เด็กยากจน : เมื่อค่าเทอมไม่พอ ก็เรียนต่อไม่ได้…ทุนมนุษย์ที่ถูกทิ้งไป ในโลกแห่งความจริง

เด็กยากจน ยังมีที่ยืนอยู่ในโลกยุคนี้ หรือไม่ ?

เป็นคำถามสำคัญ เพราะหากดูในภาพรวมเวลานี้โลกและไทยเผชิญวิกฤตรอบด้าน และกำลังอยู่ใน ภาวะคับขัน เพราะหากดูกันใน เชิงปริมาณ ไทยติด 3 อันดับแรก เด็กเกิดน้อย มาอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงต่อกำลังแรงงานในอนาคตที่มีแนวโน้มลดลง

ปัญหานี้มาพร้อมกับ คุณภาพประชากร ไม่ใช่แค่ระบบการศึกษาที่เปลี่ยนไม่ทันโลก แต่ไทยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทับซ้อนลงไปอีก หากเทียบกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศ จะเห็นว่า ไทยมีกลุ่มเด็กที่เก่งกระจุก เด็กที่มาจากครัวเรือนที่มีฐานะดีไปต่อได้ แต่เด็ก อีก 90% ที่เหลือยังมีปัญหา

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว และ AI กำลังค่อย ๆ ถ่างความเหลื่อมล้ำให้กลายเป็นปัญหาหนักขึ้น เพราะมีเด็กเพียงบางกลุ่มที่เข้าถึง และตามเทคโนโลยีได้ทัน ขณะที่เด็กยากจนกลับเป็นกลุ่มที่ถูกทิ้งห่างมากขึ้นในโลกยุคใหม่

และล่าสุด กับ วิกฤตตะวันออกกลาง ที่กระทบถึงไทยหลายระลอก ลุกลามถึงราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ และ กำลังกระทบถึง เด็กยากจน โดยตรงจากการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายค่าเล่าเรียนทางการศึกษาในช่วงเปิดเทอมนี้ และหากมีไม่พอพวกเขาอาจต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาในที่สุด

ท้ายที่สุด วิกฤตที่เด็กยากจนต้องเจอ จึงมาพร้อมกันทั้งเรื่อง การแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา, การตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อในระบบการศึกษาหรือไม่ และ ทักษะที่พวกเขาตามไม่ทันโลก

ปวรินทร์ พันธุ์ติเวช หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลและติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วิเคราะห์ว่า แม้ในปี 2568 เด็กหลุดระบบการศึกษาจะมีแนวโน้มที่ลดลง แต่นั่นคือ ตัวเลขที่เกิดขึ้นก่อนวิกฤตพลังงาน เวลานี้มี นักเรียนกลุ่มที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนทั่วประเทศ ประมาณ 3 ล้านคน เป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต ขณะที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พยายามเข้าไปอุดหนุนเด็กกลุ่มนี้มากขึ้นอยู่ที่มากกว่า 1.3 ล้านคน

ปวรินทร์ พันธุ์ติเวหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลและติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

“ในภาวะวิกฤตที่ส่งผลถึงราคาเชื้อเพลิงพลังงานที่ขยับขึ้น 40% ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ลุกลามถึงค่าครองชีพ ส่งผลให้เด็กยากจน อาจต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 1,000 บาท ต่อเดือน”

ปวรินทร์ พันธุ์ติเวช

ภาระค่าเล่าเรียน รายจ่ายก้อนใหญ่ของครัวเรือนยากจน

แม้ประเทศไทยจะมี นโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ เด็กยากจนที่สุด 10% ของประเทศ ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 9,420 บาท ตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ค่าเครื่องแบบ ค่าหนังสือเรียน ค่าเดินทาง และ ค่าอาหารเช้า

หากดูในภาพรวมจะพบว่า ค่าเล่าเรียนเป็นภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด เด็ก ๆ ต้องแบกรับ อยู่ที่ 2,708 บาทต่อปี รองลงมาก็คือ ค่าเดินทาง และค่าอาหารเช้า หากเทียบกับ รายได้ของครอบครัวกลุ่มเด็กยากจน จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,236 บาทต่อเดือน ถือเป็นรายจ่ายที่สูง เทียบเท่ากับรายได้ 2 เดือนของเด็กครัวเรือนยากจน

