เปลี่ยนที่ร้าง ให้เป็นที่รัก เนรมิตที่รกร้าง สู่ลานฮีลใจ- กินได้-ใช้งานดี แฮปปี้กันทั้งเมือง

เมื่อพูดถึงคำว่า เมืองสุขภาวะ ว่าคืออะไร และมีหน้าตาแบบไหน 

ประยงค์ โพธิ์ศรีประเสริฐ สำนักสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ ให้นิยามของเมืองสุขภาวะไว้ว่า ต้องเป็นเมืองที่คนอยู่แล้วสุขภาพดี มีความสุข

พื้นที่สุขภาวะไม่ใช่แค่สนามหญ้า หรือสวนสาธารณะ แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ทำคนมีสุขภาพกายดี จิตใจดี สังคมดี และส่งเสริมให้เกิดจิตวิญญาณที่สมบูรณ์ด้วย

“การสร้างเมืองสุขภาวะไม่ได้เกิดในชั่วข้ามคืน ต้องประกอบด้วยชุมชนที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ที่ไม่ใช่เพียงการมีสุขภาพทางกายดี แต่คือจิตใจ สังคม และสุขภาวะทางปัญญาด้วย”

ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงนิยาม ที่หลายแห่งเกิดไม่ได้จริง เพราะเมื่อมีนโยบายแล้ว ก็ยังมีช่องว่างสำคัญ ระหว่างผู้ดูแลพื้นที่ (เช่น เทศบาล อบต.)

“สิ่งที่หายไปคือโซ่ข้อกลางที่เชื่อมความต้องการระหว่างข้างบนและข้างล่าง ที่ตั้งใจทำสิ่งเดียวกัน แต่กลับไม่เคยมานั่งคุยกัน”

แต่การสร้างเมืองแบบนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน จำเป็นต้องทำต่อเนื่องยาวนาน ที่ไม่โฟกัสแต่เพียงผลลัพธ์เท่านั้น แต่ต้องมีนโยบายควบคู่กับกระบวนการและกลไกที่ทำงานร่วมกันทั้งองคาพยพ ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

ประยงค์ ย้ำว่า เมืองสุขภาวะจะเกิดได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน แม้ภาพที่ชัดเจนที่สุดที่เคยเห็นมาบ้างคือการเปิดประชาพิจารณ์ของหน่วยงานราชการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นเพียงแค่ปลายทางเท่านั้น

ประยงค์ โพธิ์ศรีประเสริฐ
สำนักสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์

เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมจำเป็นต้องใช้เวลา จึงจำเป็นต้องสร้างให้เกิดขึ้นได้เร็วกว่านั้น ให้เจ้าของพื้นที่ออกมาส่งเสียง ระบุสิ่งที่เขาต้องการ

“ชาวบ้านจะรู้ว่าตรงไหนมืด ตรงไหนไฟสว่าง บอกความต้องการจากคนใช้จริงได้ แล้วการออกแบบแบบไหนตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด และก่อนก่อสร้างจริง ต้องทำกระบวนการอีกครั้ง มีกิจกรรมเกิดขึ้น เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่คิดไว้ใช้งานได้จริงหรือไม่ นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการทำงาน”

สิ่งที่สถาบันอาศรมศิลป์ทำคือการเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมและความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่เป็นหลัก

โดยการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะแบบองค์รวม ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ Active People, Active Environment และ Active Society ที่ไม่ใช่การสร้างให้อะไรเกิดขึ้นก่อน แค่จำเป็นต้องเกิดขึ้นไปพร้อมกัน

ปัจจัย 3 ด้านของการพัฒนาสุขภาวะที่ต้องเกิดควบคู่ไปพร้อมกัน
ที่มา: สถาบันอาศรมศิลป์

ในมุมมองของ ประยงค์ พื้นที่สุขภาวะเป็นได้หลายแบบ และหลายระดับ ทั้งระดับเมือง ย่าน ชุมชน และเป็นพื้นที่สัญจรไปมา ซึ่งแต่ละแบบมีต้นทุน ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน การออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมจึงต่างกันด้วย

