นายกสมาคม อบต. เผย มท.ส่งข้อมูลหลักฐานให้ท้องถิ่นยืนยันการเพิกถอน พร้อมจับตาบัญชีใหม่ต้องโปร่งใส หวั่นเกิดปัญหารอบ 2 เรียกร้องขยายผลถึงผู้บงการ
วันนี้ (20 ส.ค. 69) รศ.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม จ.ปทุมธานี เปิดเผยกับ The Active ถึงความคืบหน้าการหารือเกี่ยวกับปัญหาการสอบแข่งขันท้องถิ่นว่า ล่าสุดคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ได้เชิญตัวแทนจาก 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เข้าร่วมประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายท้องถิ่นสอบถามถึงแนวทางดำเนินการกรณีพบความผิดพลาดของคะแนนสอบหรือกระบวนการสอบ และการเพิกถอนรายชื่อผู้สอบที่มีปัญหา
ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายท้องถิ่นต้องการความชัดเจน คือ หากมีการเพิกถอนผู้สอบหรือรายชื่อในบัญชี จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนใด มีหลักฐานประเภทใดรองรับ และผู้บริหารท้องถิ่นจะสามารถใช้ดุลพินิจดำเนินการเพิกถอนได้โดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายหรือถูกฟ้องร้องภายหลังหรือไม่
รศ.วิระศักดิ์ กล่าวว่า ฝ่ายรัฐได้ชี้แจงว่า มีการเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอน วิธีดำเนินการ รวมถึงข้อกฎหมายและคำสั่งที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว พร้อมยืนยันว่า หากท้องถิ่นดำเนินการเพิกถอนตามหลักฐานและกระบวนการที่กำหนด ก็สามารถดำเนินการได้ โดยหากเกิดการฟ้องร้องขึ้น รัฐบาลได้เตรียมทีมกฎหมายเพื่อให้คำแนะนำและช่วยเหลือท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายท้องถิ่นไม่ต้องการให้เรื่องดังกล่าวต้องไปถึงชั้นศาล เพราะจะทำให้กระบวนการยืดเยื้อและกระทบทั้งผู้สอบ ผู้บริหารท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องทำให้ข้อมูลและหลักฐานมีความชัดเจนตั้งแต่ต้น
โดยเฉพาะหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการสอบ เช่น กระดาษคำตอบ รายละเอียดคะแนน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริต ต้องถูกส่งมอบให้ท้องถิ่นอย่างครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาและการใช้ดุลพินิจในการเพิกถอนรายชื่อ
ห่วง “บัญชีใหม่” ต้องโปร่งใส ไม่ให้เกิดปัญหารอบสอง
รศ.วิระศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากประเด็นการเพิกถอนบัญชีเดิมแล้ว สิ่งที่ท้องถิ่นกังวลอย่างมากคือ กระบวนการจัดทำบัญชีใหม่ หลังจากมีการเพิกถอนรายชื่อแล้ว โดยต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าบัญชีใหม่มีความสุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม
“ถ้าเพิกถอนแล้วทำบัญชีใหม่ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบัญชีใหม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ใครเป็นคนรับผิดชอบ ใครเป็นคนตรวจสอบ มีขั้นตอนอย่างไร และมีหลักฐานยืนยันอย่างไร เพราะถ้าประกาศบัญชีใหม่แล้วมีการบรรจุไป แต่ภายหลังพบปัญหาอีก ก็อาจต้องเพิกถอนเป็นรอบที่ 2 ซึ่งจะสร้างความไม่สบายใจให้กับท้องถิ่น” รศ.วิระศักดิ์ กล่าว
ฝ่ายท้องถิ่นจึงสอบถามถึงกลไกการตรวจสอบและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยต้องการให้กระบวนการจัดทำบัญชีใหม่มีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และมีหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน
ด้านรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมชี้แจงว่า กระบวนการตรวจสอบข้อสอบใหม่จะมีการควบคุมด้านเวลาและระบบรหัส เพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง โดยกระดาษคำตอบและข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะอยู่ภายใต้กระบวนการที่สามารถตรวจสอบได้ และไม่สามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลย้อนหลังได้ตามอำเภอใจ
