เหลือเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่เหล่าผู้สมัครเร่งเครื่องโปรโมตวิสัยทัศน์และนโยบายกันอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่านโยบายเด็กเล็กจะยังไม่ถูกนำเสนอมากนัก แม้ประเด็นการพัฒนาเด็กจะถูกยอมรับว่าเป็นภารกิจสำคัญของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐที่เป็นผู้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ยิ่งเมื่อมีความท้าทายจากสถานการณ์สังคมสูงวัยสมบูรณ์ที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่
ในยุคครอบครัวเดี่ยวไซส์เล็กในกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่อาจพึ่งพาญาติพี่น้องในการช่วยเลี้ยงดูเด็กได้แบบครอบครัวขยาย ในขณะที่พ่อแม่ยังต้องออกไปทำงานหารายได้ ไม่สามารถดูแลลูกได้เต็มที่ จึงทำให้สถานรับเลี้ยงเด็กเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยดูแลส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กตามวัยได้ อันเป็นหนึ่งในบริการสาธารณะของ กทม. ที่มีบทบาทหน้าที่ในการจัดการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กตามกฎหมายการกระจายอำนาจ
The Active และ Data Hatch ชวนสำรวจข้อมูลสถานการณ์ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กทม. ท่ามกลางปัญหารอบด้าน ที่เวลานี้กรุงเทพฯ ได้มีข้อบัญญัติศูนย์พัฒนาเด็กโดยเฉพาะเป็นฉบับแรกแล้ว
ศูนย์พัฒนาเด็กไม่ตอบโจทย์ อุปสรรคพ่อแม่พาลูกเข้าศูนย์
กว่า 10 ปีที่ผ่านมา การเกิดในกรุงเทพฯ ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง จากเกือบแสนคนในปี 2557 เหลือเพียงครึ่งหนึ่งในปี 2567 ขณะที่รายงานการศึกษาประชากรกรุงเทพฯ ปี 2566 โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง ชี้ว่ามีช่วงเวลาที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นและลดลงสลับไปมาอยู่หลายช่วง จนหลังจากปี 2558 ก็มีแนวโน้มลดลงจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กหรือไม่

เมื่อสำรวจข้อมูลศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของสำนักพัฒนาสังคม กทม. พบว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2569 กรุงเทพฯ มีศูนย์พัฒนาเด็กจำนวน 257 ศูนย์ ใน 45 เขต โดยเขตที่มีจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กมากที่สุด อย่างหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ต่างอยู่ในกลุ่มเขตพื้นที่อยู่อาศัยชานเมืองฯ ฝั่งตะวันออก (สีม่วง) ที่แนวโน้มของจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของประชากรสูงกว่าพื้นที่อื่นจากการขยายตัวของที่อยู่อาศัย
ในขณะที่อีก 5 เขต ไม่มีศูนย์พัฒนาเด็กเลย คือพระนคร บางรัก บางกอกใหญ่ บางบอน สัมพันธวงศ์ ก็มีข้อสังเกตว่าเขตที่ไม่มีศูนย์พัฒนาเด็กหรือมีน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มเขตพื้นที่อนุรักษ์ฯ (สีน้ำตาล) และกลุ่มเขตพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจฯ (สีแดง) ซึ่งมีจำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง จนบางเขตติดอันดับประชากรน้อยที่สุดของกรุงเทพฯ คือ สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบศัตรูพ่าย ปทุมวัน พระนคร บางรัก
5 อันดับเขต จำนวนศูนย์พัฒนาเด็กมากที่สุด
- หนองจอก 29 ศูนย์
- มีนบุรี 18 ศูนย์
- ลาดกระบัง 17 ศูนย์
- คลองเตย 14 ศูนย์
- สวนหลวง 12 ศูนย์
จำนวนเขตตามจำนวนศูนย์พัฒนาเด็ก
- มากกว่า 11 ศูนย์ จำนวน 6 เขต
- 6 – 10 ศูนย์ จำนวน 11 เขต
- 1 – 5 ศูนย์ จำนวน 28 เขต
- ไม่มีศูนย์เด็กเล็ก จำนวน 5 เขต
จำนวนศูนย์ที่น้อยมากนี้สะท้อนปัญหาการกระจายตัว ที่สวนทางกับบทบาทของศูนย์ที่ต้องดูแลเด็กในชุมชน ทำให้ต้องเดินทางไกลหากอยากเข้าศูนย์พัฒนาเด็ก จึงกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึง
ศูนย์พัฒนาเด็ก 257 ศูนย์นี้ ดูแลเด็กอายุ 2 – 6 ปี จำนวน 16,467 คน คิดเป็นเพียง 12% ของเด็กวัยนี้ที่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ 1.3 แสนคนเท่านั้น หากรวมเด็กประชากรแฝง สัดส่วนนี้ยิ่งลดน้อยถอยลง
เขตที่มีจำนวนเด็กในศูนย์มากที่สุด อยู่ในกลุ่มเขตพื้นที่อยู่อาศัยชานเมืองฯ ฝั่งตะวันออก (สีม่วง) สอดคล้องข้อมูลจำนวนศูนย์ มีหนองจอกเป็นอันดับ 1 เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กมากที่สุดในกรุงเทพฯ ด้วยจำนวนประชากรเด็กอายุ 2 – 6 ปีที่มากที่สุดเช่นกัน
นอกจากนี้ กลุ่มเขตพื้นที่อยู่อาศัย (สีเหลือง) ก็มีเด็กในศูนย์พัฒนาจำนวนมากอย่างกระจายตัว ซึ่งบางเขตในกลุ่มเขตพื้นที่นั้นยังมีจำนวนศูนย์น้อยอยู่ เช่น เขตสะพานสูง มี 4 ศูนย์ ต้องดูแลเด็กรวม 994 คน
รายงานการศึกษา เรื่องศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในกรุงเทพมหานคร ปี 2566 ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้กลุ่มเขตพื้นที่อยู่อาศัยฯ ฝั่งตะวันตกตอนล่าง (สีน้ำเงิน) มีเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กน้อย ด้วยปัจจัยหลักจากความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ การเดินทางเข้าถึงที่ยากลำบาก รวมถึงอัตราการเกิดที่น้อยลงด้วย
5 อันดับเขต จำนวนเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กมากที่สุด
- หนองจอก 1,693 คน
- มีนบุรี 1,292 คน
- ลาดกระบัง 1,136 คน
- หนองแขม 1,090 คน
- สะพานสูง 994 คน

ถึงหนองจอกจะมีเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กจำนวนมากที่สุด แต่เมื่อดูสัดส่วนต่อประชากรเด็กที่มีทะเบียนบ้านในเขต พบว่า คลองเตยมีสัดส่วนเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กต่อจำนวนเด็กในเขตสูงที่สุด คือ 43% ของประชากรอายุ 2 – 6 ปีทั้งหมดในเขต

ข้อจำกัดการเข้าถึงศูนย์พัฒนาเด็ก
นอกจากสถานการณ์เด็กเกิดน้อย ผศ.สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ชี้ว่า ศูนย์พัฒนาเด็กยังมีข้อจำกัดอีกมากที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึง โดยเฉพาะช่วงเวลาเปิดปิดตามเวลาราชการ 8.00 – 16.00 น. ที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตการทำงานของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานหาเช้ากินค่ำ งานรายได้น้อย หรือผู้ทำงานอิสระที่รายได้ไม่แน่นอน เช่น พ่อค้าแม่ค้า ไรเดอร์ รับจ้าง
ผลักให้ผู้ปกครองต้องหาทางออกอื่น ทั้งการส่งลูกไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงในชนบท หรือยอมจ่ายเพื่อฝากศูนย์เลี้ยงเด็กของเอกชนที่ยืดหยุ่นและสะดวกมากกว่า
“บางที่เปิดให้ตั้งแต่ตีห้า หกโมงเช้า ปิดให้กระทั่งหกโมงเย็น หรือทุ่มหนึ่ง หรือหากจําเป็นแค่ไหนก็ปรึกษารือกัน ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองจําเป็นต้องเข้ากะ เมื่อศูนย์มันไม่ได้เอื้อต่อคนทํางานจริง ๆ ก็ต้องหาทางออกใหม่ แม้จะต้องเสียสตางค์เอง”
ขณะที่อายุแรกรับเป็นอีกข้อจำกัดใหญ่ที่ปิดกั้นเด็กอีกหลายครอบครัว เมื่อศูนย์พัฒนาเด็กรับดูแลเด็กที่มีอายุ 2 ปีจนถึงไม่เกิน 6 ปี ช่วงเวลาแรกเกิดถึง 2 ปีนี้กลายเป็นช่องว่างทั้งสำหรับแม่ที่ลาคลอดได้ 120 วัน (พ่อลาได้ 15 วัน) และพ่อแม่แรงงานนอกระบบหรือผู้มีรายได้น้อย ที่การหยุดงานเท่ากับขาดรายได้มาจุนเจือในแต่ละวัน
