TOMAK :  طمق  สุสานของสิ่งแวดล้อม เมื่อศิลปะตั้งคำถามแทนธรรมชาติ หรือ “ต้นไม้ที่ยืนต้นตาย” คือคำสาปไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ ?

แม้ยังไร้ซึ่งคำตอบว่าพื้นที่ที่เห็นภาพต้นไม้ยืนต้นตายเป็นวงกว้าง ตรงตะเข็บชายแดนไทย-มาเลเซีย บริเวณบ้านมูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ที่มองดูแล้วคล้ายกับ สุสานของต้นไม้ ไร้ซึ่งชีวิต ไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ จะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่อีกฝั่งของถนนหรือไม่

แต่ความสงสัยของ วันมุฮัยมีน อีแตลา ศิลปินจากนราธิวาส กลับได้คำตอบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือ คำสาป ของคนในครอบครัวที่เป็นเจ้าของที่ดินแห่งนี้ เมื่อพื้นที่ตกอยู่ในข้อพิพาทเรื่องมรดก จนท้ายที่สุดนำไปสู่การสาปแช่ง

“หากผู้ใดได้พื้นที่นี้ไป ขอให้ทำมาหากิน ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น” 

วันมุฮัยมีน อีแตลา

อย่างไรก็ดี วันมุฮัยมีน ก็ไม่ได้เชื่อกับเรื่องเล่านั้นเท่ากับสิ่งที่ตาเห็น เขาเชื่อว่าสาเหตุการตายของต้นไม้ ไม่ได้เกิดจากคำสาป แต่เกิดจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์บางกลุ่ม

สิ่งนี้ทำให้ วันมุฮัยมีน หยิบยกเรื่องราวมาสื่อสารผ่านผลงานศิลปะ ที่ชื่อว่า TOMAK :  طمق  

Wanmuhaimin E-taela

ร่างกาย ตัวอักษร และน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนพื้นที่ที่ถูกทำลายให้กลายเป็นบทสนทนาระหว่าง มนุษย์ กับ ธรรมชาติ เพื่อชวนตั้งคำถามว่า เหตุใดมนุษย์จึงปฏิบัติต่อธรรมชาติราวกับไม่มีความรู้สึก ทั้งที่ผลของการทำลายนั้นย้อนกลับมาสู่มนุษย์เอง

เขาตั้งแนวคิดที่ ว่าด้วยมนุษย์ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการอาศัยปัจจัยพื้นฐานจากสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน มนุษย์เองก็เป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมจากความเห็นแก่ เมื่อธรรมชาติถูกทำลายมากขึ้น ผลกระทบเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลงานสร้างสรรค์ชุดนี้นำเสนอในรูปแบบวิดีโอ โดยใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายศิลปินเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ ผ่านการวาดลวดลายตัวอักษรยาวี (ภาษามลายู) ด้วยน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว ลงบนพื้นที่ธรรมชาติที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งการเลือกใช้น้ำมันเครื่องยนต์ที่ใช้แล้ว เป็นสัญลักษณ์ของมลภาวะ ทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อทางกายภาพ และนัยยะเชิงสัญลักษณ์ ที่สะท้อนร่องรอยของกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การปรากฏของอักษรยาวี บนพื้นดินไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพเชิงสุนทรีย์หากยังทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่ ขณะเดียวกัน การกระทำของศิลปินที่เขียนตัวอักษรลงบนพื้นที่ซึ่งผ่านการทำลาย ยังเป็นการตั้งคำถามต่อบทบาทของมนุษย์ในฐานะผู้สร้างและผู้ทำลายธรรมชาติไปพร้อมกัน

วันมุฮัยมีน อีแตลา ศิลปินจากนราธิวาส

ศิลปิน ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ก่อนที่เขาจะทำงาน ได้ตามหาเจ้าของที่ดินผืนดังกล่าว ซึ่งได้ความจากคนในพื้นที่บอกว่าเจ้าของเป็นคนจีน ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ และยังมีเรื่องเล่าว่า ที่ดินผืนนี้เป็นมรดกที่แบ่งกันแล้วไม่ลงตัว จึงถูกสาปแช่ง ทำให้ทำเกษตร ทำประโยชน์ยังไงก็ไม่ขึ้น

เขาเห็นว่าบริบทของสถานที่นี้มีการทำลายธรรมชาติ นั่นคือการขุดภูเขาของกลุ่มทุนอีกฝั่งหนึ่งของถนน โดยบริบทพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ลุ่มต่ำ ทำให้เข้าใจได้ว่าน้ำจากภูเขาไหลลงมาอยู่ในพื้นที่อาจเป็นเหตุให้ต้นไม้ยืนต้นตาย

ที่คาดการณ์แบบนั้นเพราะหากสังเกตด้วยตา จะพบว่าทัศนียภาพตรงที่ดินผืนนี้เป็นสีเดียวกันกับดินภูเขา นั่นคือ สีส้ม

