แนะ อว. ผุดนวัตกรรม ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ ต้องไม่จบแค่นำร่อง-เร่งดัน ‘กม.อากาศสะอาด’ ทางออกแก้ฝุ่นทั้งระบบ

‘ยศชนัน’ ย้ำจุดยืนใช้นวัตกรรมรักษ์โลก พลิกวิกฤตซ้อนวิกฤต จัดการต้นตอมลพิษจากการเผา ในภาคเกษตร หวังช่วยเกษตรกร-หยุดฝุ่นพิษ ด้าน นักเศรษฐศาสตร์ เชื่อ โครงการดี แต่อย่าหยุดที่นำร่อง ขอขยายผลใช้ได้จริง ยัน ขับเคลื่อนนวัตกรรม ต้องทำคู่ขนาน เร่งผลักดัน ‘กม.อากาศสะอาด’ สู่ทางออกจัดการฝุ่นที่โครงสร้างทั้งระบบ

ตามที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ประกาศ พลิกวิกฤตซ้อนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ผ่านงาน “PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง” มุ่งเป้าเปลี่ยน “เศษวัสดุเหลือทิ้ง” ที่เคยเป็นต้นตอของมลพิษจากการเผา ให้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่มีมูลค่า ส่งต่อสู่นวัตกรรมพลังงานทดแทนที่พร้อมใช้งานจริง เตรียมนำร่องพื้นที่ภาคเหนือเป็นแห่งแรก เพื่อวางรากฐาน นวัตกรรมรักษ์โลก ให้เป็น เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ของประเทศอย่างเป็นระบบ

ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า การแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน ต้องอาศัยกลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม กระทรวง อว. และ บพข. จึงผลักดัน โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยระยะสั้น คือ การเปลี่ยนการเผา เป็นการลดรายจ่าย จูงใจให้เกษตรกร นำเศษวัสดุเหลือใช้ แลกอุปกรณ์สนับสนุนการเกษตร เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ไบโอดีเซล หรือ แผ่นคลุมดินชีวมวล

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็จะนำวัสดุเหล่านี้ไปแปรรูป สร้างเป็นนวัตกรรมสีเขียว (Green Transformation) และในระยะกลางถึงระยะยาว เมื่อทำให้เกิดความคุ้มค่าได้แล้ว เกษตรกรและเอกชนจะเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเองโดยตรง เปลี่ยนจากการเผาให้กลายเป็นการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างยั่งยืน

ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

“ประเทศไทยมีทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม พร้อมอยู่แล้ว บทบาทสำคัญของ อว. คือ การเชื่อมโยง โจทย์ที่ใช่ ให้มาเจอกับคนที่ทำได้จริง เราจะนำร่องโมเดลนี้ในพื้นที่เชียงใหม่ และพื้นที่เหมาะสมอื่น ๆ ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ เพื่อทำให้สังคมเห็นว่า นวัตกรรมไทยสามารถพาประเทศให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤตได้อย่างแท้จริง”

ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ยศชนัน ยังเสริมว่า เรื่องอากาศสะอาดเป็นวาระที่ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จในประเทศ เรามีแผนที่จะบูรณาการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้การทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ในการแบ่งปันโมเดลและขยายผลการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

Zero Burn to Earn สู่เป้าหมาย “สร้างกลไกตลาดแท้จริง”

รศ.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. ย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุมาแลกสิ่งของเพื่อการประชาสัมพันธ์ระยะสั้น แต่เป้าหมายหลัก คือ การ “สร้างกลไกตลาดที่แท้จริง” ผ่านการจุดประกายให้ เกษตรกรเห็นมูลค่าของเศษวัสดุเหลือทิ้ง, การให้ทุนสนับสนุนสถาบันการศึกษา ต่าง ๆ ที่จะสามารถนำเศษวัสดุมาแปรรูปได้ เช่น เยื่อชีวมวล ถ่านชีวภาพไบโอชาร์ และน้ำมันไพโรไลซิส, ประสานกับภาคเอกชนและตลาดการค้าเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถขายและเกิดมูลค่าในตลาดได้จริง โดยมีความคาดหวังว่า เมื่อตลาดมีความต้องการซื้อขายเศษวัสดุจากชุมชน เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรม ก็จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