“ยิ่งไม่มีรายได้ก็ยิ่งต้องตัดสินใจ เช่นมีปู่ย่าตายายก็ส่งกลับไปชนบท ไปศูนย์เลี้ยงเด็กของเอกชน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติก็คือกลุ่มเล็ก ๆ อาจจะเลี้ยงตั้งแต่ 4 – 5 คนไปถึง 20 – 30 คน โดยเก็บเงินจากผู้ปกครองแต่ว่าอยู่ใกล้ชุมชนคืออยู่ใกล้บ้าน เปิดรับตั้งแต่อายุ 2 – 3 เดือน 1 เดือนก็มี 2 เดือนก็มีถ้าจําเป็น ขณะที่ศูนย์ของ กทม. อย่างดีที่สุดก็ 2 ขวบหรือ 2 ขวบครึ่ง เพราะฉะนั้นก็มีช่องว่างใหญ่อยู่ ที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจ”

ปัจจุบัน กทม.มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 5 แบบ ครอบคลุมตั้งแต่ทารกอายุ 3 เดือนถึงไม่เกิน 6 ปี หลังมีการเพิ่มสถานพัฒนาเด็กและขยายอายุแรกรับในบางส่วน ดังนี้
- ศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่คู่นมแม่ สำนักการแพทย์ เริ่มจัดตั้งตั้งแต่ปี 2549 อยู่ในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ปัจจุบันมีจำนวน 8 แห่ง รับเด็กอายุ 1 เดือน – 3 ปี ศูนย์นี้จะส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คู่กับอาหารเสริมตามวัยจนถึงอายุ 1 ปี ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. เคยระบุเมื่อ ก.ย. 2566 ว่ามีเด็กในความดูแล 115 คน
- ศูนย์เด็กอ่อนกรุงเทพมหานคร สำนักอนามัย เป็นสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยรูปแบบใหม่ล่าสุดของ กทม. เปิดในปี 2568 รับเด็กอายุ 1 – 3 ปี จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ต้นแบบในการดูแลเด็กอ่อนภายใต้มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ รูปแบบการพัฒนาดูแลเด็กของศูนย์นี้จึงจะเน้นการส่งเสริมพัฒนาทักษะทางสมอง (EF) ทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ตลอดจนการดูแลให้เด็กมีพัฒนาการที่สมวัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มี 3 แห่งเท่านั้น คือ ศาลาว่าการฯ 2 ดินแดง, สถานรับเลี้ยงกลางวัน ศูนย์บริการสาธารณสุข 3 บางซื่อ และสถานรับเลี้ยงกลางวัน ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี
- ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สำนักพัฒนาสังคม ตั้งอยู่ในชุมชนที่จดทะเบียน โดยคณะกรรมการชุมชนเป็นผู้แจ้งขอจัดตั้งศูนย์และขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานเขต ดำเนินงานเองภายใต้การดูแลของสำนักงานเขตและสำนักพัฒนาสังคม ศูนย์พัฒนาเด็กจะรับเด็กอายุ 2 ปี – ไม่เกิน 6 ปี ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่ามีจำนวนศูนย์ 257 แห่ง ดูแลเด็ก 16,482 คน
- สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน สำนักอนามัย ตั้งอยู่ในศูนย์บริการสาธารณสุข จำนวน 12 แห่ง จากเดิมรับเด็กอายุ 2 ปี 6 เดือน – 5 ปี ได้ขยายอายุแรกรับในปี 2568 นำร่อง 10 แห่ง ให้รับเด็กอายุ 1 – 3 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าเรียนชั้นอนุบาล
- โรงเรียนอนุบาล สำนักการศึกษา ในโรงเรียนสังกัด กทม.บางแห่ง เปิดชั้นเรียนอนุบาลรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กอนุบาล 45,013 คน จาก 428 โรงเรียน
แม้ว่า กทม. จะมีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยหลายรูปแบบ แต่ก็ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเลี้ยงเด็กอ่อนที่มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงเข้าถึงยาก รวมถึงอาจยังมีเงื่อนไขที่กลายเป็นข้อจำกัดสำหรับบางครอบครัว เช่น การเลี้ยงด้วยนมแม่เท่านั้น
เมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก หลายครอบครัวที่ไม่มีคนช่วยเลี้ยงและไม่มีเงินจ่ายค่าดูแล ก็ต้องยอมกระเตงลูกไปทำงานอย่างไม่มีทางเลือก หลายครั้งที่เราเห็นภาพไรเดอร์ คนขับแท็กซี่ คนขับรถเมล์ พาลูกนั่งรถไปด้วย แม่ค้าริมถนนที่กล่อมลูกน้อยหลับข้างแผง สูดควันไอเสียและเสี่ยงอันตราย เป็นอีกครั้งที่คนจนเมืองต้องตกหล่นจากระบบ
ศูนย์พัฒนาเด็กถูกยุบต่อเนื่อง ซ้ำเติมการเข้าไม่ถึง
