ถ้ารถไฟไม่เข้าเมือง ? แต่คนชานเมืองยังต้องเดินทาง

ฟ้ายามเช้าของวันใหม่ที่ “สถานีหัวตะเข้” แสงแดดค่อย ๆ ไล่ผ่านหลังคาชานชาลา ผู้คนมากหน้าหลายตา เริ่มทยอยเดินมาซื้อตั๋ว จับจองพื้นที่รอรถไฟขบวนแรก

เสียงของผู้คนเริ่มจอแจมากขึ้น ในช่วงเวลาที่ใกล้ขบวนรถไฟมาถึง บางคนยืนกอดกระเป๋านักเรียนไว้แน่น บางคนสะพายกระเป๋าทำงาน ด้วยใบหน้าที่เหมือนยังไม่อยากจะตื่น ในขณะที่อีกจำนวนหนึ่งก็ก้มหน้าก้มอยู่กับหน้าจอ เพื่อรอเวลารถไฟมาถึง

เสียงประกาศจากสถานี ย้ำเตือนว่า รถไฟขบวนที่หลายคนรอคอยกำลังจะแล่นเข้าจอดที่ชานลาลา ไม่นานนักเสียงหวูดรถไฟก็ดังแว่ว ๆ มา ไฟที่หัวรถจักรส่องสว่างมาแต่ไกล เป็นสัญญาณให้ทุกคนตื่นตัว

เจ้าหน้าที่ตีธงเขียว ร้องตะโกนให้ผู้คนระมัดระวังไม่เดินล้ำเส้นขอบชานชาลา แล้วรถไฟหวานเย็นธรรมดา ๆ ขบวนหนึ่ง ก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดอย่างช้า ๆ จนสิ้นเสียงเบรคเอี๊ยด!!! ขบวนรถหยุดนิ่ง ทุกคนต่างรีบเดินขึ้นรถเพื่อจับจองที่นั่ง ทันก็ได้นั่ง ไม่ทันก็ยืน แต่ถึงยังไงรถไฟขบวนนี้ก็มีจุดหมายเดียวกันคือ กรุงเทพฯ

แม้ไม่มีเบาะนุ่ม ๆ ให้ได้นั่งสบาย ๆ ต้องเบียดเสียดกัน ในบางขบวนไม่มีแอร์เย็นฉ่ำ แต่สำหรับคนชานเมืองแล้วนี่คือพาหนะที่พาพวกเขาเข้าไปหาอนาคตในเมือง ด้วยค่าโดยสารที่เพียงแค่ยื่นเหรียญสิบมีทอน

จากหัวตะเข้ สู่ “มักกะสัน” ระหว่างทางเต็มไปด้วยภาพชีวิตเล็ก ๆ นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน มีหน้าจอมือถือเป็นเพื่อนเดินทาง บางคนเลือกที่จะใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีงีบหลับ พ่อค้า แม่ค้าคอยนั่งจับตะกร้า ถุงกระสอบ ที่หอบหิ้วข้าวของมาจากบ้านเพื่อเอาไปขายที่ตลาดในเมือง

ผู้คนจากชานเมืองเหล่านี้ กำลังเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมกันผ่านรางเหล็กในเช้าวันเดิม ๆ ชีวิตเรียบง่าย และความสะดวกที่แทบไม่กระทบต่อภาระต่อค่าใช้จ่าย แต่เชื่อว่าทุกคนบนขบวนรถไฟ กำลังตั้งคำถามอยู่ในหัวว่าถ้าวันหนึ่งรถไฟขบวนเดิม ไม่สามารถพาพวกเขาไปจนถึงปลายทางในเมืองชั้นในได้ อะไร ? จะเกิดขึ้น


