัฐกร ก็เชื่อว่า ไอเดียสำคัญของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ นี้ คือ การเลิกส่วนภูมิภาค และเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น นั่นหมายความว่า ถ้าต่างจังหวัดอยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ เหมือนกรุงเทพฯ ต้องมองไปถึงการแก้กฎหมาย อย่างที่เชียงใหม่พยายามทำและผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร แต่ตอนนี้ต้องหยุดชะงักไปเพราะท่าทีของรัฐบาลใหม่ไม่เอาด้วย หากยื่นไปแล้วตกอาจต้องรวบรวมรายชื่อ 10,000 ชื่อใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้เวลาหลายปี

หรืออย่างจังหวัดขอนแก่น ก็พยายามเสนอร่าง พ.ร.บ. แบบจังหวัดเชียงใหม่ แต่ก็ชะงักเพราะถูกตีความว่าเป็นกฎหมายการเงินที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรองก่อน เลยยังไม่สามารถเริ่มต้นกระบวนการระดมชื่อได้

“การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในต่างจังหวัดทำได้ แต่ต้องแก้กฎหมาย และขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายการเมืองจะเห็นความจำเป็นและพร้อมจะผลักดันเมื่อไหร่”

ผศ.ณัฐกร ทิ้งท้าย

  • ย้อนชม : ตจว. ขอเลือกตั้งผู้ว่าฯ แบบ กทม. บ้างได้ไหม ? | อะไรเล่า !

อ้างอิง

Author

Alternative Text
AUTHOR

อัญชัญ อันชัยศรี

คั่นสิหากินพอส่ำนี้ ไปเรียนหยังสูงแทร่อาว

Alternative Text
AUTHOR

ธนธร จิรรุจิเรข

สงสัยว่าตัวเองอยากเป็นนักวิเคราะห์ data ที่เขียนได้นิดหน่อย หรือนักเขียนที่วิเคราะห์ data ได้นิดหน่อยกันแน่