9 พรรคการเมือง แห่ชูโมเดล ‘ลดต้นทุน-เพิ่มนวัตกรรม’ แทนหว่านงบอุดหนุนแบบเดิม หวังยกระดับการเกษตรไทย ขณะที่ นักวิชาการ ย้ำ หมดเวลาประชานิยมแจกเงินให้เปล่า ชี้ชัดทำเกษตรกรอ่อนแอ เสนอมาตรการให้เงิน ‘แบบมีเงื่อนไข’ บังคับปรับตัวใช้เทคโนโลยี พร้อมดันระบบ Big Data แห่งชาติ แก้ปัญหาราคาสินค้าผันผวน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ รศ.วิษณุ อรรถวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึง ทิศทางอนาคตประเทศไทย โดยย้ำว่าถึงเวลาที่ต้อง “บูรณาการ” ระบบเกษตรและอาหารเข้าด้วยกันตลอดห่วงโซ่ พร้อมเตือนรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเข้มข้นขึ้น เผยจุดอ่อนสำคัญคือ “ข้อมูลกระจัดกระจาย” และ “ต้นทุนการทำมาตรฐานสูง” แนะรัฐสร้างแพลตฟอร์มกลางและเร่งสร้างบุคลากรด้านคาร์บอน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและรักษาแชมป์ส่งออกในตลาดโลกซึ่งภาคเกษตรและอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 1 ใน 3 ของโลก หากไทยไม่ปรับตัวสู่ “Low Carbon” จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันทันที
‘สิ่งแวดล้อม’ โจทย์ใหญ่ที่เลี่ยงไม่ได้
รศ.วิษณุ ย้ำว่า ในอนาคตอันใกล้ การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารจะเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาสำคัญอีกด้านคือ เกษตรกรรายย่อย และ SMEs ไม่มีทุนพอที่จะเข้าถึงระบบมาตรฐานเหล่านี้ ปัญหาสำคัญคือ เกษตรกรรายย่อย และ SMEs มีความสามารถในการปรับตัวต่ำ เนื่องจากต้นทุนในการทำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมนั้นสูงมาก ขณะทางออก ภาครัฐจำเป็นต้องสร้าง “แพลตฟอร์มกลาง” ที่ช่วยให้รายย่อยเข้าถึงระบบมาตรฐานได้ง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ เพื่อสร้างความเสมอภาคในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่รายใหญ่ที่รอด
“วิกฤต ข้อมูล แยกส่วน ต้นเหตุราคาสินค้าผันผวน ซึ่งประเทศไทยยังขาด ระบบข้อมูลเกษตรและอาหารแห่งชาติ ที่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง ปัจจุบันการเก็บข้อมูลแยกส่วนกันชัดเจน อย่างต้นน้ำ-เกษตร กลางน้ำ-แปรรูป ปลายน้ำ-ผู้บริโภค ทำให้เมื่อเกิดวิกฤต หรือพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ภาคผลิตปรับตัวไม่ทัน ขณะที่ผลกระทบ คือการพยากรณ์อุปสงค์-อุปทานผิดพลาด นำไปสู่ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและผันผวน ซึ่งกระทบหนักทั้งเกษตรกรและ SMEs สิ่งที่ต้องทำ คือต้องมีระบบ Big Data ที่แม่นยำ เพื่อใช้วางแผนการผลิตและออกแบบนโยบายรัฐให้ตรงจุด ไม่ใช่การออกนโยบายบนฐานข้อมูลที่เลือนลาง”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช

‘โลว์คาร์บอน’ คือ ทางรอด แต่ค่าตรวจวัด (MRV) ยังแพง
รศ.วิษณุ ระบุด้วยว่า ภาคเกษตรและอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 3 ของโลก ทำให้อนาคตจะถูกกดดันด้วยกฎระเบียบอย่าง CBAM (มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน) หากไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียตลาด แต่ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อทำคาร์บอนเครดิตนั้นแพงมาก และไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ต้องจ้างบริษัทต่างชาติ ทำให้เงินรั่วไหลออกนอกประเทศ ซึ่งแนวทาง สู่ความยั่งยืน หัวใจสำคัญของการฝ่าวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่ 2 ปัจจัยหลัก คือ
- โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ที่ต้องแม่นยำเพื่อการพยากรณ์และวางนโยบาย
- การพัฒนาคน ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ระบบเกษตรและอาหารของไทยยังคงแข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน
โมเดล ‘ข้าวรักษ์โลก’ – การแปรรูปสร้างมูลค่า
