วัฒนธรรมการอ่านกำลังจะหายไป ? เพราะเราอ่านน้อย หรือหนังสือเข้าถึงยาก

หากพูดถึง “วัฒนาธรรมการอ่าน” ในยุคก่อน จะพบว่า ร้านหนังสือมีมากมาย และมีหนังสือหลายประเภท ตั้งแต่แม็กกาซีนบนแผง ไปจนถึงวรรณกรรมบนชั้นวางหนังสือ หรือแม้แต่ตามร้านอาหาร ก็ยังมีหนังสือพิมพ์วางไว้ให้ใครต่อใครได้อ่าน รวมถึงคนส่วนใหญ่ก็มักจะพกหนังสือเล่มติดกระเป๋าไว้ทุกที่  

แต่อยู่มาวันหนึ่ง หนังสือก็เริ่มหายไป เช่นเดียวกับ พฤติกรรมการอ่านของคนที่เปลี่ยนไป ทำให้คำพูดว่า “คนไทยอ่านหนังสือน้อย” ยังคงถูกยกขึ้นมาบ่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงแล้ว ยอดขายหนังสือไม่ได้น้อยลงอย่างที่คิด อย่างที่เราเห็นได้จากงานหนังสือ ซึ่งจะถูกจัดขึ้น 2 ครั้ง คือ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ช่วงเดือนเมษายน และมหกรรมหนังสือระดับชาติช่วงเดือนตุลาคม โดยหลายปีที่ผ่านมา มีผู้สนใจซื้อหนังสือกันจำนวนมาก และบรรดาสำนักพิมพ์ รวมถึงคนขายหนังสือบอกว่า งานหนังสือประจำปีทำให้พวกเขาไม่ขาดทุน 

นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจที่น่าสนใจออกมา โดย ปี 2567 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เก็บข้อมูลพฤติกรรมการอ่านร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ความเชื่อที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยไม่ใช่เรื่องจริง เพราะผู้เข้าร่วมการสำรวจทุกกลุ่มอายุอ่านหนังสือเฉลี่ย 113 นาที หรือเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน โดยประเภทของหนังสือที่ได้รับความนิยมตามลำดับ คือ

  • อันดับ 1 นวนิยายและวรรณกรรม

  • อันดับ 2 การ์ตูนและไลต์โนเวล

  • อันดับ 3 หนังสือ How to

  • อันดับ 4 หนังสือเรียน 

  • อันดับ 5 หนังสือสุขภาพ

จากข้อมูลที่พบ แม้ว่าคนไทยจะไม่ได้อ่านหนังสือน้อย แต่การอ่านก็ยังไม่ใช่ความปกติในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคนก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือมากกว่าอ่านหนังสือบนรถไฟฟ้า หรือสื่อต่าง ๆ ก็ยังแย่งเวลาว่างไป 

ความน่ากังวลจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนบรรทัดหรือจำนวนเล่มของหนังสือที่คนอ่าน แต่เราอาจต้องชวนกันคิดต่อไปว่า เราจะทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นพฤติกรรมประจำวัน กลายเป็น วัฒนธรรมการอ่าน ได้อย่างไร ?

วัฒนธรรมการอ่านคืออะไร?

ต้นปีที่ผ่านมา มีโครงการที่น่าสนใจเกี่ยวกับการอ่าน คือ BKK BOOK District Fest 2026 ที่จัดระหว่างวันที่ 29 ม.ค. ถึง 8 ก.พ. ด้วยความริเริ่มจาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ที่ต้องการสร้างย่านหนังสือในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นย่านวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวเหมือนในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายพาผู้คนไปพบกับร้านหนังสือในย่านต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้ร้านหนังสือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากขึ้น โดยมีพื้นที่นำร่องคือ ย่านผ่านฟ้า วังบูรพา เฟื่องนคร เวิ้งนาครเขษม เสาชิงช้า ท่าเตียน และนางเลิ้ง 

นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย สถาปนิก นักออกแบบ และผู้ก่อตั้ง Cloud-floor ทีมผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาโครงการ ‘ย่านหนังสือ’ BKK BOOK District มองว่าการอ่านมี 2 แบบ คือ (1) กลุ่มที่จำเป็นต้องอ่าน เช่น หนังสือเรียน (2) กลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องอ่านก็ได้ ซึ่งหากปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านในชีวิตประจำวันให้คนกลุ่มนี้ได้ สิ่งที่ได้จากหนังสือจะเป็นความรู้ติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือประเภทไหนก็ตาม 