ท่ามกลางการเรียกร้องให้มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเพิ่มมากขึ้น แต่หากดูสถิติย้อนหลังปี 2556 – 2569 ของกระทรวงศึกษาธิการและสำนักพัฒนาสังคม กทม. พบว่าศูนย์พัฒนาเด็กมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 313 แห่งในปี 2556 เหลือ 257 แห่งในปี 2569

ทั้งนี้ ตัวเลขในบางปีของกระทรวงศึกษาธิการ กับสำนักพัฒนาสังคม มีความแตกต่างกันเล็กน้อย สำหรับการเจาะรายเขต จะใช้ข้อมูลของสำนักพัฒนาสังคม เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเปลี่ยนแปลง
โดยหากเทียบกับปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ว่าฯ กทม. จาก พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง เป็น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขณะนั้นมี 278 ศูนย์ ปัจจุบันปี 2569 มี 257 ศูนย์ ลดลง 21 ศูนย์ โดยลดลงในมีนบุรีมากที่สุด 3 ศูนย์
บางเขตที่มีศูนย์พัฒนาเด็กน้อยอยู่เแล้ว เช่น เขตวัฒนา ที่เคยมี 2 ศูนย์ในปี 2565 ก็ถูกปิดไป 1 ศูนย์ ทำให้ทั้งเขตเหลือเพียง 1 ศูนย์เท่านั้น
ด้านจำนวนเด็กในศูนย์ จาก 18,163 คนในปี 2565 เหลือ 16,467 คนในปี 2569 หรือคิดเป็นลดลง 27% โดยหลายเขต เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเขตคลองสาน วัฒนา และราษฎร์บูรณะ ที่มีเด็กลดลงมากกว่าครึ่ง ทำให้เขตคลองสานกลายเป็นเขตที่มีเด็กในศูนย์พัฒนาน้อยที่สุดในกรุงเทพฯ ในปี 2569 ด้วยจำนวนที่เหลืออยู่เพียง 15 คนจาก 40 คน

สำหรับเกณฑ์การยุบศูนย์พัฒนาเด็ก กทม. ระเบียบกรุงเทพมหานครระบุให้เป็นไปตามที่ปลัดกรุงเทพมหานครกำหนด ซึ่งหนังสือสำนักพัฒนาสังคมที่ กท. 1505/2104 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ระบุถึงหลักเกณฑ์ 2 ประการ คือ
- ชุมชนที่ศูนย์พัฒนาเด็กตั้งอยู่นั้นยกเลิกการเป็นชุมชน
- เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กน้อยกว่า 10 คน (พิจารณาจากรายชื่อเด็กที่ลงทะเบียนประกอบกับความสม่ำเสมอของการเข้าเรียน)
ทำให้ต้องมาดูกันต่อว่า ด้วยหลักเกณฑ์ข้อที่สองจะทำให้มีศูนย์พัฒนาเด็กไหนบ้างมีความเสี่ยงถูกปิดตัวในอนาคต โดยจำแนกตามขนาดศูนย์พัฒนาเด็กที่สำนักพัฒนาสังคมกำหนด 3 ขนาด พร้อมโฟกัสไปยังศูนย์ที่มีเด็กไม่เกิน 10 คน ที่ถือว่ามีความเสี่ยงปิดตัวสูงมาก และศูนย์ที่มีเด็ก 11 – 20 คน ที่กำลังมีความเสี่ยงในสถานการณ์เด็กน้อยเช่นกัน
- ขนาดใหญ่ มีเด็กมากกว่า 100 คนขึ้นไป มีจำนวน 45 ศูนย์
- ขนาดกลาง มีเด็ก 51 – 100 คน มีจำนวน 48 ศูนย์
- ขนาดเล็ก มีเด็กไม่เกิน 50 คน มีจำนวน 164 ศูนย์
- 21 – 50 คน จำนวน 118 ศูนย์
- 16 – 20 คน จำนวน 21 ศูนย์
- 11 – 15 คน จำนวน 22 ศูนย์
- ไม่เกิน 10 คน จำนวน 3 ศูนย์

พบว่ามี 3 ศูนย์ที่มีเด็กไม่เกิน 10 คน ที่อาจเสี่ยงถูกปิดตัวในอนาคต
- ศูนย์สงเคราะห์เด็กในอาคารสงเคราะห์บางคอแหลม เขตบางคอมแหลม มีเด็ก 2 คน
- ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนสถาพร เขตราษฎร์บูรณะ มีเด็ก 8 คน
- ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนหมู่บ้านเนียมกล่ำสามัคคี เขตลาดพร้าว มีเด็ก 10 คน
นอกจากนี้ยังพบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนซอยวัฒนา ที่ดูแลเด็ก 15 คน ยังเป็นศูนย์พัฒนาเด็กแห่งเดียวในเขตคลองสานอีกด้วย
ผศ.สุนี มองว่าการยุบศูนย์พัฒนาเด็กเป็นนโยบายที่ไม่ถูกต้อง และยืนยันว่าหลักการของศูนย์พัฒนาเด็กคือต้องเปิดให้มากขึ้น ขยายให้กว้างขึ้น ลดอายุให้มากขึ้น จะทำให้มีจำนวนเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กมากขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