นอกจากนั้นมองว่า ไทยส่งออกสินค้าขั้นปฐมภูมิ (วัตถุดิบ) มากเกินไป แต่กลับนำเข้าสินค้าแปรรูป ยกตัวอย่าง ข้าวไทยส่งออกเป็นโภคภัณฑ์ราคาต่ำ ขณะที่ เกาหลีใต้ วางเป้าหมายนำข้าวไปบดผงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและ Future Food สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลอย่าง การใช้ เทคโนโลยีควรส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งช่วยประหยัดน้ำ เพิ่มผลผลิต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง
รื้อระบบ เลิกแจกเงินให้เปล่า เปลี่ยนป็น ‘ช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข’
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากภาครัฐ จากเดิมที่เป็นการ “แจกเงินช่วยเหลือ” เช่น ค่าเก็บเกี่ยว ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรปรับตัวและกลับทำให้อ่อนแอลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ควรใช้ “มาตรการช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข” คือ เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือก็ต่อเมื่อมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การเข้าอบรม, การใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ หรือการปรับมาผลิตแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรยืนได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ส่อง ‘นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย’
ภายใต้ข้อจำกัดงบฯ – ความเป็นไปได้เชิงนโยบาย
ขณะที่เวทีเสวนาวิชาการ หัวข้อ “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถามเพื่อการเลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย” ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีผู้แทนจาก 9 พรรคการเมืองเข้าร่วม ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคไทยก้าวใหม่, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคเพื่อไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคเศรษฐกิจ
กล้าธรรม : ชู “ปราบเถื่อน-ลดต้นทุน-แก้หนี้”
สุนทร รักษ์รงค์ ตัวแทนพรรคกล้าธรรม นำเสนอนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้กรอบแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างการผลิตมากกว่าการอุดหนุนระยะสั้นที่เคยเป็นเครื่องมือทางการเมืองในอดีต หวังยกระดับรายได้เกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เน้นชู 3 มาตรการเร่งด่วน “ปราบเถื่อน-ลดต้นทุน-แก้หนี้”
สำหรับระยะเร่งด่วน พรรคกล้าธรรม ระบุถึงการจัดการปัญหาปากท้อง และความเสี่ยงของเกษตรกรผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อนและผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด
- โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อลดภาระต้นทุน
- มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินในเบื้องต้น
ทั้งนี้ยังมีนโยบาย “ธนาคารประชาชน” ปั้นไทยสู่ครัวโลก ในกรอบระยะยาว 4 ปี เพื่อเป็นกลไกหลักในการรวมหนี้ และแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการผลักดันนโยบาย “ไทยครัวโลก” ที่เน้นความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) และการแปรรูปอุตสาหกรรมอาหารเพื่อเพิ่มมูลค่าส่งออก อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยังไม่ได้ระบุตัวเลขงบประมาณที่ชัดเจน โดยเน้นตัวชี้วัดเชิงทิศทาง เช่น หนี้สินลดลงและรายได้เพิ่มขึ้น เป็นหลัก
- แก้ปัญหาเผาด้วย ‘กลไกราคา’ และ ‘ชุมชน’
ในประเด็นฝุ่นควัน และการเผาพื้นที่เกษตร พรรคกล้าธรรม ฉีกแนวทางจากการบังคับใช้กฎหมาย มาสู่การใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ โดยเสนอให้มี “ราคาพรีเมียม” สำหรับผลผลิตที่ไม่ผ่านการเผา และเชื่อมโยงพฤติกรรมการลดเผาเข้ากับสิทธิการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านเครือข่ายสหกรณ์ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนสร้างกติกาและกำกับดูแลกันเองภายใน มากกว่ารอการบังคับจากรัฐ
- เดิมพัน ‘ยางพารา’ สู่ตลาดยั่งยืน เลิกประกันรายได้