ค่าเล่าเรียน 1 เทอม = รายได้ครัวเรือนยากจน 2 เดือน ซึ่งนักวิจัย ย้ำว่า เป็นข้อมูลก่อนราคาพลังงานสูงขึ้น หากเทียบกับในปัจจุบัน ข้อมูลรายจ่ายจะสูงขึ้นเกือบ 1,000 บาท หรือเทียบเท่ากับรายได้ของเด็กอีกเกือบ 1 เดือนนั่นเอง นี่คือแนวโน้มรายจ่ายที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤต ขณะที่รายได้ของครัวเรือนยากจนกลับไม่เพิ่มขึ้น เป็นความยากลำบากที่ครอบครัวเด็กยากจนต้องพบเจอ

สำหรับภาระค่าใช้จ่ายนักเรียนครัวเรือนยากจน (เฉลี่ยต่อปี) ประกอบด้วย

  • ค่าเล่าเรียน 2,708 บาท คิดเป็น 28.74%

  • ค่าเครื่องแบบ 973 บาท คิดเป็น 10.33%

  • ค่าหนังสือ/อุปกรณ์ 483 บาท คิดเป็น 5.13%

  • ค่าเดินทาง 2,682 บาท คิดเป็น 28.47%

  • ค่าอาหารเช้า 2,574 บาท คิดเป็น 27.33%

  • รวม 9,420 บาท คิดเป็น 100%

ที่มา: อ้างอิงข้อมูลค่าใช้จ่ายทางการศึกษาจากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 ของสภาพัฒน์ฯ และการประมาณการค่าอาหารเช้าเพิ่มเติมโดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.

ค่าเทอมไม่พอ เรียนต่อไม่ได้ ปิดประตูชีวิตเด็กยากจน

ข้อมูลจาก กสศ. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2568 ยังพบด้วยว่า เด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา จำนวน 603,065 คน ลดลงจาก ปี 2566 ที่มีเด็กหลุดระบบมากกว่า 1 ล้านคน

  • ปี 2568 เด็กหลุดระบบ 603,065 คน

  • ปี 2567 เด็กหลุดระบบ 1,025,514 คน

  • ปี 2566 เด็กหลุดระบบ 982,304 คน

ที่มา : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

กสศ. ที่ติดตามข้อมูลการเรียนต่อ ของนักเรียนจากครัวเรือนยากจนที่สุด 15% ของประเทศ ยังพบอีกว่า ในปี 2564 มีนักเรียนชั้น ม.3 จบการศึกษา จำนวน 167,989 คน จากนั้นใน ปี 2565 พบว่า นักเรียนกลุ่มดังกล่าว 18.5% (กว่า 30,000 คน) ไม่ได้ศึกษาต่อในระดับชั้น ม.4 หรือเทียบเท่า และในปี 2568 พบว่า มีนักเรียนครัวเรือนยากจนเพียง 12.5% (21,079 คน) ที่ยังคงอยู่ในระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ขณะที่นักเรียนกว่า 87.5% ไม่พบข้อมูลการยืนยันสิทธิ์ศึกษาต่อภายใต้ระบบ TCAS

จากตัวเลขเด็ก ม.3 กว่า 160,000 คน จะพบว่า มีเด็กหลุดหายไประหว่างทางจำนวนมาก และส่วนหนึ่งสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า มาจากปัญหาค่าใช้จ่าย

“เด็ก และเยาวชน 22% ในกลุ่มตัวอย่าง แจ้งว่า สาเหตุหนึ่งที่เขาเลือกจะไม่เรียนต่อ มาจากการที่เขาไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เราจะเห็นเลยว่า ภาระค่าเทอม เป็นภาระที่มีความสำคัญมาก และหากมีนโยบาย หรือมาตรการลดความเหลื่อมล้ำในมิตินี้ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้มาก…สถานการณ์ วิกฤต ไม่ได้กระทบแค่ค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่กระทบถึงการตัดสินใจเรียนต่อหรือไม่ของเด็กด้วย และหากเด็กหลุดจากระบบการศึกษานั่นหมายถึง ความเสียหายของระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล”

ปวรินทร์ พันธุ์ติเวช

เด็กหลุดระบบการศึกษา สร้างความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจ

ภายใต้ตัวเลขเด็กหลุดระบบ 6 แสนคน ในปีล่าสุด เด็กกลุ่มนี้หากได้รับการพัฒนาเต็มที่จนจบการศึกษา นี่คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นักวิจัย ยกตัวอย่าง การศึกษาปริญญาตรีขั้นต่ำ รายได้ 15,000 บาท ต่างกันมากหากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำแต่ละเดือน 9,000 กว่าบาท นี่คือ ส่วนต่างรายได้ที่มีระดับการศึกษาที่ต่างกัน และหากเอาตัวเลขนี้คูณกับจำนวนเด็ก ก็จะเห็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มหาศาลมากขึ้น

ทักษะเด็กยากจน ตามหลังเพื่อน ตามหลังโลก

การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น มาพร้อมกับทักษะขั้นพื้นฐานที่เด็กควรมีติดตัวก่อนออกสู่โลกของการทำงาน แต่สำหรับ เด็กยากจน ไม่ต้องพูดถึงทักษะแห่งโลกอนาคต หรือ AI เพราะเด็กกลุ่มนี้ตามหลังโลก และตามหลังเพื่อนในรุ่นเดียวกันตั้งแต่ “ทักษะขั้นพื้นฐาน” แล้ว

หากพูดถึง Hard skill เป็นทักษะเชิงวิชาการ ที่เรียนรู้ได้จากภายในห้องเรียน เช่น ทักษะคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ทักษะที่มีความจำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผลการทดสอบ O-Net หรือ ข้อมูลผลการทดสอบ PISA (เมื่อ 4 ปีก่อน) ก็จะเห็นข้อมูลได้อย่างชัดเจนว่า เด็กยากจน มีแนวโน้มที่จะทำคะแนนได้ต่ำกว่า ครัวเรือนทั่วไป ยิ่งยากจน ยิ่งมีแนวโน้มทำคะแนนได้น้อยลง ยิ่งมีสถานะทางเศรษฐกิจสูง ยิ่งมีแนวโน้มทำคะแนนได้สูงขึ้น

โดยนักเรียนไทยในโรงเรียนชนบท มีแนวโน้มที่จะมีผลการประเมินการสอบ PISA ปี 2022 น้อยกว่านักเรียนในเขตเมืองประมาณ 3 ปีการศึกษา ยกตัวอย่างวิชา

  • คณิตศาสตร์ โรงเรียนเขตชนบท ได้ 370 คะแนน โรงเรียนเขตเมือง 423 คะแนน

  • วิทยาศาสตร์ โรงเรียนเขตชนบท ได้ 376 คะแนน โรงเรียนเขตเมือง 442 คะแนน

  • การอ่าน โรงเรียนเขตชนบท ได้ 342 คะแนน ส่วนโรงเรียนเขตเมือง ได้ 412 คะแนน


ที่มา : OECD (2023) ประมวลผลข้อมูลโดย สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.)

นอกจากทักษะขั้นพื้นฐาน ทักษะดิจิทัลการใช้ AI ก็ยิ่งทำให้เด็กกลุ่มนี้ถูกทิ้งห่างจากโลก ไกลขึ้น เมื่อ เทคโนโลยีเข้ามา คนที่จะได้ใช้ก่อน หรือมีทักษะก่อน ส่วนใหญ่จะเป็น เด็กมีฐานะ เป็นชนชั้นกลาง ขณะที่ครัวเรือนยากจนยังไม่ต้องคิดเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี

แค่การเข้าถึง อินเตอร์เนต อุปกรณ์ การเข้าถึงบริการต่าง ๆ ก็ยังเป็นสิ่งที่ยากลำบาก เชื่อมโยงไปถึง มิติทักษะในการใช้งาน เด็กยากจนจำนวนไม่น้อย ไม่รู้จัก AI อย่างมากสุดรู้จัด Chat GPT แต่ยังไม่เห็นศักยภาพในการใช้เทคโนโลยี ที่จะนำไปใช้ต่อยอดการเรียนรู้ที่ไกลกว่าการทำการบ้าน หรือมิติการประกอบอาชีพ

“สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น Digital GAP, AI GAP กลายเป็นคนที่ยิ่งมีฐานะยิ่งไปได้ไกล ซึ่งต้องมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในขณะที่คนจนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และระยะห่างในการถูกทิ้ง ระหว่างครัวเรือนร่ำรวย กับ ครัวเรือนยากจนก็จะยิ่งไกลขึ้น”