“เราจะสื่อถึงการทำลายทรัพยากรของมนุษย์โดยการใช้น้ำมันเครื่องยนต์ ทั้งที่ใช้เพื่อการขุดดิน และใช้กับรถบรรทุก เราก็เลยเลือกที่จะใช้น้ำมันเครื่องมาเขียนตัวอักษร เพื่อสื่อแทนความรู้สึกของพื้นที่ที่กำลังสื่อสารอยู่กับคนที่มองในฐานะศิลปิน เรามองเห็นพื้นที่ เอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น เพื่อแทนคนที่เป็นตัวทำลายธรรมชาติ แล้วทำงานออกมา เหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรเลยขณะเดียวกัน มนุษย์เองก็ทำเหมือนสิ่งแวดล้อมไม่มีความรู้สึกอะไรเลยเหมือนกัน สองสิ่งกำลังสะท้อนผ่านอักษรรูปคำที่ถูกเขียนลงไปบนดิน”

วันมุฮัยมีน อีแตลา

สำหรับ วันมุฮัยมีน การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เป็นสิ่งที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก จากพื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์ กลับมีโรงงานและโครงการพัฒนาเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาพของนายทุนที่ขุดดินจากภูเขาไปขายกลายเป็นภาพชินตา ราวกับเป็นธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง

Wanmuhaimin E-taela

ศิลปินยังมองว่า ภาพของภูเขาที่ค่อย ๆ กลายเป็นภูเขาหัวโล้น คือหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับภาพถ่ายทางดาวเทียมที่เราได้ลองย้อนดูพื้นที่ที่วันมุฮัยมีน เลือกที่จะทำงานศิลปะ

โดยพบว่าในช่วงปี 2008 พื้นที่บริเวณดังกล่าวยังเป็นป่า แต่เมื่อเวลาผ่านมา 5 ปี (2013) พื้นที่ที่เคยเป็นสีเขียวกลายเป็นสีน้ำตาล  กระทั่งปัจจุบัน 2026 พบว่ามีการตั้งอาคาร จุดที่พบแหล่งน้ำสีส้มในภาพ เริ่มกระจายอยู่ในหลายจุด 

และต้นไม้บริเวณที่ท่อน้ำลอดใต้ถนนเชื่อมกัน 2 ฝั่งก็ยืนต้นตาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่ เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นมาและธรรมชาติก็ค่อย ๆ หายไป 

จากข้อสังเกตของศิลปิน ผู้ที่ทำลายธรรมชาติดูราวกับไม่ได้ตระหนักว่าสิ่งที่ทำจะส่งผลกระทบต่อผู้คนอีกจำนวนมาก เขาเข้าใจว่านี่คือการกระทำของนายทุนที่พยายามขายดิน โดยไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามมา

วันมุฮัยมีน ยังได้อธิบายเรื่องนี้ผ่านมุมมองของศาสนาอิสลาม ว่าไม่ได้ห้ามมนุษย์ประกอบอาชีพหรือหารายได้เลี้ยงชีพ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติต้องตั้งอยู่บนความสมดุล การใช้ทรัพยากรควรคำนึงถึงผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบที่ผู้อื่นต้องได้รับในภาพรวม

ในฐานะศิลปิน เขาต้องการให้ผู้คนมองเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสร้างผลกระทบต่อคนหมู่มาก และไม่อยากให้สังคมนิ่งเฉย แม้คนในพื้นที่เองจะเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากคนธรรมดา หากแต่มาจากนายทุน การกระทำของคนเพียงไม่กี่คนกลับสร้างวิกฤตที่กระทบต่อผู้คนอีกจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การพูดถึงประเด็นนี้ในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย ศิลปิน มองว่าผู้มีอำนาจ นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล หรือแม้แต่ภาครัฐ ต่างมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในแง่การปราบปราม การห้าม หรือการเอื้อให้นายทุนดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ได้ ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ที่มีงบประมาณจำนวนมากลงมา จึงกลายเป็นความท้าทาย เพราะทั้งหน่วยงานรัฐ นายทุน หรือแม้แต่คนในพื้นที่ ต่างก็มีช่องทางในการหาผลประโยชน์จากพื้นที่แห่งนี้

“แน่นอนว่าคนที่มีอำนาจหรือว่านักการเมืองผู้ที่มีอิทธิพลหรือกระทั่งภาครัฐเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนว่าการปราบปรามหรือว่าการห้ามและการเอื้อเพื่อที่จะให้นายทุนเหล่านี้ได้ทำสิ่งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างมากในเมื่อพื้นที่นี้มันถูก ทำให้มีงบประมาณลงมามากมายมันมีความท้าทายเพราะทั้งหน่วยงานรัฐกับนายทุนต่างก็หาผลประโยชน์จากพื้นที่กันอยู่แล้วในทุนหรือแม้กระทั่งคนในพื้นที่เองก็มีมีช่องทางในการที่จะหาผลประโยชน์จากพื้นที่ได้มา”

