เราล้วนเชื่อว่าถ้าอยากสุขภาพดี ขอแค่มีวินัยและใจสู้ก็น่าจะเพียงพอ แต่เหตุใดความตั้งใจในการดูแลตัวเองของเรากลับยืนระยะให้ยาวได้ยากเย็นเหลือเกิน แถมสุดท้ายก็หนีไม่พ้นความเจ็บป่วยจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อยู่ดี
บทความนี้ชวนผู้อ่านเลิกโทษตัวเองชั่วคราว แล้วลงเรือสำรวจรากเหง้าของปัญหาและสาเหตุความเจ็บป่วยเรื้อรังในสังคมไทยผ่านการกระเทาะเปลือกภูเขาน้ำแข็งลงทีละชั้นในมหาสมุทรแห่งงานวิจัย
เมื่อใต้ผืนน้ำแห่งนี้ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างอีกมหาศาลกำลังฉุดรั้งวิถีชีวิตของเราไว้อย่างไร้ทางเลือก
พร้อมทางออกและความเป็นไปได้เพื่อสร้างเมืองที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม เอื้อให้คนมีสุขภาพดีที่ไม่ว่าที่ไหนก็สามารถทำได้ กับ รศ.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ภูเขาน้ำแข็งของโรคร้าย: ใต้ผืนน้ำมีอะไรซ่อนอยู่ ?
หากถามว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แน่นอนว่าไม่ได้มีคำตอบเดียว ในปี 2023 งานวิจัยเชิงนโยบายสุขภาพโดย Peng W, Zhang L, Wen F และคณะ ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ The Lancet Regional Health – Western Pacific อธิบายถึงปัจจัยสาเหตุที่ทำให้เกิดกลุ่มโรค NCDs ในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกไว้ได้อย่างน่าสนใจผ่านการจำลองโมเดลภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Model)
ทีมวิจัยแสดงให้เห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เราต่างมองเห็นและต้องเผชิญอยู่นั้นเปรียบเสมือนยอดภูเขาน้ำแข็งชั้นบนสุดที่เป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทางเท่านั้น

ที่มา: TPAK
เมื่อค้นลงไปถึงเบื้องลึกแล้วยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยกำหนดพฤติกรรมซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำอีกมากมาย โดยแบ่งเป็น 4 ชั้น ดังนี้
ยอดภูเขาน้ำแข็ง: ปรากฏให้เห็นโรคและอาการที่พบ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD), มะเร็ง (Cancer), เบาหวาน (DM), โรคทางสุขภาพจิต (Mental Health) และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง (CRD)
ชั้นใต้ผิวน้ำระดับที่ 1: ลึกลงไปในชั้นแรก จะพบกับ ปัจจัยเสี่ยงทางเมแทบอลิซึม (Metabolic Risk Factors) หรือความผิดปกติในร่างกายที่เริ่มสะสม เช่น ความดันโลหิตสูง (Raised Blood Press), น้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia), ภาวะน้ำหนักเกิน/อ้วน (Overweight/obesity) และไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia)
ชั้นใต้ผิวน้ำระดับที่ 2: พฤติกรรมเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ (Modifiable Behavioral Risk Factors) เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การกินอาหารที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ และการขาดการเคลื่อนไหวทางกาย
ฐานรากภูเขาน้ำแข็ง: ลึกลงไปชั้นสุดท้ายที่ก้นทะเล คือ ต้นตอเชิงโครงสร้าง (Socioeconomic and Environmental Determinants) ล้วนเป็นปัจจัยกำหนดทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัย (Population Aging) ความยากจน การศึกษา โครงสร้างเมือง (Urbanization) โลกาภิวัตน์ มลพิษ ตลอดจนนโยบายรัฐและสภาพแวดล้อมด้านอาหาร
รศ.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา อธิบายว่า โมเดลนี้ช่วยชี้ชัดว่าการแก้ปัญหาโรค NCDs ไม่สามารถทำได้ด้วยการรักษาที่ปลายเหตุอย่างการรักษาโรคไปตามอาการ การสร้างศูนย์การแพทย์เพิ่มเติม หรือการบอกให้ประชาชนแต่ละคนดูแลตนเองเพียงเท่านั้น เพราะอย่างไรเสีย พฤติกรรมของบุคคลก็ถูกกำกับโดยสิ่งแวดล้อม โครงสร้างสังคม และนโยบายรัฐที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำอยู่ดี
“เรามองเห็นแต่โรค NCDs ที่แสดงให้เห็นแล้วในแต่ละคน แต่ตรงฐานล่างสุดกลับยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก ทั้งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสุขภาพของคนที่สำคัญที่สุด”

ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค)
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ.ปิยวัฒน์ บอกว่า หากโฟกัสไปที่ส่วนล่างสุดของฐานราก มีหลายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นหรือชุมชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชุมชน ความรู้เรื่องเรื่องการดูแลสุขภาพ วิถีวัฒนธรรม บรรยากาศทางสังคม สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงนโยบาย ที่จำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือเรื่องการปรับ-สร้างพื้นที่ หรือที่เรียกว่า “พื้นที่สุขภาวะ”
“พื้นที่” สำคัญแค่ไหน ?
