(6 ตุลา 19) “เช้านั้นวันพุธ” และอีกไม่รู้กี่เช้าวันธรรมดา ที่ความรุนแรงโดยรัฐยังคงเกิดขึ้นซ้ำ

“มันควรจะเป็นเช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่คนที่ออกมาเรียกร้องเพื่อความยุติธรรมทางสังคม เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพ ก็ควรจะมีสิทธิ์มีเสียงในการที่จะพูดมัน ควรจะเป็นวันธรรมดาที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะหายใจอยู่ แล้วก็มีความฝันต่อไป” 

หนึ่งในถ้อยคำที่เป็นคำนิยามของสารคดี “เช้านั้นวันพุธ” ซึ่งหมายถึง เช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 วันที่เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 45 คน ก่อนจะสิ้นสุดวันด้วยการรัฐประหาร

ผ่านมาจนถึงปี 2569 เช้าวันพุธในตอนนั้นเดินทางผ่านกาลเวลามาจนครบรอบครึ่งศตวรรษพอดี เหตุการณ์สังหารหมู่กลางเมืองหลวง ภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของความทรงจำเหตุการณ์ ที่ “ลืมไม่ได้” เพราะเป็นบาดแผลความเจ็บปวดที่ฝังแน่นในใจของผู้รอดชีวิตและสังคมไทยก็ “จำไม่ลง” จากความเงียบงันที่จะบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์ในวันนั้นจะยังไม่สะสาง ก็มีความพยายามของภาคประชาชนที่หวังบันทึกเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ผ่านความทรงจำของผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ได้รับผลกระทบ หนึ่งในนั้นคือสารคดี “เช้านั้นวันพุธ” ซึ่งจัดทำในวาระโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 19

The Active ชวนย้อนนึกถึงเรื่องราวเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ผ่าน เสวนา Director’s Talk: เช้านั้นวันพุธ คุยเบื้องหลังสารคดี และเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 กับ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record ในฐานะผู้กำกับหนังสารคดีเรื่องนี้

เช้านั้นวันพุธ-เช้านั้นวันธรรมดาในประเทศที่ไม่ธรรมดา

ที่มาที่ไปของชื่อสารคดี เช้านั้นวันพุธ ว่าหมายถึง เช้าของวันพุธที่ 6 ตุลา 2519 ซึ่งควรจะเป็นเช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่คนออกมาเรียกร้องเพื่อความยุติธรรมทางสังคม เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพ ควรจะมีสิทธิ์มีเสียงในการที่จะพูด วันนั้นควรจะเป็นวันธรรมดาที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะหายใจอยู่ แล้วก็มีความฝันต่อไป แต่กลายเป็นว่า เช้าวันพุธที่ควรเป็นวันธรรมดากลับเป็นวันที่ใครคนหนึ่ง “ไม่หายใจแล้ว” นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ หนังที่ดูธรรมดา ในประเทศที่มันไม่ธรรมดา

“มันควรจะเป็นเช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่คนที่ออกมาเรียกร้องเพื่อความยุติธรรมทางสังคม เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพ ก็ควรจะมีสิทธิ์มีเสียงในการที่จะพูดมัน ควรจะเป็นวันธรรมดาที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะหายใจอยู่ แล้วก็มีความฝันต่อไป”

โกวิท โพธิสาร ผู้กำกับหนังสารคดี “เช้านั้นวันพุธ”

ที่มาที่ไปของสารคดีเรื่องนี้ตั้งต้นจากความสนใจของ โกวิท ในประเด็นสงครามเย็น ว่าส่งผลอะไรต่อสังคม โดยเฉพาะผลกระทบในพื้นที่ภาคอีสานที่เขาทำงานอยู่ รวมถึงการได้มีส่วนเข้าไปทำปาฐกถา 14 ตุลา 16 ของ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และปาฐากถาของ ศ.กิตติคุณธงชัย วินิจจะกูล ทำให้เห็นความต่อเนื่องของเนื้อหาที่เกิดขึ้น 

ชาตินิยมสร้างความเป็นอื่น นำไปสู่ความรุนแรงโดยรัฐและลอยนวลพ้นนิด

ความสนใจและสิ่งที่รับรู้และศึกษาเพิ่มเติมเหล่านี้ เป็นผลให้ผู้กำกับรายนี้ มองว่า เหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ มีประเด็นที่คล้ายและเชื่อมโยงถึงกัน และสามารถพบกรอบ (Framing) 3 ประการด้วยกัน 

เริ่มต้นด้วยจากการเห็นว่าสังคมนี้ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกว่าความเป็นชาติคืออะไร ? ผ่านแนวคิด ชุมชนจินตกรรม (Imagined Communities) ตามแนวคิดของ เบน แอนเดอร์สัน นักรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ ที่อธิบายว่า ชาติ เป็นชุมชนที่ถูกสร้างขึ้นในจินตนาการ เรารู้สึกว่าเป็นคนประเทศหรือชาติเดียวกัน จากความรู้สึกทุกคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชาติ รวมถึงการมีพรมแดนเขตแดนเป็นรูปร่างด้ามขวาน ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นสมาชิกของชาตินั้นอย่างรุนแรง 