รวมถึงการ ทำแพลตฟอร์ม Matching System ระหว่างเกษตรกร กับ เอกชน ภายใต้แนวคิดเหมือน แพลตฟอร์มช้อปออนไลน์ที่ใช้งานง่าย สามารถให้เกษตรกรที่มีเศษวัสดุเหลือทิ้ง เข้ามาลงทะเบียนนำส่งเศษวัสดุผ่านแพลตฟอร์ม แลกเปลี่ยนเป็นแต้ม หรือ PMUC Point เพื่อนำมาแลกสิ่งของ เช่น แผงโซลาร์เซลล์มือสองพร้อมอุปกรณ์และบริการติดตั้ง แผ่นคลุมดินชีวมวล หรือ น้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับจากพาร์ทเนอร์ของ บพข. โดยแพล็ตฟอร์มนี้จะเริ่มให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มใช้งานใน วันที่ 5 พฤษภาคม 2569

ศ.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข.

โครงการนี้เป็นการสร้าง Ecosystem จากการรวมพลังของเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา, ภาคเอกชน รวมถึงเครือข่ายภาคประชาสังคม และตัวแทนเกษตรกรจากภาคเหนือ ที่มาร่วมแรงเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้ให้เกิดขึ้นจริง

“เอกชนก็อาจจะไม่มีแรงจูงใจมาช่วยสังคม หากเอกชนไม่ได้ประโยชน์ ภาครัฐก็ต้องคิดจะทำอย่างไรให้เอกชนได้กำไรไปด้วย ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์โดยรวมของสังคมก็ดีด้วย นี่เป็นสิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้นจากนี้ไป”

รศ.กานดา ยอมรับว่าการนำร่องครั้งนี้ยังมีโจทย์ท้าทายเช่นกัน โดยเฉพาะ ภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ เนื่องจากเป็นเขา ดอย รถบรรทุกเข้าถึงยาก ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งสูง โลจิสติกส์จึงมีบทบาทสำคัญ จึงเป็นอีกโจทย์ที่ต้องศึกษาหาแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อหาต้นทุนที่คุ้มค่าที่สุด ซึ่ง บพข. ได้ทีมมหาวิทยาลัย นักวิจัย และ เอกชนมาร่วมกันศึกษา

ขณะที่ ยุทธ คันธะวงศ์ จากศูนย์ข้าวชุมชนยางเนื้อ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงโครงการ PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง ว่า โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก ทั้งด้านปัจจัยการผลิต จนถึงเรื่องของเครื่องจักรการผลิต ซึ่งจะต้องมาเสริมในการแปรรูปเศษวัสดุเหลือทิ้ง เพราะหลังการทำนา ชาวนาจะว่าง 4 เดือน ซึ่งไม่ได้ทำอะไรนอกจากปลูกพืช แต่หากมี เครื่องมือที่จะแปรรูป เช่น ฟางข้าว มาเป็นวัสดุปลูก หรือ คลุมดิน เกษตรกรก็จะมีรายได้เพิ่ม หากสามารถทำให้วงจรที่มีทั้งผู้ประกอบการ เครื่องจักร การขนส่ง และการตลาดเข้ามาช่วยเหลือ มั่นใจว่าช่วยชาวนาได้ หากเริ่มต้นที่ 5-10% เชื่อว่าจะเป็นต้นแบบให้เกษตรกรที่อื่นๆ เกิดเป็น Circular Economy ที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน แต่ต้องไม่ลืมทำอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดอยู่แค่รัฐบาลใด รัฐบาลหนึ่งเท่านั้น

ชี้โครงการมีประโยชน์ แต่ต้องไปให้ไกลกว่านำร่อง

รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงความเห็นกับ The Active ต่อประเด็นนี้ โดยมองว่า โครงการที่มีประโยชน์ แต่ต้องไม่หยุดอยู่แค่โครงการนำร่องเท่านั้น เพราะหากย้อนกลับไปประเทศไทยเคยมีโครงการนำร่องลักษณะนี้เกิดขึ้น และจบลงที่คำว่า โครงการนำร่อง โครงการต้นแบบ และ จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่เห็นการนำโครงการนำร่องไปขยายผลได้จริง

รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

แต่หากมองในแง่บวก การเดินหน้าเรื่องนี้ถึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่จำเป็นต้องมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนว่า จะขยายผลไปกี่พื้นที่ เพราะ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้อยู่พื้นที่ 1-2 ไร่ แต่อยู่ในหลัก 10 ล้านไร่ มวลเศษวัสดุ, ชีวมวลต่าง ๆ จะอยู่ที่กว่า 100 ล้านตัน คำถามคือ จะจัดการอย่างไร ? สุดท้ายหากยังไม่มีแผนที่ชัดเจนว่าจะใช้เวลา นำร่อง และขยายผลภายในกี่ปี สุดท้ายก็จะกลายเป็นเพียง โครงการนำร่อง เช่นเดิม

“ทุกพื้นที่มีโครงการนำร่อง แต่จบที่นำร่องเสมอแต่การขยายผลยังไม่เคยเกิดขึ้นในเชิงระบบ”

รศ.วิษณุ อรรถวานิช

ส่วนที่ รศ.กานดา ยอมรับว่าการนำร่องครั้งนี้ยังมีโจทย์ท้าทายเช่นกัน โดยเฉพาะ ภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ เนื่องจากเป็นเขา ดอย รถบรรทุกเข้าถึงยาก ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งสูง โลจิสติกส์จึงมีบทบาทสำคัญ จึงเป็นอีกโจทย์ที่ต้องศึกษาหาแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อหาต้นทุนที่คุ้มค่าที่สุด ซึ่ง บพข. ได้ทีมมหาวิทยาลัย นักวิจัย และ เอกชนมาร่วมกันศึกษานั้น รศ.วิษณุ ก็มองว่า การสร้างกลไกการตลาดได้จริง อาจจะเกิดขึ้นได้บางพื้นที่เท่านั้น เพราะไม่ใช่ทุกพื้นที่ ที่ภาคเอกชนจะเอารถเข้าไปขนส่งได้ง่าย ภาคการเกษตรไทยในพื้นที่ห่างไกล มักถูกทอดทิ้งจากความช่วยเหลือ เอกชนไร้แรงจูงใจในการจ่ายค่าขนส่ง ตรงนี้เป็นระบบที่ภาครัฐต้องคำนึงถึงระบบนิเวศด้วยเช่นกัน และต้องหากลไกเข้ามาช่วยเหลือโดยเฉพาะ มาตรการจูงใจ ช่วยเหลือค่าขนส่ง

รศ.วิษณุ ย้ำว่า ภาคเกษตรยังต้องอาศัยการช่วยเหลือจากทั้งภาครัฐ และเอกชน เพราะตัวเกษตรกรมีความจำเป็นต้องเผา หรือมีข้อจำกัดเป็นเกษตร ในพื้นที่ห่างไกล ไม่สามารถส่งเศษวัสดุไปถึงโรงงานได้เองเพราะมีต้นทุน จำเป็นต้องใช้กลไก หาพื้นที่รวมเศษวัสดุ ให้เกษตรกรนำก้อนฟางมากองรวมกัน หลังจากนั้นมีระบบขนส่งที่จะช่วยลำเลียงฟางเหล่านี้ ไปยัง แหล่งรับซื้อ ที่ภาครัฐอาจจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น

จี้ ดัน ‘กม.อากาศสะอาด’ ทางออก แก้ฝุ่นที่โครงสร้าง

สุดท้าย รศ.วิษณุ ก็ยังย้ำว่า โครงการนำร่อง ยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุอย่างเป็นระบบ ทางออกคือ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ทำให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเกิดขึ้น มีหน่วยงานที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งกลไกทางการเงิน การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ก่อมลพิษปรับพฤติกรรม

กฎหมายอากาศสะอาด ยังเป็นเครื่องมือที่รอบด้าน เปลี่ยนผ่านอากาศสะอาดได้ดีที่สุด มีกลไกทางการเงินที่เพียงพอจะช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และทันการณ์ รวมถึงมีกองทุนที่จะรองรับการทำวิจัย และนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง เป็นอีกเครื่องมือที่จะช่วยผลักดันการแก้ปัญหามลพิษ และยกระดับการใช้งานวิจัย นวัตกรรมของไทยในการแก้ปัญหาได้เช่นกัน

รศ.วิษณุ อรรถวานิช

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active