ค้านปิดป่า-ยุตินโยบายห้ามเผาเหมาเข่ง กระทบสิทธิชุมชนร่วมจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 

ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่หมี แถลงการณ์เปิดป่า เปิดแนวกันไฟ คัดค้านนโยบายปิดป่า-ห้ามเผาเหมาเข่ง ด้านนักกฎหมายสิทธิชุมชน ชี้ การออกประกาศห้ามเผาเกินกว่ากฎหมายให้อำนาจไว้ กระทบสิทธิชุมชน ขัดต่อหน้าที่รัฐตาม รธน. และหลักการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

วันนี้ (18 มี.ค. 69) ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่หมี ตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง จัดกิจกรรมเปิดแนวกันไฟ ซึ่งชุมชนได้ร่วมกันจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่าชุมชนทุกปี เพื่อป้องกันไฟไม่พึงประสงค์ลุกลามเข้ามาในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตรของชุมชน โดยระดมทุนทรัพย์หล่อเลี้ยงกันเองในช่วงที่ต้องทำแนวกันไฟ

ชุมชนบ้านแม่หมีอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และปัจจุบันมีข้อพิพาทในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ไฟป่า ที่ชุมชนได้รับผลกระทบจากการประกาศงดเข้าพื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนก่อนได้รับอนุญาต ช่วงวันที่ 11 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 ด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันไฟป่าและลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งในด้านการจัดการทรัพยากรในพื้นที่และด้านสิทธิส่วนบุคคล เนื่องจากหากต้องการเข้าไปในพื้นที่จะต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนโดยใช้เลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ที่ระบุตัวตนอย่างชัดเจน ซึ่งอาจนำมาสู่การถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิด เช่น ก่อให้เกิดไฟป่า ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดยืนยันการกระทำความผิดนอกจากการลงทะเบียนยืนยันตัวตน

ขอบคุณภาพ กัญญ์วรา หมื่นแก้ว

ก่อนเริ่มทำแนวกันไฟ ตัวแทนชุมชนบ้านแม่หมี อ่านแถลงการณ์พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านแม่หมี จังหวัดลำปาง เรื่อง เปิดป่า เปิดแนวกันไฟ ค้านนโยบายปิดป่า โดยมีเนื้อหาสำคัญในแถลงการณ์ ระบุว่า

จากสถานการณ์การละเมิดสิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในช่วงมาตรการจัดการไฟป่าและ PM 2.5 ในช่วงนี้ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้ประกาศห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2569 รวมถึงการประกาศปิดป่า ห้ามเข้าพื้นที่ป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 ที่ประกาศโดยสำนักบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความหวาดกลัวตัวชุมชนในพื้นที่ป่าอย่างยิ่ง

การออกประกาศและคำสั่งทั้งห้ามเผาและปิดป่านั้นละเมิดสิทธิชุมชนที่ได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ เรามีสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรตามมาตรา 43 แห่งรัฐธรรมนูญ มีเสรีภาพในการประกอบอาชีพของเราที่มีวิถีการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียนและการเก็บหาของป่าถูกจำกัด สิทธิในชีวิต เนื้อตัว ร่างกายที่จะไม่ถูกคุกคามหรือจับกุม การตรวจค้น การตรวจยึดทรัพย์สิน ยึดที่ดินทำกินที่ไม่ควรกระทำได้หากไม่มีหมายศาล การตั้งด่านสกัดและลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ทั่วจังหวัดลำปางในขณะนี้สร้างความมั่นคงต่อจิตใจของพี่น้องประชาชน และสร้างความเสี่ยงเกินความจำเป็นที่อาจทำให้ประชาชนต้องถูกตรวจยึดที่ดินหรือดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยการระวางโทษที่สูงเกินเหตุ ทั้งโทษปรับและจำคุก

ชุมชนบ้านแม่หมี หมู่ที่ 6 ตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง รวมถึงได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 นอกจากนั้นเรายังได้ร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ผลักดันการจัดการที่ดินแบบโฉนดชุมชน โดยในเชิงรูปธรรมในพื้นที่นั้นเราทำแนวกันไฟรอบหมู่บ้านความยาวกว่า 20 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ที่เราดูแล 12,021 ไร่ เราจัดเวรยามลาดตระเวนพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินหากเกิดไฟไม่พึงประสงค์ขึ้น แต่อุปสรรคสำคัญคือการที่เราถูกเขตป่าของรัฐประกาศทับซึ่งนำไปสู่การจำกัดสิทธิของพวกเรา

“การประกาศห้ามเผาและปิดป่านั้นบั่นทอนกำลังใจในการดูแลรักษาป่าของเราอย่างยิ่ง ในเมื่อภาครัฐยังกดขี่ สังคมยังไม่เข้าใจ วันนี้พวกเราชุมชนชาติพันธุ์บ้านแม่หมีจึงขอประกาศ เปิดป่า เปิดแนวกันไฟ ค้านนโยบายปิดป่า

แถลงการณ์ ระบุ

พร้อมยืนยันเจตนารมณ์และข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. ยืนยันจะยังดำรงวิถีชีวิตในนามกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงผู้อยู่กับป่าและดูแลรักษาป่าต่อไปแม้จะเผชิญภัยคุกคามอย่างหนักจากรัฐ โดยจะเดินหน้าประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และหลักสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรต่อไป

2.ขอเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐทั้งหมดต้องยุตินโยบายห้ามเผาและปิดป่าที่ไม่แยกแยะโดยทันที โดยเฉพาะปฏิบัติการที่มีการลาดตระเวน ตรวจยึดพื้นที่ และการจับกุมดำเนินคดีชาวบ้าน

“ขอยืนยันว่าทุกฝ่ายต้องยุติการละเมิดสิทธิของเราตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และขอเรียกร้องให้เร่งสร้างความเข้าใจต่อประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนนี้โดยเร็ว รวมถึงให้ยุติการผลิตซ้ำวาทกรรมชาวบ้านเผาป่า และให้การสนับสนุนเราในฐานะแนวหน้าสู้ไฟป่า มิใช่ผู้ทำลาย”

แถลงการณ์ ระบุ

ออกประกาศห้ามเผา เกินกว่ากฎหมายให้อำนาจ กระทบต่อสิทธิชุมชนจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

ด้าน สุมิตรชัย หัตถสาร ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น  ชี้ว่า บทบัญญัติมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ไม่ได้กำหนดวิธีการออกคำสั่งไว้เป็นการเฉพาะเอาไว้แต่อย่างใด ดังนั้น การใช้ดุลพินิจออกคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้อำนาจตามบทบัญญัติมาตรา 25 อนุหรือวงเล็บใด และการออกประกาศห้ามบุคคลเป็นการทั่วไปทั้งจังหวัด โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นอย่างไร หรือมีกรณีเหตุฉุกเฉินใด เกิดขึ้น ณ บริเวณใดของพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของจังหวัดลำปาง แต่กลับใช้อำนาจออกประกาศคำสั่งห้ามบุคคลเป็นการทั่วไปทั้งจังหวัดลำปาง ถือเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ จึงเป็นการออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 43 ได้บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติไว้ และมาตรา 57 (2) บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ 

ดังนั้น ประกาศจังหวัดลำปางและประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) เรื่อง ห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเผาป่าหรือเข้าไปกระทำการใดๆในเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่จังหวัดลำปาง จึงเป็นการออกประกาศที่เกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้และกระทบต่อสิทธิชุมชนของประชาชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญ และยังขัดต่อหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active