ไฮไลต์สำคัญด้านการค้าโลก คือ การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน “ยางพารา” จากการเป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบยางดิบ ไปสู่การผลิตยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางชั้นนำ โดยใช้ “ยางยั่งยืน” (Sustainable Rubber) เป็นจุดขาย เพื่อเจาะตลาดพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนเครดิต
ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรม เสนอให้ภาครัฐเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรับรองมาตรฐานและการทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนแฝงแก่เกษตรกรรายย่อย ขณะที่ทิศทางงบประมาณ : เลิก “ให้เปล่า” เน้น “ลงทุนปัญญา” พรรคกล้าธรรมระบุจุดยืนที่ชัดเจนภายใต้งบประมาณที่มีจำกัดว่า ต้องการ “เลิกหรือลด” นโยบายการอุดหนุนแบบประกันรายได้ โดยยกตัวอย่างกรณียางพาราที่ใช้งบประมาณมหาศาลแต่ไม่ช่วยให้ราคายั่งยืน โดยจะหันมา “เพิ่มและลงทุน” ด้านการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ทั้งองค์ความรู้ ทัศนคติ และการรวมกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถพึ่งพาตนเองและมีอำนาจต่อรองในตลาดโลกได้จริง
พรรคไทยก้าวใหม่ : ชู “เทคโนโลยี การปฏิรูประบบราชการ”
โชติพงศ์ สรรเสริญ พรรคไทยก้าวใหม่ นำเสนอแนวทางที่เน้น “เทคโนโลยี การปฏิรูประบบราชการ” โดยกล่าวถึงการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มใช้โดรน IoT การวัดค่าปุ๋ย การเสริมความเข้มแข็งเกษตรกร และ “เบรกไซโล” ระหว่างกระทรวง ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์ และเสนอเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันคือการพักหนี้เกษตรกร ส่วนระยะ 4 ปี เสนอแนวทางทำโครงการนำร่องบางพื้นที่ก่อนแล้วค่อยขยายผลเพื่อหลีกเลี่ยงแรงเสียดทาน และเน้นการทำงานข้ามกระทรวง อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลข โดยกล่าวเพียงว่าจะใช้ “ตัวเลขจริง” เป็นตัววัดแต่ยังไม่กำหนดค่า
- แก้ฝุ่น PM2.5 ลดการเผา “ไม่เผาแล้วต้องได้เงิน”
จึงเสนอให้รัฐรับซื้อวัสดุเหลือใช้ในราคาสูง และทำตลาดรองรับผ่านโรงไฟฟ้าชีวมวล พร้อมย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องมาคู่กับแรงจูงใจ โดยอธิบายเชิงบริบทด้วยภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มจาก 2–3 แสนเป็นราว 5 แสนบาทต่อครัวเรือน ใช้เป็นเหตุผลว่ามาตรการต้องทำให้คนอยู่ได้จริง
- การค้าโลก ห่วงโซ่ “ข้าว”
พร้อมเสนอให้รัฐเปิดทางเอกชนร่วมลงทุนกับเกษตรกรในการแปรรูป พร้อมการตลาดเชิงเรื่องราว/แบรนดิ้งระดับโลก (storytelling) ยกตัวอย่างการต่อยอดข้าวไปเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและเชื่อมกับวัฒนธรรม/การท่องเที่ยว เพื่อให้ข้าวหลุดจากการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ด้านมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุนมาตรฐาน แต่เสนอการใช้ระบบรัฐบาลดิจิทัลและการรวมศูนย์ข้อมูลภาครัฐเพื่อตรวจสอบย้อนหลังและลดปัญหาแอปจำนวนมากที่ไม่เชื่อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบ “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” ที่พรรคระบุว่า จะลดการทำงานแบบไซโลของรัฐ และเพิ่มการบูรณาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเน้น “ความจริงจังเรื่องคาร์บอนเครดิต” โดยย้ำว่าต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจชัดว่าได้ผลตอบแทนอะไรจากการเข้าระบบคาร์บอนเครดิต และยังเสนอแนวคิดตั้ง “ธนาคารกลาง” สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในความหมายของโครงสร้างกลางเพื่อรองรับตลาด

ไทยสร้างไทย : ชู “ความปลอดภัยอาหาร–การตรวจสอบนำเข้า–การผลิตในประเทศ”
ชวลิต วิชยสุทธิ์ พรรคไทยสร้างไทย เน้นประเด็น “ความปลอดภัยอาหาร–การตรวจสอบนำเข้า–การผลิตในประเทศ” โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสินค้านำเข้าบางแหล่ง และเสนอให้รัฐบูรณาการหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยอาหารให้อยู่ในระบบเดียวพร้อมเครื่องมือที่เพียงพอ เพื่อทำให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและการใช้สารเคมี