พอเป็นสมาชิกของชาตินั้น รู้สึกรักชาติอย่างรุนแรง เมื่อเห็นคนอื่นที่ไม่รักชาติในความหมายเหมือนที่ตัวเองรัก ก็มองว่าคนเหล่านั้นเป็นคนอื่น สร้างความเป็นอื่น ขึ้นมา

กรอบประการที่สอง เมื่อมองคนเป็นคนอื่น ก็นำไปสู่การใช้ความรุนแรงจัดการ ในหลายกรณีเป็นความรุนแรงโดยรัฐ และจบลงด้วยกรอบประการที่สาม คือ การลอยนวลพ้นผิด ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรเลย

“ความเป็นชาตินิยมสร้างความเป็นอื่น นำไปสู่ความรุนแรงโดยรัฐ
และปิดจบด้วยการลอยนวลพ้นผิด” 

โกวิท ยกตัวอย่างจากกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เริ่มต้นจากความเป็นชาติ คนรักชาติมาก แล้วก็แปะป้ายว่า “คนที่ไม่รักชาติแบบเดียวกันกับพวกเราคือพวกญวน (เวียดนาม) เป็นพวกคอมมิวนิสต์ พอเป็นคอมมิวนิสต์ก็ฆ่าได้ พอฆ่าแล้วก็ไม่ต้องรับผิดรับชอบ”

โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record และผู้กำกับหนังสารคดี “เช้านั้นวันพุธ”

แน่นอนไม่ใช่แค่เหตุการณ์นี้ แต่รวมถึงเหตุความรุนแรงอื่น ๆ เช่น พฤษภาทมิฬ 35, พฤษภา 53 (สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง), เหตุการณ์ตากใบ, การอุ้มหาย หรือการวิสามัญฆาตกรรมอื่น ๆ ก็จะพบว่ามีกรอบเหล่านี้อยู่ทั้งหมด

“ความรุนแรงมันเกิดขึ้นทุกวันภายใต้เงื่อนไขแบบเดิม มันเพียงแต่เปลี่ยนรูป เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนใบหน้า แต่ผลสุดท้ายคล้าย ๆ กัน คือตาย ตายเหมือนตายเปล่า ไม่มีใครต้องรับผิดหรือรับผิดชอบทั้งสิ้น ความรุนแรงแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนเรารู้สึกว่า ความผิดปกตินี้ปกติ ซึ่งมันน่ากระอักกระอ่วนใจ”

โกวิท โพธิสาร

รัฐ คือ ปีศาจที่น่ากลัวที่สุด 

หากถามว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ใครคือปีศาจตัวจริง ? ผู้กำกับสารคดีตอบทันทีว่า “รัฐคือปีศาจ” และเป็น “ปีศาจที่น่ากลัวที่สุด” 

แม้ในเหตุการณ์วันนั้นจะมีคนที่เป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง แต่ โกวิท ก็มองว่าคนเหล่านี้อาจเป็นปีศาจตัวเล็กตัวน้อย เพราะหนึ่งคนก็ทำความดีความเลวได้ในขนาด (Scale) ที่พอจะเห็นกันได้ว่าอยู่ประมาณไหน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นความรุนแรงโดยรัฐ ขนาดของมันมหาศาล

“โดยเฉพาะการสร้างความรุนแรงโดยที่รัฐเองใช้อำนาจที่ได้จากประชาชน มาข่มเหงเข่นฆ่าประชาชน แล้วไม่ต้องรับผิดอีก ผมคิดว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าความรุนแรงโดยรัฐ แล้วยังลอยหน้าลอยตา”

โกวิท โพธิสาร

อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ก็ยังไม่เคยเห็นรัฐออกมา ขอโทษ ต่อกรณีดังกล่าว แม้จะผ่านมา 50 ปีแล้วก็ตาม

“มีกี่ครั้งที่รัฐขอโทษจากความรุนแรงโดยรัฐ มีกี่ครั้งที่คนตายกลางกรุงเทพมหานคร ตายกลางย่านการค้า ถูกล้อมฆ่าล้อมยิงครั้งแล้วครั้งเล่า คนที่มีอำนาจสั่งการไม่ผิด ไม่ผิดแม้แต่คนเดียวอีกต่างหาก นี่คือปีศาจ และเป็นปีศาจที่เราเลือกมาด้วย”

โกวิท โพธิสาร

ในความทรงจำที่ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” 

โกวิท ยังระบุว่า สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้เล่าแบบ สืบสวนสอบสวน (Investigative) ไม่ได้ไปควานหาว่าใครผิด ใครถูก เพราะมีงานที่เล่าแบบสืบสวนสอบสวนได้ดีกว่าเต็มไปหมด และคิดว่าไม่จำเป็นแล้ว สิ่งที่เขาสนใจ คือ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ช่วงเวลาที่ได้นั่งคุยกับคนตรงหน้า จนได้บทสนทนาจริงมาเรียงกันเป็นเรื่องราว ว่า เขามีความทรงจำในเช้าวันนั้นอย่างไร ?

