ทำไม / ยังไง / แบบไหน / อะไร / เล่า ?
คดีฮั้ว สว. กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลัง ไอลอว์ หรือ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นำโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยื่นหนังสือถึงประธานวิปฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 โดยมี พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นผู้รับหนังสือ ด้วยตนเอง โดยขอให้ช่วยตรวจสอบบุคคลสำคัญในรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย จำนวน 9 คน หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงกับการฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 พร้อมยืนยันว่าหลักฐาน “มีมากกว่าที่เปิดเผย”
โดยรายชื่อมีตั้งแต่ สส.พรรคภูมิใจไทย, อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวิปรัฐบาล, รัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล
ส่วนอีก 8 รายชื่อที่ถูกเปิดเผยออกมา คือ ทรงศักดิ์ ทองศรี, ภราดร ปริศนานันทกุล, กรวีร์ ปริศนานันทกุล, พิพัฒน์ รัชกิจประการ, นภินทร ศรีสรรพางค์, สุขสมรวย วันทนียกุล, พิชัย ชมภูพล และศุภชัย โพธิ์สุ

การเปิดรายชื่อดังกล่าว ยังได้ระบุพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงกัน และเข้าข่ายการฮั้ว สว. เช่น
- มีการจัดหาคนและแบ่งหน้าที่กันลงสมัครในกลุ่มอาชีพต่าง ๆ
- มีการแจกโพยรายชื่อผู้สมัครที่ต้องเลือก
- ให้เงินค่าตอบแทน หรือผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น เป็นผู้ช่วย สว.
- ออกแบบกลไกวางแผนกระจายผู้สมัครไปยังจังหวัดที่มีอำเภอน้อย พร้อมเงินสนับสนุน
หลังจากนั้นในวันเดียวกัน ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ระบุ พรรคถูกใส่ร้าย จะดำเนินการฟ้องหมิ่นประมาท
ด้าน ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ่งที่อยากยืนยันมีเรื่องเดียว คือ ไม่ได้พูดลอย ๆ นะครับ พวกเราทำการบ้านเรื่องนี้มาตลอด เรารู้มากกว่าที่เราพูดไปแล้วมาก ถังข้อมูลเรื่องนี้มันใหญ่กว่านั้นมาก แค่วันนี้เลือกนำเสนอเท่านี้ก่อน แล้ววันหลังจะมีมากกว่านี้ ก็จะค่อย ๆ ตามมา ถ้าโดนฟ้องก็พร้อมจะนำเสนอหลักฐานและพยานที่มากขึ้น ชัดเจนขึ้น เป็นทางการมากขึ้น ถ้าไม่ต้องฟ้องกันก็ดีกว่า”
ต่อมา 23 ก.ค. 2569 ยิ่งชีพ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเพิ่มเติมถึงกรณีการฟ้องร้องดังกล่าวว่า “ขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผม ผมไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลยเพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเอง” และ “ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งเรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริงขอให้ท่านชี้แจง สังคมก็จะได้ยินครับ”
ย้อนที่มาที่ไปของเหตุการณ์
กรณี การฮั้ว สว. นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีความเคลื่อนไหวตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการเลือกกันเองของ สว. ในช่วงกลางปี 2567
ปลายเดือน พ.ค. 2567 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศตัวเลขผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. รวมทั้งสิ้น 48,117 คน เข้าสู่กระบวนการเลือก ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และเข้าสู่ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิ.ย. 2567 เพื่อสรรหา สว. จำนวน 200 คน และเป็นจุดเริ่มต้นของคดีประวัติศาสตร์ ฮั้ว สว. ที่มีผู้ถูกกล่าวหามากที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย
3 ก.ย. 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้รับคำร้องสอบสวนทุจริตการเลือก สว. 3 กรณี พร้อมแจ้ง กกต. ว่าได้รับเรื่องไว้สอบสวน ก่อนจะรับเป็นคดีพิเศษ ความผิดฐานฟอกเงินวันที่ 6 มี.ค. 2568
18 มี.ค. 2568 ที่ประชุม กกต. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 โดยมี ร.ต.อ. ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการสำนำงาน กกต. เป็นประธาน
และมีมติเมื่อ 17 ก.ค. 2568 ส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน แบ่งเป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ 138 คน และกรรมการบริหารพรรค สส. สมาชิกพรรค รวมถึงเครือข่ายอีก 91 คน
ตามขั้นตอน ต้องให้ กกต. พิจารณาว่าจะส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งหากศาลประทับรับฟ้องก็อาจมีคำสั่งให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว แต่ผลการพิจารณากำลังจะทำให้กระบวนการนี้สิ้นสุด
16 ก.ย. 2568 กกต. มีคำสั่งตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อรับไม้ต่อจากชุดที่ 26 และ
12 มี.ค. 2568 คณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีมติให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิดโดยระบุว่าการนำโพยเข้าคูหา ไม่ผิด และส่งความเห็นให้ กกต. ชุดใหญ่
9 มิ.ย. 2569 กกต. เริ่มพิจารณาสำนวน ที่คณะอนุฯ ชุดที่ 36 ส่งมาให้ วางกรอบให้เสร็จภายใน 12 สัปดาห์ ซึ่งคาดว่า ปลายเดือน ส.ค. นี้ การพิจารณาจะเสร็จสิ้น
ซึ่งหากสุดท้าย กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา จะหมายถึงจุดสิ้นสุดของคดีนี้ และพยานหลักฐานรวมถึงข้อมูลการสืบสวนสอบสวนทั้งหมด ก็จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ยิ่งชีพและไอลอว์ระบุว่าเป็นเหตุผลที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้