ศูนย์พัฒนาเด็ก กทม. ไม่ได้รับดูแลเด็กไทยเท่านั้น ยังเปิดรับเด็กต่างชาติที่มาอยู่อาศัยในพื้นที่อีกด้วย ปี 2569 มีเด็กต่างชาติ 3,550 คน คิดเป็น 2.7% ของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กทั้งหมด 133,614 คน เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2565 ที่เคยมีเด็กต่างชาติ 2,700 คน คิดเป็น 1.6% ของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กขณะนั้น 167,616 คน หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 24% ขณะที่เด็กไทยในศูนย์พัฒนาเด็กปี 2569 มี 130,064 คน ลดลงจากปี 2565 ที่มี 164,916 คน หรือลดลงในอัตรา 27%
เมื่อสำรวจรายเขต พบว่า คันนายาว มีเด็กต่างชาติในศูนย์พัฒนาเด็กมากที่สุดในตอนนี้ จำนวน 1,385 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีจำนวน 364 คน ทั้งนี้เขตคันนายาวมีแหล่งงานที่สำคัญสำหรับแรงงานก่อสร้างทั้งชาวไทยและต่างชาติในกรุงเทพฯ คือซอยกีบหมู ที่จะมีนายจ้างเข้ามาหาแรงงานรายวันกันในพื้นที่นี้ จึงอาจมีแรงงานต่างชาติพักอาศัยกันในเขตนี้จำนวนมาก
ขณะที่มีการตั้งข้อสังเกตจาก ผศ.สุนี ว่าเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย นอกจากบุตรหลานแรงงานต่างชาติที่ต้องดูแลพัฒนาตามหลักสิทธิเด็ก และถือว่าเป็นผู้ร่วมสร้างเศรษฐกิจไทย ก็ยังมีเด็กไทยที่ไม่มีสถานะอยู่ด้วย ซึ่งเกิดจากการตกหล่นจากระบบทะเบียน ที่บางคนอยู่ในระหว่างการแก้ไขปัญหาสถานะ
ครูพี่เลี้ยงงานหนัก แต่ยังไร้สิทธิสวัสดิการ
ศูนย์พัฒนาเด็กมีภารกิจในการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กปฐมวัย ให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการเจริญเติบโต ในด้านบุคลากรจึงมีความสำคัญทั้งด้านทักษะความรู้ความสามารถและจำนวนที่ต้องเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่มีความท้าทายต่อพัฒนาการเด็กในยุคปัจจุบันหลายประการ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ปี 2568 มีเด็กปฐมวัย (0 – 5 ปี) มีพัฒนาการสมวัย 81.6% ไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 85% และนั่นหมายความว่าอีก 18.4% มีปัญหาพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์
ศูนย์พัฒนาเด็กทั่วกรุงเทพฯ มีครูพี่เลี้ยง 1,651 คน ดูแลเด็ก 16,482 คน แต่ละศูนย์มีความแตกต่างด้านสัดส่วนครูพี่เลี้ยงต่อเด็กเป็นอย่างมาก คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ออกมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 เพื่อยกระดับการพัฒนาเด็กและใช้เป็นมาตรฐานกลางทั้งประเทศ ได้กำหนดอัตราส่วนครูพี่เลี้ยงต่อเด็กตามอายุ
- เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 3 คน
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 5 คน
- เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 10 คน
- เด็กอายุ 3 ปี ถึงก่อนเข้า ป.1 ครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 15 คน
พบว่าศูนย์พัฒนาเด็กส่วนใหญ่อยู่ในอัตราส่วนแบบเด็กเล็กรุ่นโตที่อายุมากกว่า 3 ปี แบ่งจำนวนศูนย์ตามอัตราส่วนครูพี่เลี้ยงต่อเด็ก ได้ดังนี้
- ครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 1 – 3 คน จำนวน 1 ศูนย์
- ครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 4 – 5 คน จำนวน 4 ศูนย์
- ครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 6 – 10 คน จำนวน 159 ศูนย์
- ครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 11 – 15 คน จำนวน 89 ศูนย์
- ครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 16 คนขึ้นไป จำนวน 4 ศูนย์