วันมุฮัยมีน อีแตลา

ประสบการณ์ทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะที่ วันมุฮัยมีน นิยามใหม่ว่าเป็น “สุสานของสิ่งแวดล้อม” พื้นที่จัดแสดงถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายสุสาน โดยด้านหน้ามีการจัดวางองค์ประกอบประกอบการฉายวิดีโอ เพื่อสื่อว่าพื้นที่จริงที่เขาเข้าไปพบไม่ต่างจากสุสานของธรรมชาติ ความตายที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์

สำหรับเขา พื้นที่แห่งนั้นกำลังส่งเสียงถามมนุษย์ว่า “ทำไม ? มนุษย์ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย กับสิ่งที่เขากำลังทำ” ทั้งที่เบื้องหน้าคือต้นไม้ยืนต้นตายจำนวนมาก ดังนั้น ภาพของดินกับต้นไม้ตายนับว่าเป็นภาพแทนของสุสานที่ศิลปินเลือกใช้ภาษาศิลปะทำให้ผู้ชมมองเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่

Wanmuhaimin E-taela

วันมุฮัยมีน สวมผ้าปิดหน้าสีดำ และใช้ร่างกายเคลื่อนไหวเพื่อเขียนตัวอักษร สีดำของร่างกายสัมพันธ์กับสีของน้ำมันเครื่องที่ใช้เป็นวัสดุในการสร้างงาน

แม้บางคนอาจมองว่าการนำน้ำมันเครื่องไปเขียนลงบนพื้นที่ธรรมชาติ เป็นการสร้างมลภาวะซ้ำเติม แต่สำหรับศิลปิน การกระทำดังกล่าวคือการจำลองการกระทำของมนุษย์ เพื่ออธิบายว่าการทำลายธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างไร และใครคือผู้กระทำ

อีกองค์ประกอบสำคัญของงาน คือ ตัวอักษรยาวี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานของเขา ภาษามลายูมีทั้งรูปแบบการเขียนแบบรูมี (Rumi) ที่ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ และแบบยาวี ซึ่งเป็นรูปแบบที่เขาเลือกใช้

ข้อความที่เขาเขียนลงไปมาจากความรู้สึกของเขาเองที่ตั้งคำถามเมื่อได้เห็นพื้นที่จริง ซึ่งเป็นคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพื่ออธิบายการกระทำของมนุษย์ที่ปฏิบัติต่อธรรมชาติราวกับไม่มีความรู้สึก และในอีกด้านหนึ่ง ธรรมชาติก็กำลังรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์

“อักษรที่เขียนลงไปเป็นอักษรภาษามลายูที่มีรูปแบบการเขียนยาวี  ในภาษามลายูจะมีอยู่ 2 รูปแบบการเขียน คือ การเขียนแบบ ลูมี ที่ใช้ตัวอักษรจากภาษาอังกฤษ ABC แต่ในรูปแบบที่เราเขียนจะเป็นภาษายาวีอักษรยาวี  ซึ่งประโยคที่เราเอามาเขียน เป็นประโยคที่มาจากความรู้สึก จากที่เราเห็นสถานที่ และเป็นประโยคคำถามที่เกิดขึ้นระหว่าง สิ่งแวดล้อมกับตัวมนุษย์ อธิบายการกระทำของมนุษย์ที่ทำเหมือนธรรมชาติไม่มีมีความรู้สึก  และธรรมชาติเองก็รู้สึกเหมือนมนุษย์ ไม่มีมีความรู้สึกอะไรเหมือนกัน กับการกระทำของตัวเอง”

วันมุฮัยมีน อีแตลา

สำหรับ วันมุฮัยมีน นอกจากเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของศิลปินแล้ว ต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่น การที่เขาเป็นผู้ลงมือเพอร์ฟอร์แมนซ์ด้วยตนเอง ก็เป็นการสมมติตัวเองให้เป็นมนุษย์ผู้กระทำต่อสิ่งแวดล้อม และเพราะเขาเป็นคนในพื้นที่ ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษายาวี เพื่ออธิบายการกระทำนั้นผ่านภาษาของผู้คนในท้องถิ่น 

Wanmuhaimin E-taela

ผลงานชิ้นนี้อยู่ภายใต้แนวคิดหลัก ๆ คือ Raso ในนิทรรศการ KENDURI SENI TOLONG MENOLONG International Art Festival under the concept of “RASO” ซึ่งเป็นสำเนียงมลายูปัตตานีของคำว่า Rasa ซึ่งมีความหมายว่ารสชาติ และความรู้สึก

หากพูดถึงคำนี้ในแง่ดี หมายถึงรสชาติของเครื่องเทศ อร่อย สัมผัสของพื้นผิว หรือความรู้สึกร้อน และยังหมายถึงอารมณ์ในหัวใจของเรา ความสุข ความเศร้า ความคิดถึง ลึกซึ้ง และที่สำคัญ Rasa คือ สัญชาตญาณภายในของเราและความสามารถในการเห็นอกเห็นใจและมีเมตตาคือความรู้แท้จากภายในแก่นของสำนึกของเรานั่นเอง

Author

Alternative Text
AUTHOR

อัญชัญ อันชัยศรี

คั่นสิหากินพอส่ำนี้ ไปเรียนหยังสูงแทร่อาว