ทุกวันทำงาน ก่อนเวลา 6 โมงเช้า ผู้คนแถบชานเมืองย่านหัวตะเข้จำนวนไม่น้อยทยอยมาถึง "สถานีรถไฟหัวตะเข้" เพื่อรอโดยสารรถไฟขบวนแรกจากฉะเชิงเทราเข้าไปยังกรุงเทพฯ
"พี่โบ้ย" มารอที่ชานชาลาเป็นคนแรก ๆ เพื่อนั่งรถไฟจากหัวตะเข้ไปทำงานที่ ซ.สุขุมวิท 71 ด้วยค่าตั๋วแค่ 4 บาทต่อเที่ยว สำหรับเธอรถไฟจึงเป็นขนส่งสาธารณะที่ประหยัดที่สุด เป็นที่พึ่งการเดินทางในยามวิกฤตค่าครองชีพได้เป็นอย่างดี
6 โมงตรง เสียงประกาศจากสถานีย้ำเตือนว่า ขบวนรถจากฉะเชิงเทราเที่ยวแรก ได้เข้าเทียบยังชานชาลาที่หัวตะเข้เรียบร้อยแล้ว ผู้คนที่มารอการโดยสารรีบขึ้นไปจับจองที่นั่ง ซึ่งขบวนนี้ผู้ใช้บริการค่อนข้างบางตา อาจเป็นเพราะยังเช้า
6 โมงตรง เสียงประกาศจากสถานีย้ำเตือนว่า ขบวนรถจากฉะเชิงเทราเที่ยวแรก ได้เข้าเทียบยังชานชาลาที่หัวตะเข้เรียบร้อยแล้ว ผู้คนที่มารอการโดยสารรีบขึ้นไปจับจองที่นั่ง ซึ่งขบวนนี้ผู้ใช้บริการค่อนข้างบางตา อาจเป็นเพราะยังเช้า
ห่างกันประมาณ 20 กว่านาที รถไฟขบวนที่ 2 ของวันนี้ก็เข้าเทียบยังชานชาลา ดูเหมือนผู้คนเริ่มหนาตามากขึ้น
ตั้งแต่คันแรกจนถึงคันสุดท้าย ที่นั่งส่วนใหญ่ถูกจับจอง แต่ตลอดเส้นทางก็จะมีผู้โดยสารขึ้น-ลงสับเปลี่ยนกันไป ด้วยระทางที่ไม่ไกลมากนัก และบรรยากาศยามเช้าที่ยังไม่ร้อนมาก ทำให้การเดินทางเช้านี้เป็นไปด้วยดี
ตั้งแต่คันแรกจนถึงคันสุดท้าย ที่นั่งส่วนใหญ่ถูกจับจอง แต่ตลอดเส้นทางก็จะมีผู้โดยสารขึ้น-ลงสับเปลี่ยนกันไป ด้วยระทางที่ไม่ไกลมากนัก และบรรยากาศยามเช้าที่ยังไม่ร้อนมาก ทำให้การเดินทางเช้านี้เป็นไปด้วยดี
ห่างจากขบวนแรกประมาณ 1 ชั่วโมง รถไฟขบวนที่ 3 ของเช้าวันนี้จากสถานีต้นทาง จ.ปราจีนบุรี ก็ตามมาถึง ขบวนนี้คนแน่น และนอกจากคนทำงาน นักเรียนนักศึกษา บริเวณคันท้าย ๆ ยังมีพ่อค้า แม่ค้า หอบหิ้วของไปขายในเมืองอีกด้วย
มะม่วงหลายตระกร้าที่บรรทุกมาด้วยกันในขบวนรถสายนี้ แม่ค้าก็คาดหวังให้ขายหมด จะได้ไม่ต้องขนกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันถึงตลาด ก็มีผู้คนบนขบวนเดียวกันซื้อตลอดทาง
ข้าวของถูกบรรจุไว้ในถุงใหญ่ ๆ ของพ่อค้า แม่ค้า เป็นภาพคุ้นชินสำหรับผู้โดยสารในขบวนนี้
ในถุงกระสอบพลาสติกมีปลาช่อน ปลาดุก สด ๆ ที่แม่ค้าเตรียมเอาไปขายที่ตลาดมักกะสัน
กุ้งตัวใส ๆ ก็เป็นวัตถุดิบสด ๆ ที่แม่ค้า ขนมาจากบ้าน เตรียมนำไปขายแถว ๆ ตลาดย่านคลองตัน
"ยายสายหยุด" วัย 77 ปี เป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟมาจนไม่อยากนับว่ากี่ปีมาแล้ว ยายหอบหิ้วข้าวโพดต้ม และข้าวหลามมาจากบ้านที่บางน้ำเปรี้ยว เตรียมเอาไปขายที่ตลาดมักกะสัน ซึ่งแน่นอนในขบวนก็มีลูกค้าอุดหนุนตลอดทาง
เพราะเป็นคนอารมณ์ดี "ยายสายหยุด"  จึงมีคนรุ่นลูกรุ่นหลานคอยเป็นเพื่อนเดินทางทุกวัน จนทำให้ยายได้รับการนับถือเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ ยายยอมรับตามตรงว่า ถ้าไม่มีรถไฟก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะทำมาหากินยังไง แล้วถ้าวันหนึ่งรถไฟวิ่งส่งได้แค่ลาดกระบัง เข้าไปไม่ถึงกรุงเทพฯ ชั้นใน อย่างที่ภาครัฐมีแนวคิด "ก็คงต้องหยุดขาย" เพราะยังนึกไม่ออกว่าจะเดินทางหอบหิ้วข้าวของไปตลาดด้วยวิธีไหน  "ยายแก่แล้ว จะให้หิ้วของขึ้นลงรถเมล์ไม่ไหวหรอก มารถไฟยังมีลูก ๆ หลาน ๆ คอยช่วย อยากถามหน่อยคิดไปได้ยังไง จะแก้ปัญหาแบบนี้ เอาอะไรคิด ?"