เฉลี่ยแล้วศูนย์พัฒนาเด็กมีอัตราส่วนครูพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 10 คน ซึ่งอีกไม่น้อยที่ต้องดูแลเด็กในจำนวนมากกว่านั้น บางศูนย์ครูพี่เลี้ยง 1 คนต้องดูแลเด็กมากกว่า 20 คนเลยทีเดียว นั่นคือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนสุทธาโภชน์สุนทรอุปถัมภ์ เขตลาดกระบัง และ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนบ้านเกาะ เขตคันนายาว ที่ทั้งศูนย์มีครูพี่เลี้ยง 1 คนเท่านั้น แบกรับภาระดูแลเด็ก 27 คน และ 22 คน มากที่สุดในกรุงเทพฯ นับเป็นภาระงานหนักในการพัฒนาดูแลให้ทั่วถึงและเติบโตอย่างเหมาะสม

ผศ.สุนี ฉายภาพเพิ่มเติมว่าครูในศูนย์ยังต้องรับบทบาทและความกดดันด้านการบริหารจัดการ นอกเหนือจากการดูแลเด็กอีกด้วย แต่ที่หนักกว่าภาระงานคือการไร้สิทธิสวัสดิการและความมั่นคง ครูพี่เลี้ยงมีสถานะไม่ต่างจากลูกจ้างเหมาบริการ ไม่มีสิทธิลาป่วย ลากิจ ลาคลอด ไม่มีประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
“การลดภาระครูยังพอเป็นไปได้ถ้าเอางานธุรการออกจากครู เอางานที่ต้องวิ่งหาเงินค่าน้ำค่าไฟ สารพัดเรื่องเนี่ยออกจากครู หรือกรณีที่ต้องดูแลเด็กนอกเวลาบ้างที่จําเป็น เด็กป่วยเด็กอะไรสารพัดที่แทรกเข้ามา ทําอย่างไรให้มีครูธุรการและแม่ครัวต่างหากได้ไหม ไม่ใช่ว่าให้ครูทํากับข้าวเองด้วย คือจัดระบบให้ดีแล้วมีตัวหนุนช่วย บางอย่างก็พอไปได้”
โดยมีข้อเสนอในการจัดระบบอาสาสมัครแบบมีค่าตอบแทน ให้ผู้สูงอายุ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) หรือคนในชุมชนที่มีความพร้อม เข้ามาช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการเล่านิทาน การเล่น การอ่าน ที่สำคัญช่วยอุดช่องว่างนอกเวลาราชการได้หากมีความจำเป็นต้องดูแลเด็ก
“ตอนนี้มีนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ออกมาหาเสียงกันหลายคน เกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้นอกเวลาเรียน ทําให้ศูนย์เด็กเล็กกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กที่อยู่ในศูนย์และเด็กอื่น ๆ ในชุมชน เสาร์อาทิตย์ก็มาใช้ประโยชน์ได้ ถ้าจัดขบวนร่วมกับผู้สูงอายุ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ หรือ อสส. หรือแม้แต่บริษัทเอกชนที่ยินดีจะเข้ามาช่วย”
การเงินติดล็อกระเบียบ น้ำไฟเบิกจ่ายไม่ได้
ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าศูนย์พัฒนาเด็กต่างกระเสือกสนอยู่รอดด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและระเบียบต่าง ๆ ทำให้ยากต่อการพัฒนาและดูแลเด็กได้อย่างเต็มที่ แต่เดิมงบประมาณเป็นไปตามระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการสนับสนุนการพัฒนาชุมชน พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งระบุประเภทค่าใช้จ่ายที่เบิกจ่ายได้แค่เพียงบางรายการ
รายการเบิกจ่ายได้
- ค่าวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์เสริมทักษะ คนละไม่เกิน 600 บาท ปีละ 1 ครั้ง (เพิ่งแก้ไขเพิ่มเงินในปี 2565 ก่อนหน้านั้นให้คนละ 100 บาท)
- ค่าอาหารกลางวัน คนละไม่เกิน 25 บาทต่อวัน
- ค่าอาหารเสริม (นม) คนละไม่เกิน 7 บาทต่อวัน
- ค่าอุปกรณ์เครื่องครัว เช่น เตาแก๊ส ถังแก๊ส ถาดหลุม ช้อน ทัพพี มีด หม้อหุงข้าว หม้อปรุงอาหาร เบิกจ่ายได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท โดยเบิกจ่ายได้ครั้งเดียว ยกเว้นชำรุดหรือเสื่อมสภาพ
- ค่าอุปกรณ์เครื่องนอน เช่น เสื่อน้ำมัน หมอน ที่นอน ผ้าห่ม เบิกจ่ายได้ตามจริงเฉพาะกรณีที่จำเป็นและประหยัด
- ค่าตอบแทนอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก เดือนละ 7,590 – 15,000 บาท ตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ เบิกจ่ายได้เฉพาะการปฏิบัติงานตามวันเวลาราชการ
รายการเบิกจ่ายไม่ได้
- ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต
- ค่าซ่อมแซมอาคารสถานที่ กรณีตั้งอยู่บนที่ดินที่ไม่ใช่ของ กทม.