โดยระยะเร่งด่วนเสนอ พักหนี้เกษตรกร และกำกับการใช้ปุ๋ย/สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนระยะ 4 ปี เสนอให้บูรณาการนโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมให้เป็นระบบเดียวกันเพื่อลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมผลักดันการตรวจสอบสารเคมีและสินค้านำเข้าเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุตัวเลขงบประมาณ โดยกล่าวเชิงหลักการว่านำงบฯ ที่สูญเสียจากคอร์รัปชันมาใช้ และไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลข
พรรคยังเสนอใช้มาตรการจูงใจผ่านกลไกสหกรณ์เป็นช่องทางหลัก สนับสนุนการนำเศษวัสดุไปทำปุ๋ยและชีวมวล และเสนอให้การบังคับใช้กฎหมายจริงจังไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมติดตาม ขณะที่ตลาดรองรับชีวมวล พรรคชี้ว่าควรพัฒนาไปพร้อมคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้
- อุตสาหกรรมแปรรูปยาง เพิ่มมูลค่า
ด้านการค้าโลก มองประเด็นห่วงโซ่ “ยางพารา” และเสนอให้สร้างอุตสาหกรรมแปรรูปยางในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างงาน และลดการพึ่งพาต่างประเทศ โดยให้เหตุผลว่าปัญหาเชิงโครงสร้างคือไทยขายวัตถุดิบแต่ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย ซึ่งทำให้เสียโอกาสในซัพพลายเชน
ในประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้เสนอวิธีลดต้นทุนมาตรฐานแบบเฉพาะเจาะจง แต่เสนอให้รัฐบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่ รวมถึงสินค้านำเข้า โดยเน้นว่าต้อง “ตรวจสอบย้อนกลับไปที่แปลงเกษตรกรได้” และควรออกแบบแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ทำการผลิตปลอดสาร/ไม่ใช้สารเคมีได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น (เช่น ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะด้านอาหารปลอดภัย) ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่อง “เลิก ลด–เพิ่ม ลงทุน” ซึ่งพรรคหวังให้ลดงบฯ/ภารกิจที่ซ้ำซ้อน ระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ แล้วเพิ่มการบูรณาการเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการออกแบบแรงจูงใจที่ “คุ้มค่าและปลอดภัย” และการทำสหกรณ์ให้เข้มแข็งเป็นฐานให้มาตรการสิ่งแวดล้อมเกิดผลจริง
ประชาชน : ชู ปฏิรูปเกษตรไทย “จำแนกตามศักยภาพ”
เดชรัต สุขกำเนิด ตัวแทนพรรคประชาชน เปิดเผย จะปฏิรูปเกษตรไทยด้วยแนวคิด “จำแนกตามศักยภาพ” มองว่าการหว่านเงินช่วยเหลือแบบเหมารวมคือการละลายงบประมาณ เสนอจัดกลุ่มเกษตรกรใหม่ พร้อมโยกงบเดิมมาจัดสรรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เสนอภาพรวมเชิงโครงสร้างที่เน้น “จำแนกเกษตรกรตามศักยภาพและช่วงชีวิต” และ “ย้ายงบฯ ไม่เพิ่มงบฯ” โดยให้เหตุผลว่าการช่วยเหลือแบบให้เปล่าโดยไม่จำแนกกลุ่มทำให้ทรัพยากรกระจายไม่เกิดผลลัพธ์ ในคำถามรายได้สุทธิและการลดความเสี่ยง พรรคเสนอ 4 กลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มสูงวัยติดหนี้ กลุ่มรายย่อยที่ยังทำต่อได้ กลุ่มเชิงพาณิชย์ที่แข่งขันตลาดโลก และกลุ่มที่พร้อมเข้าสู่ตลาดพรีเมียม/แปรรูป และจัดชุดเครื่องมือเร่งด่วนแบบจำเพาะกลุ่ม ได้แก่
การแก้หนี้สำหรับเกษตรกรสูงวัย การสนับสนุนระบบน้ำรายละ 50,000 บาท การปรับเปลี่ยนพืช 2,000 บาทต่อไร่ และการปลูกไม้ยืนต้นเป็น “เงินออม” 30,000 บาทต่อไร่ สำหรับรายย่อย รวมถึงคูปองลดการเผา ใช้ปุ๋ยแม่นยำ 500 บาท/ไร่ การปลูกพืชหมุนเวียน 1,000 บาทต่อไร่ และสนับสนุนทำมาตรฐาน 5,000 บาทต่อราย
สำหรับกลุ่มเชิงพาณิชย์ ขณะที่ระยะ 4 ปี พรรควางการปฏิรูปทั้งระบบตั้งแต่พันธุ์พืช ดิน น้ำ มาตรฐาน งานวิจัย การแปรรูป ไปจนถึงดิจิทัลสำหรับติดตามและประเมินผล โดยระบุกรอบงบฯ ว่ามาจากการย้ายงบช่วยเหลือเดิมราว 50,000-100,000 ล้านบาทต่อปี และเสนอ KPI เชิงตัวเลข เช่น ผลผลิตเพิ่ม 5% ต้นทุนลด 10% รายได้เพิ่ม 10% และสัดส่วนครัวเรือนเกษตรยากจนลดลง 10%
ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอ “แยกมาตรการตามชนิดพืช” เพื่อให้ทำตามได้จริง เช่น ข้าวสนับสนุนผู้ให้บริการทางการเกษตรเพื่อไถกลบตอซัง พร้อมแรงจูงใจ 250 บาท/ไร่ อ้อยสนับสนุนเครื่องจักรหลังเก็บเกี่ยว และข้าวโพดสนับสนุนงานวิจัยเครื่องจักรสำหรับพื้นที่ลาดชัน โดยวางหลักให้ “ตลาดรองรับก่อน แล้วค่อยขยายการบังคับใช้” และจัดลำดับการใช้เศษพืชจากมูลค่าสูงไปต่ำ (อาหารสัตว์ → บำรุงดิน/ปุ๋ยชีวภาพ → เชื้อเพลิงชีวภาพ) พร้อมเป้าหมายเชิงตัวเลขว่าใน 2–3 ปีให้ลดการเผาเข้าใกล้ศูนย์ (near zero)
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอการวางตำแหน่งข้าวไทยให้หลุดจากตลาด commodity ผ่านบทบาทหลายมิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารยามวิกฤต ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวพรีเมียม และการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (เช่น อาหารสุขภาพ/ผลิตภัณฑ์อื่นที่ต่อยอดคุณค่าจากข้าว) ขณะเดียวกัน ในประเด็นมาตรฐาน พรรคเสนอ “คูปองสนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐาน” (เช่น GAP/อินทรีย์) 5,000 บาทต่อราย และเสนอพัฒนาระบบนิเวศผู้ตรวจรับรองให้มีจำนวนการแข่งขันเพิ่มขึ้น พร้อมระบบตรวจสอบป้องกันการสวมสิทธิ์ ในมิติ “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” พรรคระบุว่าจะลดเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าขนาดใหญ่ และเพิ่มการลงทุนด้านสิทธิในที่ดินผ่านกองทุนพิสูจน์สิทธิ 10,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาภายใน 4 ปี รวมถึงลงทุนด้านคุณภาพดิน (ลดเผา ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ปลูกพืชบำรุงดิน) ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคแจกแจงเป็น 4 ช่องทาง รายได้จากทรัพยากรในพื้นที่ สมุนไพร การลดความเสี่ยงและต้นทุน และรายได้จากการตรวจรับรอง และเสนออุดหนุนโดยตรงเพื่อทำให้ทั้ง 4 ช่องทางเกิดขึ้นได้จริง
ประชาธิปัตย์ : ชู “สหกรณ์ เป็นกลไกกลาง”
จิรวัฒน์ จังหวัด ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางที่ให้ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในหลายประเด็น โดยมองว่าสหกรณ์สามารถยกระดับรายได้ของเกษตรกรรายย่อยได้ทั้งเชิงเศรษฐกิจและการกำกับมาตรฐาน ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นสหกรณ์ และเสนอการปฏิรูป 4 ปีให้สหกรณ์มีลักษณะใกล้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านการรวมกลุ่มสหกรณ์หลายพื้นที่เพื่อเพิ่ม market size ความหลากหลายสินค้า และอำนาจต่อรอง พร้อมใช้ “ประกันราคา” ควบคู่ระบบดิจิทัลลักษณะ Agricultural ID เพื่อกำกับข้อมูลการผลิต/การจำหน่ายจริงและป้องกันการสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วนใน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้
ประเด็นลดการเผา พรรคคงแนวคิด “กำกับผ่านสหกรณ์และปลายน้ำ” โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่ถ่ายทอดเงื่อนไข “ไม่เผา” ไปยังสมาชิก รวบรวมผลผลิตและควบคุมคุณภาพ พร้อมเสนอการบังคับใช้แบบเป็นธรรมผ่านเงื่อนไขการรับซื้อ (เช่น ไม่รับหรือจำกัดสัดส่วนผลผลิตที่มาจากการเผา) โดยให้ผู้ควบคุมในพื้นที่/กลไกสหกรณ์เป็นตัวกลาง นอกจากนี้ พรรคเสนอการใช้ข้อมูลดาวเทียมและจุดความร้อนเชื่อมกับระบบ Agricultural ID และเชื่อมสิทธิทางนโยบาย การขายผลผลิต/เข้าร่วมโครงการรัฐบางประเภท กับการขึ้นทะเบียน/มี ID เพื่อเพิ่มแรงจูงใจเชิงระบบ อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้
ในด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “มะพร้าวน้ำหอม” และเสนอการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรับรองแหล่งกำเนิด อัตลักษณ์พื้นที่แนวทาง GI/AOP/TPO ในความหมายของการยืนยันความเป็น “ของแท้จากพื้นที่” เพื่อสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและทำให้ขายได้ราคาสูงอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่องมาตรฐานที่เสนอให้ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในการตรวจสอบคุณภาพและทำหน้าที่ผู้ส่งออก ช่วยลดต้นทุนการรับรองรายบุคคลและทำให้การควบคุมมาตรฐานเกิดในระดับกลุ่มได้ง่ายขึ้น ภายใต้งบฯ จำกัด พรรคระบุว่าอยากลดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำซ้อนเกินจำเป็น
โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งานต่ำ แล้วนำงบฯ ไปสนับสนุนโลจิสติกส์และการเดินรถ การขนส่งสินค้าเกษตร โดยยกข้อมูลประกอบว่าการขนส่งทางรางมีสัดส่วนราว 14–15% และยังมีศักยภาพเพิ่มเพื่อลดต้นทุนแข่งขัน ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอเครื่องมือ “พันธบัตรป่าไม้” เพื่อให้ผู้ปลูกป่ามีรายได้ระยะยาว โดยอธิบายในลักษณะทำให้ผู้ปลูกเป็นผู้ดูแลพนักงานและได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่อง

พลังประชารัฐ : เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป
บุรินทร์ สุขพิศาล ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ เสนอกรอบที่ให้ความสำคัญกับการ “เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป” และการจัดโครงสร้างตลาด โดยเชื่อมทั้งนโยบายด้านปัจจัยการผลิต เช่น แนวคิดปุ๋ยคนละครึ่งพลัส ผลิตปุ๋ยเอง เขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการเกษตรเพื่อการแปรรูป และเครื่องมือด้านตลาด เช่น ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดเป้าหมายเป็นเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่เผชิญความผันผวนราคา
โดยระยะสั้นเสนอการบริหารจัดการอุปสงค์–อุปทานผ่านการบังคับใช้กฎหมาย การประสานงานรัฐ และการเจรจากับผู้มีอำนาจกำหนดราคา รวมถึงการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย/เถื่อน ส่วนระยะ 4 ปี พรรคกล่าวถึงการปรับโครงสร้างตลาดให้สะท้อนกลไกเศรษฐศาสตร์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ลดอำนาจผูกขาด และเจรจาต่างประเทศเพื่อเพิ่มอุปสงค์ ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณและ KPI เชิงตัวเลขสำหรับรายได้สุทธิในเวทีนี้
ประเด็นลดการเผา พรรคเชื่อมโยงกับแนวคิด “clean air economy” และตลาดคาร์บอน โดยเสนอผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดเป็นฐานของการบังคับใช้ พร้อมสร้างตลาดรองรับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และเชื่อมแหล่งทุน/กองทุนสีเขียวระดับโลกเข้ากับผลผลิตที่ไม่เผา ในส่วนตัวเลข พรรคยก “ตัวอย่าง KPI” เช่น ลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 50% หรือทำให้เศรษฐกิจอากาศสะอาดเติบโต 10% ต่อปี
ในมิติการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการแปรรูป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เชื่อมอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีเพื่อผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยาน น้ำมันหล่อลื่น และเคมีภัณฑ์ เพื่อยกระดับไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพในซัพพลายเชนโลก ด้านมาตรฐาน พรรคเสนอเพิ่มจำนวนหน่วยงานรับรอง (certifying bodies) และลดต้นทุนการรับรองผ่านการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ พร้อมให้รัฐเป็นผู้สร้างระบบรับรองและกำหนดบทบาทของผู้เกี่ยวข้องให้ชัด เกษตรกร โรงงาน หน่วยรับรอง
ส่วนนโยบาย “เลิก ลด เพิ่ม ลงทุน” พรรคเสนอให้ลดกฎหมาย/มาตรการที่คุ้มครองอุตสาหกรรมหรือพืชบางชนิดจนเกิด “comfort zone” และเพิ่มการส่งเสริมการแข่งขัน การแปรรูป และการพัฒนาไปสู่สินค้าอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับคำตอบรายได้จากสิ่งแวดล้อมที่เน้นการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การทำไบโอชาร์ และการทำมาตรฐานเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในตลาด
เพื่อไทย : แก้ปัญหาเกษตรไทยแบบต้นน้ำ-ปลายน้ำ
พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เสนอแนวทางแก้ปัญหาเกษตรแบบ “ต้นน้ำ–ปลายน้ำ” โดยต้นน้ำเน้นการลดต้นทุนและยกระดับข้อมูลการผลิต เช่น ปลูกถูกพันธุ์ ใส่ปุ๋ยถูกสูตร ตรวจดิน ทำแผนที่ดิน soil map และใช้คูปองปัจจัยการผลิต ส่วนปลายน้ำเน้นเทคโนโลยี มาตรฐาน และการปรับกติกา/กฎหมายให้เอื้อต่อเกษตรกรรายย่อยและ SME เพื่อเปลี่ยนจากสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำสู่มูลค่าเพิ่มสูง ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยหนี้สูง ยกตัวอย่างหนี้เฉลี่ยราว 500,000 บาท และเกษตรกรอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยระยะเร่งด่วน 100 วันเสนอการปลดหนี้ พักหนี้เพื่อให้เกษตรกร “ตั้งหลัก” ก่อน