  1. พื้นที่ระดับเมือง เช่น สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ศูนย์กีฬา สนามกีฬาขนาดใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรม ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ มักมีพื้นที่และงบประมาณจากภาครัฐ ที่รองรับคนและกิกรรมได้หลากหลาย
  2. พื้นที่ระดับย่าน เช่น สวนสาธารณะชุมชน ศูนย์กีฬา ลานกีฬาระดับเขต ย่านวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว ย่านการค้า
  3. พื้นที่ระดับชุมชน เช่น  พื้นที่ศูนย์กลางชุมชน วัด ศาสนสถาน พื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก สวนผักชุมชน Pocket Park ลานกีฬาชุมชน สนามเด็กเล่น ชุมชนมีส่วนร่วมได้มากขึ้น เริ่มผลักดัน กำหนดอัตลักษณ์ของตัวเองได้ แต่บางครั้งติดขัดปัญหาที่งบประมาณอาจมีไม่สูงนัก และชุมชนจำเป็นต้องมีความเข้มแข็ง บางชุมชนยังเข้าไม่ถึง จึงจำเป็นต้องหาพื้นที่กลางสำหรับทุกชุมชน
  4. พื้นที่สุขภาวะในการสัญจรเดินทาง เช่น ฟุตพาททางเดินเท้า ถนนคนเดิน เส้นทางจักรยาน พื้นที่ริมน้ำ ริมฝั่งคลอง (Waterfront Area) เป็นปัจจัยในการเสริมให้มีกิจกรรมทางกาย หากมีพื้นที่ที่ดี จะทำให้คนอยากออกจากบ้าน และขยับเนื้อตัว และช่วยเชื่อมต่อการเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น

จากทั้ง 4 รูปแบบ ประยงค์ ชี้ชวนให้เราดูถึง พื้นที่สุขภาวะระดับชุมชนเป็นหลัก เพราะสามารถสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมได้อย่างน่าสนใจ 

โดยเฉพาะในพื้นที่โรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง ระยอง ที่แต่เดิมเป็นพื้นที่โรงเรียนที่เงียบเหงา เมื่อเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมทำให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองสามารถออกแบบพื้นที่แบบใหม่ จากการลงทุนซื้อสีเพียงไม่กี่กระป๋อง แต่กลับเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับเด็ก ๆ ระหว่างอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าครึ่ง

เปลี่ยนลานว่างเปล่าหน้าโรงเรียนเป็นพื้นที่เล่นและเรียนรู้ไปพร้อมกัน
ที่มา: สถาบันอาศรมศิลป์

“จากพื้นที่ลานว่าง ๆ เกิดเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กตามช่วงวัย ให้เขามากระโดดเล่น นับเลข ทั้งหมดได้ทั้งปัญญา และกิจกรรมทางกาย โดยได้เด็ก ๆ มาช่วยกันระบายสีอย่างสนุกสนาน จากพื้นที่เด็กมาเล่นแค่ 2-3 คน กลายเป็น 5-10 คน และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก”

ขยับมาในกรุงเทพฯ อีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจ คือ ชุมชนประชาร่วมใจ คลองเปรมประชากร แต่เดิมบริเวณนี้เป็นเป็นเพียงที่รกร้างว่างเปล่าขนาดไม่ถึง 50 ตารางวา ที่แปลงโฉมกลายเป้นพื้นที่กิจกรรมด้วยไอเดียและการลงมือทำของชาวบ้านเอง

“เขาเพนท์ดอกบัวลงพื้นซีเมนต์ เพราะเขาบอกว่ามันสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน หลังจากนั้นก็เกิดกิจกรรมมากมายตามมาด้วยไอเดียของเขาเอง จากกระบวนการมีส่วนร่วมที่เราชวนเขาออกแบบตั้งแต่ต้น”