ค่าโดยสารราคาประหยัดจากหัวตะเข้ เข้ามาในกรุงเทพฯ ราคาไม่ถึง 10 บาท ทำให้รถไฟเป็นเสมือนที่พึ่งการเดินทางของผู้คนในยุควิกฤตค่าครองชีพ
เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อถึงสถานีปลายทางของพ่อค้า แม่ค้า ไม่ว่าข้าวของจะเยอะแค่ไหน แต่ก็จะมีผู้โดยสารคอยช่วยเหลือยกของกันคนละไม้คนละมือ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน จนกลายเป็นอีก "มิตรภาพ" และ "ความสุข" ของผู้คนที่สัมผัสได้จากการเดินทางด้วยรถไฟเช้านี้
เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อถึงสถานีปลายทางของพ่อค้า แม่ค้า ไม่ว่าข้าวของจะเยอะแค่ไหน แต่ก็จะมีผู้โดยสารคอยช่วยเหลือยกของกันคนละไม้คนละมือ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน จนกลายเป็นอีก "มิตรภาพ" และ "ความสุข" ของผู้คนที่สัมผัสได้จากการเดินทางด้วยรถไฟเช้านี้
เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อถึงสถานีปลายทางของพ่อค้า แม่ค้า ไม่ว่าข้าวของจะเยอะแค่ไหน แต่ก็จะมีผู้โดยสารคอยช่วยเหลือยกของกันคนละไม้คนละมือ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน จนกลายเป็นอีก "มิตรภาพ" และ "ความสุข" ของผู้คนที่สัมผัสได้จากการเดินทางด้วยรถไฟเช้านี้
เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อถึงสถานีปลายทางของพ่อค้า แม่ค้า ไม่ว่าข้าวของจะเยอะแค่ไหน แต่ก็จะมีผู้โดยสารคอยช่วยเหลือยกของกันคนละไม้คนละมือ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน จนกลายเป็นอีก "มิตรภาพ" และ "ความสุข" ของผู้คนที่สัมผัสได้จากการเดินทางด้วยรถไฟเช้านี้
เมื่อเดินทางมาถึงสถานีมักกะสัน แม่ค้าหลายคนก็รีบนำสินค้ามาตั้งวางแผงที่ตลาดมักกะสันทันที บางเจ้ามีลูกค้าประจำมารอ ขายไม่นานของที่เอามาก็หมดอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็นั่งรถไฟกลับบ้านได้สบาย ๆ
"ตลาดมักกะสัน" จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ค้าที่สะดวก และมาได้ง่าย ๆ แค่มาด้วยรถไฟ เดินอีกไม่กี่ก้าวก็สามารถมีพื้นที่ขายของได้แล้ว
การเดินทางด้วยรถไฟ สำหรับคนเมืองอาจไม่ค่อยมองเห็นความสำคัญ แต่สำหรับผู้คนชานเมือง นี่คือขนส่งสาธารณะที่อยู่คู่กับพวกเขามายาวนาน
ผู้ใช้บริการรถไฟชานเมือง บอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่าขอให้รัฐบาลพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนกำหนดมาตรการอะไรที่จะกระทบการเดินทางของประชาชน โดยไม่อยากให้มองการแก้ปัญหาเรื่องอุบัติเหตุจุดตัดทางข้ามรถไฟที่ปลายเหตุ แต่อยากให้แก้ที่ระบบ การกวดขันวินัยจราจร การบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวด จะเป็นทางออกที่ดีมากกว่า

Author

Alternative Text
AUTHOR

พงศ์เมธ ล่องเซ่ง

นักข่าวไม่จำกัดสาย จัดให้ได้ทุกประเด็น