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานภายนอก เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้ามาตรวจสอบกระบวนการได้
มท.รับ 4 ข้อเรียกร้อง พร้อมส่งหลักฐานให้ท้องถิ่น
รศ.วิระศักดิ์ กล่าวว่า ในการหารือครั้งนี้ ฝ่ายท้องถิ่นได้สอบถามถึงข้อเรียกร้องที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเรื่องการส่งหลักฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสอบให้ท้องถิ่นใช้ประกอบการพิจารณา
โดยรัฐมนตรีรับปากว่าจะจัดส่งข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ท้องถิ่นอย่างครบถ้วน เพื่อให้แต่ละจังหวัดสามารถนำข้อมูลไปพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับกรอบเวลาการดำเนินการเพิกถอนบัญชี รศ.วะศักดิ์ ระบุว่า รัฐมนตรีให้ความมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ ก่อนวันที่ 31 สิงหาคม โดยข้อมูลได้เริ่มส่งไปยังแต่ละจังหวัดตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม เพื่อให้จังหวัดนำไปประชุมและมีมติ จากนั้นจึงส่งต่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน
“ข้อมูลส่งมาตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม ให้แต่ละจังหวัดนำไปประชุม จากนั้นจังหวัดส่งมติกลับมาให้แต่ละ อปท. และให้ อปท.ดำเนินการเพิกถอนให้เสร็จก่อนวันที่ 31 สิงหาคม” รศ.วิระศักดิ์ กล่าว
เตือนเรื่องยังไม่จบ ผู้สอบสุจริตอาจใช้สิทธิตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายรัฐและท้องถิ่นจะพยายามทำให้กระบวนการเพิกถอนและจัดทำบัญชีใหม่เสร็จตามกรอบเวลา แต่ รศ.วิระศักดิ์ ยอมรับว่า ปัญหาอาจยังไม่จบทั้งหมด เนื่องจากผู้เข้าสอบที่ยืนยันว่าตนเองสอบด้วยความสุจริตและได้รับผลกระทบจากการเพิกถอน อาจใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
ผู้สอบบางรายอาจยื่นคำร้องหรือฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้คุ้มครองสิทธิของตนเอง โดยขณะนี้เริ่มมีกรณีที่ผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนออกมาเรียกร้องสิทธิแล้ว และคาดว่าจะมีกรณีในลักษณะเดียวกันตามมาอีก
“มันอาจไม่จบ เพราะน้อง ๆ ที่เข้าสอบด้วยความสุจริตก็มีสิทธิเรียกร้องสิทธิของเขา และอาจไปศาลเพื่อขอให้คุ้มครองสิทธิ ซึ่งมีกรณีเกิดขึ้นแล้ว และน่าจะมีอีกหลายพื้นที่” รศ.วิระศักดิ์ กล่าว
จี้ขยายผลถึง “ผู้บงการ” ใช้ข้อมูลจากส่วนกลางสาวถึงต้นตอ
ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอจากกรรมาธิการให้ขยายผลการตรวจสอบไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือผู้บงการกระบวนการทุจริต รศ.วิระศักดิ์ กล่าวว่า เห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการต่อ โดยต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ที่ถูกจับกุมหรือผู้ที่อยู่ในกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลไปยังผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการสอบเป็นเรื่องที่ดำเนินการจากส่วนกลาง การตรวจสอบจึงควรย้อนกลับไปยังหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดสอบในส่วนกลาง เพื่อค้นหาว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องและใครเป็นผู้สั่งการ
“ต้องไปสืบจากคนที่อยู่ในขบวนการที่ถูกจับไปแล้ว แล้วขยายผลต่อ เพราะกรมเป็นคนสอบและส่วนกลางเป็นคนดำเนินการ ดังนั้นต้องเอาข้อมูลจากส่วนกลางมาตรวจสอบ” รศ.วิระศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ รศ.วิระศักดิ์ ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในระยะต่อไปคือการทำให้กระบวนการเพิกถอนบัญชีและจัดทำบัญชีใหม่มีหลักฐานชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทรอบใหม่ พร้อมลดความเสี่ยงที่ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องตกอยู่ในภาวะตัดสินใจเพียงลำพังหรือเผชิญคดีความภายหลังจากการปฏิบัติตามคำสั่งของส่วนกลาง