- ค่าทำงานล่วงเวลาของผู้ดูแลเด็ก
แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงอีกหลายรายการที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ โดยเฉพาะค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ทำให้ครูศูนย์พัฒนาเด็กต้องวิ่งหาเงินมาจ่ายเอง รวมถึงค่าซ่อมแซมสถานที่ กรณีตั้งอยู่บนที่ดินที่ไม่ใช่ของ กทม. ก็จะไม่สามารถนำงบประมาณมาซ่อมได้
ผศ.สุนี ให้ข้อมูลว่า ศูนย์พัฒนาเด็กส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่อยู่ในชุมชน ตั้งอยู่บนที่ดินของเอกชนหรือหน่วยงานภาครัฐอื่น ต่างประสบปัญหาความชำรุดทรุดโทรม ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถซ่อมแซมเพราะติดระเบียบแล้ว ศูนย์พัฒนาเด็กหลายแห่งยังต้องจ่ายค่าเช่าที่อีกด้วย หากมีการถ่ายโอนยกให้ กทม. ก็จะสามารถบริหารจัดการได้เต็มที่ แต่เป็นไปได้ยากโดยเฉพาะที่ดินเอกชน
“กทม. ไม่สามารถไปจัดการเรื่องอาคารสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ เรื่องงบน้อยก็อย่างหนึ่ง แต่บางเรื่องทําไม่ได้เลย ได้แค่ปะผุซ่อมนิดซ่อมหน่อย เราจะพบว่าอาคารศูนย์เด็กเล็กมีความทรุดโทรมมากพอสมควร ไม่ใช่ว่า กทม. ไม่อยากทํา เข้าใจว่าคงอยากทําอยู่ แต่ก็เจอเดดล็อก”
วงจรขัดแย้ง: ไม่ได้มาตรฐาน ก็ไม่ได้ทุน – ไม่ได้ทุน ก็ไม่ได้มาตรฐาน
มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ยังกำหนดมาตรฐานอื่น ๆ ไว้ 3 ด้านด้วยกัน ที่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต่าง ๆ พยายามไปให้ถึง รวมถึงศูนย์นอกชุมชนที่พยายามปรับปรุง เพราะต้องการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย หวังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และช่วยเสริมระบบสวัสดิการเลี้ยงดูเด็กในกรุงเทพฯ ที่ กทม. ทำเองทั้งหมดไม่ไหว แต่หลายข้อกลับต้องใช้ต้นทุนหรืองบประมาณ จนกว่าจะได้ขึ้นทะเบียนเรียกได้ว่าหืดขึ้นคอ
จำนวนตัวชี้วัดมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ
- ด้านการบริหารจัดการสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 5 ตัวชี้วัด / 26 ข้อ
- ด้านการดูแลและจัดประสบกาณ์การเรียนรู้ การเล่น เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยครู/ผู้ดูแล 5 ตัวชี้วัด / 20 ข้อ
- ด้านคุณภาพเด็กปฐมวัย
- แรกเกิด ถึงอายุ 2 ปี 2 ตัวชี้วัด / 7 ข้อ
- อายุ 3 – 6 ปี (ก่อนเข้า ป.1) 7 ตัวชี้วัด / 22 ข้อ
อย่างการกำหนดขนาดพื้นที่ต่อเด็ก หลายศูนย์อาจจัดหาพื้นที่หรือมีเงินเช่าได้เพียงขนาดเล็ก ๆ เท่านั้น หรือเรื่องสภาพแวดล้อมที่ไม่มีเงินไปปรับปรุงซ่อมแซม ก็จะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
“ศูนย์จํานวนไม่น้อยพยายามขึ้นทะเบียนกับ กทม. ก็ไปเจอติดล็อกเรื่องของมาตรฐานชาติ เราก็ถูกกล่าวหาเหมือนกันบอกว่า อ้าว จะมาเรียกร้องให้มาตรฐานชาติลดลงเหรอ มันต้องเรียกร้องให้มาตรฐานชาติเข้มแข็ง เราบอกว่ามันต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำที่พอเหมาะสมในความเป็นจริง ขณะเดียวกันใครจะทําได้ดีมากกว่านั้นว่าไป แต่ตอนนี้ระบบการประเมินมาตรฐานมันมีความลักลั่น”
ด้านคุณสมบัติครูพี่เลี้ยง หลายคนทำงานมานานนับสิบปีแต่วุฒิหรือคุณสมบัติไม่ตรง ก็ต้องมีการเพิ่มความรู้ความสามารถ ซึ่งต้องไม่ใช่แค่การจัดอบรมไปเฉย ๆ อย่างที่ผ่านมา แต่ต้องสร้างระบบความก้าวหน้าทางอาชีพ รวมถึงมีการสนับสนุนอย่างจริงจังหลังการอบรมด้วย
“ขึ้นมาแล้วไม่มีแรงจูงใจเลยว่าขึ้นมาแล้วได้อะไร นอกจากเดี๋ยวก็มาตรวจเยี่ยม เดี๋ยวก็บอกว่าให้ติดแอร์ ติดกระจกหน่อย ทําห้องปลอดฝุ่นหน่อย คือหมายถึงว่ามีแต่เพิ่มค่าใช้จ่าย แต่ไม่ใช่ว่ามาสนับสนุน”
ผศ.สุนี ระบุว่า การพัฒนามาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจะต้องทำเป็นระบบร่วมกันระหว่าง กทม. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนโยบายรัฐบาล จึงจะเกิดขึ้นจริง
ข้อบัญญัติศูนย์พัฒนาเด็ก กทม. ฉบับแรก ความหวังลดเหลื่อมล้ำ
หลังจากที่ร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ผ่านการเห็นชอบจากสภา กทม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ก็ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา มีสาระสำคัญในการขยายอายุเด็กก่อนวัยเรียนให้กว้างขึ้นเพื่ออุดช่องว่างเด็กอ่อน การสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กนอกชุมชนที่เคยอยู่นอกความช่วยเหลือดูแลของภาครัฐ และการกำหนดค่าใช้จ่ายที่เบิกจ่ายได้ให้ครอบคลุมมากขึ้น