ทำไมการเปิดรายชื่อครั้งนี้สำคัญ แล้วทำไมคนทั่วไปต้องแคร์
กระบวนการเลือก สว. ชุดที่ 13 หรือ สว. 2567 นี้ มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่กำหนดให้ผู้สมัครแบ่งตาม “กลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม” และทำการ “เลือกกันเอง” (ไม่ใช่การเลือกตั้ง) ทั้งในกลุ่มเดียวกันและข้ามกลุ่ม ผ่านกระบวนการเลือก 3 ระดับ เพื่อให้ได้ สว. จำนวน 200 คน และอาจเปิดช่องให้เกิดการฮั้วอย่างกรณีดังกล่าวขึ้นได้
นอกจากนี้ สว. ยังมีอำนาจสำคัญ เช่น
- การกลั่นกรองกฎหมาย
- การให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่มีบทบาทให้คุณให้โทษ เช่น ป.ป.ช. กกต. และ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงอาจเกิดคำถามตามมา เช่น “ถ้า สว. มาจากการฮั้วของนักการเมือง คนที่ไปตรวจสอบนักการเมือง (เช่น ป.ป.ช.) ก็อาจจะเป็นคนของนักการเมืองอีกทีหนึ่งหรือเปล่า”
- รวมถึงอำนาจในการร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 จึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ Thai PBS ว่า อีกหนึ่งปัญหาที่ใหญ่ คือ อำนาจของ สว. กว้างขวาง แต่ไม่มีกลไกตรวจสอบ ซึ่งจุดบกพร่องใหญ่ของวุฒิสภาไทยและองค์กรอิสระในปัจจุบัน คือความพร้อมรับผิด หรือ Accountability ที่หายไปทั้งระบบ เช่น การไม่ชี้แจงการให้ความเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบองค์กรอิสระ
ด้าน รศ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. ที่มาจากการเลือกตั้งชุดแรก ปี 2543 ก็ให้ความเห็นในแนวทางเดียวกันเรื่องอำนาจล้นมาก แต่เชื่อมโยงกับประชาชนน้อยมาก
นอกจากนี้ รศ.เจิมศักดิ์ ยังระบุว่า การออกแบบ สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ผิดพลาดแค่ในทางปฏิบัติที่นำไปสู่การฮั้ว แต่ยังรวมไปถึงความพลาดในเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และองค์กรอิสระ ตกอยู่ในเงื้อมมือของเครือข่ายอำนาจกลุ่มเดียว โดยที่ประชาชนถอดถอนได้ยากมาก
แล้วถ้าระบบเลือก สว. ถูกระบุว่าเป็นการฮั้วจริง ก็จะเกิดผลกระทบอื่น ๆ ตามมา เช่น
- ความน่าเชื่อถือของ สว.
- ความชอบธรรมของกฎหมายที่ผ่านการพิจารณามาแแล้ว
- ความไว้วางใจต่อระบบเลือกตั้งทางอ้อม
กกต. และฝ่ายค้านจะทำอะไรต่อ ?
ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลของไอลอว์ได้มีการเคลื่อนไหวต่อกรณีดังกล่าว จากหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้
- กกต. อยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวนเป็นขั้นสุดท้าย โดยมีกรอบเวลาภายใน ส.ค. นี้ ที่ต้องติดตามว่าผลจะเป็นอย่างไร และหากสุดท้าย กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา ก็จะเป็นจุดสิ้นสุดของคดีนี้ และพยานหลักฐานรวมถึงข้อมูลการสืบสวนสอบสวนทั้งหมด จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
- ฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นคนรับหนังสือ ระบุว่าจะเร่งติดตามและกดดันการทำงานของ กกต. และดำเนินกลไกตรวจสอบในสมัยเปิดประชุมสภาฯ เช่น ตั้งกระทู้ถาม สอบสวนในชั้นกรรมาธิการ และนำข้อมูลไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ พรรคภูมิใจไทย ที่มีการแถลงว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท ก็ต้องจับตาดูว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรหลังจากนี้ เพราะนอกจาก อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่าจะดำเนินการฟ้องร้องโดยไม่มีการยอมความเหมือนที่ผ่าน ๆ มานั้น บุคคลอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อดังกล่าว ได้สื่อสารผ่านทางโซเชียลมีเดียและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วยท่าทีที่แตกต่างกัน เช่น ภราดร ปริศนานันทกุล ที่ให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่ดำเนินการฟ้องร้องนายยิ่งชีพ เพราะถือคติว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” เนื่องจากเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน แต่ในส่วนของพรรคต้องให้พรรคตัดสินใจ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการติดกับดักฝ่ายการเมือง หรือ สว. ที่สอบตกหรือไม่
ด้าน กรวีร์ ปริศนานันทกุล เปิดเผยล่าสุด 24 ก.ค. 2569 ภายหลังการประชุมแกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่าพรรคเตรียมให้ผู้ได้รับความเสียหายทั้ง 9 คน ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อหาเพิ่มเติมจากข้อหาหมิ่นประมาท
แล้วมีความเคลื่อนไหวอะไรอีกบ้าง ?
สำหรับอีกความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวเนื่องกัน และเป็นความพยายามผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยหลายภาคส่วน เพื่อออกจากปัญหาอำนาจและที่มาของ สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 คือ ความกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะไม่ได้สะท้อนเสียงและเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง จึงมีข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ Con for all
โดยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ที่เป็นประชาธิปไตยและเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึง ครอบคลุม และหลากหลาย เช่น สสร. มาจากการเลือกตั้ง (มีตัวแทนจังหวัดและตัวแทนประเด็น) และไม่ต้องผ่านด่าน สว. ให้ความเห็นชอบ
ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดและเข้าชื่อเพื่อเข้าสภาฯ ได้ในเว็บ conforall.com
