รวมวิวาทะ ‘ประชามติ’ 8 กุมภาฯ ชาวเน็ตจะกาช่องไหน ? เพราะอะไร ?

“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

เป็นคำถามที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จะได้เจอใน บัตรสีเหลือง หรือบัตรออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ ที่ 8 ก.พ. นี้ ถือเป็นการลงประชามติครั้งที่ 1 จากทั้งหมด 3 ครั้ง และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่วันออกเสียงประชามติตรงกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในชุดถัดไป

พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ระบุในมาตรา 17 ว่า “ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงได้โดยเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด”

เมื่อการรณรงค์ประชามติไม่ขัดตัวกฎหมาย นำมาสู่การรณรงค์ในรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ออกมาใช้สิทธิใช้เสียง ซึ่งมีทั้งฝั่งที่เสนอให้ “กาเห็นชอบ” เพื่อเปิดทางการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และฝั่ง “กาไม่เห็นชอบ” เพื่อปิดประตูและใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือฉบับปัจจุบันดังเดิม

หนึ่งในช่องทางการสื่อสารและรณรงค์ที่ใหญ่ที่สุดช่องทางหนึ่งหนีไม่พ้นช่องทางออนไลน์ หรือทางโซเชียลมีเดีย จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 68 (วันที่เริ่มรณรงค์ให้ใช้ #8กุมภากาเห็นชอบ) ถึง 4 ก.พ. 69 The Active ชวนดูข้อความจากโลกโซเชียลฯ ว่า การรณรงค์ให้ “กาเห็นชอบ” หรือ “กาไม่เห็นชอบ” ด้วยเหตุผลอะไรกันบ้าง

รัฐธรรมนูญ 60 ดีอยู่แล้ว หรือ มีปัญหา ?

หนึ่งในสาเหตุหลักของการปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 (ฉบับปัจจุบัน) และสนับสนุนการ “กาไม่เห็นชอบ” ที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การระบุว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้น ดีอยู่แล้ว โดยบอกว่าเป็น รัฐธรรมนูญปราบโกง และมีที่มาที่ไปทีจากเสียงของประชาชนเพราะ ผ่านการทำประชามติในปี 2559 และได้รับเสียงเห็นชอบจากประชาชนมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตดังกล่าวถูกทักท้วงจากฝั่ง “กาเห็นชอบ” โดยระบุถึงข้อเสียของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ว่าเป็น มรดกของคณะรัฐประหาร เนื่องจากรัฐธรรมนูญดังกล่าวร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จำนวน 21 คน นำโดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งทั้งหมดถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประชาชนทั่วไปไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่าง ทำให้ขาดการยึดโยงกับประชาชน และมี กติกาที่ไม่เป็นธรรม โดยเอื้อให้ฝั่งคณะรัฐประหาร

เพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง โพสต์เปรียบเทียบการแก้รัฐธรรมนูญกับการแข่งขันฟุตบอล ที่มีทีมหนึ่งได้อภิสิทธิ์พิเศษมากกว่าทุกทีมที่เหลือ ผ่านกฎที่ตัวเองเป็นคนกำหนดขึ้นมา ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจรวมกว่า 104,000 เอ็นเกจเมนต์

นอกจากนี้บางส่วนยังมองว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้ปราบโกงได้จริง รวมถึงมองว่า ทำให้การโกงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ทั้งจากดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI : Corruption Perception Index) ของไทย ที่แย่ลง และยังไม่สามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทุจริตได้ และการร่างใหม่ ก็อาจเพิ่มกลไกการปราบโกงได้จริงเพิ่มขึ้นได้

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์คลิปผ่าน TikTok @senator_norasate ระบุว่า

“การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่การปกป้องนักการเมือง แต่คือการสร้างกติกาที่ทำให้ใครโกงก็หนีไม่พ้น และอำนาจสูงสุดต้องกลับมาอยู่กับประชาชน”

ข้ออ้างของรัฐธรรมนูญ 2560 การทำประชามติครั้งนั้นอยู่ในบรรยากาศของรัฐบาลทหาร ที่พบความเป็นจริงว่ามีกรณีการปิดกั้นการแสดงออกของประชาชน โดยไม่ให้เสนอความเห็นแย้ง ผู้รณรงค์ Vote No ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในตอนนั้น ถูกดำเนินคดี

นอกจากนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ยังมีที่มาที่ไปไม่ยึดโยงประชาชน อำนาจการตัดสินบางอย่างจึงลอยตัวและไม่ยึดโยงกับประชาชน เช่น