ศูนย์พัฒนาเด็กนอกชุมชนที่จะได้รับประโยชน์จากข้อบัญญัตินี้มาก คือศูนย์เล็ก ๆ ที่รวมกลุ่มกันเองจากความไม่พร้อมของระบบเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ครอบครัวยากจน เช่น บ้านย่ายาย ที่เป็นโมเดลศูนย์รับเลี้ยงเด็กอ่อนในชุมชนฟื้นนครร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ที่มีเด็กเพียง 5 คนดูแลโดยผู้สูงอายุในชุมชน หรือ บ้านร่วมพัฒนาเด็ก เครือข่ายศูนย์รับเลี้ยงและพัฒนาเด็กปฐมวัยในชุมชนแออัด ภายใต้การดูแลของมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ที่มีอยู่กว่า 60 แห่ง ไม่รวมอีกหลายศูนย์ที่แอบตัวอยู่ในชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั่วกรุง
ข้อบัญบัตินี้เป็นก้าวแรกช่วยปลดล็อกหลายปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นความหวังของพ่อแม่ผู้ปกครองและภาคประชาสังคมในการลดความเหลื่อมล้ำที่มีมานาน
นอกจากนี้ คณะกรรมการวิสามัญฯ ยังมีข้อสังเกตอีกหลายข้อ ที่เสนอเพื่อพิจารณาในการออกระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
- ควรแยกการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กออกจากการบริหารของคณะกรรมการชุมชน
- จากที่มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ กำหนดอัตราส่วนครูพี่เลี้ยงต่อเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไว้ที่ 1 ต่อ 5 คน และเด็กต่ำกว่า 3 ปี 1 ต่อ 10 คน นั้น ไม่สอดคล้องกับสภาพจริง เนื่องจากเด็กช่วงอายุ 2 – 3 ปี มีพัฒนาการแตกต่างกันและต้องการการดูแลใกล้ชิดมากกว่า จึงเห็นควรว่าควรปรับอัตราส่วนสำหรับเด็กต่ำกว่า 3 ปีเป็น 1 ต่อ 5 คนเช่นเดียวกัน
- ปรับเกณฑ์อายุผู้ดูแล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีความพร้อมและมีประสบการณ์
- ศูนย์ที่มีความพร้อม สามารถจัดซื้อวัสดุใช้สิ้นเปลืองแล้วนำใบเสร็จมาเบิกกับกรุงเทพมหานครได้ ส่วนศูนย์ที่ไม่มีความพร้อมให้สำนักงานเขตจัดซื้อให้
- กำหนดอัตราค่าตอบแทนผู้ดูแลให้สอดคล้องกับอัตราค่าจ้างเหมาบริการรายบุคลของกรุงเทพมหานคร และให้มีสิทธิการลาตามกฎหมายแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568)
- กำหนดค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายจริงในสภาวการณ์ปัจจุบัน
เพิ่มระบบคัดกรองเด็กพิเศษ – จี้เร่งทำฐานข้อมูลเด็ก
นอกจากนี้ ผศ.สุนี มีข้อเสนอในการทำระบบคัดกรองอย่างจริงจัง ด้วยความร่วมมือจากภาคสาธารณสุข เพื่อค้นหาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อให้ได้รับการพัฒนาอย่างตรงจุดตั้งแต่เริ่มต้นของชีวิต ซึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเมื่อโตขึ้น จนอาจสามารถดูแลตนเองได้ ทำงานได้ ใช้ชีวิตได้เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปครอบครัวผู้มีรายได้น้อยอาจขาดข้อมูลและเข้าสู่ระบบการพัฒนาได้ยาก และเป็นเรื่องที่หน่วยงานต่าง ๆ ยังพูดถึงน้อยอยู่
ขณะที่การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านเด็กเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบริหารจัดการ แต่ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งเด็กประชากรแฝง เด็กต่างชาติ เด็กพิเศษ เด็กหลุดจากระบบการศึกษา สวัสดิการเด็ก ที่ ผศ.สุนีมองว่า คงไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบของ กทม. เท่านั้นต้องร่วมกันทุกฝ่าย แต่ กทม. สามารถเป็นข้อต่อสำคัญในการประสานกับทุกหน่วยงาน นำไปใช้วางแผนและออกนโยบายที่เหมาะสมในระดับต่อไปได้
ศูนย์พัฒนาเด็กกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ดูเหมือนจะ “เกือบหลับ” อยู่รอมร่อ แต่จะ “กลับมาได้” หรือไม่นั้น ต้องฝากความหวังไว้กับผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนนี้
ดูข้อมูลดิบ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กทม. ได้ที่ [Public – Active Data Lab x Data Hatch] ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน กทม.
สามารถนำ Data Journalism ชิ้นนี้ไปใช้ได้อย่างเต็มที่ เพียงขอให้อ้างอิงแหล่งที่มาว่า “ข้อมูลจากการรวบรวมและจัดทำโดย Data Hatch ร่วมกับ The Active (ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ไทยพีบีเอส)”