ปี 2564 ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยงานวิจัยที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคน กับ บริบทชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย ผ่านการเก็บข้อมูลจากประชากรกว่า 8 พันคน จาก 13 จังหวัดทั่วประเทศไทย
งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาคำตอบสำคัญว่า อะไรที่ทำให้คนมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ?
ผลการวิจัยที่พบถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล และ ระดับชุมชน ซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อย
“ในระดับบุคคล เราพบว่าคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง (self-esteem) ที่ดี จะมีโอกาสเกิดกิจกรรมทางกายมากกว่าคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองน้อยกว่า 1 เท่าตัว เพราะพวกเขาจะเชื่อมั่นว่าไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก พวกเขาจะหาวิธีออกกำลังกายให้ได้”
อาจสรุปได้ว่า หากบุคคลนั้นมี self-esteem ที่ดีจะมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและมุ่งมั่นในการทำตามเจตจำนงคของตนเองอย่างมีเป้าหมาย
ในขณะที่เมื่อสำรวจมิติด้านวิถีชีวิต งานวิจัยพบว่าคนที่มีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง หรือ มีอาชีพและลักษณธการทำงานที่ต้องเคลื่อนไหวหรือใช้แรงกายเป็นประจำ คนกลุ่มนี้จะเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายได้อีก 1 เท่าตัว

ที่มา: TPAK
“งานวิจัยสรุปได้ว่า หากเรามี self-esteem มีความเชื่อมั่นและศรัทธาที่จะทำบางอย่างได้ บวกเข้ากับการมีวิถีชีวิตหรือรูปแบบอาชีพที่ต้องกระฉับกระเฉงอยู่แล้ว จะช่วยเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายมากเป็นเท่าตัว ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยระดับบุคคล แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ปัจจัยระดับชุมชน”
รศ.ปิยวัฒน์ อธิบายต่อไปอีกว่า หากมองให้ไกลกว่าระดับบุคคล ผลวิจัยด้านปัจจัยระดับชุมชนพบว่าการมี “พื้นที่สุขภาวะ” ในชุมชนสามารถเพิ่มโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงกิจกรรมทางกายได้อย่างเพียงพอสูงถึง 3 เท่าตัว ซึ่งถือว่าสูงมาก
“เราศึกษาเรื่องกิจกรรมทางกายมายาวนาน เราไม่เคยเจอตัวแปรไหนมีอิทธิพลหรือความสัมพันธ์กับเรื่องกิจกรรมทางกายมากเท่ากับเรื่อง การมีพื้นที่สุขภาวะ”
งานวิจัยชิ้นสำคัญนี้จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องการสร้างปัจจัยแวดล้อมเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการมีพื้นที่สุขภาวะในชุมชน ว่ามีอิทธิพลอย่างสูงต่อพฤติกรรมของคนมากกว่าการรณรงค์หรือการปรับพฤติกรรมส่วนบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว
จัดงานวิ่งอาจไม่พอ: จัดการ ‘เมือง’ แบบไหน ชวนคนขยับร่างกายได้มากที่สุด ?