  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณีมีมติไม่รับสอบสวน คดี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครอบครองนาฬิกาหรูและแหวนเพชรแต่ไม่ได้แจ้งในบัญชีทรัพย์สิน

  • ศาลรัฐธรรมนูญ จากกรณีตัดสิทธิ สส. ยุบพรรคก้าวไกล และสั่งให้ นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง

  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากกรณีเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. 2569 มีรายงาน ข้อผิดพลาดจากการทำงานของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) รวมกว่า 1,017 รายงาน ซึ่ง iLaw ระบุว่า อาจมีที่มาจาก กกต. ไม่ได้เตรียมพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการซักซ้อม

  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากกรณีตึกถล่มในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ประชาชนไม่สามารถเสนอชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แม้เคยเป็นสิทธิที่ระบุในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550

  • สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่รัฐธรรมนูญปัจจุบัน มีวิธีได้มาจากการเลือกกันเอง ไม่ยึดโยงกับประชาชน

จากหลาย ๆ กรณีขององค์กรอิสระข้างต้น เป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจของประชาชน และนำมาเป็นเหตุผลในการ “กาเห็นชอบ” เช่น พนิดา มงคลสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ระบุผ่าน X (Twitter เดิม) @phanida_pple ว่า “หากคุณไม่พอใจการทำงานของ กกต. ในวันนี้ 8 กุมภา #กาเห็นชอบ”

แก้ทำไม หรือ ทำไมจะไม่แก้ ?

อีกหนึ่งในสาเหตุที่พบของกลุ่มคนเลือก “กาไม่เห็นชอบ” คือการตั้งคำถามว่าจะ “แก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไปทำไม” ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงข้อเสียของการแก้ การเสนอให้แก้รายมาตรา หรือแก้อย่างอื่นก่อน ดังนี้

แก้รัฐธรรมนูญมีแต่ข้อเสีย ?

ข้อเสียของการแก้รัฐธรรมนูญ ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายเหตุผล หนึ่งในคนออกตัว “กาไม่เห็นชอบ” และพูดถึงข้อเสียของการแก้อย่างชัดเจนคือ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (ซึ่งเป็นพรรคที่เคยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นแคนดิเดตนายกฯ) ไม่ว่าจะเป็น สิ้นเปลืองงบประมาณ จากการต้องจัดทำประชามติหลายครั้ง เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ หรือตีเช็คเปล่า นอกจากนี้ยังมีการระบุว่า รัฐธรมนูญอาจโดน ยัดไส้ จากการไม่รู้ว่าจะมีเนื้อหาอะไร

บางส่วนยังอ้างถึงผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่เป็นข้อกังวลร้ายแรง เพื่อรณรงค์ให้ “กาไม่เห็นชอบ” เช่น จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะนำไปสู่การ แก้ไขกฎหมายอาญา ม.112 และเสี่ยงจะกระทบพระราชอำนาจ เช่น รัฐธรรมนูญหมวด 1-2

อย่างไรก็ตาม ฝั่ง “กาเห็นชอบ” คัดค้านเหตุผลดังกล่าว โดยระบุว่า สาเหตุของการลงประชามติ มาจากการที่คณะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้ต้องมาเปลืองงบประมาณเช่นนี้ นอกจากนี้ยัง เสนอหาวิธีการอื่น ๆ เพื่อลดงบฯ เช่น การเลือกตั้งพร้อมกับการทำประชามติ หรือการแก้รายมาตราในประเด็นสำคัญก็ต้องทำประชามติเช่นกัน รวมถึงการมองว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถ “ปราบโกง” ได้ดีกว่าเดิม ก็จะคุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป

ข้ออ้างตีเช็คเปล่าของอรรถวิชช์ ถูกโต้กลับโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ซึ่งระบุว่า “กาเห็นชอบในประชามติรัฐธรรมนูญ ≠ ฉีกรัฐธรรมนูญ ≠ ตีเช็คเปล่า” และไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญ 2560 หายไปในทันที เนื่องจากยังต้องออกเสียงประชามติรวม 3 ครั้ง”

ข้อกังวลเรื่อง การเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ไม่เกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุใน ม.255 ว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้”

นอกจากนี้ การร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับ ม.112 เนื่องจาก กฎหมายดังกล่าวอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นการแก้หมวด 1-2 ผู้เห็นชอบบางส่วนมองว่า การแก้ในหมวดดังกล่าว เป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องอาศัยการเห็นชอบจากหลายฝ่าย รวมถึง หลายพรรคการเมืองที่ออกตัวว่า “กาเห็นชอบ” ก็พูดอย่างชัดเจนว่าไม่แตะหมวด 1-2