“วัฒนธรรมการอ่าน มันก็คือการรับรู้ที่อาศัยดวงตาในการรับรู้ ทุกวันนี้เรามีสื่อค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์ TikTok Facebook หรืออะไรก็แล้วแต่ บางทีมันมาพร้อมเสียงและบรรยากาศอื่น ๆ ที่อาจจะทำให้ดึงดูดคนให้เสพมากกว่า”

นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย สถาปนิก นักออกแบบ และผู้ก่อตั้ง Cloud-floor 

วัฒนธรรมการอ่านที่ว่านี้ อาจปลูกฝังได้ตั้งแต่วัยเด็ก อย่างการที่แม่อ่านให้ลูกฟัง อ่านนิทานก่อนนอน พอโตขึ้นมาถึงวัยเรียน การอ่านหนังสือกลายเป็นการอ่านภาคบังคับ และหลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายว่าลักษณะนิสัยของการอ่านจะติดตัวคนคนนั้นต่อไปหรือเปล่า 

บางกรณี เขาอาจจะอ่านน้อยลง เพราะการทำงานทำให้ไม่มีเวลา ในทางตรงกันข้าม การพกหนังสือติดตัวไปไหนมาไหนก็อาจจะยังติดเป็นนิสัยก็ได้

ดลพร ชนะชัย หนึ่งในทีม Cloud-floor เห็นไม่ต่างกันว่า การปลูกฝังเรื่องการอ่านควรเกิดขึ้นตั้งแต่ปฐมวัย ให้เด็กรู้สึกว่าการอ่านหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง เมื่อเวลาผ่านไป ก็อาจมีภาระอื่น ๆ ที่ทำให้การอ่านหนังสือลดความสำคัญลง

“ถ้าเทียบกับในต่างประเทศ เรื่องการอ่านเหมือนเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมไปถึงส่วนหนึ่งในการที่ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ทำหน้าที่มากกว่าแค่ตัวหนังสือด้วยซ้ำ อย่างเช่น เนเธอร์แลนด์ มี Book Club แต่ Book Club ไม่ได้หมายความว่าคนจะต้องมาอ่านเรื่องเดียวกัน สำหรับผู้สูงอายุ มันหมายความว่าทำให้สมองเขายังทำงานได้ดีในวัยที่เขาชราลงเรื่อย ๆ”

ดลพร ชนะชัย หนึ่งในทีม Cloud-floor

แต่การปลูกฝังเรื่องการอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก ๆ ก็มีปัญหาไม่น้อย เพราะหากนับเฉพาะหนังสือเรียนที่เด็กจำเป็นต้องอ่าน หลายคนก็คงบอกว่ามีเนื้อหาที่น่าเบื่อ มีแต่เรื่องการเรียน และไม่ค่อยทันสมัย เด็กต้องอยู่กับสิ่งนั้นหลายชั่วโมงต่อวัน โดยที่หนังสืออ่านนอกเวลาก็เป็นแค่ส่วนเสริมเท่านั้น

ชัยพร อินทุวิศาลกุล จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ ให้ความเห็นทั้งในฐานะเจ้าของกิจการที่มีส่วนสำคัญในวงการหนังสือ ในฐานะนักอ่าน และในฐานะพ่อของลูกชาย ว่า ขั้นแรกหนังสือสำหรับเด็ก คือต้องมีความสนุกมากพอที่จะแย่งความสนใจเขาจากหน้าจอโทรศัพท์มือหรือแทบเล็ตได้

“ต้องเริ่มจากสนุก และสนุกในที่นี้ไม่ใช่สนุกสำหรับเด็กด้วยนะ และผมคิดว่ามากกว่าการจัดกิจกรรมการอ่านรณรงค์เรื่องการอ่าน คือ ต้องกลับไปเรื่องคอนเทนต์ ว่าเราจะผลิตหนังสือสำหรับเด็กขึ้นมาแบบไหนที่ทำให้เด็กติด หรือชอบกับหนังสือ หรืออินกับหนังสือ ซึ่งมันเป็นโจทย์ที่ยาก”

ชัยพร อินทุวิศาลกุล จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์

ด้วยเหตุผลที่ว่ามา การอ่านหนังสือจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาสังคมที่ทำให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนหลายคนพูดกันว่า หนทางหนึ่งที่จะช่วยรื้อฟื้นวัฒนธรรมการอ่านขึ้นมาก็คือ การสร้างไลฟ์สไตล์ให้คนกับหนังสือได้มีโอกาสอยู่ใกล้กันมากขึ้น 

ไม่นานมานี้ ย่านหนังสือในต่างประเทศถูกพูดถึงกันมาก ตัวอย่างที่สำคัญคือ ย่านจิมโบโฉ ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่รวบรวมร้านหนังสือทั้งเก่าและใหม่ไว้มากมายนับร้อยแห่ง กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของนักท่องเที่ยว จนได้รับเลือกเป็น ‘ย่านที่เจ๋งที่สุดในโลก’ (Coolest Neighbourhood) โดย Time Out ในปี 2025

แน่นอนว่าเมื่อมีย่านหนังสือที่ผู้คนท้องถิ่นให้ความสำคัญ เข้าถึงง่าย และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน โอกาสที่สังคมแห่งการเรียนรู้จะเติบโตขึ้นจากหนังสือก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น

ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว ประเทศไทยเต็มไปด้วยร้านหนังสือแบรนด์ใหญ่ที่มีสาขามากมายตามห้างสรรพสินค้า บนสถานีรถไฟฟ้า ตลอดจนร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่อยู่สองข้างทางเดิน จนผู้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่าย 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบการอ่านของก็คนเปลี่ยนไป เกิดเว็บไซต์ เกิดโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นิตยสารถึงยุคอวสาน หนังสือเล่มเริ่มหายาก ร้านหนังสือตามห้างก็เริ่มปิดตัว ปิดสาขา เช่นเดียวกับแผงหนังสือปลีกย่อยตามสถานที่ต่าง ๆ ก็ทยอยหายไป 

ขณะเดียวกัน ก็ใช่ว่าความต้องการการอ่านจะหมดไป เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังขวนขวายหาหนังสืออ่าน เช่นเดียวกับร้านหนังสืออีกประเภทหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งอยูในห้าง ไม่ได้เป็นสาขาของแบรนด์ใหญ่ ก็พร้อมรอต้อนรับพวกเขาเหล่านี้อยู่ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ร้านหนังสืออิสระ

จุดเด่นของร้านหนังสืออิสระ สำหรับ ชัยพร ขยายความว่าเป็นเรื่องความความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับพนักงานขาย 

พนักงาน ร้าน Chain store หรือสาขาของแบรนด์ใหญ่ จะมีหน้าที่แค่รับและทอนเงิน หรือช่วยค้นหาหนังสือในร้าน ต่างจากร้านหนังสืออิสระที่เป็นสถานที่สร้างบทสนทนาใหม่ ๆ มากกว่าแค่ซื้อขายหนังสือ

“ถ้าเกิดคุณไปที่ร้านหนังสืออิสระ คุณถามว่ามีหนังสือเล่มนี้ไหม คนขายหรือเจ้าของร้านอาจจะชวนคุณต่อว่า คุณชอบเรื่องประมาณนี้เหรอ นอกจากเล่มนี้แล้ว มีเล่มอื่นอีกนะ ที่อาจจะดีกว่าหรือแย่กว่า มันมีบทสนทนาเกิดขึ้น”

ชัยพร อินทุวิศาลกุล จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์

ชัยพร ยังบอกว่า พอเป็นร้านหนังสืออิสระ เมื่อผู้อ่านกับเจ้าของร้านพบกันบ่อยครั้ง ก็จะกลายเป็นคนรู้จักกัน กลายเป็นการสร้างชุนชนคนอ่านหนังสือไปในตัว

เมื่อร้านหนังสือ Chain store ถูกปิดตัวลง หรือต้องขายสินค้าอื่นที่ไม่ใช่หนังสือเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ จึงเปิดโอกาสให้ร้านหนังสืออิสระถูกพบเห็นมากขึ้น และการผลักดันให้ย่านหนังสืออิสระที่มีอยู่หลายสิบร้านในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ กลายเป็นคอมมูนิตีของคนที่มีความสนใจคล้าย ๆ กัน อีกทั้งร้านหนังสือเหล่านี้ไม่ใช่สาขาของแบรนด์ใหญ่ นี่จึงเป็นหลักคิดสำคัญของโครงการ BKK BOOK District ในการออกแบบกิจกรรมและคาร์แรคเตอร์ให้กับพื้นที่ต่าง ๆ กันไปได้อย่างอิสระ

“มากกว่าพื้นที่ขายคืออะไร? มากกว่าพื้นที่ขายคือพื้นที่ที่เราสามารถไปพบปะคนอื่น ๆ ที่มีความสนใจเหมือนกัน หรือการที่เราจะมีโอกาสได้พบปะนักเขียนที่เราชอบ แล้วเรารู้ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน เพราะว่าร้านหนังสือจะมีอัตลักษณ์แต่ละร้านเฉพาะตัว”

ดลพร ชนะชัย หนึ่งในทีม Cloud-floor

แม้สื่อดิจิทัลจะเติบโต แต่การฟื้นคืนชีพของร้านหนังสือกำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น สมาคมผู้ขายหนังสืออเมริกันรายงานว่ายอดขายในวันร้านหนังสืออิสระปี 2025 พุ่งสูงขึ้นกว่า 77% และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีร้านหนังสืออิสระเปิดใหม่มากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ

ส่วนที่อังกฤษ คน Gen Z คือลูกค้ากลุ่มหลักของร้านหนังสือ เพราะได้รับอิทธิพลจาก BookTok หรือเทรนด์ชุมชนคนรักการอ่านใน TikTok ที่หลาย ๆ คนเข้ามาแนะนำหนังสือน่าสนใจจนสามารถกระตุ้นยอดขายได้จริง ๆ

นอกจากนี้ การเกิดขึ้นของย่านหนังสือยังมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ c]tการท่องเที่ยว เพราะช่วยเพิ่มการจ้างงาน ดังเช่น เมืองหนังสืออย่าง Hay-on-Wye ที่เวลส์ หรือ Wigtown ที่สกอตแลนด์ ก็เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ในฐานะย่านวัฒนธรรมที่มีความสำคัญ ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ในระดับหลายแสนคนต่อปี สร้างรายได้หมุนเวียนให้โรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าท้องถิ่น

เมื่อเป็นการสร้างย่านหนังสือที่ประกอบด้วยร้านหนังสืออิสระ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะอยู่ห่างไกลความสนใจของคนทั่วไป บางคนอาจไม่รู้จักร้านหนังสือเหล่านี้ จนกลายเป็นคำถามว่า โครงการย่านหนังสือ ถูกออกแบบมาเป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม หรือ niche เกินไปหรือเปล่า

ในฐานะคนทำโครงการ BKK BOOK District อย่าง ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์ นักพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อาวุโส สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA บอกว่า มีการสำรวจความคิดเห็น และพบว่าผู้เข้าร่วมชมโครงการคาดหวังกับสิ่งนี้มาก และอยากให้ผลักดันการมีย่านหนังสือย่างจริงจัง หากมีย่านหนังสือเกิดขึ้นจริง ๆ ก็จะเป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองเปลี่ยนไป และเมื่อเกิดไลฟ์สไตล์แบบใหม่ในย่าน

หนังสือ ก็อาจจะทำให้วัฒนธรรมการอ่านเติบโต จนกระทั่งเกิดกิจกรรมใหม่ ๆ คือหยิบหนังสือติดมือไปอ่านนอกบ้าน

“ตอนแรกมีความรู้สึกว่าเรื่องหนังสือเป็นเรื่องที่เฉพาะทางมากๆ แบบคนอ่านหนังสือจะต้องทำย่านหนังสือ คนที่จะมาน่าจะต้องเป็นคนที่แบบหนอนหนังสือ รักหนังสือ แต่จริง ๆ แล้วมันแตะคนได้ในวงกว้างมากกว่านั้น”

ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์ นักพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อาวุโส CEA

หนังสือเป็นสินค้าราคาแพงมากจนคนไม่ซื้ออ่านจริงหรือ ?

อีกหัวข้อหนึ่งที่เคยเป็นที่ถกเถียงกันบนโซเชียลมีเดีย คือราคาของหนังสือบ้านเราแพงเกินไป และแพงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้คนตัดสินใจว่า หากมีเงินในมือสักสองสามร้อยบาท อาจจะต้องเลือกระหว่างหนังสือกับข้าว 

คำถามที่ตามมาอีกอย่างน้อย 2 ข้อคือ หนังสือราคาแพงจริงไหม และเงินที่เราจ่ายค่าหนังสือ เราซื้อแค่สินค้าที่เป็นกระดาษ หรือได้คุณค่าบางอย่างติดมือมาด้วย

ในยุคเฟื่องฟูของหนังสือ มีร้านแบรนด์ใหญ่ มีผู้คุมตลาด และสายส่ง ซึ่งหากดูโครงสร้างราคาหนังสือ ในราคาปก 100 บาท จะพบว่า

  • ร้านหนังสือ และสายส่ง 45 บาท 

  • สำนักพิมพ์ 55 บาท ประกอบด้วย
    • ค่าพิมพ์ 20 บาท
    • ลิขสิทธิ์นักเขียน 10 บาท 
    • ค่าคนทำงานหนังสือ 25 บาท

“ถามว่าแพงไหม ถ้าเทียบกับโลกเจริญแล้ว แน่นอนว่ามูลค่าของหนังสือมันค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับอัตราค่าครองชีพที่คนในประเทศนี้ได้รับอยู่”

ชัยพร อินทุวิศาลกุล จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์

ขณะที่ ปิยะพร มองว่าหนังสือก็ไม่ต่างจากสินค้าอื่น ๆ ที่ปรับตัวขึ้นตามราคาตลาดและเวลาที่ผ่านไป เหมือนอาหารและข้าวของอื่น ๆ 

“การจะซื้อหนังสือ 1 เล่ม ถึงแม้จะราคาสูง แต่มันก็ไม่ได้สูงเกินไป เพราะว่าเล่มหนึ่ง เราสามารถวนกลับมาอ่านได้ไม่รู้กี่รอบ ถ้าเรารู้สึกว่าในช่วงเวลาหนึ่งเล่มนี้มันตอบโจทย์แบบนี้ แต่พออีกผ่านไปสักระยะหนึ่ง เราก็จะคิดกลับว่าเราอยากเปิดเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอีก แล้วความรู้ที่เราได้รับมันก็จะไม่เหมือนกัน”

ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์ นักพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อาวุโส CEA

ความแตกต่างของหนังสือจากสินค้าอื่น ๆ จึงอยู่ที่คุณค่าที่บางครั้งอาจวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ 

ด้วยความเป็นคนชอบซื้อหนังสือ ดลพร ก็ยอมรับว่าหนังสือมีราคาแพงขึ้นจริง ๆ แต่ราคาที่จ่ายไปนั้นแลกมาด้วยคุณค่าบางอย่าง เช่น รูปเล่ม ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของนักเขียน อีกทั้งหนังสือหนึ่งเล่ม เกิดจากความพยายามของคนทำงานจำนวนมาก จึงไม่ลังเลใจที่จะจ่าย

“ถ้าพูดถึงภาพรวมในอุตสาหกรรมหนังสือก็คิดว่ามันค่อยๆ สูงขึ้นจริงๆ ไม่ว่าจะไปงานหนังสือ หรือเวลาไปซื้อหนังสือตามร้าน ก็รู้สึกว่าการที่จะซื้อหนังสือหนึ่งเล่มได้ มันกำลังที่ต้องจ่าย มันเริ่มคิด แต่ก็ยังซื้ออยู่ แต่ว่าเริ่มมีคิดว่าแต่ก่อนบางทีเราอยากได้เราจะซื้อเลย แต่เดี๋ยวนี้มันเริ่มคิดมากขึ้น”

ดลพร ชนะชัย หนึ่งในทีม Cloud-floor

ดาบสองคมของงานลดราคาหนังสือ

เมื่อการซื้อหนังสือในร้านปกติ ไม่ว่าจะเป็นร้านอิสระหรือร้านออนไลน์มีราคาแพงเกินกว่าที่บางคนจะยอมจ่ายได้ง่าย ๆ งานหนังสือระดับชาติที่จัดขึ้นปีละสองครั้ง จึงเป็นสองงานใหญ่ที่ผู้คนรอคอย เพราะในงานจะมีสำนักพิมพ์และร้านหนังสือจำนวนมากมาเปิดบูธลดราคา ซึ่งบางครั้งหนังสือในงานจะถูกกว่าปกติครึ่งต่อครึ่ง

ประเด็นนี้ นำไปสู่การวิพากษ์ของคนที่เห็นไม่ด้วยว่า การลดราคาหนังสือทำลายกลไกตลาดในวงการ และทำให้หนังสือกลายเป็นแค่สินค้าลดราคาที่ล่อตาล่อใจให้คนซื้อ แต่ไม่ได้สร้างความจูงใจให้เกิดการอ่านจริง ๆ จนนำไปสู่สิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘กองดอง’ 

“ผมว่ามันเหมือนการฉีดยา มาซื้อหนังสือเถอะ ปีละ 2 ครั้ง ถูกแน่ ๆ อะไรอย่างนี้ ทางหนึ่งมันไม่ดีเท่าไหร่ต่อ Mentality ของคน มันทำให้คนมองหนังสือ ว่าแบบ เฮ้ย ของถูกซื้อเถอะ”

ชัยพร อินทุวิศาลกุล จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์

“สุดท้ายเราไม่ได้อ่านมันหรอก เราซื้อเหมือนมันเป็นการทำให้คนรู้สึกดีว่าประหนึ่งว่าจะได้อ่านหนังสือผ่านการซื้อ แต่การซื้อไม่เท่ากับการอ่านไง และงานหนังสือ 2 ครั้งมันพูดถึงการซื้อ ใช่ไหมครับ”

ชัยพร อินทุวิศาลกุล จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์

ในมุมของคนทำโรงพิมพ์และสำนักพิมพ์ งานหนังสือน่าจะทำให้เป็นอีเวนต์ที่ทำให้พวกเขาได้เงินสดกลับไปโดยตรง ไม่ต้องผ่านสายส่งหรือคนกลางใด ๆ และแม้ว่างานหนังสือจะส่งผลกระทบให้คนซื้อหนังสือจากร้านปกติน้อยลง แต่งานหนังสือ 2 ครั้งต่อปีก็ทำให้สำนักพิมพ์ต่าง ๆ มีเงินเพียงพอจะหล่อเลี้ยงธุรกิจต่อไป 

“มันเป็นเหรียญ 2 ด้านอยู่แล้ว ทางหนึ่งก็ทำให้สำนักพิมพ์อยู่ได้ ยังผลิตหนังสือได้อยู่ แต่อีกทางหนึ่ง ในแง่วัฒนธรรมมันอาจจะไม่ดีเท่าไหร่ ผมว่าอันนี้เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องแปลก มีไม่มีกี่ประเทศในโลกที่อนุญาตให้มีงานหนังสือแบบลดราคานะ”

ชัยพร อินทุวิศาลกุล จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์

ชัยพร ให้เหตุผลว่า บางประเทศถึงกับต้องมีการออกกฎหมายห้ามจัดเทศกาลลดราคาหนังสือ หรือขายหนังสือออกใหม่ในราคาต่ำกว่าปก เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำลายร้านหนังสือรายย่อยที่ต้องพึ่งยอดขายทั้งปี

ในการทำโครงการ BKK BOOK District เมื่อพูดถึงการขายแบบลดราคาในงานหนังสือ ปิยะพร ได้รับข้อมูลจากร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กว่า ควรจะต้องมีนโยบายควบคุมราคาหนังสือ เพราะร้านที่มีขนาดเล็ก มีต้นทุนต้องจ่ายมากกว่า ทำให้ราคาหนังสือถูกตั้งไว้สูงกว่าร้านใหญ่ที่สามารถจัดโปรโมชั่นลดราคาได้ ซึ่งรวมถึงการลดราคาในงานหนังสือด้วย

“บางท่านก็พูดเลยว่าพอหนังสือออกมาในช่วง 6 เดือนแรก คิดว่าทั้งประเทศควรจะต้องควบคุมราคาหนังสือให้มีราคาขายที่เท่ากัน หรือบางท่านหลาย ๆ ก็พูดถึงในเรื่อง shelf life ของหนังสือเลยว่าจะต้องกำหนดราคาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน”

ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์ นักพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อาวุโส CEA

ในส่วนนโยบายจากภาครัฐ THACCA หรือสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ก็มีแนวคิดเปลี่ยนอุตสาหกรรมหนังสือให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น ลดราคาหนังสือ ลดต้นทุนการผลิต และผลักดันงานเขียนไทยสู่เวทีโลก 

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชน ก็นำเสนอการพัฒนาการอ่านในแนวทางที่ไม่ต่างกันมากนัก โดยมองว่าปัญหาของอุตสาหกรรมหนังสือมี 3 ด้าน คือ วัฒนธรรมการอ่านที่เปราะบาง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงหนังสือของคนในต่างจังหวัด และมูลค่าตลาดหนังสือที่ถดถอยลงอย่างมากในรอบ 10 ปี จึงวางเป้าหมายของการแก้ปัญหาว่า ต้องสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เป็นวิถีชีวิต และผลักดันให้เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อเวลาเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้คนเลือกเสพอย่างอื่นมากกว่าหนังสือ

จากปรากฏการณ์ทั้งหมด คงเห็นภาพได้ว่า วัฒนธรรมการอ่านต้องการการฟื้นฟู เช่นเดียวกับวงการหนังสือก็ควรจะถูกให้คุณค่ามากขึ้น โดยทั้งในระดับนักอ่าน ประชาชน และผู้กำหนดนโยบาย

แต่ต้องไม่ลืมว่า ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้วัฒนธรรมการอ่านหนังสืออยู่ในช่วงขาลง คือ สื่อในรูปแบบอื่น ๆ ที่เข้ามาแทนที่ ทั้งโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือกิจกรรมอื่น ๆ จนทำให้ต้นทุนอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการอ่านเสียไป นั่นคือ เวลา

บางคนอาจบอกว่า การอ่านหนังสือ หรือการเดินไปร้านหนังสือ คือกิจกรรมของคนที่มีเวลาเหลือ เพราะเวลาเป็นสิ่งมีมูลค่าสูงสำหรับทำมาหากิน และปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เป็นอยู่อาจไม่ได้เอื้อให้คนมีเวลาว่างเท่าเทียมกัน

“เวลาเป็นสิ่งที่เผลอๆ มีมูลค่ามากกว่าหนังสือด้วยซ้ำ ตราบใดที่สังคมยังไม่ได้รู้สึกว่ามีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากนัก”

ชัยพร อินทุวิศาลกุล จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์

ด้าน นัฐพงษ์ ก็เห็นด้วยว่า เวลาเป็นต้นทุนที่สำคัญ สำหรับคนที่ทำงานมา 8-10 ชั่วโมงทั้งวัน พอกลับบ้านก็อาจจะเลือกทำอย่างอื่น เพราะการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ แต่ก็ใช่ว่า การอ่าน จะหายไปจากชีวิตของผู้คน เพียงแต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป 

“แต่ในอีกระดับหนึ่ง ถ้าเราตัดคำว่าอ่านหนังสือมาเปลี่ยนเป็นการอ่าน ผมคิดว่าอาจจะเป็นปัจจัยที่ย้อนแย้งกันมากขึ้น ก็คือว่า จริง ๆ แล้วคนใช้เวลาการอ่านนะ แต่อ่านอะไร? เช่น สมมติว่าเราทำงานเหนื่อยจริง 10 ชั่วโมงกลับมา แต่เราไถ Facebook เราอ่าน เราฟัง TikTok อ่าน YouTube อ่านอะไรก็แล้วแต่ที่เราสนใจ เพียงแต่ว่ามันเปลี่ยนการอ่านจากหนังสือไปเป็นเทคโนโลยี แต่ผมเชื่อว่าคนยังอ่านอยู่ เพียงแต่ว่าเขาอ่านอะไร”

นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย สถาปนิก นักออกแบบ และผู้ก่อตั้ง Cloud-floor 

สถานการณ์การอ่านในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าผู้คนเลิกอ่าน แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการเสพสื่อ จากการอ่านหนังสือเล่ม ไปสู่การรับข้อมูลแบบสั้นบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น

สถิติการอ่านของคนไทย ทั้งหนังสือเล่มและ E-book อาจจะดีขึ้น แต่สถิติก็บอกว่า คนไทยใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียมากถึงวันละ 2 ชั่วโมงกว่า และยังคงใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแอปพลิเคชั่น TikTok เพื่ออัปเดตเทรนด์ ติดตามข่าว และความบันเทิง

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนใช้เวลาไปกับการเสพโซเชียลมากขึ้นคือ คลิปวิดีโอสั้น ซึ่งมาแรงบนทุกเพลตฟอร์ม มีข้อมูลระดับโลกบอกว่า ผู้คนใช้เวลากับ TikTok เฉลี่ย 37-38 ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่งจำนวนเวลาเท่านี้ ครั้งหนึ่งเป็นเวลาสำหรับอ่านหนังสือและทำกิจกรรมอื่น ๆ 

นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่องการเสพสื่อบนโซเชียลมีเดยของ Global Web Index ว่า คลิปแบบสั้นจะใช้วิธีดึงความสนใจ ให้ความรู้สึกดีได้ทันที และให้คนดูรู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการโต้ตอบ ขณะที่การอ่านหนังสือต้องใช้พลังงานความคิด จินตนาการ และใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่า

แต่อีกด้านหนึ่ง การอยู่กับโซเชียลมีเดียก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนไม่ได้เลิกรับข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นการเลือกรับข้อมูลที่ผ่านการคัดกรอง ปรุงแต่ และย่อยมาแล้ว จนเป็นเรื่องราวสำเร็จรูป ง่ายต่อการเสพ เข้าใจง่ายในหน้าจอเดียว โดยงานเขียนรูปแบบนี้หลาย ๆ เพจในไทยก็นิยมทำกัน คือ เขียนด้วยประโยคสั้น ๆ แต่พอนำมารวมกันแล้วยาวเท่าหลายหน้ากระดาษ ซึ่งเพจเหล่านี้ก็ยังมียอดผู้ติดตามและคนอ่านจำนวนมาก

แล้ว ‘โซเชียลมีเดีย’ ทดแทนการอ่านหนังสือได้หรือไม่ ?

แม้การเสพสื่อจะถูกคลิปสั้นเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ก็จริง แต่พฤติกรรมการอ่านของคนก็ยังคงอยู่ เพียงแต่มีความหมายที่เปลี่ยนไปจากเดิม

ด้วยข้อจำกัดบางอย่างของหนังสือ เช่น ราคา หาร้านหนังสือยาก หรือบางคนอาจจะอยู่คอนโด ไม่มีที่เก็บหนังสือมากมายขนาดนั้น คำตอบของการอ่านจึงอยู่ที่ E-book บทความออนไลน์ยาว ๆ ทั้งบนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย

สิ่งที่ทำให้การอ่านเนื้อหาบนสื่อออนไลน์มีความได้เปรียบมากกว่าหนังสือเล่ม นั่นคือ ข่าวสาร ข้อมูล ที่อยู่บนโลกออนไลน์มีมากกว่าแค่ตัวหนังสือ โดยสามารถเอาสื่อหลาย ๆ รูปแบบมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็น อินโฟกราฟิก วิดีโอสั้นประกอบบทความ บทสัมภาษณ์ที่แทรกอยู่ในเนื้อหา และที่สำคัญ โลกออนไลน์มีความทันสมัยและอัพเดตได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่นิตยสารและหนังสือพิมพ์ทำไม่ได้

เทรนด์ในต่างประเทศยังพบว่า การอ่านงานรูปแบบยาว ๆ ออนไลน์ อย่างบทความหรือบทวิเคราะห์ ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนและผู้อ่านได้ง่ายมาก ผู้อ่านสามารถโต้ตอบหรือแม้แต่สนับสนุนนักเขียนที่ตนเองชื่นชอบได้โดยไม่ต้องพบหน้ากัน 

เราจึงอาจสรุปได้ว่า ความสนใจใคร่รู้และความต้องการอ่าน ‘ตัวอักษร’ ยังไม่หายไปไหน

“หนังสือมันคือสิ่งประดิษฐ์ของศตวรรษที่ 15 ถูกไหม มันอยู่มาถึง 21 มันก็น่ามหัศจรรย์พอสมควรแล้ว”

ชัยพร อินทุวิศาลกุล จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์

ทักษะสำคัญที่ซ่อนอยู่ระหว่างความพยายามที่ต้องอ่านยาว ๆ ทำความเข้าใจอะไรที่ซับซ้อนเหล่านี้ อาจเป็นทักษะจำเป็นสำหรับผู้คนกลุ่มนึง แต่ขณะเดียวกัน การที่ความรู้ถูกทำให้เข้าถึงง่าย สนุก และใช้เวลาไม่มาก ก็อาจจะเหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ทั้งหมดนี้ ก็ยังมีความจำเป็นที่รัฐและทุกองคาพยพของสังคมต้องสนับสนุนให้วัฒนธรรมการอ่านเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา

แม้ยุคสมัยของหนังสือจะอยู่ในช่วงขาลง และแม้จะยังลงไม่สุด แต่วันแห่งการเปลี่ยนแปลงก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หนังสือที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งรวมความรู้สารพัด เริ่มที่จะเปลี่ยนเป็นรูปแบบอื่น ๆ ที่เข้าถึงง่ายขึ้น 

แต่ถ้าเรามองโลกอย่างเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงเป็น ความรู้ ขณะที่หนังสือในรูปแบบเดิมก็ยังคงมีคุณค่าของมันเอง เพียงแต่จะเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ไปบ้างเท่านั้น

Author