ลานรูปดอกบัว ที่ออกแบบอย่างมีอัตลักษณ์ด้วยคนในชุมชน
ที่มา: สถาบันอาศรมศิลป์

เมื่อพื้นที่มีคนมาใช้งาน เกิดกิจกรรมทางกาย มีการแข่งขันกีฬา และขยายผลไปสู่การสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัย จากพื้นที่แห้งแล้งก็เกิดแปลงผักชุมชน มีกิจกรรมให้ความรู้เด็ก ๆ สอนให้เลือกกินอาหารที่ดีและปลอดภัย

กระบวนการมีส่วนร่วมในการออกแบบผังแม่บทเมืองสุขภาวะของชุมชน
ที่มา: สถาบันอาศรมศิลป์

จากพื้นที่เล็ก ๆ อันว่างเปล่ารกร้าง ที่ถูกสร้างสรรค์จากชุมชนเอง ทำให้พวกเขามีวิถีชีวิตแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การพัฒนาสุขภาวะแบบองค์รวม ทั้ง Active People, Active Environment และ Active Society อย่างแท้จริง

ด้าน ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อต้ัง we!park เสริมว่าสุขภาพดีไม่ได้เริ่มที่โรงพยาบาล แต่เริ่มจาก บ้าน ถนน พื้นที่สาธารณะ และจากพื้นที่ของเมือง ซึ่งสามารถสร้างให้พื้นที่สีเขียวเป็นตัวกลางได้ โดยทำได้หลากหลายแบบตามบริบท อัตลักษณ์ และทุนทางทรัพยากรที่เมืองมี

“เรารู้ดีว่าในกทม.เมืองแน่นมาก แต่ยังคงมีพื้นที่รกร้างในเมืองอยู่ในรูปแบบต่างกันไป เราเชื่อว่าแต่ละท้องถิ่นมีพื้นที่ศักยภาพที่ยังไม่ถูกจัดการ”

ยศพล ยกตัวอย่างว่าหลายพื้นที่เป็นที่ดินของวัด บางพื้นที่เป็นของเอกชน ทั้งหมดคือความท้าทายในการจัดการและออกแบบร่วมกันให้ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย

ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อต้ัง we!park

นอกจากนี้ หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งคือ กระบวนการ เพราะหากเริ่มต้นลงมือทำทันทีโดยไม่มีทิศทาง ผลลัพธ์อาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง สิ่งที่จะเข้ามาช่วยชี้ทิศทางได้ดีที่สุดคือ ข้อมูล (Data) ผ่านการสำรวจ สัมภาษณ์ และพูดคุยกับคนทุกกลุ่มวัย เพื่อนำโจทย์ที่ได้มาออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน

ขณะเดียวกัน ช่วงระดมทรัพยากร ก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญ เนื่องจากปัญหาทรัพยากรไม่เพียงพอจำเป็นต้องอาศัยการดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้าง ความเป็นเจ้าของร่วม ไม่ปล่อยให้พื้นที่นั้นเป็นของเทศบาล ของเอกชน หรือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่เกิดจากการลงแรง และระดมทรัพยากรร่วมกันของทุกคน

ท้ายที่สุด เมืองสุขภาวะต้องมีโมเดลการดูแลที่ไม่ใช่แค่การบริหารจัดการเชิงกายภาพ เช่น การดูแลต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงการต่อยอดพื้นที่ให้มีชีวิต เช่น การปรับให้เป็นตลาด ชุมชนเรียนรู้ พื้นที่ทางวัฒนธรรม หรือพื้นที่กิจกรรมสำหรับเยาวชน ซึ่งเป็นการใช้ศักยภาพทางกายภาพของเมืองมาหนุนเสริมวิถีสุขภาวะของผู้คนได้อย่างแท้จริง

