กลุ่มสมาคมประมงฯ สะท้อน สถานการณ์รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เร่งรัฐออกมาตรการช่วยเหลือ ห่วงแบกรับต้นทุนไม่ไหว สำรวจตลาดอาหารทะเลอยุธยา ราคาขึ้นแล้วหลายรายการ
วันนี้ (5 เม.ย. 69) บรรยากาศบริเวณท่าลอยลำท่าเทียบเรือประมง อ.เมืองสงขลา เรือประมงพาณิชย์เกือบ 200 ลำจอดเทียบท่านิ่งสนิท หลังราคาน้ำมันดีเซล และน้ำมันเขียวปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหลายรอบจนราคาสูงกว่า 50 บาทต่อลิตร ทำให้ต้องหยุดออกทำประมงชั่วคราวเนื่องจากไม่คุ้มต้นทุน ในขณะที่น้ำมัน B20 ปรับราคาเพิ่มขึ้นมา ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเรือประมงในจังหวัดสงขลาจะหันไปใช้น้ำมัน B20 ตามที่ได้หารือกับรัฐบาลเอาไว้หรือไม่
สุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลา ระบุว่าได้หารือร่วมกับภาครัฐ ที่จะช่วยให้เรือประมงพาณิชย์ หันมาใช้น้ำมัน B20 ในช่วงราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นแต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใด มีความชัดเจน ว่าจะใช้น้ำมัน B20 ทำให้ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องของการจัดส่งน้ำมันให้กับผู้ประกอบการเรือประมงแต่อย่างใด ทำให้เรือประมงส่วนใหญ่จึงยังคงจอดลอยลำ ส่วนแนวทางการช่วยเหลือคงทำได้ยาก เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้ยังคงต้องรอดูท่าทีว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อไหร่เรือประมงจึงอาจจะได้ออกทำการประมงอีกครั้ง
เช่นเดียวกับ พรศักดิ์ แย้มกลิ่น นายกสมาคมประมงระยอง เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันถือว่ารุนแรงและส่งผลกระทบต่อชาวประมงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะเรือประมงในพื้นที่ปากน้ำระยองกว่า 500 ลำ ขณะนี้มีการหยุดออกเรือแล้วไม่น้อยกว่า 30% เนื่องจากต้นทุนไม่คุ้มค่า หากยังฝืนออกทะเลจะยิ่งขาดทุน
ทั้งนี้ ต้นทุนการออกเรือประมงในแต่ละครั้งกว่า 70–80% เป็นค่าน้ำมัน แม้ปัจจุบันชาวประมงจะหันมาใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีราคาเกือบลิตรละ 46 บาท รวมค่าขนส่งจากคลังในจังหวัดสระบุรี เพื่อทดแทนน้ำมันเขียวกลางทะเลที่ยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ยังถือว่ามีราคาสูง ไม่สอดคล้องกับราคาสัตว์น้ำที่ไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ตามต้นทุน
นายพรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรือประมงที่ยังคงออกทะเลอยู่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันคงค้างจากสต็อกเดิมก่อนการปรับขึ้นราคา ซึ่งคาดว่าจะหมดลงภายใน 1–2 สัปดาห์ข้างหน้า และหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีแนวโน้มว่าเรือประมงในจังหวัดระยองจะจอดเทียบท่าไม่ต่ำกว่า 80%
พร้อมกันนี้ ได้เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือด้านราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและประคับประคองอาชีพประมงให้สามารถดำเนินต่อไปได้ โดยระบุว่า ระดับราคาน้ำมันที่ชาวประมงยังพอรับไหวควรอยู่ที่ไม่เกินลิตรละ 35 บาท ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการยังสามารถฝืนดำเนินกิจการต่อไปได้
เรือประมงแบกต้นทุนน้ำมันไม่ไหว เริ่มส่งผลกระทบวัตถุดิบอาหารทะเล

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจราคาอาหารทะเลบางประเภทในตลาดเจ้าพรหม จ.พระนครศรีอยุธยา พบบางรายการเริ่มปรับขึ้นราคาหลังน้ำมันแพง เช่น กุ้งทะเลบางขนาด ปรับราคาขึ้นประมาณ 20 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 280 บาท เป็น 300 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของสินค้า
ส่วนปลาซาบะนำเข้าจากต่างประเทศ ปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 200 บาท เป็น 250 บาท ส่วนหมึกบางชนิดยังคงตรึงราคาไว้ เช่น หมึกขนาดใหญ่ ยังคงอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 300 บาท หมึกบางประเภทอยู่ที่ 190 บาท ตามขนาดและแหล่งที่มา
แต่สำหรับปลาทูยังไม่ปรับขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่แพคละ 10 – 100 บาท เพราะผู้ค้าตรึงราคาไว้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค แม้ต้นทุนสินค้าเพิ่มสูงขึ้น เพราะน้ำมันแพง
ผู้ค้าร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่งสะท้อนว่า หากปรับราคาขึ้นทันทีอาจกระทบต่อกำลังซื้อและทำให้ยอดขายลดลง จึงชะลอการขึ้นราคาออกไปก่อน ผู้บริโภคบอกว่าขอบคุณผู้ค้า ที่ยังคงตรึงราคา เพราะปลาทูถือเป็นอาหารหลักในหลายครัวเรือน
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซล B7 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 20.71 บาทต่อลิตร เป็น 18.10 บาทต่อลิตร พร้อมลดการชดเชยน้ำมันดีเซล B20 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 22.22 บาทต่อลิตร เป็น 19.61 บาทต่อลิตร เพื่อลดเงินไหลออกจาก 1,708.75 ล้านบาทต่อวัน เป็น 1,496.72 ล้านบาทต่อวัน
ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 สูงขึ้น 2.80 บาทต่อลิตร จาก 47.74 เป็น 50.54 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล B20 เพิ่มขึ้น 2.80 บาทต่อลิตร จาก 42.75 บาทต่อลิตร เป็น 45.54 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.ตั้งแต่เวลา 05.00 น.เป็นต้นไป
ขณะที่ผู้บริการน้ำมันประกาศปรับขึ้นราคาดีเซล 2.80 บาทต่อลิตร บี 20 เพิ่ม 2.80 บาทต่อลิตร ดีเซลพรีเมียม 6.50 บาทต่อลิตร ขณะที่คงราคาเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ มีผลวันที่ 5 เม.ย. 69