ปวรินทร์ พันธุ์ติเวช

กลายเป็นว่าถ้าเทคโนโลยีระดับนี้เข้ามา แล้วเราปรับตัวได้ไม่ดีพอ วางกระบวน วางนโยบายได้ไม่ครอบคลุมเพียงพอ แล้วมีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ใช่แค่ความเหลื่อมล้ำจะยังอยู่ แต่จะยิ่งถ่างออกไปมาขึ้นเรื่อย ๆ

ลดรายจ่าย เพิ่มทักษะ ใช้ AI แบบเจาะจง ทางรอดเด็กยากจน

แล้วไทยควรมีนโยบายอะไร ? รองรับเด็กยากจน ให้เด็กกลุ่มนี้สามารถแสดงศักยภาพ ความสามารถได้อย่างเต็มที่ ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องไม่ลืมนึกถึง ขณะที่ มิติของเทคโนโลยี เป็นเหมือนดาบ 2 คม หากไม่ทำอะไร จะยิ่งถ่างความเหลื่อมล้ำ ในทางกลับกันหากเทคโนโลยีถูกใช้อย่างเป็นประโยชน์ เช่น เด็กยากจนไม่สามารถเรียนพิเศษได้ก็จะยิ่งสร้างความคุ้มค่าให้กับประเทศไทย นักวิจัย กสศ. จึงมีข้อเสนอโดยสรุปถึงภาครัฐ ประกอบด้วย

  • ปรับเทคโนโลยี ให้เฉพาะเจาะจงกลุ่มเด็กยากจนมากขึ้น เช่น เด็กที่ยังไม่เห็นอนาคตของตัวเอง ความรู้สึกมีเป้าหมายจึงสำคัญมาก มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสิ่งที่เขาตั้งเป้าไว้สามารถคาดหวังได้ เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้ข้อมูล ช่วยฉายภาพเด็กในอนาคตได้ เทคโนโลย อย่าง AI สามารถเข้ามาจำลอง มาช่วยมิติเหล่านี้ได้

  • เด็ก ๆ เหล่านี้ ไม่ได้เข้าถึงแหล่งทุน โอกาสในการเข้าถึงคณะต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ AI ทำได้ โจทย์ใหญ่ คือ จะทำอย่างไรให้ เทคโนโลยี ตอบโจทย์ ความต้องการเฉพาะของกลุ่มนักเรียนยากจน และเมื่อเทคเข้ามาช่วยเด็กจะได้ 2 ต่อ คือ เด็กจะได้ทักษะในการใช้เทคโนโลยี / และเทคโนโลยีจะเข้าไปช่วยพัฒนาชีวิตของเขา ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำแคบลง

  • Hard skill การเรียน AI เฉพาะ ไม่ใช่แค่ตอบการบ้าน แต่ช่วยคิดทีละขั้นตอนเหมือนโค้ชที่เข้ามาช่วยสอนทักษะสำคัญให้เด็กพัฒนาให้กับนักเรียนยากจน และนักเรียนกลุ่มอื่น ๆ

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเสมอภาค สร้างทุนมนุษย์ ที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการ และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมโลก

และทำให้ไทยในภาพใหญ่มีความสามารถในการแข่งขันได้ ให้คนทุกกลุ่มในสังคมไทย เข้าถึงหน้าต่างแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ หน้าต่างโอกาสแห่งชีวิตของพวกเขาได้อย่างเท่าเทียมกัน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือทุกภาคส่วนที่เราเรียกว่า “All For Education” ให้ทุกคนจับมือขับเคลื่อนการศึกษาไปด้วยกัน

ท้ายที่สุด เราก็มีความหวังว่า “เด็กยากจน” จะมีที่ยืน มีโอกาสที่ดีไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และไม่ตกขบวนทั้งในเวทีประเทศไทย และเวทีโลก

Author

Alternative Text
AUTHOR

บุศย์สิรินทร์ ยิ่งเกียรติกุล

เรียนจบสายวิทย์-สังคมฯ-บริหารรัฐกิจฯ ทำงานไม่ตรงสาย และกลายเป็น "เป็ด" โดยไม่รู้ตัว สนใจการเมือง จิตวิทยาเด็ก วิธีคิดการมองสังคม และรักการสัมภาษณ์ผู้คน