“อยู่ ๆ ไปออกแบบพื้นที่เลยอาจไม่ตอบโจทย์ สิ่งที่จะชี้ทิศทางได้ คือ ข้อมูล ต้องรู้ว่าคนที่นั่นอยู่เท่าไหร่ เป็นใคร ใช้ชีวิตแบบไหน เพื่อออกแบบให้สอดคล้องกับพวกเขาให้มากที่สุด โดยยังมีความท้าทายว่าการออกแบบการจัดการอย่างไร ที่ทำให้ทุกคนเข้ามาดูแลพื้นที่นี้โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐฝ่ายเดียว”

พื้นที่สุขภาวะที่เป็นไปได้หลายแบบ

ยศพล ชวนให้ดูถึงไอเดียและความเป็นไปได้ของพื้นที่สาธารณะ 6 แบบ ได้แก่

  1. พื้นที่เพื่อชุมชน (Community & Well-being Infrastructure)
  2. พื้นที่เชื่อมต่อ เส้นทางลัด-จักรยาน  (Mobility & Connectivity Infrastructure)
  3. พื้นที่ซับน้ำ (Blue-Green Infrastructure)
  4. พื้นที่หลากหลายทางระบบนิเวศ (Biodiversity Infrastructure)
  5. พื้นที่อาหาร (Urban Agriculture Infrastructure)
  6. พื้นที่ส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรม (Cultural & Creative Activity Infrastructure)

โดยเน้นย้ำว่า จะสร้างพื้นที่แบบไหนนั้น แต่ละแห่งย่อมมีโจทย์และบริบทไม่เหมือนกัน

ความเป็นไปได้ของพื้นที่สาธารณะ 6 แบบ
ที่มา: we!park

“ในกทม. เราร่วมกับเทศบาลไปเสาะหาพื้นที่หลากหลายที่น่าสนใจมาก ทั้งที่วัด ริมคลอง ใต้ทางด่วน ขนาดเล็ก-ใหญ่ ทั้งหมดสามารถทำให้เกิดพื้นที่สุขภาวะได้หมด ด้วยโปรแกรมที่ไม่เหมือนกันอย่างน่าสนใจ

“หากทุกที่ออกแบบแล้วเหมือนกันไปหมดคงเป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะแสดงว่าถูกคิดโดยคนเดียวกัน แน่นอนว่าไม่ตอบโจทย์คนในพื้นที่และทุนทางวัฒนธรรรมที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน” 

ยศพล ยังยกตัวอย่างให้ดูถึงพื้นที่สุขภาวะต้นแบบที่น่าสนใจ อย่าง สวนวัดหัวลำโพงรุกขนิเวศน์ เขตบางรัก ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า MRT สามย่าน) ที่พัฒนาสู่พื้นที่ที่ออกแบบเพื่อชุมชน (Community & Well-being Infrastructure)

สวนวัดหัวลำโพงรุกขนิเวศน์
ที่มา: we!park

โดยเริ่มกระบวนการมีส่วนร่วมจากการชวนนักศึกษามาเวิร์กช็อปเพื่อสร้างภาพพื้นที่ในฝันที่ทุกคนอยากเห็นร่วมกัน จากนั้นให้นักออกแบบมาออกแบบให้เป็นรูปธรรม เกิดการระดมทุน และจัดกิจกรรมกระตุ้นการใช้พื้นที่

“วันนี้เราเห็นภาพว่าสวนเล็ก ๆ ตรงนี้ สามารถวิ่งออกกำลังกายได้ เล่นดนตรีได้ เป็น co-working space ก็ได้ แสดงให้เห็นว่าขนาดของพื้นที่ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่อยู่ที่วิธีออกแบบและกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน”

อีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจคือ สวนร่วมแรงสวนร่วมแรง (ที่ว่างใต้สะพานข้ามแยกตากสิน- สาทร ในรูปแบบพื้นที่เชื่อมต่อ  (Mobility & Connectivity Infrastructure) ที่นักออกแบบร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นที่ผ่านกระบวนการอบรม แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่ทรัพยากรไม่ซับซ้อน แต่หากใช้ได้ถูกจุดก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

