เชียงใหม่จุดความร้อนวันเดียวพุ่งกว่า 600 จุด สูงสุดในรอบหลายปี ติดอันดับ 1 เว็บไซด์ IQAir อยู่ระดับสีม่วง เมืองใหญ่ที่มึมลพิษมากที่สุดในโลก คุณภาพอากาศส่งผลกระทบรุนแรง ด้าน รศ.วิษณุ อรรถวานิช เรียกร้องรัฐบาลใหม่เร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ เพื่อเป็นกติกากลาง บูรณาการและยืดหยุ่น แก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ
วันนี้ (29 มี.ค.2569) เว็บไซต์ IQAir จัดอันดับสด ณ ช่วงเวลา 09.00 – 10.00 น.เมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก พบ “เชียงใหม่ ประเทศไทย” ขึ้นอันดับ 1 ของโลก โดยค่า AQI อยู่ที่ระดับ 220 มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง โดยเมืองใหญ่ที่มีค่ามลพิษสูงสุด 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่
อันดับ 1 เทศบาลนครเชียงใหม่ ประเทศไทย ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 220 (สีม่วง)
อันดับ 2 กรุงเดลี ประเทศอินเดีย ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 207 (สีม่วง)
อันดับ 3 กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 187 (สีแดง)
อันดับ 4 กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 169 (สีแดง)
อันดับ 5 กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 167 (สีแดง)

สำหรับค่า AQI แบ่งได้เป็น 6 ระดับ ดังนี้
– สีเขียว 0-50 อยู่ในระดับดี
– สีเหลือง 51-100 อยู่ในระดับปานกลาง
– สีส้ม 101-150 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อผู้ป่วย หรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ
– สีแดง 151-200 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคน
– สีม่วง 201-300 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง
– สีน้ำตาล ตั้งแต่ 301 ขึ้นไป อยู่ในระดับอันตราย
สถานการณ์หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส รายงานว่า เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้กับเขตพื้นที่ป่าและเป็นเส้นทางจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปยังจังหวัดเชียงราย บรรยากาศบนท้องถนนหลายแห่งถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควัน

โดยจุดความร้อนที่จังหวัดเชียงใหม่วันเดียวพุ่งสูงถึง 646 จุด ส่วนที่ จ.แม่ฮ่องสอน พบ 426 จุด ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่า และหมอกควัน รายงานข้อมูลในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า พบจุดความร้อน 1,479 จุด แบ่งเป็น
– ป่าอนุรักษ์ 1,059 จุด
– ป่าสงวนแห่งชาติ 400 จุด
– นอกพื้นที่ 20 จุด
กลุ่มป่าที่พบจุดความร้อนมากสุด
1. กลุ่มป่าศรีลานนา-แม่ลาว 271 จุด
2. กลุ่มป่าลุ่มน้ำปาย 250 จุด
3. กลุ่มป่าสะเมิง 138 จุด
4. กลุ่มป่าตอนใต้จังหวัดเชียงใหม่ 135 จุด
5. กลุ่มป่าสาละวิน 130 จุด

รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะโฆษก กมธ.อากาศสะอาดฯ โพสข้อความใน FB เนื้อหาบางส่วนระบุว่า เช้านี้ (29 มี.ค.2569) ภาคเหนือยังเต็มไปด้วยฝุ่นพิษ PM2.5 (สารก่อมะเร็งกลุ่ม 1) ขั้นวิกฤติต่อเนื่อง
แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นพิษยังคงมาจากการเผาในพื้นที่โล่งแจ้งโดยเฉพาะในภาคป่าไม้และภาคเกษตรทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ผสมกับฝุ่นพิษในพื้นที่จากแหล่งกำเนิดในภาคยานยนต์และภาคอุตสาหกรรม จากข้อมูลจุดความร้อนที่รายงานโดย GISTDA วันนี้เมียนมาเผาหนักสุด 10,834 จุด รองลงมาคือประเทศไทย 4,291 จุด ตามด้วย สปป.ลาว 4,157 จุด กัมพูชา 849 จุด และเวียดนาม 847 จุด
สำหรับประเทศไทย พื้นที่ป่ามีการเผาหนักมากต่อเนื่องถึง 3,646 จุด ตามด้วยการเผาในภาคเกษตร โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เผาครองแชมป์ที่ 223 จุด ตามด้วยนาข้าว 146 จุด และอ้อย 57 จุด
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ เร่งผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ที่ใช้แก้ปัญหาได้จริงให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นกติกากลางที่บูรณาการ ยืดหยุ่น เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และสามารถจัดการโครงสร้างแรงจูงใจของผู้เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ ประชาชนไทยจะได้เจ็บป่วยน้อยลง และควรเร่งดำเนินมาตรการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ก่อให้เกิดการเผาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ จากสถิติพบว่า ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมาในระดับสูงมากและยังส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปให้เมียนมาปลูก ท้ายสุด ฝุ่นพิษย้อนจากเมียนมาย้อนกลับมากระทบสุขภาพคนไทย
