เปิด 4 ปัจจัย ทำข้าวไทยได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามตะวันออกกลางหนักที่สุด นักวิเคราะห์ SCB EIC ชี้ ทางรอด พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ภาครัฐออกมาตรการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข เชื่อมโยงการช่วยเหลือควบคู่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างเกษตรกรรมไทยในระยะยาว
วิกฤตตะวันออกกลางที่ดูเหมือนไกลตัว แต่กลับกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดกระหน่ำซ้ำเติมชาวนาไทย ที่ทุกวันนี้ต้องแบกรับภาระหนี้สิน ต้นทุนปุ๋ยแพง และยังต้องสูบน้ำสู้กับวิกฤตภัยแล้ง
ข้อมูลล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ชี้ว่า 1 ใน 5 พืชเศรษฐกิจหลัก “ข้าว” คือ อุตสาหกรรมเดียวที่บาดเจ็บหนักที่สุดทั้งระบบ ด้านนักวิเคราะห์ เสนอทางรอดของชาวนาไทยต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสเร่งยกระดับข้าวไทย ให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

5 ช่องทางบีบหัวใจภาคการเกษตร
อุตสาหกรรมเกษตรไทยโดยรวมไม่สามารถหลีกหนีผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้พ้น ข้อมูลจาก SCB EIC ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่
- ราคาน้ำมัน: พุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนโดยตรง
- ราคาปุ๋ยเคมี: ต้องนำเข้าและแพงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน
- อุปสงค์ตะวันออกกลาง: ชะลอตัวลงจากภาวะสงคราม
- ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์: ปั่นป่วนและแพงขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ
- ภาวะเศรษฐกิจโลก: โดยรวมที่อาจชะลอตัวลงตามสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ

เกียรติศักดิ์ คำสี นักวิเคราะห์อาวุโส จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวกับทีมข่าว The Active ว่า จากการประเมินผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางต่อ 5 พืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกพืชทั้ง 5 ชนิดนี้ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบในเชิงลบจากต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก
แต่ภาพที่น่ากังวลที่สุดตกไปอยู่ที่ “ข้าว” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเดียวที่ทั้งชาวนาและโรงสี มีแนวโน้มได้รับผลกระทบเป็นลบอย่างหนัก แตกต่างจากโรงงานแปรรูปพืชชนิดอื่นอย่าง ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง หรืออ้อย ที่ยังได้อานิสงส์เชิงบวกจากทิศทางราคาที่ปรับขึ้นตามตลาดพลังงานโลกและการผลิตไบโอดีเซล ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากโครงสร้างความเปราะบางของข้าวไทย ที่โดนรุมเร้าจากทุกทิศทาง

เมื่อประเมิน “ผลกระทบสุทธิ” ที่เกิดขึ้นกับเงินในกระเป๋าของเกษตรกร พบว่าตัวเลข ติดลบ กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน (-8.3%), อ้อย (-6.6%), มันสำปะหลัง (-5.0%), และ ยางพารา (-4.7%) แต่พืชกลุ่มนี้ยังพอยิ้มออกบ้างในฝั่งของโรงงานแปรรูป ที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากทิศทางราคาที่ปรับขึ้นตามตลาดพลังงานโลกและการผลิตไบโอดีเซล
“ข้าวได้รับผลกระทบหนักเพราะว่าไม่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนต้นทุนปุ๋ยของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอยู่ประมาณ 40% และน้ำมัน 9.2% ซึ่งสูงมาก ในขณะที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางถึง 11.7% และมีระยะทางขนส่งไกลที่สุด ทำให้โดนผลกระทบทั้งต้นทุนและค่าขนส่ง ในขณะที่ราคาไม่ได้ขยับขึ้น”
เกียรติศักดิ์ คำสี