สวนร่วมแรงสวนร่วมแรง (ที่ว่างใต้สะพานข้ามแยกตากสิน- สาทร
ที่มา: we!park

พื้นที่ต่อมา คือ สวนนาคันนายาวภิรมย์ ในรูปแบบของพื้นที่รับน้ำ (Blue-Green Infrastructure) เกิดเป็นสวนชั่วคราวในชื่อ สวน 15 นาทีท้ายซอยเสรีไทย 42 ที่ชวนให้เด็ก ๆ มาพายเรือ ปลูกพืชริมน้ำกันการกัดเซาะชายฝั่ง อาบป่า เดินศึกษาธรรมชาติเพื่อให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ความหลากหลายในระบบนิเวศ

สวนนาคันนายาวภิรมย์
ที่มา: we!park

“บางครั้งการของบประมาณของรัฐต้องใช้เวลา พื้นที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างว่าเราสามารถสร้างสวนชั่วคราวก่อนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้พื้นที่จากทรัพยากรที่มี”

ท้ายที่สุดที่น่าสนใจคือ สวนสามก้าว เขตวัฒนา พื้นที่รกร้างติดคลองแสนแสบ สู่พื้นที่ทางอาหาร (Urban Agriculture Infrastructure)

“ที่บริเวณนี้เป็นโรงงานเก่า เกิดจากความต้องการของชุมชน และเขตว่าอยากให้มีแปลงผักหรือพื้นที่ทางอาหาร มีการจัดกิจกรรมกระตุ้น เชิญผู้รู้เรื่องการปลูกผักในเมืองไปทำเวิร์คชอป เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้สามารถกลายเป็นพื้นที่ทางอาหารได้จริง”

สวนสามก้าว เขตวัฒนา พื้นที่รกร้างติดคลองแสนแสบ สู่พื้นที่ทางอาหาร
ที่มา: we!park

นอกจากนี้ อีกข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจคือกรณี พื้นที่รกร้างของเอกชน ที่ปกติอาจใช้วิธีลดหย่อนภาษีด้วยเงื่อนไขว่า หากยกพื้นที่ให้รัฐนำไปใช้ประโยชน์เป็นเวลา 7 ปี ก็จะได้รับการเว้นภาษีจาก กทม.

พื้นที่ลักษณะนี้ควรดึงทุกภาคส่วนมาร่วมกันออกแบบ เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และพัฒนาให้เป็นพื้นที่สุขภาวะไปในตัว การเปิดพื้นที่เอกชนลักษณะนี้ช่วยให้ประชาชนเข้ามาท่องเที่ยวและออกกำลังกาย ทำให้มิติทางเศรษฐกิจและสุขภาพสามารถเติบโตไปด้วยกันได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าพื้นที่สาธารณะนั้นออกแบบได้ตรงใจ มีคนเข้ามาใช้งานจริง และตอบโจทย์ชีวิตผู้คนหรือไม่ จำเป็นต้องมี กระบวนการประเมินผล

“เราเชื่อเสมอว่าแต่ละพื้นที่มีวิถีชีวิตผู้คนแตกต่างกัน วิธีการและรูปแบบการออกแบบพื้นที่จึงย่อมไม่เหมือนกัน ไม่มีทางที่ออกมาแล้วเหมือนกันไปหมดทุกที่

ดังนั้นจึงไม่มีพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่สุขภาวะไม่ได้ เพราะความคิดสร้างสรรค์ของเรามันทะลุข้อจำกัดและหาทางออกได้เสมอ สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ที่นักออกแบบอย่างเดียวแต่มาจากชุมชนด้วย ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่า เราจะไขกุญแจให้ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนออกมาอย่างไร นำมาปะติดปะต่อและทลายกำแพงลงได้อย่างไร” ยศพล ทิ้งท้าย

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย