โศกนาฏกรรมดินโคลนถล่มที่ บ้านดอยแหลม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 67 คร่าชีวิตชาวบ้านถึง 6 คน หนึ่งในนั้นคือ อดีตพ่อหลวง หรือ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ซึ่งคอยยึดเหนี่ยวกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในชุมชนนี้ไว้ด้วยกัน

ผ่านมาเกือบ 2 ปี แต่ภาพความสูญเสียครั้งนั้นยังคงทิ้งบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้คนที่นั่นไม่เคยลืม
ปะสอ – ธีรเดช ปะฟู คือคนหนึ่งที่ชีวิตพลิกผันภายในชั่วข้ามคืน เหตุการณ์ดินถล่มไม่เพียงทำให้เขาและครอบครัวต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน แต่ความเจ็บปวดยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำที่เต็มไปด้วย ความรู้สึกผิด เมื่อ ปะสอ เชื่อว่าเขาเองมีส่วนทำให้เพื่อนบ้านเสียชีวิต จากกองดิน กองโคลนที่พัดถล่มหายไปต่อหน้าต่อตา จากการที่ต้องมาช่วยเหลือครอบครัวของเขาขณะเกิดเหตุ
จากชีวิตที่มั่นคง มีร้านขายของชำ ร้านก๋วยเตี๋ยว ที่เป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัว ปัจจุบันปะสอต้องพาภรรยา และลูกอีก 3 คน ไปขออาศัยสร้างเพิงพักชั่วคราวบนที่ดินของคนอื่น ด้วยเงินเก็บก้อนสุดท้ายเพียง 9,000 บาท อาศัยรับจ้างรายวัน ถอนหญ้าในสวนส้ม แลกค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาท เพื่อหาเงินมาสร้างบ้านหลังใหม่ที่ยังมองไม่เห็นทางว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

“งานมีอยู่ แต่รายได้ลดลง ค่างวดรถที่ใช้ลงไปซื้อของบางเดือนไม่มีจ่ายก็ต้องเลื่อนเขาไปก่อน ลำบากมากจากที่ใช้ชีวิตมั่นคง เราไม่เคยเผชิญเหตุการณ์อะไรแบบนี้เลย”
ปะสอ
บ้านดอยแหลม ถูกระบุเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ ดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นที่ลาดชันสูง อยู่ในเส้นทางน้ำหลากตามธรรมชาติ และชั้นดินไม่เสถียร เมื่อเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวน จึงทำให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงได้ง่าย
แต่ถึงอย่างนั้น กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ลาหู่ที่อาศัยอยู่ที่นี่มานานกว่า 60 ปี 230 หลังคาเรือน 1,100 คน พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำเป็นจะต้องอยู่ในพื้นที่เสี่ยงนี้ต่อไป
ท่ามกลางความสิ้นหวัง พ่อหลวงวี – เจตกรวีร์ จิรารัชต์พงศ์ ก็ขึ้นมาทำหน้าที่พ่อหลวงคนใหม่ของบ้านดอยแหลม บทบาทที่เขาได้รับกำลังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชุมชนเริ่มมองเห็นทางรอด

พ่อหลวงวี คือ อดีตวิศวกร หนุ่มวัย 33 ปี ที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตในเมืองใหญ่ กลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิด และรับภาระอันหนักอึ้งในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ในช่วงที่คนในชุมชนเผชิญกับวิกฤตและความสูญเสียครั้งใหญ่
สิ่งที่พ่อหลวงวีทำ ไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูบ้านเรือนที่เสียหาย แต่ยังใช้ความรู้ด้านวิศวกรรม มาจัดการกับความเสี่ยงต่าง ๆ โดยพยายามโน้มน้าว เจรจาให้ชาวบ้านเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการน้ำในครัวเรือน เช่น การต่อท่อระบายน้ำ ไม่ให้ไหลลงสู่หน้าดินโดยตรง ซึ่งจะทำให้ดินอ่อนตัว รวมถึงการนำเทคนิคการสร้างบ้านต้านแผ่นดินไหว และดินสไลด์มาใช้สำหรับบ้านที่จะสร้างใหม่ของปะสอ และผู้ประสบภัยคนอื่น ๆ
“การแก้ปัญหาในชุมชน เราไปรอแต่ข้างนอกอย่างเดียวมันช้า ชุมชนต้องเป็นหลักด้วย”
พ่อหลวงวี

นอกจากพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อลดความเสี่ยงอันตราย พ่อหลวงวี ในฐานะของผู้นำรุ่นใหม่ ยังเชื่อว่าองค์ความรู้เพื่อการรับมือภัยพิบัติในชุมชน ยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการปลูกฝังให้เด็ก ๆ เยาวชน ที่ส่วนใหญ่เคยผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงของดินถล่มมาพร้อมกับครอบครัว ได้ร่วมเรียนรู้ และตื่นตัวกับการเฝ้าระวังป้องกับเหตุ
อย่างการเรียนรู้วิธีการตรวจวัดปริมาณน้ำฝนที่ติดตั้งไว้หลายจุดภายในชุมชน พร้อมทั้งให้เยาวชนได้เป็นอาสาคอยอ่านค่าน้ำฝน เพื่อระวังป้องกันในวันที่ฝนตกหนัก ซึ่งพ่อหลวงวี เชื่อว่า นี่คือวิธีการรับมือภัยพิบัติที่ยั่งยืนมากกว่าการรอคอยความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก
อยู่ สู้ หนี ดินถล่ม ดอยแหลม บทเรียนภัยพิบัติ
การลุกขึ้นมาของผู้คนที่บ้านดอยแหลม จากผู้ประสบภัย จนกลายมาเป็นผู้รับมือภัยพิบัติ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม นอกจากองค์ความรู้ด้านวิศกรรมของพ่อหลวงวี ยังมีความร่วมมือจากนักวิชาการ นำโดย รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญดินถล่ม หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ วิศวกรรมปฐพีเเละฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยง เพื่อแยกแยะความแตกต่างระหว่างคำว่า ล่อแหลม คือ พื้นที่ตั้งบ้านขวางทางน้ำหรืออยู่ริมไหล่เขาชัน และ เปราะบาง คือ โครงสร้างบ้านที่หนักและไม่ยืดหยุ่น ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านมีองค์ความรู้ประเมินความเสี่ยง และมีระบบเตือนภัยเบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตัวเอง เปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ

การเข้ามาของ รศ.สุทธิศักดิ์ และทีมงาน มูลนิธิมดชนะภัย ที่บ้านดอยแหลม ไม่ใช่การสวมหมวกนักวิชาการที่มาบรรยายทฤษฎีแล้วจากไป แต่คือการ ลงพื้นที่จริงแบบเดินเท้าทำแผนที่ ร่วมกับพ่อหลวงวี และชาวบ้าน เพื่อสำรวจทุกร่องน้ำและไหล่เขา การทำงานครั้งนี้หัวใจสำคัญคือ การมีส่วนร่วม โดยใช้กระบวนการนำวิทยาศาสตร์มาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
เริ่มต้นด้วยการชวนชาวบ้านกางแผนที่ภูมิศาสตร์เทียบกับที่ตั้งหมู่บ้านปัจจุบัน และที่สำคัญคือการตั้งคำถามกับผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อสืบค้นข้อมูลในอดีตว่าแนวเขตดั้งเดิมที่ปลอดภัยอยู่ตรงไหน ร่องน้ำไหนที่เคยมีประวัติการไหลหลาก การที่ชาวบ้านเป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของปัญหาและนำไปสู่ความร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
ขณะที่ปัญหาใหญ่ของพื้นที่ดอยแหลม รวมถึงพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ คือสภาพความเป็นจริงที่ว่าบ้านอยู่ในจุดเปราะบาง แต่ไม่สามารถย้ายออกได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์และที่ดินทำกิน

