ภาคประชาชน ค้าน ‘พ.ร.บ.โลกร้อน’ หวั่นเอื้อประโยชน์-ฟอกเขียวกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่

ย้ำ กฎหมายอ้างแก้วิกฤต สร้างความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ความเป็นกลางทางคาร์บอน สอดคล้องข้อตกลงปารีส แต่พบข้อสังเกต ไร้บทบัญญัติว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ไร้ข้อกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลการเจรจาต่อรอง กังวล แปลงป่าไม้ ป่าชายเลน ที่ทำกิน เป็นใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซื้อขายในตลาดคาร์บอน จี้ รัฐบาล-ประชาคมระหว่างประเทศ หยุด พ.ร.บ.โลกร้อน ทันที

วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ รวมตัวเคลื่อนไหวบริเวณด้านหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (ประเทศไทย) ในวันสิ่งแวดล้อมโลก พร้อมออกแถลงการณ์ คัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ กฎหมายโลกร้อน ที่เชื่อว่า มีการแอบแฝงผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมฟอสซิล

​แถลงการณ์ย้ำถึง ร่างกฎหมายโลกร้อน ทั้ง 205 มาตรา ที่กำลังเข้าสู่รัฐสภา อ้างถึงความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ความเป็นกลางทางคาร์บอน และอนาคตที่สอดคล้องกับความตกลงปารีส แต่เห็นว่าเนื้อหาอาจไม่สามารถแก้วิกฤตได้ และมองว่า เป็นเพียง “เครื่องจักรฟอกเขียวที่มีสถานะรับรองทางกฎหมาย”

​พร้อมมีข้อสังเกตต่อร่างกฎหมายโลกร้อนฉบับนี้ ได้แก่

  • ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน คาร์บอนเครดิต และภาษีคาร์บอน แต่กลับมอบอำนาจกำหนดกลไกต่าง ๆ ไว้ภายใต้ดุลพินิจของรัฐมนตรี ซึ่งเปิดกว้างต่อการถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมฟอสซิล หรือกล่าวง่าย ๆ คือ ร่างกฎหมายนี้ ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีข้อกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลการเจรจาต่อรอง และไม่มีการกำกับดูแลที่เป็นอิสระ เปิดทางให้กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้นั่งร่วมโต๊ะในกระบวนการเพื่อกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ เขียนข้อยกเว้น และอนุมัติคาร์บอนเครดิตให้ตนเอง

​”เราเคยเห็นตัวอย่างความล้มเหลวมาแล้วทั่วโลก ในระยะแรกของระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซของสหภาพยุโรป อุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลได้รับสิทธิปล่อยก๊าซฟรีจากมลพิษที่ไม่เคยลดจริง และทำกำไรลาภลอยถึง 1.7 ล้านล้านบาท แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปแทบไม่ลดลง ในตลาดคาร์บอนของเกาหลีใต้ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองว่ามีคุณภาพสูง ท้ายที่สุดก็พบว่ามีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเกินจริงถึง 18 เท่า ​ในประเทศไทย สถานการณ์ก็เลวร้ายไม่ต่างกัน ชุมชนท้องถิ่นต้องสูญเสียสิทธิในการใช้ประโยชน์จากผืนป่าและที่ดิน ให้กับโครงการคาร์บอนเครดิตที่ร่วมหัวกันโดยรัฐและอุตสาหกรรม โดยอ้าง net zero แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกลุ่มอุตสาหกรรม นอกจากจะไม่ลดลง ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

  • ​ร่างกฎหมายโลกร้อนฉบับนี้ จะแปลงป่าไม้ ป่าชายเลน ระบบนิเวศชายฝั่ง และที่ดินทำกินของประชาชน ให้กลายเป็นใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ซื้อขายได้ในตลาดระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงปารีส โดยไม่มีข้อบังคับให้เปิดเผยเงื่อนไขต่อสาธารณะ ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นอิสระ และไม่มีหลักประกันที่มีผลผูกพันเพื่อคุ้มครองชุมชนในพื้นที่แม้แต่ข้อเดียว ไม่มีข้อกำหนดเรื่องความยินยอมโดยสมัครใจ ล่วงหน้าและการได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนจากชุมชน และไม่มีแม้แต่ช่องทางร้องเรียนสำหรับผู้ที่ถูกเบียดขับออกจากพื้นที่ของตนเอง

  • ร่างกฎหมายโลกร้อนฉบับนี้ ยังเร่งเร้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่อ้างว่าสะอาดแต่กลับละเมิดสิทธิชุมชน การเดินหน้าสกัดแร่ทั้งโปแตซ พลวง ดีบุก ตะกั่ว แมงกานีส ทองแดง ทองคำ ทังสเตน และแรร์เอิร์ธ ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้ก่อหายนะทางสังคมและระบบนิเวศขึ้นแล้วโดยเฉพาะระบบลุ่มแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน-กระบุรี ดังที่เครือข่ายประชาชนกำลังเดินธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำอยู่ในขณะนี้

​”ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ระบุชัดเจนว่า รัฐมีพันธกรณีทางกฎหมายในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้มีมติรับรองด้วยคะแนนเสียง 141 ต่อ 8 ยืนยันว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน คือสิทธิมนุษยชน รัฐบาลไทยลงคะแนนอยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก แต่ร่างกฎหมายโลกร้อนของไทยกลับเลือกยืนอยู่ฝั่งเดียวกับฝ่ายอุตสาหกรรมฟอสซิล

ช่วงท้ายแถลงการณ์ ย้ำให้รัฐบาลไทยกับประชาคมระหว่างประเทศ รับฟังข้อเรียกร้องนั่นคือ หยุด พ.ร.บ.โลกร้อน หยุดฟอกเขียว

​โดยแถลงการณ์ฉบับนี้ได้ยื่นต่อสหประชาชาติ และรัฐบาลไทย พร้อมลงนามโดยชุมชนจากทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งเครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ จะเดินหน้าเคลื่อนไหวต่อไป สู่เวทีธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พร้อมมุ่งหน้าสู่การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP31 ที่กำลังถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการออกแบบการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม​ด้วยความสมานฉันท์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active