พริษฐ์ ยังระบุในรายการเวทีดีเบตประชามติรัฐธรรมนูญ : จุดเปลี่ยนอนาคต ของเครือมติชน ว่า ความกังวลเรื่องหมวด 1-2 อาจจะเป็นความกังวลที่มากเกินความจำเป็น หรือแม้ไม่มีการล็อกหมวด 1-2 ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแก้มาตราในหมวดดังกล่าวได้

แก้รายมาตราหรือทั้งฉบับ แบบไหนทำได้และดีกว่า ?

อีกหนึ่งข้อเสนอของฝั่งไม่เห็นชอบคือ เสนอให้ แก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา ไม่ใช่ทั้งฉบับ เพื่อจะได้ระบุได้ว่าตรงไหนมีปัญหา เช่น วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ระบุ

“ขอเรียนให้เข้าใจว่า พรรคไทยภักดี ไม่ได้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังสามารถแก้ไขได้ หากมาตราใดมีปัญหา ก็ควรแก้เป็นรายมาตรา ไม่จำเป็นต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ”

การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราแม้ว่าจะฟังดูดี อย่างไรก็ตาม ฝั่งเห็นชอบ ระบุว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามแก้รายมาตรามาตลอด แต่แทบไม่ผ่านด่าน สว. เนื่องจากรัฐธรรมนูญระบุว่า ต้องอาศัยเสียง สว. เกิน 1 ใน 3 ของเสียง สว. ทั้งหมด

แก้อย่างอื่นก่อน หรือ แก้พร้อมกันได้ ?

ฝั่งคัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มองว่า ควรแก้ไขอย่างอื่นก่อน เช่น ต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่นักการเมือง ไม่ใช่ที่ตัวกฎหมาย จึงเสนอให้ แก้ที่ตัวบุคคลหรือนิสัยของนักการเมืองก่อน หรือการเสนอให้ แก้ปัญหาปากท้องก่อน เพราะเป็นปัญหาเร่งด่วนกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ

ในขณะที่ฝั่งเห็นชอบบางส่วนมองว่า การแก้รัฐธรรมนูญถือเป็นการแก้นิสัยของนักการเมือง ที่ตรงจุด บางส่วนสะท้อนเพิ่มเติมว่า หากมีนักการเมืองไม่ดี ก็ยิ่งต้องมีกฎหมายควบคุมหรือรัฐธรรมนูญที่ดี เช่น ยุทธนา บุญอ้อม ดีเจและพิธีกร ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า “ถ้าเรายังเชื่อว่ามีนักการเมืองสันดานแย่ ๆ อยู่ในสภาเยอะ เราก็ต้องยิ่งมีกฎหมายควบคุมที่ดี เอาไปคุมคนสันดานแย่ให้โดนตรวจสอบได้”

เช่นเดียวกับกรณีการมองว่าแก้ปากท้องมาก่อนแก้รัฐธรรมนูญ ฝั่ง “กาเห็นชอบ” ระบุว่า รัฐธรรมนูญล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่าง ๆ เพราะฉะนั้น การมีรัฐธรรมนูญที่ดี จะทำให้ปากท้องดี และทำให้กฎหมายอื่นดีตาม รวมถึงมองว่า เราสามารถ แก้ปัญหาปากท้องและแก้รัฐธรรมนูญพร้อมกันได้

การออกเสียงประชาติในวันที่ 8 ก.พ.นี้ เป็นเพียงประตูบานแรกของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ด้วยคำถามที่ว่า เห็นด้วยกับการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากผ่านในขั้นแรก จะยังมีการทำประชามติอีก 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 2 ซึ่งกำหนดกรอบเนื้อหาและผู้ร่าง และครั้งที่ 3 เป็นการออกเสียงว่าเห็นด้วยกับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างเสร็จและเห็นเนื้อหาแล้ว หรือไม่

อำนาจของประชาชนอยู่ที่ปลายปากกา 8 กุมภาฯ นี้ อย่าลืม! ออกไปใช้สิทธิ์ ใช้เสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ

Author

Alternative Text
AUTHOR

ธนธร จิรรุจิเรข

สงสัยว่าตัวเองอยากเป็นนักวิเคราะห์ data ที่เขียนได้นิดหน่อย หรือนักเขียนที่วิเคราะห์ data ได้นิดหน่อยกันแน่