รศ.สุทธิศักดิ์ เน้นย้ำว่า การรับมือดินถล่ม ไม่ได้มีแค่การหนี แต่คือการสร้างโครงสร้างเพื่อป้องกันภัย การให้ความรู้เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างบ้าน เช่น การยกใต้ถุนสูงให้น้ำลอดผ่านได้ การไม่ถมดินเพิ่มบนทางลาดเชิงเขา การจัดการระบบระบายน้ำหน้าดินไม่ให้กัดเซาะ
รวมถึงนวัตกรรมที่ชาวบ้านทำเองได้อย่าง TR Block (บล็อกกันดิน) ถือเป็นการดึงศักยภาพของชุมชนออกมาใช้อย่างเต็มที่ ทำให้ชาวบ้าน “รู้ รับ ปรับตัว” และอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่แปรปรวนได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
รูปแบบการรับมือภัยพิบัติ จากปรับตัวสู่การหนีอย่างเป็นระบบ
การจัดการพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติไม่ได้มีสูตรสำเร็จเดียว แต่ต้องจัดระดับตามความรุนแรงและบริบทของพื้นที่
- อยู่แบบปลอดภัย (ปรับปรุงได้) หากยังต้องอยู่ในพื้นที่เดิม ต้องเสริมความแข็งแรงของบ้าน ยกพื้นสูง ปรับปรุงรางระบายน้ำ และไม่ปลูกบ้านขวางร่องน้ำ
- ซ้อมอพยพและเตือนภัย หากโครงสร้างบ้านปรับปรุงไม่ได้แล้ว ต้องพึ่งพาระบบเตือนภัยที่แม่นยำ เช่น กระบอกวัดน้ำฝน และต้องมีการซ้อมอพยพอย่างสม่ำเสมอในระดับชุมชน
- ย้ายเร่งด่วน (ย้ายออก) สำหรับบ้านที่ตั้งอยู่ตรง ร่องน้ำไหล หรือ จุดรับโคลนตะกอน ซึ่งมีความล่อแหลมสูงสุด การย้ายออกคือทางเลือกเดียวเพื่อรักษาชีวิต
แม้หลักการย้ายออกจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในเชิงกายภาพ แต่ในมิติทางสังคม นี่คือประเด็นที่เปราะบางอย่างยิ่ง คำถามสำคัญ คือ สุดท้ายถ้าเขาจะต้องย้าย จะไปอยู่ที่ไหน ?
เพราะหากรัฐใช้วิธีอพยพคนบนดอยลงมาอยู่ด้านล่างโดยไม่วางแผนรองรับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการ เปลี่ยนวิถีชีวิต อย่างสิ้นเชิง จากเกษตรกรที่มีที่ทำกิน และจัดการทรัพยากรตัวเองได้ พวกเขาอาจถูกบีบให้กลายเป็น คนที่ไร้อาชีพ ไร้รากเหง้า และตกอยู่ในวังวนความเหลื่อมล้ำ ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่การหาพื้นที่ปลอดภัย แต่คือการจัดสรรที่ดินอย่างเหมาะสมที่ต้องครอบคลุมถึงคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

ข้อเสนอเชิงนโยบายปลดล็อกพื้นที่ทับซ้อน สร้าง Sandbox สู้ภัยพิบัติ
ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 5.7 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม แต่สิ่งที่ทำให้หลายฝ่ายยังกังวลคือ ช่องโหว่ทางกฎหมาย ชุมชนหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับกฎหมายป่าไม้และอุทยานฯ ทำให้หน่วยงานรัฐไม่สามารถนำงบประมาณเข้าไปสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรม เช่น กำแพงกันดินมาตรฐาน เพื่อป้องกันดินถล่มได้ เพราะติดกฎหมายอนุรักษ์
จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ ดังนี้
- เร่งผลักดัน กฎหมายสโลป (Slope Law) พ.ร.บ. การป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่สูง เพื่อปลดล็อกให้รัฐสามารถเข้าไปสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนบนพื้นที่ทับซ้อนได้
- สร้างพื้นที่นำร่อง ออกแบบกฎหมายเฉพาะพื้นที่เพื่อทดสอบนวัตกรรมและโครงสร้างป้องกันภัย ทลายคอขวดระบบจัดซื้อจัดจ้างของราชการ
วิกฤตดินถล่ม ไม่ใช่แค่เรื่องของภัยธรรมชาติ แต่เป็นบททดสอบประสิทธิภาพของการจัดการระดับโครงสร้าง รัฐต้องเลือกว่าจะปล่อยให้กฎหมายแช่แข็งความปลอดภัยและปล่อยให้ชาวบ้านรอรับชะตากรรม หรือจะบูรณาการความรู้ทางวิศวกรรม ปลดล็อกข้อจำกัด และคืนสิทธิในการมีชีวิตรอดอย่างมีศักดิ์ศรีให้กับประชาชนบนพื้นที่สูงอย่างแท้จริง
เจาะสถิติดินถล่ม ภัยเงียบประเทศไทย
สำรวจพื้นที่เสี่ยง 26% ประชากร 5.7 ล้านคนอยู่ในจุดอันตราย
สถานการณ์แผ่นดินถล่มในประเทศไทยทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเชิงสถิติจากการสำรวจของ กรมทรัพยากรธรณี และ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เผยให้เห็นถึงตัวเลขพื้นที่เสี่ยงและผลกระทบที่ครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการเกิดซ้ำซากในพื้นที่เดิม และข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้การป้องกันเชิงโครงสร้างไม่สามารถทำได้จริง