ขณะที่ระยะ 4 ปีเสนอ “ประกันกำไรสินค้าเกษตร” ระดับ 30% ควบคู่ระบบคูปองปัจจัยการผลิต โดยมีเงื่อนไขให้ขึ้นทะเบียน ตรวจดิน และใช้พันธุ์ สูตรปุ๋ยที่เหมาะสม เพื่อสร้างฐานข้อมูลภาคเกษตรไปพร้อมกับการยกระดับอุตสาหกรรม พรรคระบุกรอบงบประมาณราว 40,000 กว่าล้านบาท และให้เหตุผลว่าต่ำกว่านโยบายในอดีตที่ใช้งบมากกว่า 70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลขชัดเจนในเวทีนี้
ในประเด็นลดการเผา พรรคย้ำการใช้ “แรงจูงใจผ่านระบบข้อมูล” โดยผูกการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิประกันกำไรกับเงื่อนไขการผลิต และเสนอใช้เทคโนโลยี ทรัพยากรร่วม เช่น เครื่องจักรและจุลินทรีย์ เพื่อช่วยไถกลบตอซัง พร้อมระบุว่าการบังคับใช้ควรมาคู่กับการสนับสนุน ไม่ใช้บทลงโทษอย่างเดียว และให้ “รางวัล” กับเกษตรกรที่ไม่เผาผ่านราคาที่สูงขึ้นหรือโอกาสในตลาดมาตรฐาน ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาโดยตรง
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอการยกระดับเป็น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานวิจัยตลอดห่วงโซ่ (Farm to Fork) โดยมองกติกาใหม่ เช่น CBAM เป็นโอกาสให้ข้าวไทยผ่านกำแพงการค้าและขายได้ราคาสูงขึ้นในตลาดพรีเมียม ขณะที่คำตอบเรื่องมาตรฐาน พรรคเสนอให้รัฐทำหน้าที่ enabler เพื่อลดต้นทุนมาตรฐานใหม่ที่มีต้นทุนสูง เช่น กระบวนการ MRV) และพัฒนาระบบ One Stop Service เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการรับรอง รายงานข้อมูล สอดรับกับคำตอบเรื่องงบประมาณที่พรรคเสนอ “เลิก ลด” การช่วยเหลือแบบแจกแบบหว่านและการอุดหนุนไม่มีเป้าหมาย แล้ว “เพิ่ม ลงทุน” ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตร โดยยกตัวอย่างแนวโน้มการใช้งบด้านข้าวที่ลดลงจากราว 80,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2565) เหลือราว 50,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2567) เพื่อชี้ทิศทางการปรับงบ สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการส่งเสริม “มาตรฐานคาร์บอน” และการระดมทุนผ่านพันธบัตรสีเขียวเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน
รวมไทยสร้างชาติ : ลดต้นทุนผ่านปัจจัยการผลิต
ชวลิต วิชยสุทธิ์ ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ นำเสนอแนวทางที่ให้น้ำหนักกับการลดต้นทุนผ่าน “ปัจจัยการผลิต” และการจัดโครงสร้างกำกับดูแลในห่วงโซ่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะประเด็นปุ๋ยและพืชเศรษฐกิจบางชนิด พรรคเสนอให้รัฐลงทุนผลิต “ปุ๋ยรัฐ” ครบห่วงโซ่ เช่น NPK เพื่อทดแทนการนำเข้า ลดต้นทุนเกษตรกร และลดอำนาจทุนผูกขาด รวมถึงเสนอให้รัฐควบคุมราคาปุ๋ยไม่ให้ทุนกำหนดราคาเพียงฝ่ายเดียว ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรในระบบตลาดที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปุ๋ยสูงและการผูกขาด แต่ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้
ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอโมเดลที่ใช้ “อำนาจรัฐปลายน้ำ” และบทบาทโรงงานเป็นกลไกตัดวงจร โดยระยะแรกเสนออัดฉีดสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตสด ไม่เผา เพื่อเปลี่ยนแรงจูงใจของเกษตรกร พร้อมอธิบายว่าการเผามักเกิดจากต้นทุนแรงงานและความสะดวก
ขณะเดียวกัน พรรคเสนอการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเฉพาะจุดผ่านหน่วยงานกำกับปลายน้ำ ยกตัวอย่างการใช้กฎหมายความปลอดภัย เช่น การสั่งปิดโรงงานชั่วคราว เมื่อพบการรับซื้ออ้อยเผาเกินควร และเสนอให้โรงงานทำหน้าที่ “ตัดตลาด” ของผลผลิตที่มาจากการเผา พรรคยกเป้าหมายเชิงตัวเลขจากกรณีอ้อยว่า ลดสัดส่วนอ้อยเผาจากราว 60% เหลือราว 30% และต่อเนื่องจนเหลือราว 14% พร้อมอธิบายว่าช่วงเข้มงวดมีสภาพ “ท้องฟ้าบลูสกาย” อย่างไรก็ตาม ในคำตอบนี้ยังไม่ได้ขยายกลไกเดียวกันไปยังพืชอื่นอย่างเป็นระบบ