TPAK เปิดเผยอีกตัวเลขที่น่าสนใจถึง “ผลของการส่งเสริมกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ในชุมชนต่อจำนวนนาทีของการมีกิจกรรมทางกายของประชากรต่อสัปดาห์”
หรือพูดให้ง่าย คือ การสำรวจการส่งเสริมชุมชนด้วยรูปแบบไหนจะทำให้คนมีกิจกรรมทางกายดีที่สุด
โดยสถิติระบุว่า การส่งเสริมกิจกรรม แบบองค์รวม หรือบูรณาการทุกด้านเข้าด้วยกัน ได้ผลสูงสุด โดยทำให้คนมีกิจกรรมทางกายสูงถึง 502.27 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่าการเน้นส่งเสริมกิจกรรมเพียงอย่างเดียวถึง 3.3 เท่า
ลำดับถัดมา คือ การเน้นส่งเสริมพื้นที่สุขภาวะ (เช่น สร้างสวน/ปรับกายภาพ) ได้ 376.30 นาทีต่อสัปดาห์ เน้นส่งเสริมความรู้ ได้ 325.32 นาทีต่อสัปดาห์ และเน้นส่งเสริมกิจกรรมอย่างเดียว (เช่น จัดงาน/อิเวนต์) ได้ผลต่ำที่สุด อยู่ที่ 151.09 นาทีต่อสัปดาห์

ที่มา: TPAK
อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดข้อแนะนำปริมาณกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ขั้นต่ำแยกตามกลุ่มวัย โดย ผู้ใหญ่ (อายุ 18–64 ปี) และ ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 – 300 นาทีต่อสัปดาห์ และในระดับหนัก (เช่น วิ่ง ว่ายน้ำเร็ว เตะฟุตบอล) อย่างน้อย 75 – 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อจะเป็นผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือด
แสดงให้เห็นว่า แม้เน้นการส่งเสริมกิจกรรม หรือ event base ในชุมชน เช่น เต้นแอโรบิค หรืองานวิ่ง ก็เพียงพอแบบพอดิบพอดีกับที่ WHO แนะนำแล้ว ในขณะที่การเน้น ส่งเสริมความรู้ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะความรู้ทำให้คนมีทางเลือกในการทำกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมบนเงื่อนไขทางสุขภาพและปลอดภัยกับตัวเอง แต่จะดีที่สุดหากเลือกทำ แบบองค์รวม
จากสถิติข้างต้น รศ.ปิยวัฒน์ เสริมว่า หากในพื้นที่ไหนอยากเริ่มสร้างชุมชนให้มีกิจกรรมทางกาย อันดับแรกแนะนำให้เริ่มที่การสร้างพื้นที่ก่อน และหากเป็นไปได้ขอให้ขยับสู่การทำแบบองค์รวมจะเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด
“การออกแบบชุมชนให้คนมีกิจกรรมทางกาย ทำได้หลายมิติ สิ่งที่โดดเด่นคือการสร้างพื้นที่สุขภาวะ แต่จะให้ดีที่สุดต้องทำหลายมิติควบคู่กัน บูรณาการทุกด้านแบบองค์รวม โดยต้องครอบคลุมไปถึงการออกแบบนโยบายด้วย”
13 พื้นที่สุขภาวะ: สร้างเมืองให้คนขยับไปด้วยกัน
พื้นที่สุขภาวะคือพื้นที่แบบไหนได้บ้าง อาจไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพราะทุก ๆ ที่สามารถสร้างสรรให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะได้ทั้งสิ้นแม้กระทั่งในอากาศ
รศ.ปิยวัฒน์ ยกตัวอย่างความเป็นไปได้อย่างน้อย 13 ประเภทของพื้นที่สุขภาวะ ได้แก่
- พื้นที่ทางธรรมชาติ: แหล่งน้ำ พื้นที่สีเขียวทางธรรมชาติ
- สวนสาธารณะ: พื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย และกิจกรรมครอบครัว
- พื้นที่พาณิชยกรรม: ร้านค้า ตลาด ร้านอาหารที่เข้าถึงได้สะดวก
- พื้นที่เล่นกีฬา: สนามกีฬา ลานออกกำลังกายสำหรับชุมชน
- ศาสนสถาน: วัดหรือสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและทำกิจกรรมทางสังคม
- สถานศึกษา: โรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่
- พื้นที่ขนส่งสาธารณะ: ระบบป้ายรถเมล์ การเดินทางที่ปลอดภัยและครอบคลุม
- ลานว่าง: พื้นที่อเนกประสงค์สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน
- พื้นที่การเรียนรู้: ห้องสมุดชุมชน แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต
- เส้นทางสัญจร: ทางเดินและทางจักรยานที่ปลอดภัย
- ทางลาด: เพื่อการสัญจรที่ปราศจากอุปสรรค
- สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกลุ่มเฉพาะ: การออกแบบที่รองรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง (เช่น ทางเดินบล็อกนำทางผู้พิการสายตา)
- สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพฤติกรรมสุขภาวะ: จุดบริการน้ำดื่มสะอาด จุดออกกำลังกายกลางแจ้ง และร้านค้าอาหารเพื่อสุขภาพ (กินผัก ผลไม้ ดีต่อสุขภาพ)
“พื้นที่สุขภาวะเป็นได้หลากหลาย กระทั่งในอากาศที่เรามองไม่เห็นก็สามารถเป็นได้หากมีนโยบายที่ดูแลครอบคลุม เช่น นโยบายเกี่ยวกับการงบสูบบุหรี่หรือมลพิษ ทั้งหมดต้องออกแบบตามบริบทของแต่ละชุมชนโดยไม่ลืมความต้องการของผู้ใช้งานด้วย”
ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) ยังย้ำต่อไปอีกว่า ผู้กำหนดนโยบายควรมองหาว่าบริบทบ้านเมืองตนเองเป็นอย่างไร มีพื้นที่แบบไหนที่จะพัฒนาต่อได้บ้าง และที่สำคัญที่สุดคือผู้ใช้เป็นใคร เพื่อให้ออกแบบให้ตรงกับผู้ใช้ให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม เมื่อความเป็นไปได้ของพื้นที่สุขภาวะมากมายเช่นนี้ เราอาจคิดว่าผู้คนส่วนใหญ่น่าจะเข้าถึงพื้นที่ได้ไม่ยากนัก แต่จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้คนในชุมชนพบว่า มีคนเพียง 48% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตนเองเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าว
ในขณะที่อีกมากกว่าครึ่ง (52%) ยังคงรู้สึกว่าตนเองเข้าไม่ถึง สถิตินี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้กำหนดนโยบายว่าจะทำอย่างไรเพื่อดูแลคนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึงเท่าเทียม
“บางคนอาศัยอยู่ในบริเวณที่พื้นที่สุขภาวะอยู่ใกล้บ้าน แต่กลับรู้สึกว่าเข้าไม่ถึง หรือไม่ได้ใช้ ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องไม่ลืมที่จะวิเคราะห์คนในพื้ันที่ว่ากำลังหลงลืมใครไปหรือไม่”

ที่มา: TPAK
4 เช็กลิสต์ Quick Win เปลี่ยนชุมชนให้กลายเป็น “พื้นที่สุขภาพดี” ที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง
เมื่อสถิติฟ้องว่าคนกว่าครึ่งเข้าไม่ถึงพื้นที่สุขภาวะ ต้นปี 69 จึงมีการสำรวจความต้องการของประชาชนไทยว่าอยากได้พื้นที่สุขภาวะแบบไหน
คำตอบจากงานวิจัยเกิดเเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายมากมายแต่มีข้อเสนอบางประการที่น่าสนใจสำหรับผู้กำหนดนโยบายและท้องถิ่นโดยตรง 4 ข้อ ดังนี้
- เข้าถึงง่าย ความยืดหยุ่น
เนื่องจากพื้นที่หลายแห่งมีข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิดที่เร็วเกินไป ทำให้ประชาชนเลิกงานค่ำทำให้ไม่สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงมีข้อเสนอให้ขยายเวลาปิดเพิ่มขึ้น 1-2 ชม. และมีแสงสว่างเพียงพอ จะทำให้คนเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสถานที่ราชการ โรงเรียน ตึกสำนักงาน ฯลฯ
- ทางเดินที่ปลอดภัย ราบเรียบ ร่มรื่น
เนื่องจากในชุมชนเริ่มมีผู้สูงอายุมากขึ้น การมีทางเดินเท้าที่ปลอดภัยและรื่นรมย์ในการสัญจรจะช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองและมีสุขภาพแข็งแรงยืนยาวได้มากขึ้น
- ทำกิจกรรมได้ เอนกประสงค์ พบปะผู้คนหลากหลาย
แม้ปัจจุบันจะเห็นการใช้พื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น เช่น ลานเต้นแอโรบิค แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบกระบวนการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นระบบมากขึ้น
- สะอาด ปราศจากมลพิษ
เนื่องจากในวันนี้กำลังอยู่ในยุคที่แปรปรวน ทั้ง climate change และมลภาวะ การออกแบบพื้นที่จึงต้องคำนึงถึงการดูแลสภาพอากาศและการจัดการขยะด้วย
ข้อเสนอ 4 ข้อนี้มาจากเสียงของประชาชนเอง ที่อาจเป็น quick win ง่าย ๆ สำหรับผู้กำหนดนโยบายหรือผู้นำท้องถิ่นในการเช็คลิสต์พื้นที่ในชุมชนเพื่อพัฒนาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละท้องถิ่นของตนเอง
“เราเชื่อว่าทุกชุมชนสามารถสร้างพื้นที่สุขภาวะได้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ขอแค่เริ่มจากการสำรวจว่าคนในชุมชนเราเป็นใคร ต้องการอะไร บนบริบทแบบไหน เราเชื่อว่าจากจุดเล็ก ๆ จะเชื่อมต่อคน เชื่อมต่อสังคม และสุดท้ายจำทำให้เมืองกลายเป็นพื้นที่แห่งสุขภาวะที่ทุกคนเข้ามาใช้งานได้จริง” รศ.ปิยวัฒน์ ทิ้งท้าย