ทำไม “ข้าวไทย” ถึงเจ็บหนักที่สุดในสมรภูมินี้ ?
ภาพที่น่ากังวลที่สุดตกไปอยู่ที่ “ข้าว” ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่ผลกระทบสุทธิติดลบสูงถึง 14.8% และเป็นอุตสาหกรรมเดียวที่ทั้งชาวนาและโรงสีมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเป็นลบอย่างหนัก
นักวิเคราะห์อาวุโส จาก SCB EIC กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเปราะบางของข้าวไทยที่โดนรุมเร้าจากทุกทิศทางไว้ว่า วิกฤตพลังงานและราคาปุ๋ยเคมีที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าถึง 95% กลายเป็นแรงกดดันมหาศาล ยิ่งในภาวะที่ชาวนาจำนวนมากไม่มีทางเลือก ต้องเดินเครื่องสูบน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าวท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนและวิกฤตเอลนีโญ ต้นทุนน้ำมันทุกหยดจึงหมายถึงหนี้สินที่เพิ่มพูน ในขณะที่กลไกราคาข้าวในตลาดโลกถูกกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงกับคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนาม คำถามสำคัญคือ ในระยะสั้นที่ชาวนาต้องลงมือเพาะปลูก ภาครัฐควรยื่นมือเข้ามาช่วยประคองลมหายใจอย่างไรให้ตรงจุดที่สุด
- ต้นทุนปุ๋ยเคมีสูง: ปุ๋ยเคมีคิดเป็นสัดส่วนถึง 40.3% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งชาวนาเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องเร่งใส่บำรุงผลผลิต ยิ่งไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยถึง 95% ยิ่งกลายเป็นแรงกดดันมหาศาล
- ต้นทุนน้ำมันพุ่ง: คิดเป็นสัดส่วน 9.2% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าพืชอื่น เพราะต้องใช้สูบน้ำเข้านาและใช้รถเกี่ยวข้าว
- ค่าขนส่งและระวางเรือแพง: ข้าวไทยมีระยะทางส่งออกเฉลี่ยไกลที่สุดถึง 7,673 กิโลเมตร ทำให้เราเสียเปรียบด้านต้นทุนค่าขนส่งอย่างมาก
- พึ่งพาตลาดเสี่ยงภัยสูง: ไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางสูงถึง 11.7% ของการส่งออกทั้งหมด
“ข้าวเป็นสินค้าที่ไม่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเหมือนพืชทดแทนพลังงานอื่น ๆ เมื่อส่งออกไปตะวันออกกลางได้ยากขึ้น ข้าวก็ล้นตลาดในประเทศ ประกอบกับการต้องไปแข่งราคากับอินเดียและเวียดนาม ทำให้ราคาข้าวไม่ขยับขึ้นตามต้นทุน”
เกียรติศักดิ์ คำสี
ทางรอดและทางออก พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
ในระยะสั้นที่ชาวนาต้องลงมือเพาะปลูกท่ามกลางต้นทุนที่แพงขึ้นทุกอย่าง นักวิเคราะห์อาวุโส จาก SCB EIC เสนอว่า การอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข คือทางออกที่รวดเร็วและตรงจุดที่สุด โดยภาครัฐต้องเชื่อมโยงการช่วยเหลือเข้ากับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การสนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ หรือ “ปุ๋ยสั่งตัด” เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นและลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้า ควบคู่ไปกับการเร่งกระจายตลาดส่งออกใหม่ ๆ
ส่วนในระยะยาว โครงสร้างเกษตรกรรมไทยไม่อาจย่ำอยู่กับที่ ภาครัฐและทุกภาคส่วนต้องเร่งยกระดับข้าวไทยจากการเป็นเพียง “สินค้าโภคภัณฑ์” ที่ต้องไปแข่งหั่นราคากับประเทศเพื่อนบ้าน ไปสู่ “สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” (Value-added) และวัตถุดิบเชิงนวัตกรรม เช่น อุตสาหกรรมยา เวชสำอาง อาหารสัตว์เฉพาะทาง โดยสามารถถอดบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้มาแล้ว
“ในโลกที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความแปรปรวนของสภาพอากาศกลายเป็น “ความปกติใหม่” ทางรอดเดียวของเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย คือการบริหารต้นทุนให้เฉียบคม ปรับตัวให้ไว และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้อย่างยั่งยืน”
เกียรติศักดิ์ คำสี