สารคดีจึงเป็นการบอกเล่าว่า เช้าวันพุธที่ 6 ต.ค. 19 นั้น คนเหล่านี้กำลังทำอะไรอยู่ บางคนอาจจะกำลังหลับ ๆ ตื่น ๆ บางคนอาจจะกำลังเตรียมปราศรัย 

รวมถึงวิดีโอเก่าที่บันทึกภาพในเหตุการณ์ (Footage) เช่น ท่าทีของคนที่ยิงปืนใส่ผู้ชุมนุมในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่หัวเราะ พูดคุยกันเรื่องที่มาและราคาของกระสุนที่ใช้ยิงกันเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา หรือบทสัมภาษณ์คุณพ่อและคุณแม่ของ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ (หนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ถูกลากไปกลางสนามฟุตบอล) ว่าทั้งคู่ได้ขับมอเตอร์ไซค์ ตระเวนออกตามหาว่าลูกชายหายไปไหน ?

“ผมนึกไม่ออกว่าคนที่อยู่ตรงนั้นคนที่หมอบราบอยู่กับพื้น คนที่ถูกด้ามปืน คนที่ถูกความรุนแรงขนาดนั้น เขาต้องมีชีวิตอยู่แบบไหน ผมนึกไม่ออก เพราะฉะนั้น ในแง่ของความเป็นคน ความเป็นหนัง หนังทำอะไรกับผม ผมรู้สึกว่า มันเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คือมันติดอยู่ในความทรงจำ อันนี้มันทรมาน มันทรมานยิ่งกว่าการหายไปอีก”

โกวิท โพธิสาร

สารคดียังเล่าถึงเช้าของวันที่เกิดความรุนแรงโดยรัฐอื่น ๆ อย่างเช่น

เช้าวันศุกร์ที่ 17 มี.ค. 60 ที่ ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่ ที่ถูก วิสามัญฆาตกรรมโดยทหาร เป็นเพียงเช้าวันธรรมดาที่ชัยภูมิตื่นมาจะไปทำเอกสารเดินทาง ก่อนจะกลายเป็นครั้งสุดท้ายที่คนอื่นจะได้พบหน้าเขา

เช้าวันจันทร์ที่ 25 ต.ค. 47 ที่เกิด โศกนาฏกรรมตากใบ จากการปราบปรามการชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จ.นราธิวาส โดยใช้กระสุนจริง จากนั้นได้ขนย้ายผู้ชุมนุมโดยการซ้อนทับกันหลายชั้น จนมีคนบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิต

อย่างกรณีในสารคดีเป็นบทสัมภาษณ์ของ มะรีกี ดอเลาะ หนึ่งในผู้ถูกจับกุมและถูกขนย้ายที่สลบไป เมื่อตื่นมาอีกทีก็ถูกตัดขา ไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้ และชีวิตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ผู้กำกับ ระบุว่า การลงพื้นที่ไปเก็บประเด็นเหล่านี้ ทำให้รู้สึกว่าเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ (Repeat) บางครั้งเกิดที่ตรงนั้นหรือตรงนี้ บางครั้งอาจเป็นหรือไม่เป็นข่าว สิ่งนี้สะท้อนราคาของลมหายใจแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ในฐานะคนทำงานจึงเจ็บปวดมากในแง่ของการรับฟัง

ถึงตรงนี้ ผู้กำกับ ไม่อาจบอกได้อย่างมั่นใจว่า หนังสารคดี เช้านั้นวันพุธ จะทำหน้าที่อะไรเพื่อสื่อสารต่อผู้คน เพราะแต่ละคนอาจได้รับผลกระทบหรือมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ในฐานะคนทำงาน เขารู้สึกว่า การได้สัมผัสแววตาของคนในเรื่อง การได้ฟังเรื่องบางเรื่องอาจจะเคยฟังแล้ว แต่การได้ฟังอีกจากคนที่เล่าเรื่องนี้ซ้ำ ๆ แล้วร้องไห้ทุกครั้ง สะท้อนว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เหล่านี้ เป็นความผิดปกติที่ไม่ควรจะปกติ

และภาวะที่ติดอยู่ในความทรงจำและความลืม ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ คือสิ่งที่สารคดีเรื่องนี้ทำงานกับผู้กำกับของมันเอง


รับชมสารคดี “เช้านั้นวันพุธ” วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 22:00 น. ทาง Thai PBS 

หรือช่องทางออนไลน์ เช้านั้นวันพุธ | Thai PBS รายการไทยพีบีเอส

Author

Alternative Text
AUTHOR

ธนธร จิรรุจิเรข

สงสัยว่าตัวเองอยากเป็นนักวิเคราะห์ data ที่เขียนได้นิดหน่อย หรือนักเขียนที่วิเคราะห์ data ได้นิดหน่อยกันแน่

Alternative Text
AUTHOR

อัญชัญ อันชัยศรี

คั่นสิหากินพอส่ำนี้ ไปเรียนหยังสูงแทร่อาว