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการออก “กฎหมายปาล์มน้ำมันเฉพาะ” เพื่อกำกับทั้งระบบแบบอุตสาหกรรมอ้อย–น้ำตาล ตั้งแต่การจัดสัดส่วนรายได้ ยกตัวอย่าง 70% เกษตรกร 30% โรงงาน ไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำมูลค่าสูง โอเลโอเคมี เช่น เครื่องสำอาง ผงซักฟอก เคมีภัณฑ์ขั้นสูง และเชื่อมกับภาคพลังงานเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่ประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุน/ระบบตรวจสอบย้อนกลับโดยตรง แต่กล่าวถึงความจำเป็นของการรองรับมาตรฐานต่างประเทศ เช่น EUDR/ฮาลาล เพื่อเปิดตลาด และเน้นบทบาทการพัฒนาทักษะแรงงาน/สถาบันการศึกษา ส่วน “เลิก ลด เพิ่ม ลงทุน” พรรคเสนอให้ลดการแทรกแซงเชิงการเมืองในโครงสร้างกำกับสินค้าที่ซับซ้อน ยกตัวอย่างปาล์มน้ำมัน และเพิ่มการลงทุนให้รัฐมีบทบาทผลิตปุ๋ยเองโดยอาศัยทรัพยากรภายในประเทศ สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอส่งเสริมการปลูกข้าวแบบ “เปียกสลับแห้ง” เพื่อลดการปล่อยก๊าซ และเสนอให้กลไกด้านการคลังของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลการซื้อขายคาร์บอนเครดิต
เศรษฐกิจ : เพิ่มรายได้เกษตรกร ผ่านการเปลี่ยนตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่า
อภิรัฐ คงชนะกุล ตัวแทนพรรคเศรษฐกิจ เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างที่มองการเพิ่มรายได้เกษตรกรผ่าน “การเปลี่ยนตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่า” โดยเฉพาะการลดบทบาทคนกลาง การรวมเกษตรกรเข้าสู่นิคม เขตอุตสาหกรรมการเกษตร และการยกระดับโลจิสติกส์เชื่อมตลาดต่างประเทศ ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นภาคเกษตรเพื่อการส่งออก ยกตัวอย่างตลาดจีน และเสนอระยะ 4 ปีให้ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบรางความเร็วสูง การค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดและลดต้นทุนขนส่ง โดยตั้งเป้าเชิงผลลัพธ์ว่า “รายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า” ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันและกรอบงบประมาณในเวทีนี้
ในประเด็นลดการเผา พรรคมองว่าเป็น “ผลของโครงสร้างรายได้” มากกว่าพฤติกรรมรายบุคคล จึงเสนอการดึงเกษตรกรเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อให้เข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี และตลาดปลายน้ำ พร้อมแนวคิดเพิ่ม “ส่วนแบ่งรายได้ของเกษตรกร” จากระดับประมาณ 10–15% ของมูลค่าทั้งห่วงโซ่ไปสู่ 50–60% และใช้กลไกตลาด อุตสาหกรรมรองรับเศษพืชและมูลเกษตรไปสู่พลังงานหรืออุตสาหกรรมควบคู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยระบุว่าการบังคับใช้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากโครงสร้างรายได้ไม่เปลี่ยน
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “กุ้ง” และเสนอการใช้ข้อตกลงการค้าและโลจิสติกส์เชื่อมตลาดจีน (รวมถึงแนวคิดขนส่งกุ้งสดให้ถึงตลาดภายใน 1 วัน เพื่อยกระดับเป็นผู้ส่งออกกุ้งพรีเมียม ขณะที่มาตรฐาน พรรคเสนอการทำมาตรฐานร่วมกันผ่านนิคม ลดต้นทุนต่อราย และแนวทางตรวจสอบย้อนกลับผ่านความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศปลายทางเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินค้าในปลายทาง ภายใต้งบจำกัด พรรคเสนอให้ “เลิก ลด” การแทรกแซงราคาที่ไม่สอดคล้องกลไกตลาดและลดอำนาจผูกขาดของพ่อค้า นายทุนท้องถิ่น แล้ว “เพิ่ม ลงทุน” เทคโนโลยี องค์ความรู้ และโลจิสติกส์ผ่านนิคมและระบบราง สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคย้ำว่า ควรเดินคู่กับเศรษฐกิจ และเสนอการสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” เพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมแนวคิดขยายการสร้างนิคมการเกษตรในหลายพื้นที่ ทุกจังหวัด