โดยพื้นที่ความเสี่ยงทั่วประเทศ 1 ใน 4 ของพื้นที่ประเทศไทยจากการสำรวจแผนที่พื้นที่โอกาสเกิดดินถล่ม พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงในระดับปานกลางถึงสูงมาก ครอบคลุม 54 จังหวัด 462 อำเภอ 1,985 ตำบล 15,080 หมู่บ้าน ขนาดพื้นที่ รวม 135,666 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 26% ของพื้นที่ประเทศ
ประชากรกลุ่มเสี่ยง มีถึง 5.7 ล้านคน (10% ของประชากรไทย) อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงระดับสูงถึงสูงมาก มี 7 จังหวัดที่มีพื้นที่เสี่ยงมากกว่า 50% ของพื้นที่ทั้งจังหวัด
- จ.แม่ฮ่องสอน (82%)
- จ.เชียงใหม่ (73%)
- จ.น่าน (70%)
- จ.ยะลา (68%)
- จ.ตาก (64%)
- จ.ระนอง (62%)
- จ.เชียงราย (55%)
(หมายเหตุ: ภาคกลาง อย่าง จ.เพชรบุรี มีพื้นที่เสี่ยงถึง 47% อยู่อันดับ 9 ของประเทศ)
ข้อมูลสถิติจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุดินถล่มรวม 824 ครั้ง ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,446 คน (5,240 ครัวเรือน) มีผู้บาดเจ็บ 54 คน เสียชีวิต 34 คน

โดย ปี 2567 เป็นปีที่มีตัวเลขความสูญเสียสูงที่สุด โดยเกิดดินถล่มถึง 310 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตเฉพาะปีนี้ 27 คน ผู้ได้รับผลกระทบกว่า 10,000 คน (3,300 ครัวเรือน) สาเหตุหลักมาจากปริมาณฝนสะสม อิทธิพลพายุ และสภาพธรณีวิทยาที่อิ่มตัวด้วยน้ำ
ภัยพิบัติ ตัวเร่งความจน คนบนดอย
อีกข้อมูลที่น่าสนใจ พบว่า สถิติดินถล่มซ้ำซาก 44% เกิดขึ้นในตำบลเดิม เมื่อถามความรู้สึกของชาวบ้านดอยแหลมส่วนใหญ่ พวกเขาไม่กล้าอยู่ต่อในพื้นที่ แต่ก็ติดข้อจำกัดกฎหมายอุทยานฯ มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถขยาย หรือย้ายที่อยู่อาศัยไปยังจุดที่ปลอดภัยกว่าได้

นโยบายการจัดการที่ดินจึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่บีบให้คนจนบนดอยต้องวนเวียนอยู่กับภัยพิบัติ จากคนที่พอมีพอกิน ภัยธรรมชาติเพียงครั้งเดียวสามารถทำให้พวกเขากลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวได้ทันที นโยบายแก้จนจึงไม่อาจแยกออกจากการจัดการภัยพิบัติ และการประกันความเสี่ยงให้แก่กลุ่มเปราะบางได้
“เท่าที่ผมรู้คือเรายังไม่ได้ยกประเด็นเหตุดินถล่มให้เป็นที่เป็นวาระที่สำคัญ แต่ตามที่เราเห็นในสื่อภัยต่างๆ เริ่มทวีคูณความรุนแรงเรื่อย ๆ ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐต้องเห็นความสัมคัญตรงนี้อย่างยิ่งมากครับ”
พ่อหลวงวี ตั้งความหวัง
- ติดตามสารคดี คนจนเมือง ซีซัน 6 ตอน “พ่อหลวงวี ลาหู่ กู้ชีวิตดินถล่ม”


